ผังกทม.ใหม่ บูมทำเลทองริมเจ้าพระยา รับทุนยักษ์ ปักหมุดสนั่นเจริญกรุง-เจริญนคร

- ผังเมือง กทม. ฉบับใหม่ได้ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสีน้ำตาลและสีแดง เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสและอาคารขนาดใหญ่
- กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งฝั่งเจริญกรุง (เอเชียทีค) และฝั่งเจริญนคร (ไอคอนสยาม) ทำให้กลายเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก
- การลงทุนและผังเมืองใหม่ส่งผลให้ราคาที่ดินย่านเจริญกรุง-เจริญนครพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ช่วยสนับสนุนการเติบโต
ทำเลริมโค้งแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดของกรุงเทพมหานครหลังบิ๊กทุนรายใหญ่ทยอยเข้ามาปักหมุดลงทุนทั้งฝั่งเจริญนครและเจริญกรุง ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ความเจริญขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นที่นิยมของต่างชาติ ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้ก้าวขึ้นเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก และจุดหมายปลายทางสำคัญของทั้งนักท่องเที่ยว นักลงทุน และผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรม ศูนย์การค้าชั้นนำ ร้านอาหาร กิจกรรมทางน้ำ เกิดขึ้นตลอดสายน้ำ
ผังเมืองกทม.ใหม่ บูมทำเลทองหนุน ปั้นมิกซ์ยูสหรูริมน้ำ
ความเจริญที่แผ่ขยาย โดยรอบพื้นที่ ประกอบกับมีรถไฟฟ้าพาดผ่านทั้ง สายสีน้ำเงิน บริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์ อีกทั้งสายสีทอง รถไฟฟ้าสายสีเขียว เกิดการขยายตัวทั้งในพื้นที่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง และรวมถึง พื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า ส่งผลให้ ทำเลย่านดังกล่าว โดยเฉพาะเจริญกรุง ฝั่งพระนครและ เจริญนครฝั่งธนบุรี คลาคล่ำไปด้วยตึกสูงอาคารขนาดใหญ่ รายรอบ
ส่งผลให้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่4) ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดิน รัศมีริมแม่น้ำเจ้าพระ รวมถึง แนวรถไฟฟ้า เป็นพื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) พัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่ มิกซ์ยูส ทั้งสองฝั่งโดยเฉพาะ ย่านเจริญกรุง ฝั่งพระนคร และ เจริญนคร ย่านฝั่งธนบุรี ที่น่าจับตาบริเวณ ไอคอนสยาม และ เอเชียทีค ผังเมืองรวมกรุงเทพฉบับใหม่กำหนดให้เป็น พื้นที่สีแดง(พ.5) พัฒนาเชิงพาณิชย์ แม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าพื้นที่ ขณะราคาที่ดิน ขยับสูง ฝั่งเจริญกรุง บริเวณเอเชียทีค อยู่ที่ 1.5 ล้านบาทต่อตารางวา เนื่องจากอยู่ฝั่งพระนครและเชื่อมเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างสุรวงศ์ สาทร สีลมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ในขณะที่ฝั่งเจริญนคร บริเวณไอคอนสยาม อยู่ที่ กว่า7แสนบาทต่อตารางวา และในระยะเวลาอันใกล้จะทะลุไปที่1ล้านบาทต่อตารางวา เนื่องจาก พื้นที่โดยรอบมีการพัฒนาเป็นตึกสูงคอนโดมิเนียมอยู่อย่างไม่ขาดสายโดยเฉพาะค่ายใหญ่แบรนด์ดัง
พลิกที่ดินโรงไม้เก่าสู่ศูนย์การค้าหรูริมน้ำ
สำหรับย่านเจริญนคร ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับทำเลย่านนี้อย่างมาก เมื่อ ทุนใหญ่อย่าง คงหนีไม่พ้น ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าสุดหรูริมแม่น้ำแห่งแรกของไทย จากโรงสีสิบเก้า และ ตลาดศิรินทร์ เนื้อที่50ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน พลิกโฉมเป็นแลนด์มาร์กย่านช้อปปิ้งระดับโลก มูลค่ากว่า5หมื่นล้านบาท สร้างปรากฎการณ์ท่ามกลางสายน้ำ ที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ปี2561เป็นต้นมา
รวมถึงโครงการแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ คอนโดมิเนียมหรู70ชั้นสูงที่สุดในกรุงเทพมหานครในพื้นที่ไอคอนสยาม และเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อาคารที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักเซอรีสูง 52 ชั้น จากการร่วมลงทุนระหว่าง สยามพิวรรธน์, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนเจริญนคร
ส่งผลให้ย่านนี้จากเมืองที่เงียบสงบเป็นย่านคึกคักมีกิจกรรมหลากหลายผสมผสานกับการท่องเที่ยวทางน้ำ ร้านอาหาร โรงแรมหรู ขณะราคาที่ดินก่อนหน้านี้ที่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และพันธมิตรในขณะนั้นซื้อต่อมาจากบริษัท สยามอรุณ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (ในเครือศรีกรุงวัฒนา) ราคาหลักหมื่นบาทต่อตารางวา ขณะปัจจุบันทยานไปอย่างต่อเนื่อง หรือที่ กว่า7แสนบาทต่อตารางวาดังกล่าว
สะท้อนว่า ทำเลที่ตั้งแม้จะอยู่ฝั่งธนบุรี การเดินทาง ใช้เรือข้ามฝาก และเชื่อมต่อโดยรถไฟฟ้ารางเบาสายสีทอง จากสายสีเขียว วิ่งเข้าสู่ศูนย์การค้า แต่หากการตอกย้ำความเป็นแบรนด์หรูและใช้เสน่ห์แห่งสายน้ำ สายเดียวสร้างแรงดึงดูด ที่ ผังเมืองกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ประเมินว่า เป็นแม่น้ำที่ งดงาม และสร้างกิจกรรมทางน้ำทั้งสองฝั่งได้ ไม่ต่างจากแม่น้ำเทมส์ แม่น้ำสายใหญ่ ของอังกฤษทางตอนใต้ ที่มีขนาดใกล้เคียงกับแม่น้ำเจ้าพระยา
อีกทั้งทำให้ทำเลนี้น่าจับตาอย่างมากที่เป็นทั้งย่านช้อปปิ้งและที่อยู่อาศัยที่ราคาถูกกว่าและวิ่งเข้าแหล่งงานในย่านสีลม สาทร โดยรถไฟฟ้า เมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยฝั่งพระนครทำเลในเมืองที่ราคาจับต้องยาก ราคาที่ดินระดับ2-3ล้านบาทอัพต่อตารางวา
เอเชียทีคอาณาจักรเจ้าสัวเจริญ พลิกโฉมริมน้ำเจ้าพระยาครั้งใหญ่
ขณะอีกฝั่งไม่น้อยหน้า ย่านถนนเจริญกรุงฝั่งพระนคร อาณาจักรใหญ่ของเจ้าสัวเจริญ เอเชียทีค สร้างประวัติศาสตร์แห่งสายน้ำ ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานกรรมการบริหารทุ่มงบกว่า 2,000 ล้านบาท ผุดโปรเจ็กต์เคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของไทยเชื่อมเอเชียทีค และร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลก MONA จากออสเตรเลีย เปิดตัว MONA Bangkok บนพื้นที่ริมน้ำ 20 ไร่ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและความยั่งยืนระดับโลก
แลนด์มาร์กใหม่ ผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และการเดินทางที่ยั่งยืนเข้ากับโครงการเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ วิวโค้งน้ำแบบพาโนรามาผ่าน “เอเชียทีค สกาย” ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ระดับความสูง 60 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 20 ชั้น เรียกว่าเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่พร้อมรับการท่องเที่ยวระดับโลก ตอบโจทย์วิถีชีวิตหลากหลายมิติ ภายใต้แนวคิด “Heritage Alive” ขณะการเดินทาง สะดวกสบาย ครอบคลุมการเดินทาง ทั้งทางเรือ รถโดยสารสาธารณะ รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (สายสีลม)
เอเชียทีค ที่ดินสมัยรัชกาลที่5
สำหรับโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างซอยเจริญกรุง 72-76 ถนนเจริญกรุงบนที่ดินกว่า72ไร่ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับวิวโค้งน้ำแบบพาโนรามาที่สวยที่สุดในกรุงเทพมหานคร หนึ่งในแลนด์มาร์กของประเทศไทย โดยการนำท่าเรือสินค้าระหว่างประเทศแห่งแรกของไทยในสมัยรัชการที่ 5 มาปรับปรุงและตกแต่งเพิ่มเติมในสไตล์โคโลเนียล ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกและของท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน นับเป็นการพลิกโฉมวงการรีเทลของเมืองไทย โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นย่านเจริญกรุง ย่านกลางเมือง ย่านโรงงาน และย่านริมน้ำ เพื่อรองรับและตอบทุกโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ภายใต้แนวคิด “Heritage Alive”
ทุ่ม5,000ล้าน พลิกโฉมล้ง 1991 ตระกูลหวั่งหลี
ทำเลไม่ห่างจากไอคอนสยาม ย่านคลางสาน เจริญนคร สร้างอาณาจักร ด้านสุขภาพระดับโลก ซึ่งจะมาสนับสนุน ซึ่งกันและกัน ทำให้ย่านนี้ มีพลังมากขึ้นนอกจากศูนย์การค้าหรูริมน้ำ โดยนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AWC ทุ่มงบกว่า 3,436 ถึง 5,000 ล้านบาท เช่าพื้นที่ประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “ล้ง 1919” จากตระกูลหวั่งหลีเป็นเวลา 64 ปี เพื่อพลิกโฉมเป็นโครงการลักชัวรีและแลนด์มาร์กด้านสุขภาพระดับสากล ภายใต้ชื่อ “The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside” ที่เปิดตัวไปไม่นานมานี้ ที่มีแนวคิดหลัก พัฒนาเป็น The Integrated Wellness Destination และเป็นส่วนหนึ่งของแผน The River Journey เชื่อมต่อการท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยา
การพัฒนา ในครั้งนี้ นอกจากทำให้ย่านนี้เจริญแล้ว ยังสร้างชุมชนคลองสานให้แข็งแรงและมีรายได้ จากอาคารริมน้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยธรรมดาๆ กลับกลายเป็น แหล่งที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินเข้าถึงพื้นที่ ทั้งเพื่อชมความงามแห่งสายน้ำแล้วยังจับจ่ายซื้อของจากชุมชนที่ตั้งขาย และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ทิ้งไว้สู่สายตาชาวโลก
สำหรับ ล้ง 1919 เป็นศูนย์การค้าแนวราบริม แม่น้ำเจ้าพระยา ด้านฝั่งธนบุรี ตั้งอยู่ที่ปลายสุดของ ถนน เชียงใหม่ แขวงคลองสาน เขตคลองสานกรุงเทพมหานคร ดำเนินกิจการโดยตระกูลหวั่งหลี ตั้งอยู่ติดกับบ้านหวั่งหลี มีเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ และพื้นที่อาคาร 6,800 ตารางเมตร โดยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ ย่าน ตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ ในฝั่งพระนครคร โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ปัจจุบันตระกูลหวั่งหลีปล่อยเช่าพื้นที่ให้AWC บริหารงานจนถึงปี 2628
ล้ง 1919 เกิดขึ้นจากการบูรณะอาคารเก่าทั้งหมด มีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมจีน ก่ออิฐถือปูนและการใช้โครงสร้างไม้ที่ยังคงเก็บรูปแบบอย่างเดิมไว้ ลักษณะของโครงการนี้คล้ายคลึงกับ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก ภายในล้ง 1919 ประกอบด้วย โกดังเก่าของตระกูลหวั่งหลี ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว ศาลเจ้าจีนเก่าแก่ในเขตคลองสาน ท่าเรือหวั่งหลี ลานกิจกรรมกลางแจ้ง และ Co-Working Space
บูมริมเจ้าพระยาย่านฝั่งธนฯ “อีสต์เอเชียติก” อาคารเก่า 130 ปี -ที่ดินท่าเรือเป๊ปซี่
นอกจากนี้ที่ดินริมน้ำย่านฝั่งธนบุรี ตรงข้ามเอเชียทีค โครงการ “อีสต์เอเชียติก” อาคารเก่าที่มีอายุถึง 130 ปี และศูนย์การค้า “โอ.พี.เพลส” ทั้ง 2 โครงการอยู่ติดกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลรวมทั้งที่ดินตรงท่าเรือเป๊ปซี่ประมาณ 10 ไร่ใกล้โครงการไอคอน สยาม เลยเรื่อยไปจนถึงที่ดินริมน้ำในอำเภอบางไทร จังหวัดอยุธยาซึ่งแต่ละโครงการจะมีกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าที่ชัดเจน และในอนาคตทุกโครงการจะสามารถเชื่อมต่อเป็น The River Journey ที่จะสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวริมแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ในเมืองไทยให้กับกลุ่มคนไทยและต่างประเทศ ได้อย่างน่าประทับใจ
นี่คือสองอาณาจักรยักษ์ใหญ่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สร้างแรงกระเพื่อมไม่รู้จบ และพร้อมเกื้อหนุนซึ่งกัน ช่วยให้พื้นที่และชุมชนรายรอบเติบโตไปด้วยกัน !
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีลขาย สเตย์บริดจ์ ให้ครอบครัวเศวตสมภพ

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล ขาย สเตย์บริดจ์ ให้ครอบครัวเศวตสมภพตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงกลุ่มทุนที่เข้าซื้อโรงแรม สเตย์บริดจ์ สวีทส์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit) คือ ครอบครัวเศวตสมภพ ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีโน-แปซิฟิค ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค
นับเป็นอีกหนึ่งดีลความสำเร็จของกลุ่ม ออริจิ้น โฮเทล ภายใต้การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ผ่านกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจ
สำหรับโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2566 เป็นโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ IHG Hotels & Resorts สไตล์ที่พักอาศัย (Residential-Style Hotel) จำนวน 411 ห้อง ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท 24 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียงไม่กี่นาที และใกล้ศูนย์การค้าชั้นนำในย่าน EmDistrict
โครงการนี้นับเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites แห่งที่ 2 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โนมุระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (NRED) ประเทศญี่ปุ่น
โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การเข้าพักระยะยาวสำหรับ
นักธุรกิจ ผู้บริหารชาวต่างชาติ และนักเดินทางคุณภาพ ด้วยห้องพักขนาดใหญ่พร้อมครัวภายในห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ Co-working Space ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ออนเซน และพื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้มาตรฐานการบริหารระดับสากลของ IHG Hotels & Resorts
นอกจากนี้ โครงการยังมีพื้นที่รีเทลด้านหน้าโครงการกว่า 5,000 ตร.ม. ที่เปิดรับผู้ใช้บริการจากภายนอกและผู้พักอาศัยในย่านสุขุมวิท ช่วยสร้างความคึกคักให้กับโครงการและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าพัก โดยพื้นที่ดังกล่าวรองรับร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าบริการต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของสินทรัพย์
“การปิดดีลขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบริหารพอร์ตโรงแรมของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจตามกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น” นายพีระพงศ์ กล่าวต่อว่า
โดยบริษัทมุ่งพัฒนาโรงแรมคุณภาพ สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และส่งต่อสินทรัพย์ให้แก่นักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่ผู้นำในกลุ่มธุรกิจ Recurring Income Business เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยในปีนี้ ออริจิ้น โฮเทล ได้ปิดดีลความสำเร็จ ขายโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (ibis Phuket Kata) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ปิดดีลขาย “โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท ” โรงแรมสไตล์ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมสเตย์บริดจ์สวีท ได้ตามแผนธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5 ส.ค.69 ‘แข็งค่า’ ท่ามกลางแนวโน้มเจรจาหยุดยิง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าแข็งค่าขึ้นที่ระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าที่ปิดที่ 33.42 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
- การเจรจาดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง และกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลดีต่อค่าเงินบาท
- ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาดการณ์ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.40 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down ทดสอบโซนแนวรับ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.23-33.43 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่นอกเหนือจากจะกดดันให้ ราคาพลังงานปรับตัวลดลงต่อเนื่อง (ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงสู่ระดับ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ยังส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง หนุนการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย (ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงให้โอกาส 27% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้)
นอกจากนี้ โอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยนั้นยังถูกกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เดือนมิถุนายน ที่ระดับ 7.359 ล้านตำแหน่ง อีกทั้งยังมีการปรับลดรายงานข้อมูลครั้งก่อนบ้าง ส่วน ยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน (Factory Orders) เดือนมิถุนายน หดตัว -0.3%m/m แย่กว่าคาด
แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
แม้เงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับสำคัญที่อาจทำให้ เงินบาทกลับสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นชัดเจน คือ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่เรากลับมีความกังวลว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน โดยเฉพาะการแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจยังไม่เกิดขึ้นได้ง่ายนัก หลังผู้เล่นในตลาดได้ตอบรับความหวังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไปพอควรแล้ว
ทว่า การเจรจาหยุดยิงยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจยังมีความเปราะบางสูง ไม่ต่างกับรอบก่อนหน้าที่มีการลงนามใน MOU ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะฉีก MOU ทำให้เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้น ซึ่งจะเห็นการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบนำมาเป็นสัญญาณของภาพดังกล่าว ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังไม่ได้กลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้ แต่หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่างข้อมูลตลาดแรงงาน โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่จะรับรู้ในวันศุกร์นี้ (ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะได้รับรู้ ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในคืนวันพุธนี้ ในช่วงราว 19.15 น. ตามเวลาประเทศไทย) ออกมาดีกว่าคาด อาจช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง ลดทอนโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงนี้ได้ อนึ่ง หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง เรามองว่า โซนแนวต้านของเงินบาทจะยังอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งในช่วงหลัง บรรดาผู้เล่นในตลาดได้ทยอยกลับมารอขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าวมากขึ้น โดยโซนแนวต้านถัดไปจะยังคงอยู่ในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์
เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ยังคงรายงานผลประกอบการที่สดใส กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทว่า ภาพดังกล่าวได้กดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +1.71% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.79% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +2.59%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.73% ตามอานิสงส์ของกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในฝั่งเทคฯ ที่ออกมาสดใส ดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดัน จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย BP -4.9%, Shell -2.3%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.62% ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตอบรับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง ตามการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ได้ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่มีส่วนกดดันเงินเยนญี่ปุ่นให้เคลื่อนไหวเหนือโซน 157.50 เยนต่อดอลลาร์ นั้น ยังพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 99.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8-100.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ การทยอยปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและแรงขายทำกำไรการรีบาวด์ของราคาทองคำจากผู้เล่นบางส่วน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึง แนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่จะรายงานในวันศุกร์นี้ได้ รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนกรกฎาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันในสหรัฐฯ โดย EIA ที่อาจกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ WTI บ้าง นอกเหนือจากประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินทิศทางเงินเฟ้อของยูโรโซน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการบริการ ในเดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการบริการของธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง หลังจากช่วงก่อนหน้า รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของทางการจีน ที่เน้นธุรกิจขนาดใหญ่ ได้ปรับตัวลดลงและออกมาแย่กว่าคาด สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีนัก ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ชะลอลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย ส่วนเงินรูปีได้ชะลอการอ่อนค่าลง อีกทั้งเริ่มเห็นการทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์อินเดียจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
ในฝั่งไทยนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกรกฎาคม โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 2.60% ตามผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า หลังโมเมนตัมรายเดือนติดลบราว -0.1%m/m ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานโดยเฉลี่ย ทว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.41% ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตา ทั้งการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor และค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ตัดสินใจแล้ว! FIVB ออกแถลงการณ์ เพิ่ม 2 น้องใหม่ วอลเลย์บอล เนชันส์ลีก 2027

ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการกีฬาโลกกับการที่ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ได้ตัดสินใจประกาศปลดโทษแบนของ ทีมชาติรัสเซีย จากการแข่งขันหลายชนิดกีฬานับตั้งแต่โดนลงโทษจากภาวะสงครามเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2022
ซึ่งแน่นอนมันส่งผลต่อหลายชนิดรวมถึง การแข่งขันวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก ในฤดูกาลหน้า ที่ทำให้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ต้องคิดหนักว่าจะให้สิทธิ์ทีมใดในประเภทหญิง ระหว่าง สโลวีเนีย (อันดับ 19) ที่มีอันดับโลกสูงสุดจากผลงานในฤดูกาลปกติ หรือ รัสเซีย (อันดับ 9) ที่พ้นโทษแบนกลับมา
ขณะที่ในการแข่งขันประเภททีมชาย ก็มีสถานการณ์คล้ายกันก็คือ ฟินแลนด์ (อันดับ 16) ที่มีอันดับโลกสูงสุดจากผลงานในฤดูกาลปกติ และ รัสเซีย (อันดับ 3) ที่พ้นโทษแบนกลับมา และได้สิทธิ์อันดับโลกตามเดิมก่อนโดนโทษแบน
ล่าสุด สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้ออกแถลงการณ์หลังได้ทำการประชุมกับหลายฝ่าย โดยประกาศให้ การแข่งขันวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก 2027 จะมีการปรับเพิ่มทีมจาก 18 เป็น 19 ทีม (คือให้สิทธิ์ทั้งสองชาติเข้าแข่งขันพร้อมกัน)
“หลังจากมีการปรีกษากันแล้ว FIVB ยืนยันว่า การแข่งขันวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก 2027 จะมีการเพิ่มทีมจาก 18 เป็น 19 ทีม ทั้งชาย และหญิง ซึ่งทำให้ สโลวีเนีย (ทีมหญิง) และ ฟินแลนด์ (ทีมชาย) จะได้สิทธิ์เข้าร่วมตามปกติ ส่วนรูปแบบการแข่งขันจะมีการประกาศอีกครั้ง”
“ขณะที่ ทีมรัสเซีย ที่มีอันดับโลกสูงสุดหลังจากพ้นโทษแบน ก็จะได้สิทธิ์กลับเข้าแข่งขันทั้งในประเภททีมชาย และประเภททีมหญิง ในฤดูกาลหน้าทันที รวมถึงการร่วมแข่งขันทุกรายการที่อยู่ภายใต้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ตามเดิม” แถลงการณ์ระบุ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ปั้น ‘ขมิ้นชัน’ สู่ยาทดแทน ชูงานวิจัยบรรเทาปวดข้อเข่า-ท้องอืด เทียบชั้นยาแผนปัจจุบัน

- กรมการแพทย์แผนไทยฯ ผลักดันขมิ้นชันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อใช้รักษาอาการท้องอืดเฟ้อและบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
- มีงานวิจัยเชิงประจักษ์ยืนยันว่าสารสกัดขมิ้นชันมีประสิทธิผลในการรักษาอาการปวดข้อเข่าเสื่อมได้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน (NSAIDs) แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า
- มีการส่งเสริมวัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี (GI) และเตรียมวางระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต
- ตั้งเป้าใช้ “ขมิ้นชันโมเดล” เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนสมุนไพรเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ ของไทยสู่ตลาดสากลและรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
1 สิงหาคม 2569 ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ขมิ้นชัน เป็นภูมิปัญญาคู่สังคมไทยมานาน ปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีสาร Super Anti-oxidant นำไปสู่การพัฒนาเป็นยาสมุนไพรในระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร โดยยาแคปซูลขมิ้นชันได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม องค์การเภสัชกรรมได้พัฒนาสารสกัดขมิ้นชัน Anti-ox® ซึ่งได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติประเภทยาพัฒนาจากสมุนไพร มีข้อบ่งใช้บรรเทาอาการปวดข้อเข่าเทียบเคียงยาแผนปัจจุบัน
พร้อมคว้ารางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นระดับชาติ (Prime Minister Herbal Awards) ในปีงบประมาณ 2568 ระบบสาธารณสุขไทยมีการสั่งจ่ายยาแคปซูลขมิ้นชันแก้ท้องอืดเฟ้อรวมกว่า 2.17 ล้านครั้ง (คิดเป็น 81.29 ล้านหน่วย มูลค่า 136.13 ล้านบาท) และการสั่งจ่ายสารสกัดขมิ้นชันรักษาข้อเข่าเสื่อมมูลค่ากว่า 1.51 แสนบาท สะท้อนถึงการพัฒนาสมุนไพรจากงานวิจัยสู่การใช้จริงและสามารถลดการพึ่งพายาเคมี
ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในมิติวัตถุดิบ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกขมิ้นชันกระจายใน 67 จังหวัด โดยมีแปลงมาตรฐาน GAP ใน 28 จังหวัด และมีไฮไลต์สำคัญคือ “ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ (GI) เนื่องจากสภาพพื้นที่ส่งผลให้สะสมสารสำคัญกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ได้สูงเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรกับโรงงานผลิตยาสมุนไพรมาตรฐาน GMP ผ่านระบบ Traceability (ตรวจสอบย้อนกลับ) เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ด้าน นพ.อำพล เวหะชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยฯ ส่งเสริมการพัฒนาขมิ้นชันใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการคัดกรอง เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม DNA Barcoding, การตรวจเอกลักษณ์ทางเคมี HPLC Fingerprint การวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ Curcumin, Demethoxycurcumin และ Bisdemethoxycurcumin
นอกจากนี้ หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เชิงอภิมาน (Systematic Review & Meta-analysis) สนับสนุนอย่างชัดเจนว่า สารสกัดขมิ้นชันมีประสิทธิผลในการบรรเทาอาการปวด และช่วยเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้ในระดับใกล้เคียงกับยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
ขณะเดียวกันยังพบว่า มีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม
กรมการแพทย์แผนไทยฯ ตั้งเป้าใช้ “ขมิ้นชันโมเดล” เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนสมุนไพรเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขยายโอกาสในตลาด Health & Wellness ระดับสากล และรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
การเตรียมตัวก่อน พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ

1. ศึกษาเนื้อหา / ทำโครงร่าง (Outline)
เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง และสร้างโครงร่าง (Outline) การ พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ ที่ชัดเจน โครงร่างนี้ควรกำหนดลำดับการเล่าเรื่องที่สมเหตุสมผล โดยเน้น 2-3 ประเด็นสำคัญ (Key Takeaways) ต่อส่วน เพื่อให้ผู้ฟังไม่สับสน การมีโครงร่างที่แข็งแรงจะช่วยให้เรายึดประเด็นหลักไว้ได้แม้ต้องเผชิญกับความตื่นเต้น
2. รวบรวมสไลด์ Visuals มีกราฟ ภาพประกอบ
สไลด์นำเสนอคือเครื่องมือสนับสนุนคำพูด (Visual Aids) ของเราในการ พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่มีแต่สคริปต์เป็นข้อความยาว ๆ แต่ควรเน้นใช้ภาพ กราฟ หรือแผนผังที่ชัดเจน และใช้คีย์เวิร์ดเท่านั้น การใช้ภาพที่เกี่ยวข้องกับการตีความข้อมูล จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและทำให้เนื้อหาที่ซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น
3. ฝึกซ้อม + จัดเวลา + เตรียมตอบคำถาม
ควรซ้อมพูดให้เป็นธรรมชาติ จับเวลา (Timing) ให้ตรงตามกำหนด และที่สำคัญคือการเตรียมพร้อมสำหรับช่วง Question & Answer (Q&A) ล่วงหน้า ลองคิดถึงคำถามยาก ๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหา และฝึกตอบเป็นภาษาอังกฤษ การเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการรับมือกับทุกสถานการณ์
4. เช็คอุปกรณ์ / สถานที่ /เสียง /เทคนิคการเชื่อมต่อ
ความผิดพลาดทางเทคนิคสามารถทำให้การพรีเซนต์งานชะงักได้ ดังนั้นควรตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ทั้งหมดล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกเตอร์ ไมโครโฟน สัญญาณอินเทอร์เน็ต และเครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็นก่อนนำเสนอ
โครงสร้างและลำดับประโยค พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ
การใช้ประโยคและวลีเชื่อมโยงที่ถูกต้องตามโครงสร้างจะช่วยให้การ พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ ของเราดูเป็นมืออาชีพ มีระเบียบ และผู้ฟังสามารถติดตามได้อย่างง่ายดาย
1. ทักทายผู้ฟัง
เริ่มต้นด้วยการทักทายอย่างสุภาพและแสดงความขอบคุณที่ผู้ฟังสละเวลามารับฟัง การเลือกคำทักทายให้เหมาะสมกับระดับความเป็นทางการเป็นสิ่งสำคัญ
1.1 แบบเป็นทางการ (Formal)
- “Good morning/afternoon, ladies and gentlemen.” (สวัสดีท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ)
- “On behalf of [Company Name], I would like to welcome you here today.” (ในนามของบริษัท [ชื่อบริษัท] ผม/ดิฉันขอต้อนรับทุกท่านในวันนี้)
1.2 แบบไม่เป็นทางการ (Informal)
- “Good morning/afternoon, everyone.” (สวัสดีครับ/ค่ะ ทุกคน)
- “Thank you for joining us today.” (ขอบคุณที่มาร่วมงานกับเราในวันนี้)
2. แนะนำตัว
หลังจากทักทายแล้ว ก็ถึงเวลาแนะนำตัวเอง ชื่อ ตำแหน่ง และความเกี่ยวข้องของคุณกับหัวข้อที่กำลังจะนำเสนอ การแนะนำตัวที่กระชับและเน้นย้ำความเชี่ยวชาญจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือขณะ พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ ได้ค่ะ
- “For those of you who don’t know me, my name is [ชื่อ], and I am the [ตำแหน่ง] at [บริษัท/แผนก].”
- “I am [ช่ือ] from the [ชื่อแผนก] Department, and I will be guiding you through this session.”
- “Let me introduce myself. I am [ชื่อ], and I am honored to be here today to discuss this important project.”
3. เกริ่นนำและแนะนำหัวข้อ
ส่วนนี้คือการเปิดประเด็น ดึงดูดความสนใจ และระบุจุดประสงค์หรือหัวข้อ เพื่อให้ฟังทราบว่าการนำเสนอครั้งนี้จะมีเนื้อหาส่วนใดบ้าง
3.1 แนะนำหัวข้อและวัตถุประสงค์
- “Today, I am here to talk to you about [ชื่อเรื่องหรือหัวข้อ].”
- “The topic of my presentation today is [ชื่อหัวข้อ], focusing on [เรื่องที่จะเน้น].”
- “The purpose of this presentation is to update you on [สถานะของโครงการ] and suggest [ข้อเสนอแนะ].”
3.2 บอกโครงสร้าง/ลำดับเนื้อหา
- “I’ve divided my presentation into three main parts.”
- “My talk will be in three parts. I’ll begin by looking at [Part 1], then I’ll move on to [Part 2], and finally, I’ll conclude with [Part 3].”
- “To start with, I’ll describe [Part 1]. After that, we’ll consider [Part 2].”
4. นำเสนอเนื้อหา อธิบายจุดสำคัญ
การนำเสนอเนื้อหาเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการ พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ เพราะเราจะได้บอกเล่าเนื้อหาของโปรเจค ทั้งความก้าวหน้าของงานหรือการเสนอไอเดียใหม่ ๆ จึงต้องเตรียมตัวให้ดีและลำดับหัวข้อเพื่อไม่ให้ทั้งตัวเราและผู้ฟังสับสน
4.1 เริ่มต้นส่วนหลัก
- “Let’s move on to the first/next point, which is…” (มาดูประเด็นแรก/ต่อไปเลย ซึ่งก็คือ…)
- “I’d like to begin by giving you some background information about [หัวข้อ].”
- “Now, let’s consider the main challenges we faced.”
4.2 เปลี่ยนไปยังประเด็นถัดไป
- “This leads me to my next point.” (นี่นำไปสู่ประเด็นต่อไปของผม/ดิฉัน)
- “Next, I’d like to turn to the issue of [ประเด็นถัดไป].”
- “Moving on, let’s look at the financial implications.”
4.3 เน้นย้ำประเด็นสำคัญ
- “It is important to emphasize that…” (สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ…)
- “The key factor to keep in mind here is…”
- “What is crucial to understand is…”
5. ใส่ตัวอย่าง ข้อมูลสนับสนุน
ในการนำเสนอ เราจะไม่ใส่เพียงแค่เนื้อหาที่เป็นตัวอักษรเท่านั้น แต่เราจะใส่ข้อมูลอื่นประกอบด้วย อย่างการใส่แผนภาพ ใส่กราฟ ใส่รูปภาพ หรือข้อมูลอ้างอิงแบบอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนคำพูดของเราให้ดูน่าเชื่อถือและน่าสนใจมากขึ้น นี่คือตัวอย่างการพูดค่ะ
- “As you can see from this slide/chart, the data clearly shows a 15% increase.”
- “The figures presented here illustrate our success in the pilot program.”
- “To elaborate on this, let’s take the example of [สถานการณ์ตัวอย่าง].”
- “I’d just like to give you some background information about this analysis.”
6. สรุปเนื้อหา
เมื่อนำเสนอข้อมูลจนครบถ้วน การสรุปคือโอกาสที่เราจะได้ย้ำประเด็นสำคัญ (Key Takeaways) ให้ผู้ฟังจดจำอีกรอบ การสรุปที่มีประสิทธิภาพควรมุ่งเน้นที่ คุณค่า และ ผลลัพธ์ ที่ต้องการให้ผู้ฟังได้รับรู้ จากนั้นจึงตามด้วย ข้อสรุปสุดท้ายที่ชัดเจนหรือการเสนอขั้นตอนถัดไป
- “To sum up, we have discussed [ประเด็นที่ 1], [ประเด็นที่ 2], and [ประเด็นที่ 3].”
- “In conclusion, it’s clear that we must move forward with the proposed strategic plan.”
- “Before I finish, I would like to wrap up by emphasizing the key takeaway from this presentation: [ประเด็นสำคัญเพื่อสรุป].”
- “This concludes the main focus of today’s discussion.”
7. เปิดให้ผู้ฟังถามคำถาม
เมื่อนำเสนอและสรุปประเด็นหลักทั้งหมดแล้ว การเปิดช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session) คือขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญอย่างยิ่ง การเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถามอย่างเป็นมิตรนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยชี้แจงความเข้าใจ แต่ยังเป็นการแสดงความมั่นใจในข้อมูล และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในการจบบท พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ ได้ด้วย
- “Thank you for your attention/listening.”
- “I would be happy to answer any questions you may have now.”
- “That brings me to the end of my presentation. I now welcome any questions.”
- “If anyone has any questions, please don’t hesitate to ask.”
คำถามเกี่ยวกับ พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ
เมื่อต้อง พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ ความกังวลมักจะเกิดขึ้น คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ที่ต้องนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษมักจะสงสัยและต้องการแนวทางแก้ไข
1. ถ้าไม่มั่นใจภาษาอังกฤษมาก พรีเซนต์ได้ไหม?
แน่นอนว่าได้ค่ะ! สิ่งสำคัญกว่าคือ ความชัดเจนของเนื้อหา และ ความมั่นใจในการสื่อสาร ควรเตรียมสคริปต์หลัก ๆ ให้พร้อม ใช้ประโยคสั้น พูดช้าลง และเน้นที่การสื่อสารประเด็นสำคัญให้ครบถ้วน การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นจะสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบทางภาษา หรือหากต้องการเตรียมตัวล่วงหน้า การจำศัพท์ Oxford 3,000 คำ จะช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ เวลาพรีเซนต์งานหรือโต้ตอบกับผู้ฟังจะได้ลื่นไหลมากขึ้น
2. ถ้าลืมสิ่งที่จะพูดระหว่างพรีเซนต์ทำยังไง?
เป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ควรทำคือ หยุดเล็กน้อย (Controlled Pause) อย่างเป็นธรรมชาติ มองสไลด์หรือการ์ดโน้ต แล้วใช้คำเชื่อมที่ช่วยซื้อเวลา เช่น “So, let’s revisit the core idea here…” การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้ฟังมองว่าคุณกำลังเรียบเรียงความคิดอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การตื่นตระหนก
3. พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ ควรใช้สไลด์ข้อความเยอะไหม?
ไม่ควรอย่างยิ่ง สไลด์ที่ดีควรทำหน้าที่เป็น ‘Visual Aid’ ที่มีคีย์เวิร์ด ภาพ กราฟ และแผนผัง และมีเนื้อหาที่มีตัวอักษรเป็นส่วนประกอบ เพื่อให้ผู้ฟังสามารถประมวลผลข้อมูลได้ง่ายและมุ่งความสนใจไปที่คำพูดของคุณ ควรใช้หลักการ ‘One Idea Per Slide’ เพื่อให้การ พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ มีประสิทธิภาพสูงสุด
4. ใช้สไลด์ภาษาอังกฤษ / ภาษาไทย ระหว่างงานไหนดี?
ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย หากเป็นการนำเสนอในระดับนานาชาติ สไลด์ควรเป็น ภาษาอังกฤษ ทั้งหมด แต่หากผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนไทยและเนื้อหามีความซับซ้อน การใช้คีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษบนสไลด์ร่วมกับคำอธิบายภาษาไทยสั้น ๆ อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่รวดเร็ว
สรุป
การ พรีเซนต์งาน ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว หากมีการเตรียมตัวอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การจัดโครงสร้างเนื้อหา การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการเรียนรู้ประโยคและเทคนิคการสื่อสารที่เหมาะสม ความมั่นใจในการนำเสนอจะมาพร้อมกับความเข้าใจในเนื้อหาที่คุณจะถ่ายทอด ไม่ใช่แค่ความคล่องแคล่วทางภาษาเพียงอย่างเดียว ใช้โอกาสนี้ในการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นมืออาชีพของคุณผ่านการสื่อสารที่ชัดเจน ตรงประเด็น และมีเสน่ห์ เพียงเท่านี้ งานนำเสนอของเราก็จะสามารถสะกดใจผู้ฟังและนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก memmoread.website
Google เริ่มลดแอป AI ซ้ำซ้อน ปิดแผน AI Studio สำหรับ Android และ iOS

ในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI จำนวนมาก Google กลับเลือกจัดระเบียบบริการของตัวเองให้กระชับขึ้น ล่าสุดมีรายงานว่าบริษัทได้ยกเลิกแผนเปิดตัวแอป Google AI Studio สำหรับ Android และ iOS ทั้งที่แอปดังกล่าวยังไม่ทันเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการ
AI Studio เวอร์ชันมือถือถูกยกเลิกก่อนเปิดตัว
จากเดิมที Google เคยเผยแผนพัฒนา AI Studio เวอร์ชันมือถือสำหรับ Android และ iOS ภายในงาน Google I/O 2026 โดยตั้งใจนำความสามารถด้านการพัฒนาแอปด้วย AI มาให้ใช้งานบนสมาร์ตโฟนได้สะดวกขึ้น
แต่ล่าสุดแผนดังกล่าวถูกยกเลิก และ Google จะไม่เปิดตัว AI Studio ในรูปแบบแอปแยกบนมือถืออีกต่อไป โดยเปลี่ยนทิศทางไปสู่การผสานเครื่องมือเหล่านี้เข้ากับ Gemini แทน
Gemini อาจสร้างแอปมือถือและเดสก์ท็อปได้จากการคุย
แนวคิดใหม่ของ Google คือทำให้ Gemini ไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยตอบคำถามหรือสร้างข้อความ แต่สามารถรับคำสั่งจากผู้ใช้และสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาได้โดยตรง
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้อาจพิมพ์บอก Gemini ว่าต้องการแอปสำหรับจดบันทึกรายจ่าย ติดตามการออกกำลังกาย หรือจัดการงานประจำวัน จากนั้น AI จะช่วยออกแบบหน้าตา เขียนโค้ด และสร้างแอปต้นแบบให้ โดยรองรับทั้งแอปมือถือและโปรแกรมบนเดสก์ท็อปในอนาคต
AI Studio เวอร์ชันเว็บยังไม่ถูกปิด
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ Google ยกเลิกเฉพาะแอป AI Studio สำหรับมือถือ ที่ยังไม่เปิดตัวเท่านั้น ส่วน Google AI Studio เวอร์ชันเว็บยังคงเปิดให้ใช้งานตามปกติ
ผู้ใช้และนักพัฒนายังสามารถเข้าไปทดลองโมเดล Gemini สร้างต้นแบบแอป ทดสอบ Prompt และเชื่อมต่อ Gemini API ผ่านเว็บได้เหมือนเดิม โดย Google ยังมีเอกสารสำหรับการสร้างแอปผ่าน AI Studio อย่างต่อเนื่อง {index=3}
ทำไม Google ถึงเลือกย้ายทุกอย่างไป Gemini?
แม้ Google ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลเชิงลึกทั้งหมด แต่ทิศทางครั้งนี้สะท้อนว่าบริษัทต้องการลดความซ้ำซ้อนของผลิตภัณฑ์ AI ภายในเครือ เพราะการมีทั้ง Gemini และ AI Studio ในรูปแบบแอปมือถือแยกกัน อาจทำให้ผู้ใช้สับสนว่าควรเลือกใช้บริการใด
การนำเครื่องมือสร้างแอปมารวมไว้ใน Gemini จึงช่วยให้ผู้ใช้เริ่มต้นจากแอปเดียว และยังทำให้ Gemini กลายเป็นศูนย์กลางของบริการ AI สำหรับผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้น นี่เป็นข้อสังเกตจากทิศทางผลิตภัณฑ์ที่รายงานออกมา ไม่ใช่คำอธิบายอย่างเป็นทางการจาก Google
คนที่รอ AI Studio บนมือถือได้รับผลกระทบอย่างไร?
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ผลกระทบอาจไม่มากนัก เพราะแอป AI Studio ยังไม่เคยเปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการ ขณะที่เครื่องมือหลักยังคงใช้งานได้ผ่านเว็บไซต์
ส่วนในระยะยาว ผู้ใช้อาจได้ประโยชน์มากกว่าเดิม หาก Gemini สามารถสร้างแอปได้โดยตรงจริง เพราะไม่จำเป็นต้องสลับระหว่างหลายบริการ และอาจช่วยลดขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือหรือแอปง่าย ๆ สำหรับใช้งานส่วนตัว
สัญญาณว่า Google เริ่มจัดระเบียบผลิตภัณฑ์ AI
การยกเลิก AI Studio เวอร์ชันมือถือก่อนเปิดตัว อาจสะท้อนว่า Google เริ่มประเมินว่าบริการ AI ใดควรแยกเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะ และบริการใดควรถูกรวมไว้ใต้ Gemini
แทนที่จะเปิดตัวแอป AI ใหม่หลายตัวพร้อมกัน บริษัทดูเหมือนจะเลือกผลักความสามารถสำคัญเข้าสู่ Gemini ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานอยู่แล้ว และสามารถรองรับทั้งการตอบคำถาม การสร้างคอนเทนต์ ตลอดจนการพัฒนาแอปในอนาคต แต่เรื่องนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และฟีเจอร์อะไรที่หายไปต้องรอติดตามกันต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
6 อาหารต้านอนุมูลอิสระสูง กันแก่ ตัวช่วยลดโรคเรื้อรัง

อาหารต้านอนุมูลอิสระ พบได้ในอาหารใกล้ตัวหลายชนิด เช่น เบอร์รี แอปเปิ้ล ถั่วเปลือกแข็ง ดาร์กช็อกโกแลต และผักใบเขียวเข้ม โดยสารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ และอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังเมื่อรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล
หลายคนเข้าใจว่า ต้องพึ่งอาหารเสริมหรือวิตามินราคาแพงจึงจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ความจริงแล้วสามารถได้รับจากอาหารในชีวิตประจำวัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 6 อาหารต้านอนุมูลอิสระสูง พร้อมประโยชน์และเหตุผลว่าทำไมจึงควรมีติดเมนูเป็นประจำ
6 อาหารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องเซลล์และดูแลสุขภาพ
อนุมูลอิสระ เป็นโมเลกุลที่มีความไวต่อปฏิกิริยาและสามารถทำให้เซลล์เกิดความเสียหายได้ หากร่างกายได้รับอนุมูลอิสระมากเกินสมดุล อาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบ ความเสื่อมของเซลล์ และความเสี่ยงของโรคเรื้อรังบางชนิด
ร่างกายสามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้เองบางส่วน ขณะเดียวกันก็ได้รับเพิ่มเติมจากอาหาร โดยเฉพาะวิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ โพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ที่พบในอาหารจากพืช
1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
บลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และแบล็กเบอร์รี เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด โดยเฉพาะแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารสีธรรมชาติที่ทำให้ผลไม้มีสีแดง ม่วง หรือน้ำเงิน
นอกจากนี้ เบอร์รียังมีวิตามินซี ใยอาหาร และสารประกอบจากพืชที่อาจช่วยลดการอักเสบและสนับสนุนสุขภาพหัวใจเมื่อรับประทานเป็นประจำ
2. ถั่วเมล็ดแห้ง
ถั่วแดง ถั่วแดงหลวง และถั่วพินโต เป็นแหล่งของสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และแอนโทไซยานิน พร้อมทั้งมีใยอาหารและโปรตีนจากพืชในปริมาณสูง
การเพิ่มถั่วในมื้ออาหารอาจช่วยให้อิ่มนาน สนับสนุนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มความหลากหลายของสารอาหารในแต่ละวัน
3. แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ลมีฟลาโวนอยด์และสารประกอบฟีนอลิกที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยพบได้ทั้งในเนื้อและเปลือก ปริมาณอาจแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และสีของผล
หากไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ ควรล้างแอปเปิ้ลให้สะอาดและกินพร้อมเปลือก เพื่อให้ได้รับใยอาหารและสารจากพืชมากขึ้น

4. ถั่วเปลือกแข็ง
วอลนัต พีแคน อัลมอนด์ เฮเซลนัต พิสตาชิโอ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วลิสง มีโพลีฟีนอลและวิตามินอี ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
วอลนัตและพีแคนมักมีปริมาณโพลีฟีนอลรวมค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ถั่วเปลือกแข็งให้พลังงานสูง จึงควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ และเลือกชนิดที่ไม่เติมน้ำตาลหรือเกลือมากเกินไป
5. ดาร์กช็อกโกแลต
ดาร์กช็อกโกแลตมีโกโก้ซึ่งอุดมด้วยคาเทชิน ฟลาโวนอยด์ และสารฟีนอลิกหลายชนิด สารเหล่านี้อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพหลอดเลือดและลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ
ควรเลือกดาร์กช็อกโกแลตที่มีสัดส่วนโกโก้สูงและมีน้ำตาลไม่มาก พร้อมควบคุมปริมาณ เนื่องจากยังมีพลังงานและไขมันค่อนข้างสูง
6. ผักใบเขียวเข้ม
ผักโขม เคล คอลลาร์ดกรีน สวิสชาร์ด วอเตอร์เครส บ็อกชอย และผักกาดเขียว เป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และแคโรทีนอยด์
สารอาหารเหล่านี้มีบทบาทในการปกป้องเซลล์ สนับสนุนภูมิคุ้มกัน และช่วยดูแลสุขภาพตา การรับประทานผักใบเขียวหลากหลายชนิดยังช่วยเพิ่มใยอาหารในแต่ละวันได้อีกด้วย
อาหารต้านอนุมูลอิสระอื่นที่น่าสนใจ
- แครนเบอร์รี
- อาร์ติโช้ค
- ลูกพรุน
- เชอร์รี
- มันฝรั่งรัสเซต
- ลูกพลัม
เครื่องดื่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
เครื่องดื่มบางชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน โดยปริมาณและประโยชน์ที่ได้รับขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ วิธีผลิต และปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไป
- ชาเขียว ชาดำ และชารอยบอส
- น้ำทับทิม น้ำแครนเบอร์รี และน้ำมะเขือเทศ
- กาแฟไม่เติมน้ำตาลหรือครีมมากเกินไป
แม้ไวน์แดงและไวน์ขาวจะมีสารโพลีฟีนอล แต่ไม่ควรเริ่มดื่มแอลกอฮอล์เพื่อหวังประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายด้าน
กินอย่างไรให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ?
- กินผักและผลไม้หลายสีในแต่ละวัน
- สลับแหล่งโปรตีนด้วยถั่วและอาหารจากพืช
- เลือกธัญพืชไม่ขัดสีแทนธัญพืชขัดขาว
- จำกัดอาหารแปรรูป น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว
- ไม่ควรพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทนอาหารตามธรรมชาติ
อาหารต้านอนุมูลอิสระ ที่หาได้ง่าย ได้แก่ เบอร์รี ถั่วเมล็ดแห้ง แอปเปิ้ล ถั่วเปลือกแข็ง ดาร์กช็อกโกแลต และผักใบเขียวเข้ม อาหารเหล่านี้มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารจากพืชที่อาจช่วยปกป้องเซลล์และสนับสนุนสุขภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและสมดุล เพราะไม่มีอาหารชนิดใดสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้เพียงลำพัง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 05/8/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,800.00 | 65,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,189.00 | 63,505.24 | 65,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,770.10 | 57,154.72 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,351.20 | 50,804.19 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,885.05 | 28,577.36 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,466.15 | 22,226.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,340.93 | 65,808.50 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 05/8/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 36.69 | 36.69 | 37.19 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 36.32 | 36.32 | 36.82 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 31.69 | 31.69 | 31.89 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 27.63 | 27.63 | – | – | – | – | – | – | 27.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 45.68 | – | – | 48.41 | – | 46.18 | 45.83 | – | 45.68 |
| ดีเซล | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| ดีเซล B20 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







