ผังกทม.ใหม่ปิดประกาศ 90 วัน 10 ส.ค. 69-7 พ.ย.69 ระดมสมองประชาชนแก้ไขอะไรได้บ้าง

- กทม. เตรียมปิดประกาศร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. – 7 พ.ย. 2569 เพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตรวจสอบและยื่นคำร้องแก้ไข
- ภาคเอกชนจัดสัมมนาระดมสมองในวันที่ 15 ส.ค. 2569 เพื่อให้เจ้าของที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างผังเมืองใหม่
- ประเด็นสำคัญที่สามารถเสนอให้แก้ไขได้ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (สีแดง, สีเหลือง), FAR, และข้อเสนอให้ยกเลิกการบังคับสร้างที่จอดรถในอาคารตามแนวรถไฟฟ้า
ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหาคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่4) กรุงเทพมหานครคาดการณืว่าจะประกาศใช้ได้ประมาณปลายปี2570 ขณะขั้นตอนการพิจารณามีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะ ระหว่างวันที่ 10สิงหาคม-7 พฤศจิกายน 2569 โดยปิดประกาศ ณ กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานเขตกรุงเทพมหานครทั้ง50เขต ฯลฯ สำหรับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเจ้าของที่ดินสามารถตรวจสอบร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยมีคำร้อง15,000ราย
อย่างไรก็ตามในมุมของภาคเอกชน นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด (M-Property) และในฐานะนายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) ระบุว่า
ระดมสมอง”ผ่า! ร่างผังเมืองใหม่ กทม. ฉบับประกาศ 90″
เตรียมจัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ผ่า! ร่างผังเมืองใหม่ กทม. ฉบับประกาศ 90 วัน 10 สค. 69”วันเสาร์ที่ 15 ส.ค.69 | เวลา 09.00 -15.00 น. ผ่าน Zoom ทั้งนี้เมื่อฟังแล้วสามารถแสดงความคิดเห็น/อุทธรณ์ ได้ หลัง กรุงเทพมหานคร ติดประกาศร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯใหม่ 90 วัน (10 ส.ค. 69-7 พ.ย.69)
โดยกลุ่มเป้าหมาย ต้องการเชิญเจ้าของที่ดิน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นายหน้า และคนกรุงเทพฯ ร่วมเจาะลึกข้อมูลสำคัญ
- ร่างผังเมืองใหม่ รับฟังความคิดเห็นรอบสุดท้ายก่อนใช้จริง
- มีที่ดินต้องดูว่าจะดีขึ้น เท่าเดิม หรือแย่ลง และจะยังอุทธรณ์ทันหรือไม่ แนวทางการดำเนินการอย่างไร
- การเปลี่ยนแปลงสำคัญ พาณิชยกรรม (สีแดง) พ.1-8 ที่อยู่อาศัย (สีเหลือง) ย.1-15 FAR, Bonus, ลดจำนวนที่จอดรถได้ด้วย
- กรณีการยกเว้นให้ก่อสร้าง ด้วยเงื่อนไขริมถนนสาธารณะฯ ไม่ได้ทั้งแปลง
- ทำเลรุ่ง-ร่วง ราชพฤกษ์ ตลิ่งชัน บางขุนเทียน หนองจอก สวนหลวง ลาดพร้าว รัชโยธิน สุขุมวิท เพลินจิต สาทร เยาวราช ฯลฯ
- แนวโน้มราคาที่ดิน ในทำเลต่างๆ ใจกลางเมือง รถไฟฟ้า เขตชั้นนอก
- ถนนเสนอแนะ (โครงข่ายคมนาคมฯ) 96 สาย รอนสิทธิประชาชน ควรมีแต่น้อยหรือเลิกไป
- แนวทางการจัดการทรัพย์สิน ขาย เช่า เก็บไว้ นโยบายใหม่การจัดการภาษีของ กทม.
ข้อเสนอยกเลิกอาคารจอดรถแนวรถไฟฟ้า ทำคอนโดฯ ถูกลงกระตุ้นตลาดอสังหาฯ
ข้อเสนอสำคัญ เลิกบังคับสร้างที่จอดรถในอาคาร ตามแนวรถไฟฟ้า จะทำให้ราคาคอนโดฯ ถูกลงครึ่งหนึ่ง กระตุ้นตลาดอสังหาฯ ประชาชนจะมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น แก้ปัญหาเมือง แก้ปัญหาจราจร PM.2.5 ได้ด้วย ทั้งนี้วิทยากร ประกอบด้วย นายอาสา ทองธรรมชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานครและนายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM)
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
การเคหะฯ เจาะทำเลนิคมอุตสาหกรรม ชลบุรี ปูพรม 46โครงการที่อยู่อาศัยรับEECบูม

- การเคหะแห่งชาติ (กคช.) พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 46 โครงการในจังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
- โครงการทั้งหมดมีจำนวน 25,633 หน่วย แบ่งเป็นโครงการประเภทขายและเช่า โดยมุ่งเน้นทำเลที่ตั้งใกล้นิคมอุตสาหกรรมและแหล่งงาน
- มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือแรงงานและผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคงในราคาที่เหมาะสม และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
การลงทุนของทั้งภาคธุรกิจไทยและนักลงทุนต่างชาติที่เดินหน้าปักหมุดโรงงาน นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขยายฐานการผลิตในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นอกจากจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อความต้องการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มวัย
โครงการอาคารเช่าแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ความต้องการพุ่ง ชี้ยุทธศาสตร์สำคัญEEC
นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดชลบุรี (แหลมฉบัง) โดยระบุว่าจังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของพื้นที่ EEC ที่มีการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น การเคหะแห่งชาติจึงพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งประเภทขายและเช่า
ปูพรม46โครงการ 25,633 หน่วย เจาะกำลังซื้อทำเลนิคมอุตสาหกรรม รับEECบูม
เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนและแรงงาน พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยและการเดินทาง สอดคล้องกับนโยบายของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงในราคาที่เหมาะสม ภายใต้แนวคิด “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี”
ปัจจุบันการเคหะแห่งชาติมีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรีรวม 46 โครงการ จำนวน 25,633 หน่วย แบ่งเป็นโครงการขาย 43 โครงการ จำนวน 22,554 หน่วย และโครงการประเภทเช่า 3 โครงการ จำนวน 3,079 หน่วย ครอบคลุมทำเลใกล้นิคมอุตสาหกรรม แหล่งงาน และโครงข่ายคมนาคม เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่EEC
โครงการที่การเคหะแห่งชาติลงพื้นที่ คือ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดชลบุรี (แหลมฉบัง) ระยะที่ 1 ตั้งอยู่บริเวณถนนสุขุมวิท ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นอาคารพักอาศัยสูง 5 ชั้น จำนวน 544 หน่วย ห้องพักขนาด 28 ตารางเมตร ประกอบด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องอเนกประสงค์ และ 1 ห้องน้ำ อัตราค่าเช่าเริ่มต้น 2,000–2,400 บาทต่อเดือน โดยมีจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง
ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (แหลมฉบัง) และท่าเรือแหลมฉบัง รวมทั้งสถานศึกษา โรงพยาบาล สถานีตำรวจ และห้างสรรพสินค้า ทำให้ผู้พักอาศัยเดินทางสะดวกและอยู่ใกล้แหล่งงาน อีกทั้งผู้เช่ายังชำระค่าน้ำและค่าไฟฟ้าตามอัตราที่ใช้จริง นอกจากนี้การเคหะแห่งชาติยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยผ่านกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ อาทิ การเพาะเห็ด การสานตะกร้า การทำไข่เค็ม และการทำน้ำยาอเนกประสงค์ ควบคู่กับการอบรมให้ความรู้ด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 10 ส.ค.69 ‘แข็งค่า’ สงครามอิหร่านยังไม่รุนแรง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 10 ส.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยเงินดอลลาร์อ่อนค่าหลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาน่าผิดหวัง
- สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่ทวีความรุนแรงขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยพยุงค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าลง
- แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้นยังคงมีความผันผวน โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาคือรายงานอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.80 – 33.40 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.10 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) มีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.88-33.07 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลัง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม ลดลงราว -2.3 หมื่นราย แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ ว่าจะเพิ่มขึ้น +8.5 หมื่นราย ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ชะลอลง โดยเพิ่มขึ้น +3.2%y/y (+0.1%m/m) ต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยมีเพียงอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ที่ปรับตัวลดลง สู่ระดับ 4.1% ดีกว่าคาดเล็กน้อย แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของ อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานสหรัฐฯ (Participation Rate) เหลือ 61.4% ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 16% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้

ทั้งนี้ เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้สำเร็จ ก่อนทยอยอ่อนค่าลงบ้างกลับสู่โซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงเข้าซื้อเงินดอลลาร์ในจังหวะย่อตัวลง หนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED และปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนอีกครั้ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง สหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ
แนวโน้มค่าเงินบาท
เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น และในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ตราบใดที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้กลับมาทวีความร้อนแรงขึ้น จนส่งผลให้ ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาตามคาด หรือ ต่ำกว่าคาด สะท้อนถึงแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) สร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ และหนุนทั้งราคาทองคำ รวมถึงเงินบาทได้ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านแรกแถว 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.80 บาทต่อดอลลาร์ หรือบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าจะพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน แนวโน้มการแข็งค่าขึ้น ถึงจะกลับตัวเป็น แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงต่อได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนสิงหาคม ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของ FED ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งอาจส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้พอสมควร เช่นกัน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 16% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และเศรษฐกิจอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมิถุนายน และดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนสิงหาคม
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของญี่ปุ่น ผ่านรายงาน ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 41% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาส 96% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.35% หลังอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ได้ชะลอลงกว่าที่ RBA ประเมิน กอปรกับภาพเศรษฐกิจออสเตรเลียโดยรวมที่ชะลอตัวลง ทั้ง การจ้างงานและตลาดอสังหาฯ
ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งอาจทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของภาครัฐ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิดเงินรางวัลแชมป์ “วอลเลย์บอลหญิงไทย” จบศึกลูกยางซี วี คัพ 2026 สนามสอง

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ซี วี คัพ 2026 (SEA V Cup 2026) ทั้งสองสนาม ที่ประเทศเวียดนาม และ ประเทศไทย ปิดฉากฤดูกาลอย่างเป็นทางการ
โดยในปีนี้ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” สามารถหยิบแชมป์มาครองได้ทั้งสองสนาม แถมยังทำสถิติชนะรวดทั้ง 6 เกม ถือเป็นการรักษามาตรฐานที่ดีไว้ได้ต่อเนื่อง
จากผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้ “ทัพลูกยางสาวไทย” สร้างสถิติคว้าแชมป์ได้ 10 สนาม จากทั้งหมด 11 สนาม นับตั้งแต่เริ่มจัดการแข่งขันเมื่อปี 2019
เงินรางวัล วอลเลย์บอลหญิงไทย
นอกจากนี้ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย จะได้รับเงินรางวัลในรายการ วอลเลย์บอลหญิง ซี วี คัพ 2026 สนามนี้ เป็นเงินรางวัลแชมป์ 500,000 บาท
สำหรับ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย จะต้องเตรียมทีมเพื่อเข้าแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Volleyball Continental Championship 2026) ที่เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ช่วงระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคม 2569
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
อัลตราซาวนด์หลอดเลือดสมอง คัดกรองภัยเงียบ ‘อัมพฤกษ์-อัมพาต’

- การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดสมองและที่คอ (Carotid Doppler และ TCD) เป็นนวัตกรรมสำหรับคัดกรองความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต
- ช่วยประเมินการสะสมของคราบไขมัน ภาวะหลอดเลือดตีบ และการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- เป็นวิธีการตรวจที่ปลอดภัย รวดเร็ว (15-20 นาที) ไม่ต้องฉีดสี และมีความแม่นยำสูงในการประเมินความเสี่ยง
- แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ 40 ปีขึ้นไป, มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เบาหวาน, ความดันสูง, ไขมันสูง), หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือด
“โรคหลอดเลือดสมอง” อาจเริ่มต้นจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แสดงอาการ ผู้ที่มีคราบไขมัน (Plaque) สะสมในหลอดเลือดจำนวนมากอาจยังไม่รู้ตัวว่ากำลังมีความเสี่ยง จนกระทั่งเกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน การตรวจประเมินสุขภาพหลอดเลือดตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยค้นหาความเสี่ยง วางแผนป้องกัน และลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างเหมาะสม
โรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากการการมีคราบไขมัน (plaque) สะสมในหลอดเลือด โดยคราบไขมันดังกล่าวสามารถเพิ่มขนาดขึ้นจนขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง หรืออาจหลุดออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วปลิวไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง ส่งผลให้เกิดโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตได้ในที่สุด
โดยในปัจจุบัน มีนวัตกรรมการตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดที่คอและในสมอง เพื่อประเมินระบบไหลเวียนเลือดอย่างครอบคลุม ซึ่งประกอบด้วยการตรวจร่วมกัน 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่
- Carotid Doppler Ultrasonography เป็นการตรวจหลอดเลือดแดงคาโรติดบริเวณลำคอที่ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดจากหัวใจขึ้นไปเลี้ยงสมอง โดยจะช่วยประเมินการสะสมของคราบไขมันหรือหินปูน ตรวจสอบภาวะหลอดเลือดตีบแคบ การไหลเวียนของเลือด และตรวจความหนาตัวที่ผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่
- TCD หรือ Transcranial Doppler Ultrasonography เป็นการตรวจลึกลงไปถึงหลอดเลือดแดงภายในสมองที่เป็นแขนงต่อเนื่องจากหลอดเลือดที่คอ เพื่อประเมินภาวะตีบตันและการไหลเวียนของเลือดภายในสมอง เมื่อนำการตรวจทั้งสองรูปแบบมาใช้ร่วมกันจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพการไหลเวียนของเลือดได้อย่างครอบคลุมและชัดเจน ตั้งแต่บริเวณลำคอไปจนถึงหลอดเลือดสำคัญภายในกะโหลกศีรษะ

จุดเด่นของการตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดสมองทั้งสองประเภทพร้อมกัน คือ มีความสามารถในการคัดกรองความเสี่ยงสูงถึง 90-98% และยังเป็นวิธีที่ปลอดภัย สะดวก และรวดเร็ว เนื่องจาก ผู้ป่วยไม่ต้องฉีดสีหรือสารทึบรังสี ใช้เวลาในการตรวจสั้น ๆ เพียง 15-20 นาทีก็สามารถทราบผลได้ทันที ถือเป็นการคัดกรองที่ครอบคลุมทั้งหลอดเลือดแดงนอกและในกะโหลกศีรษะ ช่วยให้แพทย์ประเมินสภาพหลอดเลือดเพื่อนำไปใช้วางแผนการดูแลและป้องกันล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
“การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดสมองเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนเกิดอาการ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง การตรวจพบความผิดปกติเร็วจะช่วยให้สามารถวางแผนดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคต” นายแพทย์วงศ์กนก กล่าว
โดยกลุ่มเสี่ยงที่แพทย์แนะนำให้พิจารณาเข้ารับการตรวจ ได้แก่
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ
หากผลการตรวจพบว่า มีคราบไขมันในหลอดเลือด แพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาอย่างเหมาะสมตามระดับความรุนแรง โดยในกรณีที่การตีบแคบยังไม่รุนแรง แพทย์จะเลือกใช้การรักษาด้วยยาเป็นแนวทางหลัก เพื่อควบคุมการสะสมของคราบไขมันและลดความเสี่ยงของการอุดตัน
แต่ถ้าพบว่าหลอดเลือดมีการตีบมากจนเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ขดลวดขยายหลอดเลือด (Stenting) หรือพิจารณาการผ่าตัดเอาคราบไขมันออก (Carotid Endarterectomy) ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับกรณีที่มีการตีบในระดับสูง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ภาษาอังกฤษในการสนทนาทางโทรศัพท์

จริงอยู่ว่าเวลาที่เราทำงาน การติดต่อด้วยทางอีเมลนับว่าเป็นวิธีหลักที่หลายๆ บริษัทยังคงใช้งานกันอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเราจะมีโปรแกรมแชทที่รวดเร็วอยู่แล้วก็ตาม แต่วิธีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีการติดต่อหลายๆ แห่งยังนิยมใช้อยู่ เนื่องจากรวดเร็ว ตอบโต้ได้ทันที ทันใจ เอ๋ แบบนี้มีภาษาอังกฤษอะไรบ้างนะ ที่เราควรเรียนรู้ไว้บ้างถ้าต้องใช้ติดต่อระหว่างการสนทนาผ่านโทรศัพท์บ้าง ? มาดูกันดีกว่า!
Hello, this is / it’s (ชื่อผู้พูด) from (ชื่อบริษัท/ชื่อหน่วยงาน)
หากคุณเป็นคนที่ต้องโทรไปตามติดต่อ การเริ่มต้นทักทายควรเริ่มต้นด้วยการบอกว่าตนเองเป็นใคร มาจากที่ไหน บางคนอาจจะแนะนำเสริมเข้าไปด้วยก็ได้ว่ามีตำแหน่งอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้รับสายเราได้ข้อมูลเบื้องต้น จะได้ให้ความช่วยเหลือ หรือตอบโต้บทสนทนาได้ถูกต้อง แต่ในทางกลับกัน ในกรณีที่คุณต้องรับสาย และเป็นผู้แนะนำตัวก่อน อาจจะใช้ประโยคที่คล้ายคลึงกัน อย่างเปลี่ยนตอนเริ่มต้นด้วยชื่อบริษัท หรือหน่วยงานของคุณ แล้วใช้ may I help you? ต่อท้ายประโยคก็เป็นอันเรียบร้อย
ตัวอย่าง :
ABC Company, may I help you? (บริษัทเอบีซี มีอะไรให้ช่วยเหลือบ้าง ครับ / คะ )
Hello, ABC Travel, Somying speaking. How can I help you? (สวัสดีค่ะ เอบีซีทราทราเวล ดิฉันสมหญิงรับสาย มีอะไรให้ช่วยเหลือคะ)
Could / May / Can I speak to (ชื่อคนที่ต้องการขอสาย), please?
แหม โทรศัพท์มาแบบนี้ ยังไงก็ต้องการต่อสายถึงคนที่ต้องการจะพูดคุย ติดต่องานด้วยแน่นอน และสำหรับสูตรการขอสายถึงบุคคลที่ต้องการ เพียงแต่เติม Could / May ขึ้นหน้าประโยค ก็ดูสุภาพมากขึ้นแล้ว และสำหรับใครที่อยากให้ดูสุภาพมากขึ้นไปอีก ก็สามารถต่อ please ท้ายประโยคก็ได้เช่นกัน หรือใครที่อยากจะลองใช้ประโยคอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน
ตัวอย่าง :
I’d like to speak to (ชื่อผู้ที่ต้องการจะติดต่อ) , please. (ฉันขอพูดสายกับ …… ได้รึเปล่า?)
Could you put me through to ชื่อผู้ที่ต้องการจะติดต่อ) , please? (รบกวนต่อสายถึง……..ได้ไหม?)
Hello, This is Amorn from DFG Company. May I speak to Tony? (สวัสดีครับ นี่อมร จากบริษัทดีเอฟจีนะครับ ผมขอสายคุณโทนี่ได้รึเปล่า?)
Sorry, my English is not good. Could you speak a little slower?
(ขอโทษ ค่ะ/ครับ ภาษาอังกฤษของฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ รบกวนพูดช้าๆ ได้ไหม คะ / ครับ?) ระหว่างที่คุยเกิดติดขัดปัญหา อาจจะด้วยภาษาอังกฤษที่ไม่ชำนาญนัก อย่าอายที่จะบอกอีกฝ่ายให้ทราบ เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณฟังจับใจความได้ครบถ้วนแล้ว ยังป้องกันการได้รับข้อมูลผิดๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหากับเนื้องานได้ นอกจากปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษแล้ว คุณอาจจะเจอปัญหาที่ยังไม่เข้าใจ ต้องการให้อธิบายทวนซ้ำ หรือ อธิบายเพิ่มเติม รวมถึงรบกวนให้คู่สนทนาพูดเสียงให้ดังขึน ก็อาจจะใช้ประโยคด้านล่างต่อไปนี้ควบคู่ได้เช่นกัน
ตัวอย่าง :
I’m sorry, Could you repeat that, please? (ขอโทษ ครับ / ค่ะ รบกวนอธิบายอีกครั้งได้ไหม ครับ / คะ?)
Could you speak up a little, please? (รบกวนคุณพูดดังขึ้นอีกนิดได้ไหม?)
He/She is not available at the moment.
(ตอนนี้เขาไม่ว่างเลย ค่ะ/ครับ ) ในกรณีที่คนที่ผู้สนทนาขอสายไม่ว่าง คุณสามารถบอกคู่สนทนาได้ง่ายๆ ตามประโยคข้างบนได้เลย ส่วนใครที่อยากจะให้สุภาพ เป็นทางการมากขึ้น ลองใช้คำว่า I’m afraid / I’m sorry ขึ้นหน้าประโยค ก็จะช่วยให้ประโยคดูสุภาพมากขึ้น
ตัวอย่าง :
I’m sorry , she/he’s in a meeting at the moment. (ขอโทษ ค่ะ/ครับ ตอนนี้เขากำลังประชุมค่ะ/ครับ)
I’m afraid she/he’s on another line at the moment. (ฉันเกรงว่าตอนนี้เขากำลังติดสายอื่นอยู่ ค่ะ/ครับ)
Could you ask him/her to call me back?
(กรุณาบอกให้เขาโทรกลับหาฉันด้วยได้ไหม ครับ/คะ ) ในกรณีที่อีกฝ่ายไม่ว่าง และเราต้องการให้คนที่เราต้องการติดต่อโทกลับ คุณสามารถใช้ประโยคเหล่านี้เพื่อแจ้งจุดประสงค์ต่างๆ ได้ และถ้าหากต้องการบอกเวลาด้วย ก็เติม call at + เวลา ต่อท้ายประโยค เพื่อบอกว่าถึงเวลาที่สะดวกรับสาย หรือเวลาที่ต้องการให้อีกฝ่ายติดต่อกลับ สำหรับใครที่กลัวว่าจะจำประโยคยาวๆ ไม่ได้ อาจจะใช้ please ตามด้วยการแจ้งให้อีกฝ่ายโทรกลับก็ได้เช่นกัน
ตัวอย่าง : Please tell him /her to call me back later. (รบกวนบอกเขาหน่อยว่าฉันโทรมา ช่วยโทรกลับด้วยนะ ครับ/ค่ะ)จะสังเกตได้ว่าในบทสนทนาหลักๆ จะเน้นการใช้ Could I …. หรือ May I ….. ตามท้ายด้วย please ในประโยคเยอะเป็นพิเศษ เพราะการติดต่อทางโทรศัพท์ โดยเฉพาะเรื่องงานต้องการลักษณะประโยคที่เป็นทางการ แสดงความนอบน้อมเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราต้องการขอร้องให้ใครช่วยเหลือ ศัพท์เหล่านี้นับว่าจำเป็นมากๆ และใช้ได้แทบทุกโอกาส วอลล์สตรีทอิงลิช บอกเลยว่า นี่คือเทคนิคพิเศษ ไม่เพียงแต่ใช้ในบทสนทนาทางโทรศัพท์เท่านั้น แต่เราสามารถใช้สูตรนี้กับการสนทนาทั่วๆ ไปได้อีกด้วยนะ!
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
อนาคตรถไฟไทยกับนวัตกรรมรถไฟต้นแบบ DEMU รถดีเซลรางปรับอากาศด้วยไฟฟ้า

- ม.เกษตรฯ ร่วมออกแบบรถไฟต้นแบบ DEMU ประสิทธิภาพสูงวิ่งด้วยไฟฟ้าในสถานีเพื่อลดมลพิษ และทำความเร็วได้สูงสุด 160 กม./ชม.
- โครงการนี้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) โดยอาศัยศักยภาพจากผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์
- การผลิตรถไฟได้เองจะช่วยให้เม็ดเงินงบประมาณจัดซื้อรถไฟกว่าแสนล้านบาทหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทย ลดการนำเข้า และประหยัดค่าบำรุงรักษาระยะยาว
ขณะนี้สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง สังกัดกระทรวงคมนาคม มีโครงการออกแบบและพัฒนารถไฟต้นแบบ DEMU และมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “THAILAND MOVE ON RAIL โอกาสใหม่ของธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมระบบราง…พื้นฐานโครงสร้างเชิงระบบและชิ้นส่วนของรถไฟ” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ศักราชใหม่ของการคมนาคมทางราง หากมีการวางรากฐาน “อุตสาหกรรมระบบราง” ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง จะสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินงบประมาณให้หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจไทยได้
รศ.ดร.วิชัย ศิวะโกศิษฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระบบรางและพลังงานทดแทน หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมระบบราง ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับภาพรวมโอกาสใหม่ของธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมระบบราง โดยเริ่มต้นจากโครงการออกแบบและพัฒนารถไฟต้นแบบ DEMU ว่า
รถไฟ DEMU ถือว่าเป็นรถไฟรุ่นใหม่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีแผนจัดหามาให้บริการกับประชาชนในอนาคต
ในส่วนของโครงการออกแบบรถไฟต้นแบบ DEMU มีที่มาจากการที่กระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. ติดต่อหาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบรถไฟจากต่างประเทศ
ซึ่งทาง สทร. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในเรื่องระบบรางมาก่อน จึงได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีมงานการออกแบบตัวรถ DEMU จากต่างประเทศคือมีกลุ่มวิศวกรชาวไทยร่วมเป็นทีมงานการออกแบบครั้งนี้ด้วย
รถไฟต้นแบบ DEMU แตกต่างจากรถไฟทั่วไปอย่างไร
จากประสบการณ์การใช้งานที่ผ่านมา เราชินกับรถไฟดีเซลราง คือ รถที่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง องค์ประกอบหลักของรถไฟดีเซลราง คือ ตู้รถไฟและเครื่องยนต์ดีเซลติดอยู่ใต้ท้องตู้ คนขับคอยสั่งให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนไปบนราง
การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องหารถไฟใหม่เพื่อทดแทนรถเดิมที่มีอายุการใช้งานที่นานมาก แต่เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟไทยยังไม่มีการเดินสายไฟฟ้าเหมือนรถไฟฟ้าสายสีแดง เรายังไม่ได้ลงทุนแบบนั้น
จึงยังเป็นทางปกติที่ใช้ขับเคลื่อน จำเป็นต้องใช้รถไฟ DEMU หรือ Diesel Electric Multiple Unit ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเหมือนเดิมแต่จุดที่แตกต่างคือ ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขับเคลื่อนล้อโดยตรง แต่ใช้ปั่นกระแสไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ที่ล้อ
ทำให้เกิดประสิทธิภาพการขับเคลื่อนดีกว่ามาก เพราะให้แรงบิดที่ดีกว่า ไม่ต้องผ่านชุดเกียร์ ไม่ต้องซ่อมบำรุงชุดเกียร์เพิ่มเติม
นอกจากนี้เราใส่ระบบ Hybrid เข้าไปด้วย ซึ่งมีข้อดีคือ ตอนห้ามล้อจะมีการปั่นไฟในช่วงเบรกกลับมาเก็บที่ชุดแบตเตอรี่เพื่อนำไปใช้กับตัวรถได้อีก ประสิทธิภาพการเบรกดีขึ้นด้วยเพราะเป็นการเบรกด้วยไฟฟ้าร่วมกับเบรกลม ทำให้เปลืองเบรกน้อยลงกว่ารถไฟดีเซลรางปัจจุบันที่เป็นเบรกลมทั้งหมด
รถไฟ DEMU ที่เรากำลังออกแบบสามารถเคลื่อนเข้าและออกที่สถานีโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว เราดับเครื่องยนต์ดีเซลได้ไม่มีควัน พอออกสู่ที่โล่งค่อยใช้เครื่องยนต์ดีเซล จากการคำนวณสามารถทำแบบนี้ได้ตลอดทาง
รถไฟคันนี้ยังถูกออกแบบให้มีความเร็วสูงสุดถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปกติรถไฟไทยใช้ความเร็วประมาณ 120 กม. ดังนั้น เวลาที่ใช้ในแต่ละสถานีก็ลดลง
สำหรับเรื่องการออกแบบรถไฟ DEMU
การออกแบบรถไฟ DEMU ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญจากอิตาลี ที่มีประสบการณ์ออกแบบรถไฟให้กับ อิตาลี ตุรกี จีน และอินเดีย ทุกอย่างดำเนินการตามมาตรฐานยุโรปทั้งหมด ตั้งแต่การผลิต งานเชื่อม ชิ้นส่วน และความปลอดภัย เป็นการพลิกโฉมหลายเรื่อง คือ
หนึ่ง เราได้รถไฟตามมาตรฐานยุโรปมาใช้งานในอนาคต
สอง การสร้างอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟในประเทศ เราอาจเคยผลิตรถไฟในเบื้องต้นยุค พ.ศ. 2510 – 2525 แล้วเราก็หยุดซึ่งเป็นการผลิตขั้นพื้นฐานยังไม่มีมาตรฐานยุโรปเกี่ยวข้อง
สำหรับเรื่องกระบวนการผลิต ประเทศไทยเราเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในภาคเอกชนกำลังถูกดิสรัปต์
การซื้อรถไฟถูกควบคุมโดยภาครัฐ ซึ่งภาครัฐประเทศต่าง ๆ สามารถใช้กลไกตรงนี้ส่งเสริมการผลิตในประเทศได้ด้วยการนำผู้ผลิตรถยนต์บางส่วนย้ายมาผลิตตัวรถไฟได้
ซึ่งโครงการนี้นอกจากเป็นการออกแบบตัวรถไฟก็ยังมีการประเมินศักยภาพของผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องว่ามีสูงพอหรือไม่อีกด้วย ผลการประเมินพบว่าค่อนข้างสร้างความมั่นใจต่อทีมผู้ออกแบบอย่างยิ่ง
คืออุตสาหกรรมการผลิตพื้นฐานมีความสามารถดี แต่อาจมีช่องว่างบางส่วน ซึ่งเราต้องเข้าไปช่วยเหลือเติมเต็มให้ผลิตได้ตามมาตรฐานที่ใช้กับอุตสาหกรรมรถไฟได้
รศ.ดร.วิชัย กล่าวถึงขั้นตอนการออกแบบรถไฟ DEMU ว่า ตัวรถไฟ DEMU ที่เราออกแบบคือ เฟสที่ 1 เรื่อง Conceptual Engineering Design และออกแบบภายในภายนอกให้มีความสวยงาม
รวมถึงมีการ feed back จากประชาชนเรื่องความชอบรูปแบบใดแล้วนำมาพัฒนาต่อและการออกแบบวิศวกรรมเบื้องต้น และมีการประเมินผู้ผลิตแล้ว
ในอนาคตจะมีเฟสที่ 2 ออกแบบรายละเอียดทุกชิ้นส่วนของตัวรถไฟ ต้องออกแบบร่วมกับผู้ผลิตในประเทศ เช่น ชิ้นส่วนภายในรถไฟ ต้องทำงานร่วมกับผู้ผลิตไทย รวมถึงการผลิตตัวต้นแบบ การผลิตในสายการผลิต
การไปถึงขั้นตอนเฟสที่ 2 ต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐว่า มีนโยบายการผลิตลักษณะใด มีนโยบายให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมมือดำเนินการอย่างไร การผลิตกำลังการผลิตเป็นอย่างไร โรงงานที่ตั้งใครเป็นผู้รับผิดชอบ
ต้องมีการแยกแยะ มีการวาง roadmap ที่ชัดเจน ร่วมมือผลักดันให้เกิดขึ้น เป็นขั้นตอนต่อไปที่ประเทศไทยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน
ประเทศไทยจะต่อยอดจากการเป็น “ผู้ซ่อม” สู่การเป็น “ผู้สร้าง” ในอุตสาหกรรมระบบรางได้อย่างไร
จากกิจกรรมการประเมินผู้ประกอบการ จัดโดยผู้ออกแบบร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีระบบราง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงสถาบันยานยนต์ โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถไฟ
ยกตัวอย่างเราประเมินผู้ประกอบการไทยที่ทำเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศ พบว่า ถึงแม้เราไม่เคยทำแอร์รถไฟโดยตรง แต่เขามีศักยภาพสูง มีประสบการณ์การทำงานกับลูกค้าในยุโรปมาแล้ว มีขั้นตอนการผลิตคล้ายคลึงกับขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนในรถไฟเป็นอย่างมาก มีช่องว่างน้อยมาก เราอาจต้องเสริมนิดหน่อย
รวมถึงงานเชื่อม ผู้ประกอบการไทยก็ผ่านงานเชื่อมมาเยอะ ตัวถังรถยนต์เชื่อมโดยหุ่นยนต์ ขั้นตอนงานเชื่อมรถยนต์กับรถไฟแตกต่างกัน รถยนต์มีความยาวเมตรกว่าถึงสองเมตร แต่รถไฟที่จะผลิตยาว 25 เมตร สเกลต่างกัน
เรื่องโครงสร้างต้องมีรายละเอียดการเชื่อมอีกมาก การออกแบบรอยเชื่อมก็ต่างกัน เรามั่นใจมากว่าคนไทยเชื่อมได้ตามมาตรฐานแน่นอน
แต่มีช่องว่างที่ต้องปิดคือเรื่องการรับรองการเชื่อมแต่ละจุด ตั้งแต่รับรองคนทำหน้าที่เชื่อม โรงงานที่ทำมีการรับรองมาตรฐานอย่างไร มีการรับรองจากบุคคลที่สามเรื่องความปลอดภัย ซึ่งต้องใช้เวลาการปิดช่องว่างตรงนี้
สำหรับตู้รถไฟ ผู้ประกอบการไทยมีการผลิตแล้วได้ตามมาตรฐานเรียบร้อย โดยภาพรวม สมมติว่าเราจะทำต้นแบบรถไฟวันนี้ มูลค่าของชิ้นส่วน local content ที่เราจะประกอบวันนี้รวมถึงแรงงานเป็นประมาณ 20%
แต่ในอีก 5 ปีหากลดช่องว่างต่าง ๆ ได้มาตรฐานครบแล้ว เราจะได้มูลค่าประมาณ 75 % หมายความว่า รถไฟหนึ่งคัน 100 บาท ในปีแรกแทนที่จะจ่าย 100 บาทให้ต่างประเทศ เราได้มา 20 บาทเพื่ออุดหนุนภายในประเทศ อีก 5 ปีเราได้อีก 70%
แล้วรถไฟที่ผลิตมากขนาดไหน
ในแผนจัดซื้อรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในระยะ 10-15 ปี มีแผนจะซื้อรถไฟโดยรวม สองแสนล้านบาท รถต้นแบบ DEMU ที่เราทำอยู่ที่ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท
ตัวที่จะได้ตาม DEMU มาคือ Passenger coach หรือรถโดยสารอยู่ที่ประมาณสี่หมื่นกว่าล้านบาท สองตัวนี้รวม 1.5 แสนล้านบาท
ถ้าเราทำสำเร็จมี local content เฉลี่ย 60-70% เงินที่วนอยู่ในประเทศเป็นแสนล้านบาท
ผลที่ดีคือ
- GDP ของประเทศจะดีขึ้น
- การส่งเสริมเศรษฐกิจที่หมุนเวียนในประเทศดีขึ้น
- เราช่วยผู้ผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีความสามารถเพียงพอที่จะเปลี่ยนผ่านมายังอุตสาหกรรมรถไฟได้
เราใช้รถไฟอย่างน้อย 40 ปี ตามหลักวิชาการมีค่าการบำรุงรักษาในช่วงนั้นประมาณสามเท่าคือ 6 แสนล้านบาท ถ้าเราไม่มีการผลิตอะไรเลยซื้อรถไฟจากต่างประเทศทั้งหมด จะมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าซื้อค่าบำรุงรักษารวมทั้งหมด 8 แสนล้านบาท
ถ้าประเทศไทยต่อยอดจาก “ผู้ซ่อม” เป็น “ผู้สร้าง” ในอุตสาหกรรมระบบรางได้สามารถผลิตชิ้นส่วนรวมถึงองค์ประกอบทั้งหลายได้ จะประหยัดถึง 70% ของค่าใช้จ่ายจำนวนแปดแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นเรื่องดีที่เราจะส่งเสริมให้มีการผลิตมากขึ้น ดีทั้งเรื่องของอะไหล่ และการซ่อมบำรุงระยะยาว
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีบทบาทสนับสนุนระบบรางอย่างไร
1.เราเป็นคณะทำงานร่วมช่วยในเรื่องการออกแบบ การประสานงาน รวมถึง Technology transfer เรารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการออกแบบจากผู้ออกแบบระดับโลก
จึงสามารถนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้ รวมถึงอบรมวิศวกรใหม่ที่มีความสนใจเข้ามาหรือสามารถสร้างวิศวกรที่สามารถพัฒนาตนเองเป็นผู้ออกแบบในอนาคต
2.เรื่องการทำวิจัย เราสามารถทำวิจัยชิ้นส่วนที่ใช้ในรถไฟเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย เป็นศักยภาพที่เราจะมีในอนาคต
3.พัฒนาบุคลากรด้านระบบราง เนื่องจากอุตสาหกรรมระบบรางมีขนาดใหญ่ เมื่อพูดถึงรถไฟมีหลายองค์ประกอบทั้งรถไฟ ทางวิ่ง การให้บริการเดินรถ การบริการผู้โดยสาร การซ่อมบำรุง การสร้าง
ทุกอย่างเป็นองค์รวมที่ค่อนข้างใหญ่ เราได้รับนโยบายชัดเจนจากกระทรวงคมนาคมว่าช่วยโฟกัสที่การพัฒนาบุคลากรให้มาก เพราะคนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถช่วยได้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรระบบรางได้ กลุ่มวิศวกรนักออกแบบอาจมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับคนทำงานกลุ่มอื่นที่หน้างาน เราสามารถเข้าไปช่วย สทร. กระทรวงคมนาคม รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ช่วยพัฒนากลุ่มคนเหล่านี้ได้
ในอนาคตอันใกล้จะมีโครงการ sandbox ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำร่วมกับ สทร. และการรถไฟ เพื่อพัฒนาบุคลากรในส่วนนี้.
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
“กะทิ” เป็นไขมันดีหรือไขมันร้าย? กินอย่างไรให้ไม่อ้วนและได้ประโยชน์สูงสุด

กะทิ ได้จากการคั้นเนื้อมะพร้าวแก่สีขาวนวลผสมกับน้ำ จนได้ของเหลวเข้มข้นรสชาติหอมมัน เอกลักษณ์ความอร่อยที่ขาดไม่ได้ในเมนูอาหารไทยและอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงวัฒนธรรมอาหารระดับโลกอย่างฮาวาย อินเดีย ละตินอเมริกา และแคริบเบียน
สรุปสั้นๆ: กะทิเป็นไขมันดีหรือไขมันไม่ดี?
- เป็นไขมันอิ่มตัวกลุ่มพิเศษ: กะทิมีไขมันอิ่มตัวสูง แต่ส่วนใหญ่คือ ไตรกลีเซอไรด์สายโซ่ปานกลาง (MCTs) ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากไขมันอิ่มตัวทั่วไปในเนื้อสัตว์
- ดาบสองคม: แม้จะมีกรดไขมันที่ดีและแร่ธาตุสูง แต่ก็ให้ พลังงานและไขมันรวมสูงมาก หากบริโภคเกินความจำเป็น ย่อมส่งผลเสียต่อระดับไขมันในเลือดและน้ำหนักตัวได้เช่นกัน
ข้อมูลทางโภชนาการ (ต่อ 1 ถ้วย / 240 กรัม)
แคลอรี่ราว 93% ของกะทิมาจากไขมัน แต่ก็อัดแน่นไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ ดังนี้:
- แคลอรี่: 552 kcal
- ไขมัน: 57 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต: 13 กรัม
- ไฟเบอร์: 5 กรัม
- โปรตีน: 5 กรัม
วิตามินและแร่ธาตุเด่น (เทียบกับปริมาณที่แนะนำต่อวัน – RDI)
- แมงกานีส: 110% (ช่วยเรื่องกระดูกและการเผาผลาญ)
- ทองแดง: 32%
- เหล็ก & แมกนีเซียม: 22%
- ซีลีเนียม: 21%
- โพแทสเซียม: 18%
- วิตามินซี: 11%
- โฟเลต: 10%
เจาะลึกไขมันในกะทิ: ช่วยลดน้ำหนักจริงไหม?
กะทิมีส่วนประกอบของกรดไขมันที่น่าสนใจต่อระบบเผาผลาญ ได้แก่:
- กรดลอริก (Lauric Acid): ครองสัดส่วนประมาณ 50% ของกรดไขมันทั้งหมด ทำหน้าที่กึ่งกลางระหว่างกรดไขมันสายโซ่กลางและสายโซ่ยาว มีฤทธิ์ต้านเชื้อโรคและช่วยบำรุงภูมิคุ้มกัน
- MCTs แท้ๆ (Capric & Caprylic Acid): คิดเป็นราว 12% ซึ่งแตกต่างจากไขมันทั่วไป เพราะร่างกายจะดูดซึมจากลำไส้ตรงไปที่ตับเพื่อ เปลี่ยนเป็นพลังงานหรือคีโตนทันที จึงมีโอกาสสะสมเป็นไขมันใต้ผิวหนังน้อยกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 10/8/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,450.00 | 67,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,360.00 | 66,097.60 | 68,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,924.00 | 59,487.84 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,488.00 | 52,878.08 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,962.00 | 29,743.92 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,526.00 | 23,134.16 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,518.13 | 68,494.85 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 10/8/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 35.99 | 35.99 | 36.49 | 35.99 | 35.99 | 35.99 | 35.99 | 35.99 | 35.99 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 35.62 | 35.62 | 36.12 | 35.62 | 35.62 | 35.62 | 35.62 | 35.62 | 35.62 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 30.99 | 30.99 | 31.19 | 30.99 | – | 30.99 | 30.99 | 30.99 | 30.99 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.93 | 26.93 | – | – | – | – | – | – | 26.93 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 44.98 | – | – | 48.41 | – | 45.48 | 45.13 | – | 44.98 |
| ดีเซล | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| ดีเซล B20 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







