บอร์ด EEC จ่อเคาะสิทธิประโยชน์ลงทุนครั้งแรก ประเดิม 8 โครงการใหญ่แสนล้าน

- บอร์ด EEC เตรียมพิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์การลงทุนเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2569
- เสนออนุมัติ 8 โครงการลงทุนนำร่อง มูลค่ารวมประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
- สิทธิประโยชน์จะถูกประเมินและอนุมัติเป็นรายโครงการให้เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละรายในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนภายใต้สิทธิประโยชน์ของอีอีซีเป็นครั้งแรก รวม 8 โครงการ วงเงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ
ดร.จุฬา กล่าวว่า ที่ผ่านมา EEOC ได้จัดเตรียมเรื่องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนผ่านสิทธิประโยชน์ของสำนักงานเอง ตั้งแต่การพิจารณาว่ามีเขตส่งเสริมที่ไหนเหมาะสมกับการลงทุนอะไรไปบ้าง และพยายามให้เห็นว่าการมี One Stop Service ช่วยสนับสนุนจะช่วยให้นักลงทุนได้รับความสะดวกในการเข้ามาลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง พรัอมทั้งกำหนดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมในแต่ละรายด้วย
“เราพยายามแนะนำคนที่อยากมาลงทุนตั้งแต่ชวนเข้ามาจนถึงให้เขาประกอบกิจการได้จริงๆ โดยจะบอกว่า ลงทุนแบบนี้ควรจะอยู่ในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจในโซนไหน แล้วเตรียมให้สิทธิประโยชน์ อย่างเช่น การก่อสร้าง การตั้งโรงงานต่าง ๆ แต่ในขั้นตอนที่ผ่านมา เรายังไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์อย่างจริงจัง เนื่องจากไปเตรียมเรื่องเชิงกฎหมาย เพราะสิทธิประโยชน์ EEC ครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งสิทธิประโยชน์ในเชิงภาษีต้องคุยกับสรรพากร คุยกับศุลกากร หรือเรื่องใบอนุญาติ หรือวีซ่าต่าง ๆ ด้วย” ดร.จุฬา กล่าว
สำหรับการพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น ดร.จุฬา กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด กพอ. ครั้งนี้ จะเป็นการอนุมัติสิทธิประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งแต่ละรายจะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เหมือนกัน เพราะจะมีการประเมินเป็นรายโครงการ และนำเสนอเข้ามายัง กพอ. พิจารณา ส่วนใหญ่จะครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลส่งเสริม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่าการลงทุน กว่า 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมามีการประเมินกันว่า จะมีการเสนอทางเลือกให้บอร์ด กพอ. พิจารณาว่าจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาหรือยุติสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือ กลุ่มซีพี นั้น ล่าสุด ดร.จุฬา ยอมรับว่า กรณีโครงการดังกล่าวอาจจะยังไม่ได้เสนอรายละเอียดเข้ามายังที่ประชุมครั้งนี้ได้ทัน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ธพส. โชว์นวัตกรรมใต้ผืนดินศูนย์ราชการฯ ใช้สถาปัตยกรรมสีเขียวแก้โจทย์น้ำท่วมถนนแจ้งวัฒนะ

- DAD พัฒนาพื้นที่ศูนย์ราชการฯ ให้เป็น “เมืองฟองน้ำ” (Urban Sponge) โดยใช้พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่เป็น “แก้มลิงใต้ดิน” เพื่อกักเก็บและชะลอน้ำฝน แก้ปัญหาน้ำท่วมบนถนนแจ้งวัฒนะ
- นำแนวคิด “Zero Discharge” หรือการไม่ปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอกมาใช้ โดยมีระบบบำบัดน้ำที่ทันสมัย สามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น รดน้ำต้นไม้และล้างถนน
- สร้างความมั่นคงด้านน้ำด้วยระบบสำรองน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่สามารถใช้ในภาวะฉุกเฉินได้นาน 2 วัน และนำน้ำที่กักเก็บไว้มาใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง
ภาพจำ “ถนนแจ้งวัฒนะ” ในช่วงฤดูฝนของใครหลายคน คงหนีไม่พ้นภาพของปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากรอการระบาย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อทั้งการเดินทางและการใช้ชีวิตของผู้คนที่สัญจร ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการ ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชน แต่ยังมีต้นแบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนซ่อนตัวอยู่ภายใต้พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า378 ไร่ของ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ แม้เข้ามาตั้งอยู่บนต้นถนนแห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้สร้างภาระ การระบายน้ำเพิ่มให้กับพื้นที่ จึงเป็นข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่า “สถาปัตยกรรม” และ “นวัตกรรม” สามารถผสานรวมกันเพื่อเป็นเกราะกำบังและเป็นทางออกของปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
สถาปัตยกรรมคิดเผื่อวิกฤต มั่นคงด้านน้ำ 24 ชั่วโมง
ดร. ธีธัช สุขสะอาด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ DAD Asset Development ฉายภาพให้เห็นถึงแนวคิดการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ด้วยว่า จากวิสัยทัศน์ 22 ปีของ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ระบบประปาที่นี่จึงถูกออกแบบให้รับน้ำผ่านท่อหลัก 2 เส้นคู่ขนาน เพื่อป้องกันการหยุดชะงัก พร้อมติดตั้งถังเก็บน้ำสำรองใต้ดินขนาดใหญ่ใต้อาคารวิศวกรรม สำรองน้ำให้ข้าราชการและประชาชนใช้ในภาวะฉุกเฉินได้นานถึง 2 วันเต็ม รวมถึงกระจายถังสำรองน้ำไว้ตามแกนอาคารต่างๆ เพื่อความมั่นคงสูงสุด
“แก้มลิงใต้ดิน” ซับน้ำฝน ไม่สร้างภาระให้คนแจ้งวัฒนะ
DAD เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์ราชการฯ ให้เป็น Urban Sponge (เมืองฟองน้ำ) โดยบูรณาการพื้นที่สีเขียวกว่า138 ไร่ ให้ทำหน้าที่เป็นระบบแก้มลิงประสิทธิภาพสูง มีศักยภาพกักเก็บน้ำรวม 23,842 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นพื้นที่สีเขียวซับน้ำ 18,540 ลบ.ม. และเรือนยอดต้นไม้ ช่วยสกัดกั้นน้ำได้ 5,320 ลบ.ม.
เมื่อฝนตกหนัก ระบบจะกักเก็บและหน่วงน้ำไว้ทันที เพื่อไม่ให้ไหลไปซ้ำเติมระบบระบายน้ำสาธารณะบนถนนแจ้งวัฒนะ และจะทยอยระบายออกเมื่อสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยระบบนี้สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้เทียบเท่าฝนที่ตกหนักที่สุดในรอบ 125 ปี นอกจากนี้ ก่อนเข้าฤดูฝนจะมีการ “พร่องน้ำ” ล่วงหน้า ส่วนในฤดูร้อนยังนำน้ำที่เก็บไว้มาหล่อเลี้ยงต้นไม้โดยไม่ต้องพึ่งน้ำประปา

พลิกแนวคิดสู่ “Zero Discharge” บำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่
ภายใต้ปรัชญาปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ (Zero Discharge) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ได้แยกประเภทน้ำเสียจากครัวและห้องน้ำตั้งแต่ต้นทางเพื่อเข้าสู่ระบบบำบัดแบบตะกอนเร่ง ล่าสุด DAD ได้ยกระดับเทคโนโลยีเพื่อรองรับพื้นที่โซน C โดยใช้คอมพิวเตอร์อัจฉริยะควบคุม ร่วมกับระบบกรองขั้นสูงอย่าง Ultrafiltration และ Ozone ในการฆ่าเชื้อโรค พร้อมตรวจวัดค่า BOD แบบเรียลไทม์ ทำให้น้ำที่ผ่านการบำบัดสะอาดตามมาตรฐานสากล ก่อนนำกลับไปใช้รดน้ำต้นไม้ ล้างถนน และใช้ในระบบสุขภัณฑ์
ความสำเร็จที่จับต้องได้ ด้วยรางวัลระดับประเทศ
โมเดลการจัดการน้ำครบวงจรนี้ การันตีด้วย “รางวัลอาคารราชการต้นแบบด้านการจัดการน้ำเสียระดับทอง” (คะแนนเต็ม 110 คะแนน) ในปี 2563 สะท้อนว่าการลงทุนในนวัตกรรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและป้องกันภัยพิบัติ แต่ยังสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนรอบข้าง เป็นคำตอบของการแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งของเมืองใหญ่ในปัจจุบัน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 4 ส.ค.69 ‘อ่อนค่า’ หลังราคาทองรีบาวด์สูงขึ้น

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังข้อมูลเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด
- การปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไว้ได้บางส่วน
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.36 บาท ต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในกรอบ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.32-33.44 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หนุนโดยภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นฝั่งยุโรป
นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนกรกฎาคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.6 จุด และอัตราการเติบโตคาดการณ์โดย Atlanta FED (GDPNow) ในไตรมาสที่ 3 ที่สูงราว +6.2% ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดคงเชื่อมั่นว่า FED จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง อยู่ที่ราว 40%) และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์
ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลัง ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น ส่วนราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง
หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Meta +6.0%, Microsoft +4.9% ตอบรับรายงานผลประกอบการของหุ้นเทคฯ ใหญ่ที่ยังคงออกมาสดใส ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ปรับตัวได้ดีในช่วงตลาดผันผวน อาทิ กลุ่ม Healthcare นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงจากความหวังการเจรจาหยุดยิงยังได้กดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +1.32% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.48% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +2.13%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.45% ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันต่อต้นทุนของบรรดาบริษัทฝั่งยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะ AstraZeneca -9.0% จากกระแสข่าวการควบรวมกิจการ (M&A)
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซน 4.68% แม้จะปรับตัวขึ้นบ้างตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED บ้าง ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง ได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวบ้าง ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่มีส่วนกดดันเงินเยนญี่ปุ่นเพิ่มเติม นอกเหนือจากการปรับสถานะของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังคงไม่เชื่อว่า เงินเยนญี่ปุ่นจะสามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ สอดคล้องกับมุมมองนักวิเคราะห์ต่างประเทศที่ยังคงคำแนะนำ Short JPY ผ่านการใช้กลยุทธ์ Options นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย บ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 100 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.7-100 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า จังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม จะสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดยังพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นบ้างและเคลื่อนไหวเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quits Rate) ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มอัตราการเติบโตของค่าจ้างและแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ได้
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 06.50 น. ของเช้าวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตา ทั้งการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor และค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จากอานิสงส์ของการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมามีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง โดยเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ โดยเฉพาะปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อมุมมองการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน
โดยในเบื้องต้น เราประเมินว่า เงินบาทอาจพอมีโซนแนวต้านในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไปจะอยู่แถว 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับจะยังติดอยู่ในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับสำคัญที่อาจทำให้ เงินบาทกลับสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นชัดเจน คือ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) โดยในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันบ้าง หลังนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาขายทำกำไรสินทรัพย์ไทยบ้าง เช่น หุ้นไทย ส่วนในฝั่งบอนด์นั้น เรามองว่า นักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อ จนกว่าความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักจะทยอยคลี่คลายลง ลดแรงกดดันต่อบอนด์ระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
มีทีมไหนกันบ้าง? เปิดรายชื่อทั้ง 20 ทีมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2026-27

เตรียมกลับมาเปิดฉากการแข่งขันอีกครั้งสำหรับ ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2026-27 ลีกลูกหนังที่มีแฟนบอลติดตามชม และเชียร์มากที่สุดในโลก
โดยฝ่ายจัดการแข่งขันได้ประกาศโปรแกรมการแข่งขันของทั้ง 20 สโมสรในฤดูกาลใหม่ ทั้งหมด 38 นัด อย่างเป็นทางการ และจะเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการในคืนวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569
ซึ่ง ฤดูกาลที่ผ่านมา “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล สามารถคว้าแชมป์ไปครองด้วยการมี 85 คะแนน ถือเป็นการได้แชมป์อีกครั้งในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่เป็นแชมป์ไร้พ่ายเมื่อฤดูกาล 2003-04
สำหรับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเปิดฉากจะมี 3 ทีมน้องใหม่เลื่อนชั้นขึ้นมาประกอบด้วย โคเวนทรี, ฮัลล์ ซิตี้ และ อิปสวิช

สรุปรายชื่อ 20 ทีมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026-27
- อาร์เซนอล
- แอสตัน วิลลา
- บอร์นมัธ
- เบรนท์ฟอร์ด
- ไบร์ทตันฯ
- เชลซี
- โคเวนทรี
- คริสตัล พาเลซ
- เอฟเวอร์ตัน
- ฟูแล่ม
- ฮัลล์ ซิตี้
- อิปสวิช
- ลีดส์ ยูไนเต็ด
- ลิเวอร์พูล
- แมนฯ ซิตี้
- แมนฯ ยูไนเต็ด
- นิวคาสเซิล
- ฟอเรสต์
- ซันเดอร์แลนด์
- สเปอร์ส
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ถอดรหัส ‘ใหลตาย’ ต้นตอจาก ‘ยีนกลายพันธุ์’ ถ่ายทอดถึงลูก 50 %

- โรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม 2 ชนิด คือ Long QT syndrome (LQTS) และ CPVT ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน เป็นความเสี่ยงของการภาวะใหลตาย (หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะหลับ)
- ยีนผิดปกติที่ก่อโรคนี้สามารถถ่ายทอดจากพ่อหรือแม่ไปสู่ลูกได้ด้วยโอกาสสูงถึง 50% ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้พบผู้ป่วยอายุน้อยเสียชีวิตกะทันหันได้
- ปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาล่วงหน้าได้
การเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะที่เกิดจาก “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ซึ่งหากเกิดขณะนอนหลับ เรียกว่า “ใหลตาย” งานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า มีการกลายพันธุ์ของ”ยีน”ที่ก่อให้เกิดโรคในกลุ่มโรคหัวใจที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนเดี่ยว อย่างน้อย 2 โรคสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ได้แก่ โรค Long QT syndrome (LQTS) และ โรค CPVT การกลายพันธุ์ของยีนนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ถึง 50% แต่ปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมในกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันและวางแผนรักษาได้ล่วงหน้า
‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ การเสียชีวิตเฉียบพลันของบุคคลที่เกิดขึ้นอย่างกะทันกัน โดยไม่ได้มีโรคประจำตัว ร่างกายแข็งแรงดี อายุน้อย ไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย เพื่อชิงทรัพย์
โดยหากเป็นลักษณะของการ “เสียชีวิตขณะนอนหลับ” มักจะสันนิษฐานไปก่อนมีการชันสูตรและยืนยันถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเป็น “ใหลตาย” กรณีของ “ฮลุน โซโล่” (Hlun Solo) หรือ บวรทัต เป็งสุข คนในสังคมก็กล่าวถึงประเด็นนี้เช่นกัน
คนไทยหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันชั่วโมงละ 6 คน
ภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้ทัน ส่งผลให้ผู้ป่วยหมดสติ หยุดหายใจหรือหายใจเฮือก และในบางรายอาจมีอาการเกร็งกระตุกจากการที่สมองขาดออกซิเจนร่วมด้วย
คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคใหลตายในวันปกติจะไม่มีอะไร แต่ในวันพักผ่อนน้อย ดื่มเหล้า ใช้สารเสพติด หรือยาบางอย่างหรือในวันที่ไม่สบาย อาจทำให้อาการใหลตายเกิดขึ้นและเสียชีวิตกระทันหัน
จากสถิติในประเทศไทย พบ “ผู้ป่วยใหลตาย” ประมาณ 40 คน จากจำนวนประชากร 100,000 คน ส่วนใหญ่พบในคนภาคอีสาน ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักเป็นผู้ชายอายุน้อยช่วงอายุ 20 – 50 ปี ส่วนคนเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยจอนแก่น ระบุว่า ประเทศไทยมีประมาณชั่วโมงละ 6 คน หรือราว 5.4 หมื่นคนต่อปี
งานวิจัยเรื่อง ประโยชน์ของการศึกษาพันธุกรรมเชิงโมเลกุลและการคัดกรองสมาชิกครอบครัวสำหรับการวินิจฉัยโรค การตรวจคัดกรองในครอบครัว และค้นหายีนใหม่ของการเกิดโรคหัวใจที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่ถ่ายทอดแบบยีนเดี่ยว หรือคล้ายคลึงกับยีนเดี่ยวในประชากรไทย” ของ ศ.นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการวิจัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ มุ่งทำความเข้าใจกลไกของการเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะที่เกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
ยีนกลายพันธุ์ต้นเหตุ
พบว่า มีการกลายพันธุ์ของยีนที่ก่อให้เกิดโรคในกลุ่มโรคหัวใจที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนเดี่ยว อย่างน้อย 2 โรคสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเกิด ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คือ
1.) โรค Long QT syndrome (LQTS) เป็นความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ที่ทำให้การฟื้นตัวของประจุไฟฟ้าในเซลล์หัวใจหลังการใช้งานเพื่อบีบตัวแต่ละครั้งใช้เวลานานขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดที่เรียกว่า Torsade de Pointes ส่งผลทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการเป็นลมหมดสติ หรือเสียชีวิตกะทันหันได้ โดยเฉพาะในเด็กและวัยหนุ่มสาว
“เด็กไทยที่ป่วยด้วยโรคนี้ (Long QT) มีความเกี่ยวข้องกับยีนที่ผิดปกติถึงประมาณ 70% และอาจเกิดอาการโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน ขณะที่ในผู้ใหญ่ มักแสดงอาการเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การใช้ยาบางชนิด” ศ.นพ.อภิชัย กล่าว
ถ่ายทอดทางพันธุกรรมถึงลูก 50 %
2.) โรค CPVT (Catecholaminergic Polymorphic Ventricular Tachycardia) เป็นโรคหายากที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง โดยมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีความตื่นเต้นเช่น ขณะเล่นวีดีโอเกม หรือมีการออกกำลังกาย ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ และเร็วผิดปกติ ส่วนอาการที่พบได้บ่อยคือ หน้ามืด หรือเป็นลมขณะออกกำลังกาย และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหัน โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น
“ 2 โรคนี้ จัดอยู่ในกลุ่มโรคพันธุกรรมแบบยีนเดี่ยว หากมียีนผิดปกติเพียงหนึ่งตำแหน่งก็สามารถก่อโรคได้ ฉะนั้น หากพ่อหรือแม่เป็นสองโรคดังกล่าว ก็มีโอกาสที่จะถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ถึง 50% ซึ่งเป็นเหตุผลด้วยว่า ทำไมสามารถพบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในเด็กที่ดูแข็งแรงได้” ศ.นพ.อภิชัย กล่าว
สามารถตรวจยีนให้รู้ความเสี่ยงก่อนได้
เมื่อการศึกษานี้ ทำให้สามารถพบ “ยีนที่เป็นสาเหตุได้แล้ว” ช่วยให้การดูแลรักษาทำได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และการตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ ช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยง และวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมมากขึ้น
ศ.นพ.อภิชัย กล่าวด้วยว่า การตรวจยีนเพื่อวินิจฉัยและคัดกรองโรค Long QT เพื่อนำไปสู่การรักษา โดยใช้การเทียบค่าใช้จ่ายตลอดช่วงชีวิตของผู้ป่วย ระหว่างการตรวจยีนเพื่อคัดกรองโรคและทำการรักษากับการรักษาตามระบบเดิม
พบว่า การตรวจยีนเพื่อคัดกรองและทำการรักษา ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า อายุยืนยาวกว่า รวมถึง ค่าใช้จ่ายในภาพรวมของการดูแลรักษาน้อยกว่า และราคาของการตรวจทางพันธุกรรมมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนการตรวจทางพันธุกรรมโรคนี้อยู่ในระดับที่มีความคุ้มค่า จึงมีแผนที่จะเสนอให้บรรจุการตรวจดังกล่าวเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
กลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจยีนคัดกรอง
- กลุ่มเสี่ยงที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรมีการตรวจยีนเพื่อคัดกรอง
- ผู้ป่วยอายุน้อยที่หัวใจหยุดเต้นอย่างกะทันหันโดยโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีญาติสายตรงที่มีสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุและมีลักษณะเข้าข่ายโรคกลุ่มนี้
- มีประวัติเป็นลมในสถานการณ์ที่โดยปกติไม่ควรเกิดอาการหมดสติ เช่น ขณะออกกำลังกาย
- ญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับบุคคลที่พบความผิดปกติในยีนที่ทำให้เกิดโรคนี้
วิธีการรักษาใหลตาย
การรักษาโรคใหลตาย สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า ในทางการแพทย์มี 2 วิธี
1.) การใช้ยา โดยในการให้ยานั้นขึ้นอยู่กับอาการโรคใหลตายว่ารุนแรงแค่ไหน หากรุนแรงมากการใช้ยารักษาก็อาจไม่ได้ผล
และ2.) การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ หากใช้ยาไม่ได้ผลต้องใช้วิธีฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจเข้าไปในร่างกายแทน เพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้ผู้ที่เคยตกอยู่ในภาวะใหลตาย สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ
การดูแลหลังการรักษา
ต้องหลีกเลี่ยงการกดบริเวณหัวไหล่ ไหปลาร้าข้างที่ใส่เครื่อง เพราะอาจทำให้สายหัก ทั้งนี้ด้านอาหารการกินยังต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน รับประทานอาหารที่สะอาดถูกหลักอนามัย
และรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารเพียงพอต่อร่างกายโดยเฉพาะวิตามินบี ที่สำคัญควรรับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือดอย่างสม่ำเสมอ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ถั่วดำ ถั่วแระ เต้าหู้ เป็นต้น
การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะใหลตาย
จับผู้ป่วยนอนราบ ระหว่างรอรถพยาบาลหรือรอคนมาช่วยให้ประเมินผู้ป่วย หากพบว่าไม่หายใจหรือชีพจรที่คอไม่เต้น ให้กดหน้าอกยุบลงราว 1.5 นิ้ว แล้วปล่อยให้คลายตัวเป็นชุด ในความถี่ราว 100 ครั้งต่อนาทีโดยไม่หยุดจนกว่าจะถึงมือแพทย์หรือจนกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว
และไม่ควรเสียเวลาโดยไม่จำเป็น เช่น งัดปากคนไข้ด้วยของแข็งเพราะอาจเป็นอันตราย และให้ระลึกเสมอว่าคนที่เป็นโรคใหลตายอาจจะมีโรคอื่นของสมอง เช่น ลมชัก โรคหัวใจ ที่อาจเป็นเหตุให้หมดสติได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘ ไทย’ติดเทรนด์ ‘AI-เทคฯ’ เขย่าพอร์ตการค้าโลก ‘WTO’ กางโผ ‘สินค้าโตเด่นสวนทางผลผลิตดั่งเดิม

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าโลก ทั้งประเด็นภาษีสหรัฐ สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางซึ่งกระทบถึงความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงความอ่อนแรงทางเศรษฐกิจที่เผชิญวิกฤตหลายระลอกมาอย่างต่อเนื่อง
แต่การค้าทั่วโลกยังส่งสัญญาณเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ เป็นอานิสงส์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และ ปัญญาประดิษฐ์ หรือAI
ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก หรือ WTO ระบุว่า การค้าโลกในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมูลค่าการค้าสินค้าโลกขยายตัว 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก แรงหนุนสำคัญมาจากการลงทุนด้านAI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งผลักดันความต้องการชิป อุปกรณ์โทรคมนาคม และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้ขยายตัวในระดับสูง
โดยสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) 1. สินค้าเทคโนโลยีเป็นพระเอกของการค้าโลกประกอบด้วย อุปกรณ์สำนักงานและโทรคมนาคม เติบโต 44% ในไตรมาสแรกปี 2026 สูงขึ้นจากไตรมาสแรกปี 2025 ซึ่งอยู่ในระดับ 16%
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เติบโต 40% จาก 8%, สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโต 42% จาก 18% สะท้อนว่าความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ ชิป อุปกรณ์ดาต้าเซนเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการค้าโลก
2. แร่ธาตุและวัตถุดิบเร่งตัว กลุ่มแร่และโลหะที่ไม่ใช่เหล็กเติบโตถึง 27% จากที่แทบไม่ขยายตัว (-0.4%) ในปีก่อน เป็นผลจากความต้องการแร่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
3. สินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัว สินค้าอุตสาหกรรมรวม โต 9% เท่ากับปีก่อน ,เครื่องจักรอื่น ๆ โต 9% จาก 8%,ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ พลิกจาก -3% เป็น 5% แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตโลกเริ่มกลับมามีแรงส่งมากขึ้น
4. พลังงานยังอ่อนแอ เชื้อเพลิงและสินค้าเหมืองแร่ โต 7% จาก -4% แต่เฉพาะเชื้อเพลิง ยังติดลบ -3% แม้จะดีขึ้นจาก -8%สะท้อนว่าราคาพลังงานโลกยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการค้าพลังงานยังไม่ฟื้นเต็มที่
5. สินค้าเกษตรเติบโตปานกลาง สินค้าเกษตร โต 4% ลดลงจาก 6%, อาหาร โต 5% ลดลงจาก 6%, แสดงว่าความต้องการอาหารโลกยังขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง
6. อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญแรงกดดัน เหล็กและเหล็กกล้า ติดลบ -5%, เคมีภัณฑ์ ติดลบ -6%, สิ่งทอ โตเพียง 1% จาก 7%เครื่องนุ่งห่ม โตเพียง 1% จาก 7%
“ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า โครงสร้างการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนด้วยสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภค ไปสู่การเติบโตที่นำโดยเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป”
การคาดการณ์การค้าล่าสุดของ WTO ซึ่งเผยแพร่ในรายงาน Global Trade Outlook and Statistics (GTOS) เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปริมาณการค้าสินค้าโลกจะเติบโต 1.9% ในปี 2026 ภายใต้ฉากทัศน์พื้นฐานว่าด้วย สงครามในตะวันออกกลางอาจลดการเติบโตของการค้าโลกลง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์, ราคาพลังงานสูง แต่การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มการเติบโตได้ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
ประมาณการเหล่านี้จัดทำขึ้นในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง โดยมีข้อมูลเพียงบางส่วนเกี่ยวกับขอบเขตของการชะงักงันในการขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการในภายหลัง นักเศรษฐศาสตร์ของ WTO คาดว่าจะเห็นการหดตัวที่ใหญ่ขึ้นของกระแสการค้าในตะวันออกกลางภายในสิ้นปี ขณะที่ จะเกิดการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นในเอเชียและอเมริกาเหนือ
ทั้งนี้ การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้ยกระดับปริมาณการค้าในเอเชียโดยในไตรมาสแรก การส่งออกของเอเชียเพิ่มขึ้น 12.9%และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 14.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2025
“โดยการส่งออกไม่ได้ถูกขับเคลื่อนแค่โดยจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย และจีนไทเป การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ในเอเชียเป็นผลจากการหมุนเวียนภายในภูมิภาคของสินค้าที่สนับสนุน AI”
สำหรับผู้ส่งออก 5 อันดับแรก(ไตรมาสแรกของปี 2026) บันทึกการเติบโตของการส่งออกในเชิงมูลค่าเมื่อเทียบแบบปีต่อปี พบว่าเกาหลีใต้นำเป็นอันดับหนึ่งที่ ขยายตัว 38.4%, ตามด้วยฮ่องกง ขยายตัว 38.3%, สหรัฐขยายตัว 15.2% และจีน ขยายตัว 14.7% สหภาพยุโรป ขยายตัว 9.2%
สำหรับผู้นำเข้า 5 อันดับแรก มีเพียงการนำเข้าสินค้าของสหรัฐเท่านั้นที่ลดลง 13.6% ขณะที่การนำเข้าของอีก 4 รายที่เหลือเพิ่มขึ้นในแง่มูลค่า ฮ่องกง ขยายตัว 44.8%, สหราชอาณาจักร ขยายตัว 28.0%, จีน ขยายตัว 23.0% และสหภาพยุโรป ขยายตัว 11.4%

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คำเชื่อมภาษาอังกฤษคืออะไร และใช้ทำอะไรในประโยค

ความหมายของคำเชื่อมภาษาอังกฤษ
คำเชื่อม ภาษาอังกฤษ หรือที่เรียกว่า Conjunctions และ Transitions คือคำหรือกลุ่มคำที่ใช้เชื่อมประโยค วลี หรือข้อความเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดต่างๆ ในข้อความ คำเชื่อมทำหน้าที่เหมือนสะพานที่เชื่อมความคิดหนึ่งไปยังอีกความคิดหนึ่ง ทำให้ข้อความมีความต่อเนื่อง ไหลลื่น และเข้าใจง่ายขึ้น
เมื่อเราอ่านประโยคภาษาอังกฤษ คำเชื่อมจะบอกเราว่าประโยคถัดไปจะเป็นการเพิ่มข้อมูล แสดงความขัดแย้ง บอกเหตุผล หรือยกตัวอย่าง การรู้จักคำเชื่อมจึงเหมือนกับได้รับ “สัญญาณ” ที่จะช่วยให้เราคาดเดาเนื้อหาถัดไปได้ ทำให้การอ่านเร็วขึ้นและเข้าใจมากขึ้น
ทำไมคำเชื่อมถึงสำคัญต่อการอ่านและการสอบภาษาอังกฤษ
คำเชื่อมมีบทบาทสำคัญมากในการสอบภาษาอังกฤษทุกประเภท โดยเฉพาะ TOEIC, IELTS, และ TOEFL เพราะคำเชื่อมจะช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างของข้อความและความสัมพันธ์ระหว่างประโยคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนของพาร์ทของ TOEIC โดยเฉพาะ Part 5 และ Part 7 คำเชื่อมมักจะออกสอบเป็นประจำ หากเรารู้จักคำเชื่อมแต่ละประเภทและเข้าใจหน้าที่ของมัน เราจะสามารถเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้ทันที โดยไม่ต้องอ่านประโยคซ้ำหลายรอบ นอกจากนี้ การใช้เทคนิค Skimming & Scanning ร่วมกับการจับสัญญาณจากคำเชื่อมจะทำให้เราทำข้อสอบได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
รวมคำเชื่อมภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย แบ่งตามหน้าที่
การจำคำเชื่อมทั้งหมดอาจดูท่วมท้น แต่ถ้าเราแบ่งตามหน้าที่ของมัน จะทำให้เข้าใจและจำได้ง่ายขึ้นมาก ในส่วนนี้เราจะมาดูคำเชื่อมที่ใช้บ่อยที่สุด พร้อมกับตัวอย่างประโยคที่เข้าใจง่าย แต่ละหมวดจะมีหน้าที่เฉพาะตัว และเมื่อเห็นคำเชื่อมเหล่านี้ เราก็จะรู้ทันทีว่าประโยคต่อไปจะพูดถึงอะไร
คำเชื่อมภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการเพิ่มเติมข้อมูล
คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้สำหรับการเพิ่มเติมข้อมูลจะบอกเราว่าประโยคถัดไปจะมีข้อมูลเพิ่มเติมที่สนับสนุนหรือขยายความจากประโยคก่อนหน้า คำเชื่อมกลุ่มนี้ช่วยให้ข้อความมีความสมบูรณ์มากขึ้น
คำเชื่อมที่ใช้บ่อย:
- and = และ
- also = เช่นกัน, ด้วย
- moreover = ยิ่งกว่านั้น, นอกจากนี้
- furthermore = ยิ่งไปกว่านั้น
- in addition = นอกจากนี้
- besides = นอกจาก
- as well as = เช่นเดียวกับ
ตัวอย่างประโยค:
- The restaurant serves delicious food, and the atmosphere is wonderful. (ร้านอาหารเสิร์ฟอาหารอร่อย และบรรยากาศก็ยอดเยี่ยม)
- She is talented. Moreover, she is very hardworking. (เธอมีความสามารถ ยิ่งกว่านั้น เธอยังขยันมาก)
- In addition to English, he can speak French fluently. (นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว เขายังพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่อง)
คำเชื่อมภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการแสดงเหตุผลและผลลัพธ์
คำเชื่อมกลุ่มนี้จะบอกเราถึงความสัมพันธ์แบบเหตุและผล ช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมสิ่งหนึ่งจึงเกิดขึ้น หรือสิ่งหนึ่งนำไปสู่อะไร คำเชื่อมประเภทนี้มักออกสอบบ่อยมากในข้อสอบทุกประเภท เพราะเป็นการทดสอบว่าเราเข้าใจตลอดกระบวนการของเหตุการณ์หรือไม่
คำเชื่อมที่ใช้บ่อย:
- because = เพราะว่า
- since = เนื่องจาก
- as = เนื่องจาก
- so = ดังนั้น
- therefore = ดังนั้น, เพราะฉะนั้น
- thus = ดังนั้น
- as a result = ผลที่ตามมาคือ
- consequently = ผลที่ตามมาคือ
ตัวอย่างประโยค:
- I studied hard because I wanted to pass the exam. (ฉันอ่านหนังสืออย่างหนัก เพราะว่าฉันต้องการสอบผ่าน)
- It was raining heavily. Therefore, the event was cancelled. (ฝนตกหนัก ดังนั้น งานจึงถูกยกเลิก)
- He didn’t set an alarm, so he woke up late. (เขาไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุก ดังนั้น เขาจึงตื่นสาย)
คำเชื่อมภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการแสดงความขัดแย้ง
คำเชื่อม ภาษาอังกฤษประเภทนี้จะแสดงความตรงกันข้ามหรือความขัดแย้งระหว่างสองประโยค เมื่อเห็นคำเชื่อมกลุ่มนี้ เราจะรู้ทันทีว่าประโยคถัดไปจะพูดในทิศทางที่ตรงข้ามกับประโยคก่อนหน้า คำเชื่อมเหล่านี้สำคัญมากในการทำความเข้าใจบทความหรือข้อสอบที่มีการนำเสนอหลายมุมมอง
คำเชื่อมที่ใช้บ่อย:
- but = แต่
- however = อย่างไรก็ตาม
- although = แม้ว่า
- though = แม้ว่า
- even though = แม้ว่า
- despite = แม้ว่า, ทั้งๆ ที่
- in spite of = แม้ว่า, ทั้งๆ ที่
- while = ในขณะที่
- whereas = ในขณะที่
- on the other hand = ในทางตรงกันข้าม
- nevertheless = อย่างไรก็ตาม
ตัวอย่างประโยค:
- The phone is expensive, but it has excellent features. (โทรศัพท์แพง แต่มีฟีเจอร์ที่ยอดเยี่ยม)
- Although it was raining, we went hiking. (แม้ว่าฝนกำลังตก เราก็ไปปีนเขา)
- Despite the difficulties, she never gave up. (แม้ว่าจะมีความยากลำบาก เธอไม่เคยยอมแพ้)
คำเชื่อมภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการแสดงเวลาและลำดับเหตุการณ์
คำเชื่อมกลุ่มนี้จะบอกเราถึงลำดับเวลาหรือลำดับของเหตุการณ์ ช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุการณ์ไหนเกิดก่อนหลัง หรือเกิดพร้อมกัน การรู้จักคำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษประเภทนี้จะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวหรือกระบวนการต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
คำเชื่อมที่ใช้บ่อย:
- before = ก่อน
- after = หลัง
- when = เมื่อ
- while = ในขณะที่
- as = ขณะที่
- until = จนกระทั่ง
- since = ตั้งแต่
- then = จากนั้น
- next = ต่อไป
- finally = ในที่สุด
- meanwhile = ในระหว่างนั้น
ตัวอย่างประโยค:
- Before you leave, please turn off the lights. (ก่อนที่คุณจะออกไป กรุณาปิดไฟด้วย)
- I’ll call you after I finish work. (ฉันจะโทรหาคุณหลังจากที่ฉันทำงานเสร็จ)
- While she was cooking, he was reading a book. (ในขณะที่เธอกำลังทำอาหาร เขากำลังอ่านหนังสือ)
คำเชื่อมภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการยกตัวอย่าง
คำเชื่อม ภาษาอังกฤษที่ใช้สำหรับการยกตัวอย่างจะบอกเราว่าประโยคถัดไปจะเป็นตัวอย่างที่สนับสนุนหรืออธิบายแนวคิดที่กล่าวมาก่อนหน้า คำเชื่อมกลุ่มนี้ช่วยให้เราเข้าใจแนวคิดที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น ผ่านตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
คำเชื่อมที่ใช้บ่อย:
- for example = ตัวอย่างเช่น
- for instance = เช่น
- such as = เช่น
- like = เช่น
- including = รวมถึง
- namely = นั่นคือ
ตัวอย่างประโยค:
- Many fruits are rich in vitamin C, for example, oranges and strawberries. (ผลไม้หลายชนิดอุดมไปด้วยวิตามินซี ตัวอย่างเช่น ส้มและสตรอว์เบอร์รี่)
There are many outdoor activities, such as hiking, cycling, and camping. (มีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย เช่น การปีนเขา การปั่นจักรยาน และการตั้งแคมป์)
ตัวอย่างประโยคคำเชื่อมภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย
การเรียนรู้คำเชื่อมจากตัวอย่างประโยคจริงจะช่วยให้เราเข้าใจการใช้งานได้ดีกว่าการท่องจำแค่คำศัพท์เปล่า ๆ ในส่วนนี้เราจะดูตัวอย่างประโยคที่หลากหลาย ทั้งแบบง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน และแบบที่เจอในข้อสอบจริง
ตัวอย่างประโยคแบบเข้าใจง่าย
ตัวอย่างประโยคเหล่านี้เป็นแบบที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าใจง่าย และช่วยให้เราคุ้นเคยกับการใช้คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษในบริบทต่าง ๆ การอ่านประโยคเหล่านี้บ่อยๆ จะช่วยให้เรารู้สึกคุ้นเคยและใช้คำเชื่อมได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- I wanted to go shopping, but I didn’t have time. (ฉันอยากไปช็อปปิ้ง แต่ฉันไม่มีเวลา)
- She practices English every day. As a result, her speaking skills have improved. (เธอฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน ผลที่ตามมาคือ ทักษะการพูดของเธอดีขึ้น)
- Although he is busy, he always makes time for exercise. (แม้ว่าเขายุ่ง เขาก็หาเวลาออกกำลังกายเสมอ)
- I enjoy reading books, especially mystery novels. (ฉันชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะนิยายสืบสวน)
- First, preheat the oven. Then, prepare the ingredients. Finally, bake for 30 minutes. (ก่อนอื่น อุ่นเตาอบ จากนั้น เตรียมส่วนผสม ในที่สุด อบ 30 นาที)
ตัวอย่างประโยคระดับข้อสอบ
ประโยคเหล่านี้มีความซับซ้อนมากขึ้น คล้ายกับที่เราจะเจอในข้อสอบจริง โดยเฉพาะในส่วน Reading ของ TOEIC หรือข้อสอบมาตรฐานอื่น ๆ การทำความเข้าใจประโยคเหล่านี้จะช่วยให้เราพร้อมสำหรับการสอบมากขึ้น
- The company’s revenue increased significantly last quarter. However, operating costs also rose by 15%. (รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการดำเนินงานก็เพิ่มขึ้น 15% เช่นกัน)
- Despite facing numerous challenges, the project was completed on schedule. (แม้ว่าจะเผชิญกับความท้าทายมากมาย โปรเจกต์ก็เสร็จตามกำหนดเวลา)
- Employees must submit their reports by Friday. Otherwise, they may face disciplinary action. (พนักงานต้องส่งรายงานภายในวันศุกร์ มิฉะนั้น พวกเขาอาจเผชิญกับการลงโทษทางวินัย)
- The new policy will be implemented next month, whereas the old procedures will be phased out gradually. (นโยบายใหม่จะถูกนำมาใช้เดือนหน้า ในขณะที่ขั้นตอนเก่าจะค่อยๆ ยกเลิก)
เทคนิคจำคำเชื่อมภาษาอังกฤษให้แม่น
การจำคำเชื่อมภาษาอังกฤษทั้งหมดอาจดูน่ากลัว แต่ถ้าเรามีเทคนิคที่ถูกต้อง การจำจะง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก ในส่วนนี้เราจะมาดูเทคนิคที่ช่วยให้เราจำคำเชื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการสอบและการอ่านภาษาอังกฤษทั่วไป
จำคำเชื่อมจากหน้าที่ ไม่ใช่จำแยกคำ
วิธีที่ดีที่สุดในการจำคำเชื่อมคือการจำตามหน้าที่ของมัน ไม่ใช่ท่องจำเป็นรายคำ เมื่อเรารู้ว่าคำเชื่อมแต่ละกลุ่มมีหน้าที่อะไร เราจะสามารถเดาความหมายและเลือกใช้ได้ถูกต้อง แม้จะไม่เคยเจอคำนั้นมาก่อนก็ตาม
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเห็นคำเชื่อมที่ไม่รู้จัก แต่รู้ว่ามันอยู่ในกลุ่มที่แสดงความขัดแย้ง เราก็จะคาดเดาได้ว่าประโยคถัดไปจะพูดในทิศทางที่ตรงข้ามกับประโยคก่อนหน้า การจำแบบนี้จะช่วยให้เราประยุกต์ใช้ได้จริงมากกว่าการท่องจำแบบตายตัว
จำคำเชื่อมเป็นชุดที่ใช้ร่วมกันบ่อย
คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษบางคำมักจะใช้เป็นคู่หรือเป็นชุด การจำเป็นชุดจะช่วยให้เราจำได้ง่ายและใช้ได้คล่องขึ้น นอกจากนี้ในข้อสอบบางข้อ อาจจะมีโครงสร้างที่ต้องใช้คำเชื่อมเป็นคู่ด้วย
ตัวอย่างชุดคำเชื่อมที่ใช้บ่อย:
- both…and = ทั้ง…และ
- either…or = ไม่…ก็… (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
- neither…nor = ทั้งไม่…และไม่…
- not only…but also = ไม่เพียงแต่…แต่ยัง…
- whether…or = ไม่ว่า…หรือ…
ตัวอย่าง:
- Both the manager and the assistant attended the meeting. (ทั้งผู้จัดการและผู้ช่วยเข้าร่วมประชุม)
- You can either call or email us. (คุณสามารถโทรหรืออีเมลหาเราได้)
- She is not only intelligent but also hardworking. (เธอไม่เพียงแต่ฉลาดแต่ยังขยันอีกด้วย)
เทคนิคจำคำเชื่อมด้วยการอ่านประโยคทั้งความหมาย
แทนที่จะท่องจำคำเชื่อมเป็นรายคำ ให้ลองอ่านประโยคทั้งประโยคและพยายามเข้าใจความหมายรวม วิธีนี้จะช่วยให้เราจำได้นานและใช้ได้ถูกต้องมากกว่า เพราะเราจะจำบริบทและสถานการณ์ที่ใช้คำเชื่อมนั้นๆ ไปด้วย
นอกจากนี้ การอ่านคําศัพท์ภาษาอังกฤษ 1,000 คํา หรือ คําศัพท์ภาษาอังกฤษ Oxford 3,000 คํา ก็จะช่วยให้เราเจอคำเชื่อมในบริบทจริง ทำให้เราคุ้นเคยกับการใช้งานมากขึ้น การฝึกอ่านบทความภาษาอังกฤษหลากหลายแนวก็จะช่วยให้เราเห็นคำเชื่อมในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย
คำเชื่อมภาษาอังกฤษที่ออกสอบบ่อย (ยกตัวอย่างแนวข้อสอบ)
ในข้อสอบภาษาอังกฤษทุกประเภท โดยเฉพาะ TOEIC คำเชื่อมเป็นหัวข้อที่ออกสอบบ่อยมาก การรู้ว่าคำเชื่อมไหนมักออกสอบในส่วนไหน จะช่วยให้เราเตรียมตัวได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในส่วนนี้เราจะมาดูว่าคำเชื่อมไหนบ้างที่มักออกสอบ และพบได้บ่อยในข้อสอบแต่ละประเภท
คำเชื่อมที่มักออกสอบในข้อสอบ Grammar
ในข้อสอบ Grammar โดยเฉพาะ TOEIC Part 5 คำเชื่อมที่มักออกสอบจะเน้นไปที่การทดสอบความเข้าใจในโครงสร้างประโยค และความสัมพันธ์ระหว่างประโยค ข้อสอบมักจะให้เลือกคำเชื่อมที่เหมาะสมที่สุดกับบริบท
คำเชื่อม ภาษาอังกฤษที่มักออกสอบบ่อย:
- although / though / even though (แม้ว่า) vs despite / in spite of (แม้ว่า – ตามด้วยคำนาม)
- because (เพราะ – ตามด้วยประโยค) vs because of (เพราะ – ตามด้วยคำนาม)
- however vs but (ความแตกต่างด้านการใช้งาน)
- while (ในขณะที่) vs during (ระหว่าง – ตามด้วยคำนาม)
- unless (เว้นแต่) vs if not (ถ้าไม่)
ตัวอย่างรูปแบบข้อสอบ: “_____ the weather was bad, we decided to continue our trip.” a) Despite b) Although c) Because d) Therefore
คำตอบที่ถูกคือ b) Although เพราะตามด้วยประโยคสมบูรณ์ (the weather was bad)
คำเชื่อมที่มักเจอในบทอ่านยาว
ในบทอ่านยาว เช่น TOEIC Part 7 หรือ IELTS Reading คำเชื่อมจะทำหน้าที่เป็นสัญญาณบอกทิศทางของเนื้อหา การรู้จักคำเชื่อมเหล่านี้จะช่วยให้เราอ่านเร็วขึ้นและเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษที่พบบ่อยในบทอ่าน:
- however = อย่างไรก็ตาม (บอกว่าจะมีข้อมูลที่ตรงข้าม)
- therefore / thus = ดังนั้น (บอกว่าจะมีข้อสรุปหรือผลลัพธ์)
- for example / for instance = ตัวอย่างเช่น (บอกว่าจะมีตัวอย่างตามมา)
- in addition / moreover = นอกจากนี้ (บอกว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติม)
- on the other hand = ในทางตรงกันข้าม (บอกว่าจะมีมุมมองอีกด้าน)
เมื่อเราเห็นคำเชื่อมเหล่านี้ในบทอ่าน เราจะรู้ทันทีว่าประโยคถัดไปจะพูดถึงอะไร ทำให้เราอ่านได้เร็วขึ้นและจับใจความสำคัญได้ดีขึ้น
ตัวอย่างการใช้คำเชื่อมในข้อสอบ TOEIC
การเห็นตัวอย่างข้อสอบจริงจะช่วยให้เราเข้าใจว่าคำเชื่อม ภาษาอังกฤษมีบทบาทอย่างไรในข้อสอบ และเราควรเตรียมตัวอย่างไร ในส่วนนี้เราจะดูตัวอย่างข้อสอบจาก TOEIC ทั้ง Part 5 และ Part 7 ซึ่งเป็นส่วนที่คำเชื่อมมักถูกทดสอบบ่อยที่สุด
ตัวอย่างแนวข้อสอบ TOEIC Part 5
TOEIC Part 5 เป็นส่วนที่ทดสอบไวยากรณ์และคำศัพท์ โดยมักจะมีข้อสอบเกี่ยวกับคำเชื่อมปรากฏอยู่เป็นประจำ การเข้าใจโครงสร้างและหน้าที่ของคำเชื่อมจะช่วยให้เราทำข้อสอบส่วนนี้ได้รวดเร็วและแม่นยำ
ตัวอย่างข้อ 1: “The meeting was cancelled _____ the CEO was unexpectedly called out of town.” a) despite b) although c) because d) however
คำตอบ: c) because คำอธิบาย: ประโยคนี้แสดงเหตุผลว่าทำไมการประชุมถึงถูกยกเลิก ดังนั้นต้องใช้ “because” ซึ่งเป็นคำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษที่แสดงเหตุผล
ตัวอย่างข้อ 2: “_____ the product is expensive, it has received excellent customer reviews.” a) Because b) Although c) Therefore d) Since
คำตอบ: b) Although คำอธิบาย: ประโยคนี้แสดงความขัดแย้ง (สินค้าแพงแต่ได้รีวิวดี) จึงต้องใช้ “although” ที่แสดงความขัดแย้ง
ตัวอย่างแนวข้อสอบ TOEIC Part 7
TOEIC Part 7 เป็นส่วนการอ่านบทความหรืออีเมล การเข้าใจคำเชื่อมจะช่วยให้เราจับใจความสำคัญได้เร็วขึ้น และตอบคำถามได้ถูกต้องมากขึ้น การฝึกทำแนวข้อสอบ TOEIC พร้อมเฉลย จะช่วยให้เราคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบและการใช้คำเชื่อมในบริบทจริง
ตัวอย่างบทอ่าน: “Our company has been experiencing steady growth over the past year. However, we face some challenges in the international market. Therefore, we plan to hire additional staff with foreign language skills. In addition, we will invest in cultural training programs for our current employees.”
คำถาม: What is the company planning to do? a) Close the international market division b) Hire staff with foreign language skills c) Reduce training programs d) Stop company growth
คำตอบ: b) Hire staff with foreign language skills คำอธิบาย: คำว่า “therefore” บอกเราว่าจะมีการกระทำตามมาเพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวไว้ และประโยคถัดจาก “therefore” ระบุชัดเจนว่าบริษัทจะจ้างพนักงานเพิ่มที่มีทักษะภาษาต่างประเทศ
แบบฝึกหัดคำเชื่อมภาษาอังกฤษ พร้อมเฉลย
การฝึกฝนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเรียนรู้ใดๆ ก็ตาม ในส่วนนี้เราได้เตรียมแบบฝึกหัดเกี่ยวกับคำเชื่อม ภาษาอังกฤษไว้ให้ พร้อมเฉลยและคำอธิบายโดยละเอียด เพื่อให้คุณได้ทดสอบความเข้าใจและฝึกฝนทักษะของตัวเอง
แบบฝึกหัดเติมคำเชื่อม
ให้เลือกคำเชื่อมที่เหมาะสมที่สุดเติมลงในช่องว่าง
- I wanted to buy the laptop, _____ it was too expensive.
- She studied hard. _____, she passed the exam with flying colors.
- _____ it was raining heavily, they continued playing football.
- He enjoys sports, _____ basketball, tennis, and swimming.
- Finish your homework _____ you go out to play.
แบบฝึกหัดเลือกคำเชื่อมที่ถูกต้อง
เลือกคำเชื่อมที่ถูกต้องที่สุดจากตัวเลือกที่ให้มา
- The restaurant was crowded, _____ the food was delicious. a) because b) but c) so d) therefore
- _____ preparing thoroughly, she felt nervous before the presentation. a) Although b) Despite c) Because d) Therefore
- We need to leave now. _____, we’ll miss the train. a) Moreover b) However c) Otherwise d) Furthermore
- The project was challenging. _____, the team worked together efficiently. a) Nevertheless b) Because c) So d) Since
- _____ you finish the report, please send it to me. a) During b) While c) When d) Because
เฉลยพร้อมอธิบายเหตุผล
คำตอบข้อ 1: but คำอธิบาย: ประโยคแสดงความขัดแย้ง (ต้องการซื้อแต่แพงเกินไป) จึงใช้ “but” ซึ่งเป็นคำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษที่แสดงความขัดแย้ง
คำตอบข้อ 2: Therefore / As a result / Consequently คำอธิบาย: ประโยคแสดงผลลัพธ์ (เธอตั้งใจเรียนจึงสอบผ่าน) ต้องใช้คำเชื่อมที่แสดงผลลัพธ์
คำตอบข้อ 3: Although / Though / Even though คำอธิบาย: ประโยคแสดงความขัดแย้ง (ฝนตกหนักแต่ยังเล่นฟุตบอลต่อ) และตามด้วยประโยคสมบูรณ์ จึงใช้ “although”
คำตอบข้อ 4: such as / like คำอธิบาย: ประโยคยกตัวอย่างกีฬาที่เขาชอบ ต้องใช้คำเชื่อมที่แสดงการยกตัวอย่าง
คำตอบข้อ 5: before คำอธิบาย: ประโยคแสดงลำดับเวลา (ทำการบ้านให้เสร็จก่อนออกไปเล่น) ต้องใช้คำเชื่อมที่แสดงเวลา
คำตอบข้อ 6: b) but คำอธิบาย: ร้านแน่นแต่อาหารอร่อย แสดงความขัดแย้ง
คำตอบข้อ 7: b) Despite คำอธิบาย: “Despite” ตามด้วยคำนาม (preparing) ส่วน “Although” ตามด้วยประโยคสมบูรณ์
คำตอบข้อ 8: c) Otherwise คำอธิบาย: แสดงผลที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่ทำตามที่บอก (ถ้าไม่ไปตอนนี้จะพลาดรถไฟ)
คำตอบข้อ 9: a) Nevertheless คำอธิบาย: แสดงความขัดแย้ง (โปรเจกต์ท้าทายแต่ทีมงานทำงานได้ดี) “Nevertheless” มีความหมายว่า “อย่างไรก็ตาม” ใช้ในประโยคที่เป็นทางการ
คำตอบข้อ 10: c) When คำอธิบาย: แสดงเวลาที่ต้องการให้ทำสิ่งหนึ่ง (เมื่อทำรายงานเสร็จแล้ว ให้ส่งมา)
ขอบคุณข้อมูลจาก memmoread.website
6 สุดยอดอาหารกินแล้วหน้าเด็ก กู้ผิวเด้งฟู อ่อนเยาว์จากธรรมชาติ

เชื่อว่าไม่มีใครอยากมีผิวพรรณที่แก่ก่อนวัย แต่ทั้งมลภาวะและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันต่างก็เป็นตัวการทำให้ผิวเกิดริ้วรอยและเสื่อมโทรมได้ง่าย วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับ 6 สุดยอดอาหารจากธรรมชาติ ที่กินแล้วช่วยกู้ผิวให้กลับมาดูเด็ก เด้ง นุ่ม ฟู พร้อมบำรุงสุขภาพผิวให้แข็งแรงจากภายในอย่างยั่งยืน
- ผักใบเขียว ผักใบเขียวอุดมไปด้วยสารอาหารกลุ่มแคโรทีนอยด์อย่าง ลูทีน และ ซีแซนทีน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์ผิว เติมความชุ่มชื้น และสร้างเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ ช่วยลดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้ดี ใครอยากมีผิวแข็งแรงแลดูอ่อนเยาว์ แนะนำให้เพิ่มผักใบเขียวในมื้ออาหารทุกวัน
- อาหารทะเลเปลือกแข็ง หอยนางรม หอยแมลงภู่ และกุ้ง จัดเป็นแหล่งของแร่ธาตุซิงค์ หรือสังกะสี ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและปกป้องเซลล์ผิวในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นโปรตีนชั้นดีที่มีแคลอรีต่ำ ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างผิวให้ยืดหยุ่นและเต่งตึง
- ไข่ ไข่ไก่อุดมไปด้วยลูทีน ซึ่งช่วยปรับสมดุลความชุ่มชื้นและน้ำมันตามธรรมชาติในชั้นผิว ช่วยให้ผิวกระชับ กระจ่างใส และไม่แห้งกร้าน เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่มีเวลาบำรุงผิวหลายขั้นตอน ลองจับคู่เมนูไข่ทานพร้อมผักใบเขียว จะได้สารอาหารบำรุงผิวแบบคูณสอง
- สตรอเบอร์รี ผลไม้รสเบอร์รีฉ่ำๆ ชนิดนี้เต็มไปด้วยวิตามินซีและสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยให้ผิวนุ่มเด้งอย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือแคลอรีต่ำมาก ทานเป็นของว่างได้สบายใจโดยไม่ต้องกลัวอ้วน
- มะม่วง มะม่วงเป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ ซึ่งช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์และซ่อมแซมผิวที่ชำรุด ทำให้ริ้วรอยเกิดได้ช้าลง ผิวจึงเนียนนุ่มน่าสัมผัส แถมยังช่วยบำรุงสายตาไปในตัว
- เห็ด เห็ดหลากชนิดอุดมไปด้วยแร่ธาตุซีลีเนียม ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยแสงแดดและรังสี UV พร้อมช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวให้กลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น สำหรับใครที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยๆ การทานเห็ดเป็นประจำจะช่วยปกป้องผิวได้มาก
การดูแลผิวให้อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ไม่ใช่แค่การทาครีมบำรุงจากภายนอกเท่านั้น แต่การเริ่มดูแลจากภายในด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนอย่างเต็มที่ และออกกำลังกายเป็นประจำ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณเผยผิวหน้าเด็กได้อย่างมั่นใจยาวนาน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 04/8/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,000.00 | 64,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,137.00 | 62,716.92 | 65,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,723.30 | 56,445.23 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,309.60 | 50,173.54 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,861.65 | 28,222.61 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,447.95 | 21,950.92 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,287.05 | 64,991.68 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 04/8/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 36.69 | 36.69 | 37.19 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 36.32 | 36.32 | 36.82 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 31.69 | 31.69 | 31.89 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 27.63 | 27.63 | – | – | – | – | – | – | 27.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 45.68 | – | – | 48.41 | – | 46.18 | 45.83 | – | 45.68 |
| ดีเซล | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| ดีเซล B20 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







