สาระน่ารู้ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

ปิดประกาศ 90 วัน ตรวจสอบผังกทม.ใหม่ดีเดย์10 ส.ค.69 เพื่อสาธารณะร้องแก้ไขได้

  • กทม. จะปิดประกาศร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่เป็นเวลา 90 วัน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบและยื่นคำร้องขอแก้ไขได้
  • การยื่นคำร้องขอแก้ไขต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น เช่น การขอเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ แต่ไม่สามารถขอเปลี่ยนสีผังเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตนได้
  • ร่างผังเมืองฉบับนี้ได้มีการปรับแก้ตามเสียงคัดค้านของประชาชนแล้วบางส่วน โดยเฉพาะการลดจำนวนถนนที่ตัดใหม่จาก 148 สาย เหลือ 96 สาย

การจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) มีความก้าวหน้าไปมากโดยล่าสุด กรุงเทพมหานคร มีกำหนด ปิดประกาศ 90 วันโดยให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและยื่นคำร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรอบสุดท้าย โดยมีสถานที่ตรวจสอบหลัก ได้แก่ สำนักงานเขต 50 แห่ง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร กรมโยธาธิการและผังเมือง และเว็บไซต์สำนักการวางแผนและพัฒนาเมือง

ปิดประกาศ90วัน ผังกทม.ใหม่ ยื่นคำร้องแก้ไขเพื่อส่วนรวมได้

โดยประชาชนผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถยื่นคำรองได้แต่ไม่สามารถแก้ไขการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือปรับแก้สีผังเมืองได้ ยกเว้นยื่นคำร้องเพื่อส่วนรวม ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่นการขอให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นสวนสาธารณะเพิ่มเติม เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การผังเมือง พ.ศ. 2562

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ได้มีประชาชนได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขแผนผังและผลกระทบที่เกิดขึ้น จำนวน 15,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มียื่นคำร้องขอยกเลิกถนนตามร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้พิจารณาปรับลดและยกเลิกแล้วจากเดิม 148 สาย เหลือ 96 สาย เพื่อลดผลกระทบต่อบ้านเรือนและที่ดินของประชาชน

ลดถนนผังเมืองเหลือ96สาย

สำหรับเส้นทางถนนที่ยกเลิกเหลือ 96 สาย โดยเน้นถนนสาย ก (เขตทาง 12 เมตร) และสาย ข (เขตทาง 16 เมตร) หลายสาย รวมถึงพับแผนสร้างถนนสาย ช 2 ขนาดความกว้าง 60เมตร โดยมีจุดเริ่มต้นจากถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร-นวมินทร์) ลากยาวลงมาทางใต้ผ่านถนนเสรีไทย รามคำแหง กรุงเทพกรีฑา มอเตอร์เวย์สาย 7 อ่อนนุช และไปสิ้นสุดที่บริเวณถนนสุขุมวิท 103 (อุดมสุข) หรือถนนบางนา-ตราด (เทพรัตน)หลังมีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านอย่างหนัก

 สำหรับ ตัวอย่างพื้นที่ที่มีการยกเลิกถนน เขตพญาไท ยกเลิก 3 สาย เช่น ซอยศุภราช 1 ถึงถนนวิภาวดีรังสิต และถนนพระรามที่ 6 ซอย 30 เขตดินแดง ยกเลิก 2 สาย เช่น ซอยวิภาวดีรังสิต 14/8 และถนนประชาสงเคราะห์ เขตจตุจักร ยกเลิก 4 สาย เช่น ถนนประชาชื่น-ลาดพร้าว และสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์-พหลโยธิน เขตวัฒนา ยกเลิก 5 สาย เช่น ซอยสุขุมวิท 31 และถนนอโศกมนตรี ขณะที่การปรับขนาดเขตทาง ถนนบางสายที่กำหนดไว้ 20 เมตร และ 30 เมตร ได้ถูกปรับลดขนาดให้แคบลงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเจ้าของพื้นที่

 นอกจากนี้ยังมีการปรับพื้นที่ใช้ประโยชน์ที่ดินลงบริเวณเขตวัฒนา ซึ่งเดิม กรุงเทพ- มหานครจะยกระดับ จากพื้นที่สีนํ้าตาล (ที่ดินประเภทหนาแน่นมาก)ให้เป็น พื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) ศูนย์กลางเศรษฐกิจส่วนต่อขยาย หรือCBD ส่วนต่อขยาย ต่อมาจาก เพลินจิต ชิดลม ฯลฯ แต่เนื่องจากประชาชนเจ้าของพื้นที่คัดค้าน โดยให้คงเป็นพื้นที่สีนํ้าตาลเช่นเดิม เนื่องจากเกรงว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาพัฒนาโรงแรม ศูนย์การค้า สถานบันเทิง สร้างความอึกกระทึก กระทบความเป็นอยู่ที่เคยเงียบสงบที่เคยมีอยู้เดิม

ขณะเดียวกัน ยังปรับลดการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณชายทะเลบางขุนเทียนจากพื้นที่สีเขียวให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่สีเขียวทะแยงขาว (ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) รวมถึงปรับเพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดิน บริเวณนอร์ธปาร์ค (North Park) บนถนนวิภาวดีรังสิต และบริเวณสถานีรถไฟฟ้าทุ่งสองห้องเขตหลักสี่ เป็นพื้นที่สีแดง พ.5 (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) ซึ่งที่ผ่านมามีเสียง คัดค้านจากหลายฝ่ายให้ปรับลดลง เป็นพื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) แต่คณะกรรมการผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมืองยืนยันให้เป็นพื้นที่สีแดง มองว่ามีความเหมาะสม เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง และโครงสร้างพื้นฐานรัฐ ที่จะสร้างแหล่งงาน ย่านพาณิชยกรรมแห่งใหม่

เอกชนขอลดถนนเพิ่ม

แม้กรุงเทพมหานครจะปรับลดจำนวนถนนลง แต่ยังมีหลายฝ่ายต้องการให้ปรับลดจำนวนถนนตามร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ลงอีกให้เหลือเพียง 5-10 เส้นทาง จากจำนวน 96 เส้นทาง โดยมองว่ายังมีจำนวนที่มากเกินพอดี และเกิดการรอนสิทธิประชาชนเจ้าของพื้นที่ ไม่สามารถขยับขยายทำอะไรได้ รวมถึงอาจมีผลกระทบจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ และการซื้อขายหยุดชะงัก เพราะมีแนวถนนตามผังเมืองรวมขวางอยู่ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้เมื่อใด และเมื่อเทียบกับงบประมาณที่กรุงเทพมหานคร ได้รับจัดสรร เพื่อเวนคืนก่อสร้าง โครงข่ายถนนแต่ละปีไม่เกิน 2 เส้นทาง ขณะต้องปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพฯให้มีความทันสมัยในทุก 5 ปี

ถนนในกทม.มี7% เทียบต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามในมุมของ แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สาเหตุที่ต้องกำหนดเขตทางของถนนไว้ในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ เพราะต้องการลดผลกระทบจากการเวนคืนในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาพรวมของกรุงเทพฯ มีโครงข่ายถนนเพียง 7% เท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับฮ่องกง สิงคโปร์ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องกำหนดแนวเส้นทางที่จำเป็นในอนาคตไว้นอกจากโครงข่ายรถไฟฟ้า และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเป็นมานครระดับโลกที่มีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาลงทุนทำธุรกิจและใช้ชีวิตในระยะยาว

อย่างไรก็ตามขั้นตอนต่อไป หากครบกำหนด 90 วันจะรวบรวมและพิจารณาคำร้อง เสนอคณะกรรมการผังเมือง และการออกข้อบัญญัติบังคับใช้ สำหรับขั้นตอนการพิจารณาคำร้อง เจ้าหน้าที่นำคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดที่ประชาชนยื่นเข้ามาในช่วง 90 วัน มาพิจารณาความเหมาะสม โดยคณะกรรมการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการผังเมืองกรุงเทพ-มหานครและคณะกรรมการผังเมืองเพื่ออนุมัติปรับ ออกข้อบัญญัติและประกาศใช้ เสนอเรื่องเข้าสู่สภากรุงเทพมหานครเพื่อตราเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป คาดว่าจะประกาศใช้ได้ประมาณปลายปี 2570

ทั้งนี้ที่น่าสนใจ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ มีผลต่อการพัฒนา เมือง เจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการ มองเห็นอนาคต ของกรุงเทพมหานคร มุ่งปรับสีผังเมืองให้สอดคล้องกับแนวรถไฟฟ้าใหม่ โดยเพิ่มพื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) 23.49% โดยเฉพาะโซนเหนือและโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการพัฒนาอาคารสูงและคอนโดมิเนียม ในรัศมี 500 – 800 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเมืองและที่อยู่อาศัย ปรับฝั่งธนบุรีจากพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม (เขียวทะแยงขาว) เป็นพื้นที่สีเหลือง (ย.1-ย.4) ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย เพื่อรองรับรถไฟฟ้าสายสีทองและสายสีม่วง

เพิ่มพื้นที่สีส้มพัฒนาคอนโดแนวรถไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังลดพื้นที่สีเขียวทแยงขาวปรับลดพื้นที่เกษตรกรรมชนบทลงกว่า 78% โดยเฉพาะย่านตลิ่งชัน หนองจอก ลาดกระบัง เพื่อรองรับการพัฒนาเมือง เพิ่ม FAR Bonusจูงใจผู้พัฒนา โครงการให้เพิ่มพื้นที่สาธารณะหรือโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้โบนัสพื้นที่ก่อสร้างเพิ่มขึ้น 5-20% ปรับข้อกำหนดที่จอดรถเพิ่มขนาดพื้นที่ที่จอดรถสำหรับคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า เพื่อลดความหนาแน่น ปรับลดพื้นที่นํ้าหลาก (Floodway)ลดพื้นที่ทางนํ้าหลากย่านหนองจอก-ลาดกระบังลง จาก 150 ตารางกิโลเมตร เหลือ 50 ตารางกิโลเมตร เพื่อขยายพื้นที่พัฒนา ปรับพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ เช่น เยาวราช บางลำพู เพิ่มข้อจำกัด ความสูงอาคาร ปรับพื้นที่อนุรักษ์ เช่นถนนข้าวสาร เป็นพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) แต่การจำกัดความสูงยังเป็นไปตามข้อกำหนดของพื้นที่ควบคุมเกาะรัตนโกสินทร์เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ปัจจัยอสังหาฯ 69 ยังอ่อนแรง ‘สินเชื่อ’ คอขวดหลัก กดกำลังซื้อบ้าน

  • ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอ่อนแรง โดยมีปัจจัยหลักคือความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่กดดันกำลังซื้อ
  • ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 45-50% โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท
  • ผู้พัฒนาอสังหาฯ ชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อบริหารความเสี่ยง ขณะที่ผู้บริโภคบางส่วนปรับพฤติกรรมจากการซื้อไปสู่การเช่าเพื่อลดภาระหนี้ระยะยาว

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยแม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นในบางด้าน แต่แรงกดดันหลักยังคงอยู่ที่ “ความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ” ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าดีมานด์ที่มีอยู่จะสามารถแปลงเป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์ได้จริงหรือไม่

แรงกดดันสินเชื่อและหนี้ครัวเรือนยังเป็นตัวแปรหลัก

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ นักวิชาการอิสระด้านที่อยู่อาศัย และผู้จัดการสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ระบุว่า โครงสร้างตลาดในปัจจุบันยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และรายได้ของประชาชนที่ฟื้นตัวไม่ทันภาระค่าครองชีพ ส่งผลให้สถาบันการเงินต้องใช้ความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้น

“แม้ผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อบ้าน แต่ความสามารถในการกู้และผ่อนชำระระยะยาวยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ” ดร.วิชัยกล่าว

โดยจากข้อมูลของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร อัตราการปฏิเสธสินเชื่อในภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 45% ขณะที่กลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมีอัตราการปฏิเสธสูงถึงราว 50% แม้จะดีขึ้นเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่ยังสะท้อนชัดว่าความต้องการซื้อไม่ได้แปลว่าจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ทั้งหมด

ดร.วิชัยยังชี้ว่า แม้มาตรการภาครัฐ เช่น การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และการลดค่าธรรมเนียมการโอน จะช่วยลดภาระต้นทุนและกระตุ้นตลาดในระยะสั้น แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นตัวกำหนดทิศทางการฟื้นตัวในระยะยาว

ที่แม้ดีมานด์ยังมีอยู่ แต่ “ตัวแปรสำคัญที่สุด” ของตลาดในขณะนี้คือระบบสินเชื่อ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าดีมานด์ที่มีอยู่จะถูกปลดล็อกออกมาเป็นยอดซื้อจริงได้มากน้อยเพียงใด

ตลาดปรับตัวทั้งฝั่งผู้พัฒนาและผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ภาพรวมตลาดเริ่มเห็นการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยข้อมูลการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วง 5 เดือนแรกของปีลดลงประมาณ 10% และจำนวนหน่วยเปิดใหม่ลดลงราว 30% สะท้อนว่าผู้พัฒนาชะลอการเพิ่มซัพพลายเพื่อบริหารความเสี่ยง

การชะลอซัพพลายดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันด้านการแข่งขันในตลาด และทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องเร่งระบายสต๊อกผ่านโปรโมชั่น

ด้านข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคยังสะท้อนภาพที่สอดคล้องกัน โดยแม้จำนวนผู้ค้นหาอสังหาริมทรัพย์จะลดลง แต่กลุ่มผู้ซื้อที่มีความตั้งใจจริงยังไม่หายไปจากตลาด และมีแนวโน้มมีคุณภาพมากขึ้น

ดร.วิชัยระบุว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น เนื่องจากต้องประเมินทั้งความมั่นคงของรายได้ ภาระหนี้ และความสามารถในการผ่อนระยะยาว ทำให้การซื้อบ้านไม่ได้จบลงเพียงแค่การเลือกสินค้า แต่ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงทางการเงินอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ตลาดเช่ายังเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะทางเลือกของผู้บริโภคบางกลุ่มที่ยังไม่พร้อมรับภาระสินเชื่อระยะยาว สะท้อนการปรับพฤติกรรมจาก “ซื้อ” ไปสู่ “เช่า” ในบางเซกเมนต์

แนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก

สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป ดร.วิชัยประเมินว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการเติบโตจะยังไม่รุนแรง และขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การฟื้นตัวของรายได้ประชาชน การลดลงของหนี้ครัวเรือน และการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านสินเชื่อ

“หากสินเชื่อยังตึงตัว การฟื้นตัวของตลาดก็จะถูกจำกัด แม้ดีมานด์จะมีอยู่ก็ตาม” ดร.วิชัยกล่าว

ดังนั้น ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันจึงไม่ได้ต้องแก้ที่ภาวะ “ดีมานด์หายไป” เท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับภาวะที่ดีมานด์ถูกคัดกรองผ่านระบบสินเชื่ออย่างเข้มข้นมากขึ้น ทำให้การฟื้นตัวของตลาดขึ้นอยู่กับความสามารถของระบบการเงินในการปลดล็อกกำลังซื้อที่มีอยู่จริงในระบบเศรษฐกิจ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 31 ก.ค.69 ‘แข็งค่า’ ตามค่าเงินเยน

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดของวันก่อนหน้าที่ 33.57 บาทต่อดอลลาร์
  • การแข็งค่าของเงินบาทเป็นผลโดยตรงจากการที่เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
  • ปัจจัยที่ทำให้เงินเยนแข็งค่ามาจากข่าวที่ว่าทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อพยุงค่าเงินเยน
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ระดับ 33.25-33.60 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.57 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.60 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ สู่โซนแนวรับถัดไป 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.34-33.59 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงพอสมควรของเงินดอลลาร์ 

หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง จากโซน 163 เยนต่อดอลลาร์ จนถึงจุดแข็งค่าสุดเกือบ 158 เยนต่อดอลลาร์ โดยมีรายงานข่าวว่า ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ (ผ่านการทำ Rate Check โดย NY FED Trading Desk) อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น กดดันให้ผู้เล่นที่มีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) ต้องปิดสถานะหรือ Stop Loss 

นอกจากนี้ ผลการประชุม FOMC ล่าสุด และรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ชะลอลงสู่ระดับ 3.7% ตามคาด เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ที่ชะลอลงสู่ระดับ 3.3% ตามคาด ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันต่อเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดจะรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในช่วงสายของวันศุกร์นี้ 

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) หลัง BOE มีมติ 6-3 คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75% ตามคาด และไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ของ BOE ในปีนี้ เหลือราว 26% จากราว 70% ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC และ BOE โดยการปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง กอปรกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเช่นกัน  

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ จากการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรงของเงินเยนญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราได้เคยเตือนมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา ทว่าเราไม่อาจทราบถึงจังหวะการเกิดได้)

เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าที่อาจรอซื้อเงินดอลลาร์แถวโซนแนวรับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.20 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์)

อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ต้องเข้ามาปิดสถานะ ไม่ว่าจะขายทำกำไร หรือ Stop Loss หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อาจช่วยหนุนเงินบาทผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งจะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้น ไว้แถวโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไปช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์)

ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม BOJ และถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วงบ่าย แม้ว่า ข้อมูลสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2024 จะสะท้อนว่า เงินบาทแทบไม่ได้เคลื่อนไหวผันผวนมากนัก หลังรับรู้ผลการประชุม BOJ 30 นาที โดยมีกรอบการเคลื่อนไหว +/-1 SD อยู่ในช่วง +/-0.08% แต่หาก BOJ เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือ อาจจะคงดอกเบี้ย แต่พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป

เรามองว่า เงินเยนญี่ปุ่นมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งต้องติดตามว่า ผู้เล่นในตลาดจะมีการทยอยปรับลดสถานะ Short JPY รวมถึง Unwind JPY carry trade มากน้อยเพียงใด

โดยในเบื้องต้น เรามองว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินล่าสุด และสถานะ Short JPY ที่ไม่ได้รุนแรงมากนัก ได้ช่วยลดโอกาสเกิด Sudden JPY Appreciation และการ Unwind JPY carry trade ที่รุนแรงเหมือนในปี 2024 ในทางกลับกัน หาก BOJ คงดอกเบี้ยตามคาด และไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยทันทีในการประชุมครั้งถัดไป เราเกรงว่า เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง สร้างแรงหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้น พร้อมกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้ 

หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกทั้ง บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ตามอานิสงส์ของรายงานผลประกอบการ Microsoft +15.5% ที่ออกมาสดใส ดีกว่าคาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ปรับตัวได้ดีในช่วงก่อนหน้า อาทิ กลุ่ม Healthcare และกลุ่มค้าปลีก ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +1.19% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.66 % ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +2.78% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.77% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED BOE และ ECB หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นสไตล์ Growth อีกทั้ง บรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor ยังได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งสหรัฐฯ ตอบรับรายงานผลประกอบการที่สดใสและดีกว่าคาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare เช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐฯ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลง สู่ระดับ 4.67% ตามการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ กอปรกับความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED และแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ ได้ชะลอการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50%

เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่า หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ตามการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อ PCE นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจมาจากการเข้าแทรกแซงค่าเงิน ได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 100 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8-100.8 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวขึ้น เหนือโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลงจาก ความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและจังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเราประเมินว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% โดยให้เหตุผลถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า BOJ จะยังคงย้ำจุดยืนทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อ เปิดโอกาสให้ BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ในช่วงปลายปี สู่ระดับ 1.25%

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามว่า BOJ จะส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น และมากกว่า 1 ครั้ง หรือไม่ หรือแม้กระทั่ง BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฏาคมทันที หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ซึ่งอาจมาจากการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น ร่วมมือกับทางการสหรัฐฯ สะท้อนว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเล็งเห็นความเป็นไปได้ของการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ตึงตัวของ BOJ ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่จีนได้

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสราว 52%)

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ทั้ง รายงาน Employment Cost Index ของไตรมาสที่ 2 และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) จากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนกรกฎาคม ที่จะเป็น Final Reading หลังจากที่ได้ประกาศ Preliminary Reading ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผลงานไม่ปังส่งผล! อันดับโลกล่าสุด “วิว กุลวุฒิ” ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF)

“วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ยังคงรั้งมือ 2 โลก จากการประกาศอันดับโลกครั้งใหม่ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประจำสัปดาห์ที่ 31 เมื่อวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โดย นักตบลูกขนไก่วัย 25 ปี ยุติเส้นทางในการแข่งขัน ไชน่า โอเพ่น 2026 เมื่อสัปดาห์ก่อน เพียงแค่รอบแรก หลังจากแพ้ให้กับ ราสมุส เกมเก้ มืออันดับ 30 โลกจากเดนมาร์ก 1-2 เกม (13-21, 21-8, 19-21) ทำให้โดนตัดคะแนนสะสมเหลือ 91,215 แต้ม

ทำให้ โจนาธาน คริสตี้ นักตบลูกขนไก่อินโดนีเซีย ที่สามารถทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองฯ สามารถเก็บคะแนนเพิ่มเป็น 89,231 ขยับจากอันดับ 4 ขึ้นมาเป็นมือ 3 ของโลก พร้อมทำแต้มไล่กดดัน “วิว กุลวุฒิ” นักแบดมินตันชาวไทยทันที

ขณที่ “อิคคิว” พณิชพล ธีระรัตน์สกุล รั้งอันดับ 17 โลกตามเดิมด้วยการมี 60,175 คะแนน ส่วน “กัน” กันตภณ หวังเจริญ อีกหนึ่งนักตบลูกขนไก่ชาวไทย หล่นไปอยู่อันดับ 65 ของโลก มี 27,398 คะแนน

อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทชายเดี่ยว

1. ฉี ยู่ฉี (จีน) 94,255 คะแนน
2. กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ไทย) 91,215 คะแนน
3. โจนาธาน คริสตี้ (อินโดนีเซีย) 89,231 คะแนน
4. แอนเดอร์ส แอนทอนเซ่น (เดนมาร์ก) 87,705 คะแนน
5. คริสโต โปปอฟ (ฝรั่งเศส) 87,002 คะแนน
6. โจว เทียน เฉิน (ไต้หวัน) 84,280 คะแนน
7. วิคเตอร์ ไล (แคนาดา) 77,045 คะแนน
8. หลี่ ชื่อเฟิง (จีน) 70,483 คะแนน
9. อเล็กซ์ ลาเนียร์ (ฝรั่งเศส) 70,215 คะแนน
10. โคได นาราโอกะ (ญี่ปุ่น) 70,030 คะแนน
17. พณิชพล ธีระรัตน์สกุล (ไทย) 60,175 คะแนน
65. กันตภณ หวังเจริญ (ไทย) 27,398 คะแนน

สำหรับ “ทัพนักแบดมินตันไทย” ในสัปดาห์นี้กำลังเข้าร่วมการแข่งขันรายการ ไทเป โอเพ่น 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 300 ที่กรุงไทเป, ไต้หวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


เช็กด่วน ‘โรคไหลตาย’ ทำไมคนแข็งแรง เสียชีวิตกะทันหันขณะหลับ

  • โรคไหลตาย เกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงเฉียบพลันขณะหลับ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรมของระบบไฟฟ้าหัวใจ (Brugada Syndrome) ทำให้หัวใจหยุดเต้น
  • กลุ่มเสี่ยงหลักคือผู้ชายวัยทำงานอายุ 20-50 ปี โดยเฉพาะผู้มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหัน และมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การพักผ่อนน้อย หรือดื่มแอลกอฮอล์หนัก
  • แม้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเตือน แต่สัญญาณที่อาจพบได้คืออาการวูบ ใจสั่น หรือหายใจเฮือกขณะหลับ ซึ่งผู้มีความเสี่ยงสูงสามารถป้องกันได้โดยการฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD)

จากกระแสข่าวการเสียชีวิตของ “ฮลุน โซโล่”  ยูทูบเบอร์ (YouTuber), คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งยังไม่มียืนยันอย่างเป็นทางการว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากอะไร แต่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับ “โรคไหลตาย” หรือไม่ โดยโรคนี้เป็นภาวะที่ควรรู้จัก เพราะอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจและนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลัน สามารถคร่าชีวิตได้ในขณะนอนหลับ และไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

“โรคไหลตาย” คือกลุ่มอาการเสียชีวิตขณะนอนหลับโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบนำไฟฟ้าหัวใจ หรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง เลือดไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้ จนหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

หนึ่งในภาวะสำคัญที่เป็นสาเหตุของโรคไหลตาย คือ Brugada Syndrome (บรูกาดา ซินโดรม) โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนซึ่งควบคุมการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง โดยมักเกิดขึ้นในช่วงนอนหลับ เพราะเป็นช่วงที่อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงตามธรรมชาติ ทำให้ความผิดปกติของการนำไฟฟ้าหัวใจแสดงอาการชัดเจนขึ้น

อัตราการตรวจพบโรคไหลตาย

แม้โรคไหลตายจะสร้างความกังวลทุกครั้งที่เกิดข่าวการเสียชีวิตกะทันหัน แต่ในความเป็นจริงพบผู้ป่วยไม่มาก โดยพบประมาณ 0.004% ของประชากร ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วย Brugada Syndrome ราว 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ส่วนใหญ่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงอายุ 20-50 ปี และพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไหลตาย ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันตั้งแต่อายุน้อย
  • ผู้ที่เคยมีอาการวูบ หมดสติ หรือหน้ามืดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ชายวัยทำงาน อายุ 20-50 ปี
  • ผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหัวใจ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น

  • ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • มีไข้สูง
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก
  • ร่างกายขาดน้ำและแร่ธาตุ
  • ขาดวิตามินบี 1 อย่างรุนแรง
  • รับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก โดยขาดผักและผลไม้ ทำให้โพแทสเซียมต่ำ
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาต้านเศร้า หรือยาที่มีผลต่อระบบไฟฟ้าหัวใจ

อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ผู้ป่วยจำนวนมากจะไม่มีอาการเตือนก่อนเสียชีวิต แต่บางรายอาจมีสัญญาณผิดปกติ ได้แก่

  • ใจสั่น
  • วูบ เป็นลม หรือหมดสติชั่วคราว
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • ชัก
  • หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก
  • เคยตรวจพบหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
  • นอนหลับแล้วมีเสียงหายใจครืดคราดหรือหายใจเฮือกคล้ายขาดอากาศ

หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจเพื่อตรวจหาสาเหตุ

การวินิจฉัยโรคไหลตาย

แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงได้จากหลายวิธี ได้แก่

  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
  • ตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram)
  • ตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
  • ตรวจระบบไฟฟ้าหัวใจ (EP Study)
  • ตรวจพันธุกรรม (Genetic Testing)

หากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD หรือ AICD) เพื่อช่วยปรับจังหวะการเต้นของหัวใจเมื่อเกิดภาวะผิดปกติ

โรคไหลตายรักษาได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคไหลตายให้หายขาด แต่สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้ยา การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (RFA) หรือการฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ

สำหรับผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันขณะนอนหลับ หรือมีอาการผิดปกติที่เข้าข่ายโรคไหลตาย ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองกับแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะแม้โรคนี้จะพบไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นแล้วอาจนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลันได้โดยไม่มีโอกาสได้รับการช่วยเหลือทันเวลา

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


สรุปแกรมม่าเข้าใจง่าย ปูพื้นฐานไวยากรณ์ภาษาอังกฤษให้ใช้ได้จริง

แกรมม่าภาษาอังกฤษคืออะไร ทำไมต้องเรียนให้เข้าใจ

หลายคนเข้าใจว่าแกรมม่าคือชุดกฎที่ครูตั้งไว้เพื่อจับผิด ทั้งที่จริงมันคือข้อตกลงที่เจ้าของภาษาใช้ร่วมกันเพื่อให้สื่อสารแล้วเข้าใจตรงกัน พอมองแบบนี้ แกรมม่าจะกลายเป็นเครื่องมือทันที ไม่ใช่ข้อสอบ

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษสำคัญต่อการอ่าน เขียน และพูดอย่างไร

ลองดูประโยค “He left the office” กับ “He is leaving the office” คำศัพท์แทบเหมือนกัน แต่ความหมายคนละเรื่อง นี่คือจุดที่ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษทำงาน มันคือสิ่งที่บอกว่าใครทำอะไร ตอนไหน และจบหรือยัง เวลาอ่านมันช่วยให้จับใจความถูก เวลาพูดมันช่วยให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจผิด และถ้าคุณกำลังเตรียมสอบ toeic พาร์ต Incomplete Sentences ก็วัดเรื่องนี้ตรง ๆ เลย

เรียนแกรมม่าอย่างไรให้ไม่จำแบบท่องสูตร

คนที่ท่องสูตรได้มักตอบข้อสอบถูกแต่พูดไม่ออก เพราะสมองเก็บกฎไว้คนละลิ้นชักกับภาษาที่ใช้จริง วิธีที่ได้ผลกว่าคือจำเป็นประโยคตัวอย่างแทนกฎ แทนที่จะท่องว่า Present Perfect ใช้กับเหตุการณ์ที่เริ่มในอดีตและต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ให้จำประโยค “I’ve worked here for three years.” ไปเลย พอเจอสถานการณ์คล้ายกัน สมองจะหยิบรูปประโยคมาใช้ได้เร็วกว่าไล่กฎทีละข้อ

โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษพื้นฐานที่ต้องรู้

ก่อนจะไปถึง Tense หรือคำเชื่อม เราต้องเห็นโครงกระดูกของประโยคก่อน เพราะภาษาอังกฤษเรียงคำต่างจากไทยพอสมควร และความผิดพลาดส่วนใหญ่ของคนไทยเกิดจากการแปลตรงตัวจากในหัว

Subject, Verb, Object คืออะไร

โครงพื้นฐานที่สุดคือ ประธาน บวก กริยา บวก กรรม เช่น “She reads books.” โดย She คือคนทำ reads คือการกระทำ และ books คือสิ่งที่ถูกกระทำ ข้อแตกต่างสำคัญคือภาษาอังกฤษแทบไม่ยอมให้ละประธาน ต่างจากภาษาไทยที่พูดว่า “กินข้าวหรือยัง” ได้เลย ถ้าแปลตรงเป็น “Eat rice yet?” จะกลายเป็นประโยคไม่สมบูรณ์ทันที

ประโยคบอกเล่า ปฏิเสธ และคำถามต่างกันอย่างไร

พอมีโครงหลักแล้ว การพลิกเป็นรูปอื่นก็แค่เพิ่มตัวช่วยเข้าไป ประโยคบอกเล่าคือ “She works here.” จะปฏิเสธก็ใส่ does not หน้ากริยา กลายเป็น “She doesn’t work here.” และเวลาถามก็ย้าย does มาไว้หน้าประโยคเป็น “Does she work here?” สังเกตว่าเมื่อมี does แล้ว กริยาหลักจะกลับไปเป็นรูปเดิมเสมอ นี่คือกฎที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุดข้อหนึ่ง

การเรียงคำในประโยคภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง

นอกจากโครงหลัก ตำแหน่งของคำขยายก็มีระเบียบของมัน คำคุณศัพท์วางหน้าคำนามเสมอ จึงเป็น “a red car” ไม่ใช่ “a car red” แบบที่ภาษาไทยพูด ส่วนคำบอกเวลาและสถานที่มักไปอยู่ท้ายประโยค โดยสถานที่มาก่อนเวลา เช่น “I met him at the office yesterday.” ถ้าจำหลักนี้ได้ ประโยคจะฟังเป็นธรรมชาติขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรู้ชื่อกฎด้วยซ้ำ

สรุป Tense ภาษาอังกฤษแบบเข้าใจง่าย

Tense คือหัวข้อที่ทำให้คนเลิกเรียนแกรมม่ามากที่สุด เพราะตำราชอบเปิดด้วยตาราง 12 ช่อง ทั้งที่ความจริงคุณแค่ต้องตอบสองคำถาม คือเกิดเมื่อไร และจบหรือยัง เท่านั้นเอง

Present Tense ใช้กับเหตุการณ์แบบไหน

ใช้กับสิ่งที่เป็นจริงตอนนี้ ทำเป็นประจำ หรือเป็นความจริงทั่วไป เช่น “I work at a bank.” บอกอาชีพที่ทำอยู่ ส่วน “I’m working on a report.” บอกว่ากำลังทำอยู่ขณะนี้ ความต่างคือ Present Simple พูดถึงนิสัยหรือสิ่งที่คงที่ ส่วน Continuous พูดถึงสิ่งชั่วคราวที่กำลังดำเนินอยู่

Past Tense ใช้เล่าเรื่องในอดีตอย่างไร

ใช้เมื่อเหตุการณ์จบไปแล้วและมีจุดเวลาชัดเจน เช่น “I visited Japan last year.” สัญญาณที่ช่วยจับคือคำบอกเวลาอย่าง yesterday หรือ last week หลายคนสับสนระหว่าง Past Simple กับ Present Perfect ให้จำง่าย ๆ ว่าถ้าระบุเวลาชัดใช้ Past Simple แต่ถ้าเน้นผลที่ยังอยู่ถึงตอนนี้ใช้ Present Perfect เช่น “I’ve been to Japan.” ที่แปลว่าเคยไป โดยไม่ได้บอกว่าเมื่อไร

Future Tense ใช้พูดถึงอนาคตอย่างไร

ภาษาอังกฤษมีหลายวิธีพูดถึงอนาคต และแต่ละแบบให้ความรู้สึกต่างกัน will ใช้กับการตัดสินใจตอนนั้นหรือคำสัญญา เช่น “I’ll help you.” ส่วน be going to ใช้กับแผนที่คิดไว้ก่อนแล้ว เช่น “I’m going to start a course next month.” และ Present Continuous ก็ใช้พูดถึงนัดหมายที่ล็อกแล้วได้ เช่น “I’m meeting the client at 2 p.m.”

ไวยากรณ์อังกฤษที่เจอบ่อยและควรรู้

เมื่อเห็นโครงประโยคและ Tense แล้ว ที่เหลือคือชิ้นส่วนย่อยที่มาประกอบกัน ไวยากรณ์อังกฤษในกลุ่มนี้เจอทุกวันและมีผลกับความถูกต้องมากกว่าที่คิด

Noun, Pronoun, Verb, Adjective และ Adverb

ชนิดของคำคือป้ายบอกหน้าที่ Noun คือคำนามอย่าง teacher หรือ city ส่วน Pronoun คือคำแทนนามอย่าง he หรือ they ที่ใช้เพื่อไม่ให้พูดซ้ำ Verb คือกริยาซึ่งเป็นหัวใจของประโยค Adjective ขยายคำนามอย่าง a difficult test ส่วน Adverb ขยายกริยาอย่าง speak clearly เคล็ดลับคือดูตำแหน่งของคำในประโยค แล้วคุณจะเดาหน้าที่มันได้แม้ไม่รู้ความหมาย

Article: a, an, the ใช้อย่างไร

เรื่องนี้ยากสำหรับคนไทยเพราะภาษาเราไม่มี หลักคือใช้ a หรือ an เมื่อพูดถึงสิ่งนั้นครั้งแรกหรือไม่เจาะจง และใช้ the เมื่อทั้งสองฝ่ายรู้ว่าหมายถึงอันไหน ลองดู “I bought a book. The book was expensive.” ประโยคแรกยังไม่รู้ว่าเล่มไหน พอประโยคที่สองผู้ฟังรู้แล้วจึงเปลี่ยนเป็น the ส่วน an ใช้เมื่อคำถัดไปขึ้นต้นด้วยเสียงสระ ไม่ใช่ตัวอักษรสระ จึงเป็น an hour แต่ a university

Preposition คำบุพบทที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษ

คำบุพบทตัวจิ๋วอย่าง in, on, at สร้างความปวดหัวได้มาก แต่มีตรรกะซ่อนอยู่ ให้นึกภาพจากใหญ่ไปเล็ก in ใช้กับพื้นที่กว้างอย่าง in Bangkok หรือ in 2025 ส่วน on ใช้กับพื้นผิวหรือวันที่อย่าง on the table หรือ on Monday และ at ใช้กับจุดเฉพาะอย่าง at the door หรือ at 8 a.m. หลักเดียวกันนี้ใช้ได้ทั้งเรื่องเวลาและสถานที่

Conjunction คำเชื่อมประโยคที่ช่วยให้เขียนดีขึ้น

คำเชื่อมคือสิ่งที่แยกงานเขียนระดับพื้นฐานออกจากระดับที่ดูเป็นผู้ใหญ่ and, but, or ใช้ต่อความคิดที่มีน้ำหนักเท่ากัน ส่วน because, although, while ใช้บอกความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้น ลองเทียบ “I was tired. I finished the report.” กับ “Although I was tired, I finished the report.” ประโยคหลังบอกทั้งข้อมูลและทัศนคติในคราวเดียว

เทคนิคจำแกรมม่าให้เข้าใจและนำไปใช้ได้จริง

รู้กฎกับใช้กฎเป็นคนละเรื่องกัน กุญแจอยู่ที่การเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความเคยชิน วิธีแรกคือเรียนทีละหัวข้อแล้วใช้ทันที วันนี้อ่าน Past Simple จบก็เขียนเล่าเรื่องเมื่อวานสามประโยค อย่ารอให้ครบทุก Tense ก่อนค่อยเริ่ม วิธีที่สองคือหาแกรมม่าจากบริบทจริงแทนตาราง ลองอ่านอีเมลหรือประกาศภาษาอังกฤษแล้วสังเกตว่าเขาใช้ Tense ไหน วิธีที่สามคือฝึกกับโจทย์ที่มีเฉลยอธิบาย ไม่ใช่แค่บอกว่าถูกหรือผิด การไล่ทำแนวข้อสอบ toeicวันละไม่กี่ข้อแล้วอ่านเฉลยจนเข้าใจว่าทำไมตัวเลือกอื่นผิด จะทำให้คุณเห็นกับดักซ้ำ ๆ จนจำได้เอง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

ความผิดพลาดของคนไทยส่วนใหญ่มาจากรากเดียวกัน คือการแปลจากภาษาไทยในหัวแล้ววางทับลงบนโครงอังกฤษ ที่เจอบ่อยที่สุดคือลืม s ท้ายกริยาเมื่อประธานเป็นเอกพจน์ เพราะภาษาไทยไม่มีการผันตามประธาน อันดับสองคือใช้ Tense ไม่สอดคล้องกันในย่อหน้าเดียว เล่าอดีตอยู่ดี ๆ ก็หลุดไปปัจจุบัน อันดับสามคือลืมใส่ a an the หน้าคำนามนับได้ และอันดับสี่คือใช้ Adjective แทน Adverb เช่นพูดว่า “He speaks English good.” ทั้งที่ต้องเป็น “He speaks English well.” ข้อดีคือทั้งหมดนี้แก้ได้ด้วยการอ่านทวนงานตัวเองแค่รอบเดียวก่อนส่ง

สรุปแกรมม่าเข้าใจง่าย

ทั้งหมดที่เล่ามาคือสรุปแกรมม่าเข้าใจง่ายที่ไล่จากโครงประโยคไปสู่ Tense ซึ่งตอบแค่ว่าเกิดเมื่อไรและจบหรือยัง แล้วปิดท้ายด้วยชิ้นส่วนย่อยอย่าง Article, Preposition และ Conjunction หัวใจไม่ได้อยู่ที่การจำให้ครบทุกกฎ แต่อยู่ที่การหยิบมาใช้จนกลายเป็นความเคยชิน เลือกมาสักหัวข้อเดียวที่คุณพลาดบ่อยที่สุด แล้วโฟกัสกับมันสัปดาห์นี้ก็พอ

ขอบคุณข้อมูลจาก memmoread.website


Google เปิดตัว ‘Gemini Spark’ ในไทย AI Agent ส่วนตัวทำงาน 24 ชม. ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ

Google เปิดตัว Gemini Spark ในประเทศไทย ยุคใหม่ของ AI Agent ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้เจ้าของเครื่องจะไม่ได้เปิดหน้าจอหรือกำลังออฟไลน์

Google เปิดตัว Gemini Spark อย่างเป็นทางการในประเทศไทย นำเสนอแนวคิดใหม่ของ AI Agent ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้เจ้าของเครื่องจะไม่ได้เปิดหน้าจอหรือกำลังออฟไลน์ โดยอาศัยการประมวลผลบนระบบคลาวด์ของ Google เพื่อจัดการงานเบื้องหลังที่ใช้เวลานานและมีความซับซ้อน

บริการดังกล่าวจะทยอยเปิดให้สมาชิก Google AI Pro และ Google AI Ultra ในประเทศไทยใช้งานภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า รองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

จาก AI ที่รอคำสั่ง สู่ AI Agent ที่ลงมือทำงาน

สิ่งที่ทำให้ Gemini Spark แตกต่างจากผู้ช่วย AI ทั่วไป คือการเปลี่ยนบทบาทจากการตอบคำถามแบบเรียลไทม์ มาเป็น AI Agent ที่สามารถรับมอบหมายงานและดำเนินการต่อเนื่องเบื้องหลัง

ตัวอย่างเช่น การคัดแยกอีเมลจำนวนมากใน Gmail การติดตามข้อมูลจากเอกสาร หรือการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อเตรียมให้ผู้ใช้กลับมาตรวจสอบในภายหลัง โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเปิดแอปหรือรอผลลัพธ์อยู่หน้าจอ

แนวคิดนี้ทำให้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับสนทนา แต่เริ่มทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่รับผิดชอบงานประจำวันแทนผู้ใช้ได้มากขึ้น

เชื่อมต่อ Google Workspace โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม

Gemini Spark ทำงานผ่านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Google และสามารถเชื่อมต่อกับบริการใน Google Workspace ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Google Docs หรือ Google Sheets

การเชื่อมต่อดังกล่าวช่วยให้ AI เข้าถึงข้อมูลที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่อนำไปใช้ในการจัดการงานหรือสรุปข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งหรือกำหนดค่าระบบเพิ่มเติม

อีกจุดเด่นคือ AI จะยังคงทำงานต่อ แม้ผู้ใช้จะปิดคอมพิวเตอร์ ล็อกสมาร์ตโฟน หรือออกจากระบบชั่วคราว เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดทำงานอยู่บนคลาวด์

ผู้ใช้เป็นผู้ควบคุมทุกขั้นตอน

แม้ Gemini Spark จะสามารถดำเนินงานได้เอง แต่ Google ระบุว่าการทำงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้

ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะเปิดใช้งานหรือไม่ รวมถึงกำหนดได้ว่าจะอนุญาตให้ AI เชื่อมต่อกับบริการใดบ้าง

สำหรับการดำเนินการที่มีความสำคัญ เช่น การส่งอีเมลหรือการทำธุรกรรมทางการเงิน ระบบจะขอความยินยอมจากผู้ใช้ก่อนทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการให้ AI ดำเนินการโดยอัตโนมัติ

ทิศทางใหม่ของ AI ยุค Agent

การเปิดตัว Gemini Spark ถือเป็นอีกก้าวของ Google ในการขยายบทบาทของ AI จากการเป็นผู้ช่วยตอบคำถาม ไปสู่ AI Agent ที่สามารถรับผิดชอบงานแทนผู้ใช้ได้จริง

แทนที่จะรอรับคำสั่งทีละขั้นตอน AI จะสามารถดำเนินงานต่อเนื่องในเบื้องหลัง จัดการงานดิจิทัลที่ใช้เวลามาก และส่งมอบผลลัพธ์เมื่อผู้ใช้ต้องการ ภายใต้กรอบการควบคุมและการอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันของผู้พัฒนา AI ที่กำลังมุ่งสู่ยุคของ Agentic AI ซึ่งความสามารถของ AI ไม่ได้วัดจากการตอบคำถามได้แม่นยำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการลงมือปฏิบัติงานแทนผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล

ตัวอย่างพรอมต์สำหรับ Gemini Spark ในการสวมบทบาทต่าง ๆ

นักท่องเที่ยวที่รักอิสระ: “Whenever a new flight or hotel booking confirmation email arrives, automatically add the details to my ‘My Bali Trip Itinerary’ Google Sheet.” and “Find interesting local events and activities happening in Bali when I’m there and add them to my calendar on days I’ve got nothing else planned.” (“เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอีเมลยืนยันการจองเที่ยวบินหรือโรงแรมส่งเข้ามา ให้ดึงรายละเอียดไปใส่ใน Google Sheet ที่มีชื่อไฟล์ว่า ‘My Bali Trip Itinerary’ ของฉันโดยอัตโนมัติ และ “ช่วยหากิจกรรมและอีเวนต์ท้องถิ่นที่น่าสนใจในบาหลีที่จัดขึ้นช่วงที่ฉันอยู่ที่นั่น แล้วเพิ่มลงในปฏิทินในวันที่ฉันยังไม่มีแพลนทำอะไร”)

ผู้ที่ใช้ชีวิตวันหยุดสุดคุ้ม: “Every Friday at 8AM, find local events that you think I’d be interested in and add them to my rolling ‘Weekend plans’ Google Doc that I can check for inspiration on things to do. Include key info about the events or activities, including links to learn more. If there are 1-3 events that you highly recommend, go ahead and add them to my calendar.” (“ทุกวันศุกร์เวลา 08.00 น. ช่วยหาอีเวนต์ในพื้นที่ที่คิดว่าฉันน่าจะสนใจ แล้วเพิ่มลงในไฟล์ที่ชื่อ ‘Weekend plans’ ใน Google Docs เพื่อให้ฉันเข้าไปดูเป็นไอเดียได้ ช่วยใส่ข้อมูลสำคัญของอีเวนต์หรือกิจกรรมนั้นๆ พร้อมลิงก์สำหรับอ่านเพิ่มเติม และถ้ามีอีเว้นต์สัก 1-3 งานที่คุณแนะนำเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มลงในปฏิทินของฉันให้เลยนะ”

ผู้คลั่งไคล้พิกเคิลบอล: “Every Tuesday at 8am, log into and check the PickleMe app for free indoor evening courts. If only outdoor courts are available, alert me only if the forecast is clear.” (“ทุกวันอังคารเวลา 08.00 น. ช่วยล็อกอินเข้าไปเช็กในแอป PickleMe ว่ามีคอร์ทในร่มช่วงเย็นที่ว่างอยู่บ้างไหม ถ้ามีแต่คอร์ทกลางแจ้ง ให้แจ้งเตือนฉันก็ต่อเมื่อพยากรณ์อากาศบอกว่าท้องฟ้าโปร่งเท่านั้น”)

แม่งานเตรียมงานแต่งมือโปร: “Find my wedding RSVPs in Gmail, organise the dietary restrictions into a table, and draft a summary email to our caterer.” (“ช่วยหาอีเมลตอบรับเข้าร่วมงานแต่งงานใน Gmail แล้วจัดกลุ่มข้อมูลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านอาหารของแขกที่จะมาร่วมงานออกมาเป็นตาราง พร้อมทั้งร่างอีเมลสรุปข้อมูลเพื่อส่งต่อให้ผู้ให้บริการจัดเลี้ยงของเรา”)

สายเซฟเงินอย่างชาญฉลาด: “Every month on the 1st, audit my digital invoices in Gmail from the last month. Notify me about any subscription price hikes, or trials that are about to end and pre-draft cancellation emails.” (“ทุกวันที่ 1 ของเดือน ช่วยตรวจสอบใบแจ้งหนี้ดิจิทัลของเดือนที่ผ่านมาใน Gmail แล้วแจ้งเตือนฉันหากมีการปรับขึ้นราคาของค่าบริการ หรือมีบริการทดลองใช้งานที่ใกล้จะหมดอายุ พร้อมทั้งช่วยร่างอีเมลสำหรับการขอยกเลิกบริการเตรียมไว้ให้ด้วย”)

ผู้ประกอบการสายลุย: “Scan my inbox for customer inquiries. Automatically draft an email response recommending my services and pricing packages based on their request, and save it to drafts for my review.” (“ช่วยสแกนอินบ็อกซ์ของฉันเพื่อหาอีเมลสอบถามจากลูกค้า แล้วร่างอีเมลตอบกลับอัตโนมัติเพื่อแนะนำบริการและแพ็กเกจราคาที่ตรงกับความต้องการของพวกเขา จากนั้นบันทึกเก็บไว้ในแบบร่างเพื่อรอให้ฉันเข้าไปตรวจทาน”)

มืออาชีพสุดโปรดักทีฟ: “Read through the last 50 emails that I wrote and turn it into a style guide for how I write emails. Turn that into a skill that gets used every time I ask you to draft emails for me. Call that skill ‘ghostwriter’.” (“ช่วยอ่านอีเมล 50 ฉบับล่าสุดที่ฉันเขียน แล้วสรุปออกมาเป็นแนวทางสไตล์การเขียนของฉัน จากนั้นเปลี่ยนให้เป็นทักษะที่จะนำมาใช้ทุกครั้งที่ฉันสั่งให้ช่วยร่างอีเมล โดยตั้งชื่อทักษะนั้นว่า ‘ghostwriter’”) 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ก่อนซื้อแตงกวา สังเกต 5 จุดนี้ ช่วยเลือกได้ทั้งสดและอร่อย

หลายคนเลือกซื้อแตงกวาจากขนาดหรือราคาเป็นหลัก แต่ความจริงแล้ว แตงกวาที่สดและมีคุณภาพ ควรพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งสี ผิว ความแน่นของเนื้อ และความสมบูรณ์ของผล เพราะแม้แตงกวาจะเป็นผักที่มีประโยชน์ มีน้ำมากกว่า 90% และให้วิตามินกับแร่ธาตุหลายชนิด แต่หากเลือกผลที่เริ่มเสื่อมคุณภาพ ก็อาจทำให้รสชาติไม่อร่อย เก็บได้ไม่นาน และสูญเสียความสดไปอย่างรวดเร็ว

หากกำลังจะซื้อแตงกวา ลองสังเกต 5 จุดต่อไปนี้

1. สีของแตงกวาต้องเขียวสม่ำเสมอ

แตงกวาที่สดใหม่ควรมีสีเขียวสม่ำเสมอทั่วทั้งผล ไม่ซีด ไม่เหลือง และไม่มีจุดสีน้ำตาลผิดปกติ

หากแตงกวาเริ่มมีสีเหลือง แสดงว่าผลเริ่มแก่หรือเก็บไว้นานแล้ว เนื้อด้านในมักนิ่ม เมล็ดใหญ่ขึ้น และรสชาติอาจไม่กรอบเหมือนแตงกวาสดใหม่

2. ผิวต้องตึง ไม่เหี่ยว

ลองสังเกตผิวของแตงกวา หากยังสด ผิวจะตึง เรียบ และดูชุ่มน้ำตามธรรมชาติ

ในทางกลับกัน หากผิวเริ่มเหี่ยวย่นหรือยุบตัว แสดงว่าแตงกวาสูญเสียน้ำไปมาก ทำให้ความกรอบลดลง และอาจเก็บต่อได้ไม่นาน

3. จับแล้วต้องแน่น ไม่อ่อนนิ่ม

การใช้มือจับเบา ๆ เป็นอีกวิธีที่ช่วยประเมินความสดได้

แตงกวาที่ดีควรมีเนื้อแน่น แข็งกำลังพอดี ไม่ยุบเมื่อกด หากรู้สึกนิ่มหรือมีบางจุดยวบผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าเริ่มเสื่อมคุณภาพหรือมีการช้ำภายใน

4. ไม่มีรอยช้ำ รอยแตก หรือแผล

ควรเลือกแตงกวาที่ผิวสมบูรณ์ ไม่มีรอยแตก รอยช้ำ หรือจุดเน่าเสีย เพราะรอยเหล่านี้อาจเป็นช่องทางให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าสู่เนื้อผัก ทำให้เน่าเร็วขึ้น และส่งผลต่อคุณภาพของแตงกวา

แม้จะเป็นรอยเล็ก ๆ แต่หากมีหลายจุดก็ควรหลีกเลี่ยง

5. เลือกขนาดปานกลาง รูปทรงสม่ำเสมอ

หลายคนคิดว่าแตงกวาลูกใหญ่คุ้มกว่า แต่ความจริงแล้ว แตงกวาขนาดกลางมักให้เนื้อแน่น เมล็ดไม่แก่ และมีรสชาติกรอบกว่า

ส่วนแตงกวาที่ใหญ่เกินไปอาจมีเมล็ดจำนวนมาก เนื้อฟ่าม และมีรสหวานหรือขมมากกว่าปกติ ขณะที่ผลเล็กมากอาจเก็บเกี่ยวก่อนถึงระยะที่เหมาะสม

แตงกวาลูกงอ กินได้หรือไม่?

แตงกวาที่มีลักษณะโค้งหรืองอ ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพไม่ดีเสมอไป ส่วนใหญ่เกิดจากการเจริญเติบโต การได้รับแสง หรือพื้นที่ในการขยายตัวของผล หากผิวยังสด สีเขียวสม่ำเสมอ และเนื้อแน่น ก็สามารถรับประทานได้ตามปกติ

ซื้อมาแล้ว ควรเก็บอย่างไร?

เพื่อให้แตงกวาคงความสดได้นาน ควร

  • เก็บไว้ในช่องแช่ผักของตู้เย็น
  • ไม่ล้างก่อนเก็บ เพราะความชื้นจะทำให้เน่าเร็ว
  • ห่อด้วยกระดาษซับความชื้นก่อนใส่ถุงหรือกล่อง
  • รับประทานภายใน 5–7 วัน เพื่อคงความกรอบและรสชาติ

สรุป

แตงกวาเป็นผักที่มีประโยชน์และรับประทานได้หลากหลายเมนู แต่การเลือกซื้อให้ได้ของสดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพียงสังเกต 5 จุดหลัก ได้แก่ สี ผิว ความแน่น รอยช้ำ และขนาดของผล ก็จะช่วยให้ได้แตงกวาที่กรอบ อร่อย และเก็บรักษาได้นานขึ้น

การเลือกผักอย่างพิถีพิถันไม่เพียงช่วยให้มื้ออาหารมีคุณภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยลดการสูญเสียอาหารและคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 31/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,400.0064,600.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,163.0063,111.0865,400.00
ทองรูปพรรณ 90%3,746.7056,799.97n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,330.4050,488.86n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,873.3528,399.99n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,457.0522,088.88n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,313.9965,400.09n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 31/7/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9536.6936.6937.1936.6936.6936.6936.6936.6936.69
แก๊สโซฮอล์ 9136.3236.3236.8236.3236.3236.3236.3236.3236.32
แก๊สโซฮอล์ E2031.6931.6931.8931.6931.6931.6931.6931.69
แก๊สโซฮอล์ E8527.6327.6327.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9545.6848.4146.1845.8345.68
ดีเซล36.6936.6936.6936.6936.6936.6936.6936.6936.69
ดีเซล B2031.6931.6931.6931.6931.6931.6931.6931.69
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า