‘ศุภาลัย-เสนา’ เปิดเกมตลาดแมส งัดกลยุทธ์แก้โจทย์กำลังซื้อ

“ศุภาลัย-เสนา” สะท้อนสองแนวคิดปรับเกมกลยุทธ์ ท่ามกลางตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง-ล่างยังเผชิญแรงกดดันจากอัตรากู้ไม่ผ่านที่พุ่งสูงในปี 2569
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนทางเศรษฐกิจ หากแต่กำลังยืนอยู่บน “โจทย์เชิงโครงสร้าง” ที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูง ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน และกำลังซื้อจริงที่หดตัวในกลุ่มรายได้กลางถึงล่าง ปัจจัยเหล่านี้บีบให้ผู้ประกอบการต้องเลือก “แนวทางอยู่รอด” ที่สอดคล้องกับ DNA ของแต่ละบริษัท
ภาพดังกล่าวยังสะท้อนผ่านทิศทางธุรกิจปี 2569 ของสองค่ายใหญ่อย่าง ศุภาลัย และ เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งแม้จะโฟกัสตลาดกลาง-ล่างที่ใกล้เคียงกัน แต่เลือกใช้กลยุทธ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ศุภาลัย คุมความเสี่ยง ชะลอเซ็กเมนต์ล่าง
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย ระบุว่า ภาพรวมอัตรากู้ไม่ผ่านของบริษัทเฉลี่ยอยู่ที่ราว 17% แต่หากเจาะลงในกลุ่มราคาต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท สัดส่วนการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นจนเกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่ตลาดระดับบนมีอัตรากู้ไม่ผ่านต่ำกว่า 5% อย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ศุภาลัยตัดสินใจยังไม่เร่งเปิดโครงการใหม่ในตลาดระดับล่าง แม้จะยังมีดีมานด์อยู่ โดยเลือกบริหารพอร์ตไปที่ตลาดกลางเป็นหลัก ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการขายที่ดีกว่า ลดความเหนื่อยจากการ “ขายสองได้หนึ่ง” และช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินในช่วงที่ตลาดยังเปราะบาง
ในเชิงกลยุทธ์ ปี 2569 ศุภาลัยวางตำแหน่งเป็น “Year of Strength” เดินหน้าเติบโตบนฐานความแข็งแกร่งทางการเงิน ตั้งเป้ายอดขายรวม 45,000 ล้านบาท เปิดตัว 28 โครงการ มูลค่า 35,000 ล้านบาท ควบคู่การขยายตลาดต่างจังหวัดและต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ซึ่งถูกใช้เป็นกลไกกระจายความเสี่ยง และเสริมสมดุลรายได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ศุภาลัยยังคงโฟกัส Real Demand โดยเฉพาะกลุ่มราคาที่ “สมเหตุสมผล” สำหรับผู้ซื้อคนไทย ไม่ไล่ตามตลาดบนหรือการขายต่างชาติแบบหวือหวา การวางระดับราคาบ้านแนวราบราว 5-6 ล้านบาท ถูกมองว่าเป็น sweet spot ที่ยังมีดีมานด์จริง ต่างจากตลาดล่างกว่า 2-3 ล้านบาท ซึ่งบริษัทประเมินตรงไปตรงมาว่ามีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงเกือบครึ่ง
ประเด็นนี้สะท้อนวิธีคิดของศุภาลัยที่ “ไม่ฝืนตลาด” หากความเสี่ยงด้านสินเชื่อสูง บริษัทจะไม่เร่งเปิดเกมเชิงรุก แต่เลือกปรับพอร์ตให้สมดุล ระหว่างแนวราบ คอนโดพร้อมโอน และการขยายไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวที่มีฐานเศรษฐกิจเฉพาะตัว เช่น ภูเก็ต หัวหิน และสมุย ซึ่งได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว การลงทุนด้านสาธารณสุข และการเติบโตของแรงงานคุณภาพ
อีกหนึ่งหมากสำคัญคือการใช้ Data และแพลตฟอร์มสินเชื่อ DEAL เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการขาย ลดเวลาอนุมัติสินเชื่อ และทำให้บริษัท “เห็นข้อมูลจริง” ของลูกค้ามากขึ้น แตกต่างจากอดีตที่ต้องพึ่งข้อมูลจากการประเมินคร่าว ๆ วิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้โอนเร็วขึ้น แต่ยังเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในตลาดกลาง-ล่างได้อย่างเป็นระบบ
แม้แนวคิดรายได้ประจำ (Recurring Income) จะถูกพูดถึงมากในอุตสาหกรรม แต่ศุภาลัยเลือกเดินอย่างระมัดระวัง โดยยอมรับว่าการสร้างพอร์ตให้เช่าจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงและแบกรับภาระหนี้ในระยะสั้น ขณะที่ผลตอบแทนทยอยกลับมาในอัตราเฉลี่ยราว 5% ต่อปี
ปัจจุบันรายได้จากการเช่าคิดเป็นเพียง 3-4% ของรายได้รวมเท่านั้น และมีแผนขยายแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดด โดยเลือกทำในทำเลและดีลที่เหมาะสม เช่น คอนโดเพื่อเช่า เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และทรัพย์สินบางส่วนบนที่ดิน Leasehold เพื่อให้โครงสร้างรายได้สอดคล้องกับความเสี่ยง
เสนา ชูนวัตกรรมการเงิน ปลดล็อกกำลังซื้อ
ตรงกันข้ามกับศุภาลัย เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ เลือกเผชิญโจทย์กำลังซื้อโดยตรง ด้วยการปรับบทบาทจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปสู่การเป็นผู้สร้างโซลูชันด้านการเงินและการอยู่อาศัย
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ระบุว่า ตลาด Affordable Segment ยังมีความต้องการจริง (Real Demand) แต่ติดข้อจำกัดด้านสินเชื่อ เสนาจึงออกแบบโมเดลที่ช่วยปูทางพาลูกค้าไปสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยแทนการรอให้ระบบสินเชื่อผ่อนคลายเอง
หัวใจสำคัญอยู่ที่โซลูชัน LivNex เช่าออมบ้าน และ RentNex โมเดลการเช่า ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้ประจำ แต่ยังไม่พร้อมเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่กู้ไม่ผ่าน กลุ่มเริ่มต้นทำงาน หรือกลุ่มที่ต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย ซึ่งเปลี่ยนบทบาทของผู้พัฒนาอสังหาฯ จากผู้ขาย มาเป็น “ผู้ช่วยวางเส้นทางการมีบ้าน” ให้กับลูกค้าในระยะยาว
โมเดลนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมกู้ สามารถเริ่มต้นจากการเช่า สะสมเครดิต และต่อยอดสู่การเป็นเจ้าของได้จริงในอนาคต นอกจากนี้ ยังเปิดตัวโมเดล Pre-LivNex ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าเริ่มต้นอยู่อาศัยและเตรียมความพร้อมด้านรายได้-วินัยทางการเงินก่อนเข้าสู่ระบบเช่าออมบ้านเต็มรูปแบบอย่าง LivNex ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ประจำให้บริษัทควบคู่การดูดซับสต็อกเช่นเดียวกัน
ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า ปัจจุบัน LivNex มีผู้เข้าร่วมเกือบ 1,000 ราย มูลค่ารวมราว 1,900 ล้านบาท ส่วน RentNex มีโครงการเข้าร่วม 27 โครงการ กว่า 600 ยูนิต สะท้อนการสร้าง “น่านน้ำใหม่ในตลาดเดิม” มากกว่าการเปิดตลาดใหม่
นอกจากนี้ เสนายังคงเน้นย้ำเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำตลาด Affordable Segment โดยเฉพาะคอนโดราคาต่ำกว่า 1-2 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดสูง และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินคงเหลือ (Inventory) ให้เกิดรายได้ประจำ ควบคู่กับการสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว

เมื่อเทียบกับศุภาลัย เสนาเดินเกมเชิงรุกมากกว่าในฝั่ง Demand Creation หรือการ “สร้างน่านน้ำใหม่ในตลาดเดิม” แทนที่จะรอให้ลูกค้าพร้อม เสนาเลือกออกแบบเครื่องมือช่วยให้ลูกค้าพร้อมขึ้น แม้ต้องแลกกับการบริหารความเสี่ยงที่ซับซ้อนกว่า
หากมองในภาพรวม การแข่งขันในตลาดกลาง-ล่างปี 2569 ไม่ใช่เรื่องของราคาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันด้าน โครงสร้างธุรกิจอย่างแท้จริง
ศุภาลัยเลือกยืนบนความแข็งแกร่งทางการเงิน ความรอบคอบ และการบริหารพอร์ตแบบสมดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพและขยายส่วนแบ่งตลาดในจังหวะที่คู่แข่งอ่อนแรง ขณะที่เสนาเลือกใช้ความยืดหยุ่นและนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างรายได้ระยะยาวจากความสัมพันธ์กับผู้บริโภค
สุดท้ายแล้ว ตลาดกลาง-ล่างอาจไม่ใช่สนามของผู้ที่กล้าเสี่ยง แต่เป็นสนามของผู้ที่ “เข้าใจข้อจำกัดของผู้ซื้อ” และสามารถแก้ไขปัญหาได้อีกทั้งจะเป็นปีที่ชัดเจนขึ้นว่า กลยุทธ์แบบใดจะยืนระยะได้ในเศรษฐกิจที่ยังไม่คงรอวันฟื้นตัวในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เจาะทำเลทองโซนตะวันออกกรุงเทพฯ ประตูสู่ EEC ดันราคาที่ดินพุ่ง

- โซนตะวันออกของกรุงเทพฯ กลายเป็นทำเลสำคัญในฐานะประตูเชื่อมต่อไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า และอุตสาหกรรม
- การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง
- ศักยภาพของทำเลส่งผลโดยตรงให้ราคาที่ดิน โดยเฉพาะย่านบางนา-ตราด ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์
ปัจจุบันเมืองขยายตัวไปทางโซนตะวันออกของกรุงเทพมหานครค่อนข้างมาก โดยมีตัวแปรมาจาก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โครงข่ายถนน มอเตอร์เวย์ ทางพิเศษ(ทางด่วน) รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน)เชื่อม3สนามบิน รวมถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่างเมกาบางนาแม่เหล็กดักกำลังซื้อย่านชานเมืองโซนตะวันออกที่ นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) ประเมินว่าย่านนี้จะขยายตัวต่อเนื่องและเป็นฮับระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง รองรับกำลังซื้อในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงอย่างมาก ประมาณกว่า3แสนคน
ขณะเดียวกันเมื่อมีศูนย์การค้า มีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมเข้าออกใจกลางเมืองและนอกเมือง ไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ขณะราคาที่ดิน ช่วงต้นของถนนบางนา-ตราดอยู่ที่ 2-3แสนบาทต่อตารางวา
สอดคล้องกับ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA)มองว่าทำเลโซนตะวันออกของกรุงเทพฯมีศักยภาพและเป็นเมืองที่อยู่อาศัยที่ขยายตามโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ติดถนนบางนา-ตราด ช่วงต้น ราคาที่ดินปรับตัวสูงที่3แสนบาทต่อตารางวา และมีแนวโน้มปรับตัวต่อเนื่อง
ดังนั้นจึงส่งผลให้โซนตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งรวมพื้นที่ บางนา–ตราด, ลาดกระบัง, บางพลี/สมุทรปราการ, เชื่อมต่อ EEC ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้าน ที่อยู่อาศัย การค้า อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งผลกระทบต่อการเติบโตของทำเลมีหลายมิติดังนี้
บทบาทเป็น “ประตูสู่ EEC”
ทำเลตะวันออกโดยเฉพาะบริเวณ บางนา–ตราด ถือเป็นทางเชื่อมหลักระหว่างกรุงเทพฯ กับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็น “Gateway” สำคัญของการค้า โลจิสติกส์ และการลงทุนอุตสาหกรรมตั้งแต่ชลบุรี–ระยอง เจ้าของธุรกิจใช้ทำเลเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับโซนอีอีซีเพื่อกระจายสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น
ราคาที่ดินและการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ดัชนีราคาที่ดินใน EEC เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการเติบโตกว่า 24.9% ใน Q1/2025 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น ระยองและชลบุรีได้รับแรงหนุนจากการลงทุนต่างชาติ
การขยายตัวของที่อยู่อาศัยและชุมชนเมืองใหม่
พื้นที่บางนาได้รับการพัฒนาเป็นย่านอยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ตอบโจทย์แรงงานทั้งไทยและชาวต่างชาติที่มาทำงานรอบ EEC พร้อมสำนักงาน ศูนย์การค้าใหญ่ และโรงเรียนนานาชาติที่รองรับการขยายตัวของชุมชน
แหล่งช้อปปิ้งและ Mixed-Use ที่เติบโต
ศูนย์การค้า เมกาบางนา เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางที่เพิ่มแรงดึงคนมายังพื้นที่ ได้แก่ทำเลอยู่อาศัยและงานบริการอื่น ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มความคึกคักและมูลค่าทำเล
โครงสร้างพื้นฐานทั้งทางรางและถนน
- รถไฟฟ้าและระบบราง โครงการ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว–สำโรง) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองสะดวกมากขึ้นและเพิ่มการเข้าถึงโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ
- โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คาดว่าจะช่วยเชื่อมกรุงเทพฯ กับอู่ตะเภา/อีอีซี ภายในประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อแล้วเสร็จ ซึ่งจะยิ่งส่งเสริมการลงทุนและการเติบโตทั้งอสังหาฯ และธุรกิจบริการในระยะยาว
- ทางหลวงและมอเตอร์เวย์: ระบบ ถนนบางนา–ตราด, Bangna–Chonburi Motorway และ Kanchanaphisek Ring Road ช่วยเชื่อมต่อโลจิสติกส์และการเดินทางของสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับภูมิภาคและชาติ
การเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมและคลังสินค้า
มีการลงทุนโครงการนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งในพื้นที่ EEC และพื้นที่ใกล้เคียงทั้งในจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา ซึ่งดึงดูดบริษัททั้งไทยและต่างชาติให้ตั้งฐานโลจิสติกส์และโรงงาน ขยายฐานแรงงานและกิจกรรมเศรษฐกิจ
ผลตอบแทนระยะยาวและการเปลี่ยนโฉมเมือง
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก ทั้งระบบราง ถนน และสนามบิน รวมถึงการดึงเงินลงทุนขนาดใหญ่ เข้าไปสู่พื้นที่ EEC ทำให้คาดการณ์ว่ามูลค่าทำเลโดยรอบจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยและการบริการจะเติบโตตามจำนวนแรงงานและประชากรที่ย้ายเข้ามาทำงานและลงทุนในภูมิภาคนี้
ประเมินว่าทำเลตะวันออกของกรุงเทพฯ กำลังอยู่ในช่วง การเติบโตที่ชัดเจนทั้งในเชิงเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยกลายเป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัย, ค้าปลีก, อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อกับ EEC ซึ่งมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3 ก.พ.69 ‘แข็งค่าขึ้น‘ หลังราคาทองรีบาวด์

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดของวันก่อนหน้าที่ 31.60 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่ามาจากการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำที่กลับมายืนเหนือโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ระดับ 31.35-31.65 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35-31.65 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down ทะลุโซนแนวรับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.46-31.68 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ได้อานิสงส์จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนมกราคม ที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 52.6 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด สะท้อนภาวะขยายตัว) ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้เพียง 48.5 จุด ซึ่งส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง (ให้โอกาส 94% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิม ตลาดมั่นใจ 100% และมองว่ามีโอกาสราว 12% ที่จะลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ได้)
ทว่า เงินบาทได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากการรีบาวด์สูงขึ้นต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่กลับมาทรงตัวเหนือโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ทว่า ปัจจัยหนุนราคาทองคำในช่วงนี้ อาจลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นไปบ้าง ทั้ง มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มคลี่คลายลง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่านเตรียมเปิดการเจรจาอีกครั้ง
ทำให้เราประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอาจเป็นไปอย่างจำกัดในช่วงระยะสั้นได้ และอาจเริ่มเห็นการแกว่งตัวในกรอบ Sideways (บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ) ทำให้เงินบาทอาจไม่ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำมากนัก ตราบใดที่ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่นในช่วงก่อนหน้า
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัว Sideways หรือแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน (ยกเว้นข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม หรือ Nonfarm Payrolls ที่ถูกเลื่อนประกาศ จากผลกระทบของภาวะ Government Shutdown ล่าสุด) ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทได้เคลื่อนไหวผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า สอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวรายวันที่กว้างขึ้น ทำให้โดยรวมเงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบที่กว้างขึ้น (Volatile Sideways) และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดอาจเลือกที่จะรอลุ้นผลการเลือกตั้งของไทย ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเชิงเทคนิคัล เงินบาทจะมีโซนแนวต้านแรกในช่วง 31.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวต้านถัดไปในช่วง 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวรับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ และโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ และหากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (ที่กำลังเกิดขึ้น) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ซึ่งส่งผลให้บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวขึ้นแรง อย่างไรก็ดี หุ้นเทคฯ ใหญ่ บางส่วนก็เผชิญแรงขายเพิ่มเติม โดยเฉพาะ Nvidia -2.9% และ Oracle -2.8% นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทยอยคลี่คลายลง ก็กดดันราคาน้ำมันดิบและหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.1% ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.54% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.56%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป กลับมาปรับตัวขึ้น +1.03% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่ม Healthcare ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ที่เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 4.8% ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อีกทั้งบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมก็เริ่มกลับมาสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการดำเนินกลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.25% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทยที่ควรทยอยเข้าซื้อ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1.90%) ทว่าผู้เล่นในตลาดอาจไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนจากการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์อย่างมีนัยสำคัญได้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันบอนด์ยีลด์ระยะยาวเป็นระยะๆ ทั้งความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 และทิศทางนโยบายการเงินของ FED แต่สามารถถือครองบอนด์ระยะยาวเพื่อรับบอนด์ยีลด์ที่อยู่ในระดับสูง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น หนุนโดยภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.0-97.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทยอยคลี่คลายลง ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ยังคงได้แรงหนุนจากผู้เล่นในตลาดที่รอจังหวะเข้าซื้อในช่วงพักฐาน หนุนให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวสูงขึ้น กลับมาแกว่งตัวแถวโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนฝั่งเอเชีย-แปซิฟิก ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.85% หลังอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กอปรกับภาพรวมเศรษฐกิจออสเตรเลียยังคงสดใสอยู่
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่เริ่มเห็นสัญญาณการเจรจาในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะข้อตกลงนิวเคลียร์) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สรุปผลบอลเมื่อคืน 5 ลีกใหญ่ยุโรป ประจำวันที่ 3 ก.พ. 69

ผลการแข่งขันฟุตบอล 5 ลีกใหญ่ยุโรป ประจำวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผลบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีกา สเปน,บุนเดสลีกา เยอรมนี, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ ลีกเอิง ฝรั่งเศส แต่ละคู่ต่างมีความสำคัญต่อการลุ้นแชมป์และพื้นที่ยุโรป ลองมาดู ผลบอล ล่าสุดที่น่าสนใจกันเลย
ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
- ซันเดอร์แลนด์ 3-0 เบิร์นลีย์
ผลบอล ลา ลีกา สเปน
- มายอร์ก้า 4-1 เซบีย่า
ผลบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี
- อูดิเนเซ 1-0 โรมา
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
10 วิธีหลอกไขมันเลิกเกาะตับ โรคใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม!

- ความอ้วนหรือลงพุง และโรคทางเมตาบอลิกต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับ
- การลดน้ำหนักนอกจากจะช่วยให้ตับดีขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้โรคทางเมตาบอลิก อื่น ๆ ที่พบร่วมดีขึ้นด้วย เช่น การควบคุมระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันโลหิต”
- วิธีหลอกไขมันให้เลิกเกาะตับสามารถทำได้ง่ายๆ โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ของมัน ของทอด ลด ละ เลิกเครื่องดื่มเติมน้ำตาล ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และ นอนให้พอ
พฤติกรรมการกินของผู้คนในปัจจุบัน โดยเฉพาะความชื่นชอบในของทอด ของมัน และการไม่ออกกำลังกาย ล้วนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิด “โรคไขมันพอกตับ” ซึ่งถือเป็นที่มีความสำคัญ และใกล้ตัวมาก เพราะพบได้บ่อย และมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามวิถีชีวิตปัจจุบัน
สถานการณ์ของโรคไขมันพอกตับ พบว่า 25 – 30% ของคนไทยเผชิญกับภาวะไขมันพอกตับโดยไม่รู้ตัว ซึ่งภาวะนี้สามารถเกิดได้ทั้งเพศชาย และเพศหญิง ส่วนใหญ่พบตั้งแต่อายุ 30 ขึ้นไป โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มีความเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ อีกทั้ง 1 ใน 4 ของผู้ที่เผชิญโรคไขมันพอกตับ จะเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ รวมถึงผู้ที่มีโรคไขมันพอกตับ มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น
ขณะที่งานวิจัยประมาณการว่าในปัจจุบันมีคนไทยเป็นโรคนี้มากกว่า 10 ล้านคน โดยในระยะแรก ผู้มีไขมันพอกตับมักไม่มีอาการ บางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา การตรวจเลือดอาจพบหรือไม่พบการอักเสบของตับก็ได้ และเมื่อระยะเวลาผ่านไป การดำเนินโรคอาจรุนแรงขึ้น เกิดการอักเสบอย่างเรื้อรังของเซลล์ตับ ทำให้เซลล์ตับเสียหาย ตับทำงานได้น้อยลง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับ
รศ.(พิเศษ) นพ.เฉลิมรัฐ บัญชรเทวกุล หน่วยโรคทางเดินอาหารและตับ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย อธิบายผ่านเพจ “แพทยสภา” ว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคไขมันพอกตับคือความอ้วนหรือลงพุง และโรคทางเมตาบอลิกต่าง ๆ เช่น
• เบาหวาน
• ไขมันในเลือดผิดปกติ
• ความดันโลหิตสูง
ซึ่งภาวะเหล่านี้มักจะมีความผิดปกติของระบบเผาผลาญของร่างกายร่วมด้วย และจะทำให้พลังงานส่วนเกินของร่างกาย ไม่ว่าจะในรูปแบบของไขมันแป้ง หรือน้ำตาลเปลี่ยนแปลงเป็นไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ขนาดเล็ก และมาสะสมของไขมันในเซลล์ตับได้ ซึ่งในผู้ป่วยบางรายก็จะเกิดตับอักเสบเรื้อรังตามมา การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับโดยทั่วไป สามารถทำได้โดยการตรวจอัลตราซาวด์ตับ กรณีที่มีไขมันพอก จะพบว่าตับมีสีขาวมากขึ้นกว่าปกติ
นอกจากการตรวจอัลตราซาวด์แล้ว เราอาจสามารถวัดปริมาณไขมันในตับได้โดยเครื่องไฟโบรสแกน หรือเครื่องเอกซเรย์แม่เหล็กไฟฟ้าได้อีกด้วย ซึ่งวิธีเหล่านี้สามารถทำได้อย่างปลอดภัย ไม่เจ็บปวด และจะบอกปริมาณของไขมันในตับได้ละเอียดขึ้นเป็นตัวเลขที่ชัดเจน และยังสามารถวัดความยืดหยุ่น หรือปริมาณพังผืดในตับได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่นการวัดค่า การตรวจวัดปริมาณพังผืดจากไฟโบรสแกนได้มากกว่า 8 kPa คือเริ่มมีพังผืดในตับแล้ว หรือมากกว่า 12 kPa คืออาจเริ่มมีตับแข็งแล้ว เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ลดน้ำหนักช่วยลดไขมัน ลดอักเสบในตับได้
ปัจจุบันยังไม่มียาในการรักษาโรคไขมันพอกตับให้หายขาด การรักษาที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดไขมัน และลดการอักเสบในตับคือการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน
- แนะนำลดน้ำหนักลงอย่างน้อยร้อยละ 7-10 จากน้ำหนักเดิม หรือทำให้ดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติน้อยกว่า 25
- ลดอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์)
- โดยหลักการควบคุมอาหาร คือ ควรลดการทานอาหารมันและแป้งให้น้อยที่สุด
- หลีกเลี่ยงอาหารทอดหรือผัด (พยายามทำอาหารโดยการต้ม ลวก หรือนึ่ง)
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารผลไม้และเครื่องดื่มรสหวาน เช่น น้ำอัดลม ชาหรือกาแฟเย็น (ที่เติมน้ำตาลหรือนม)
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ทานอาหารช่วงดึก โดยคนอายุน้อยอาจใช้วิธี intermittent fasting (IF) 16/8 เพื่อช่วยลดน้ำหนักในช่วงแรกก็ได้
“การลดน้ำหนักนอกจากจะช่วยให้ตับดีขึ้นแล้ว ยังจะช่วยทำให้โรคทางเมตาบอลิก อื่น ๆ ที่พบร่วมดีขึ้นด้วย เช่น การควบคุมระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันโลหิต”
ยาที่มีผลการวิจัยพบว่าสามารถลดการสะสมของไขมันและการอักเสบของตับ ได้แก่ วิตามินอี ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ และ ยารักษาโรคเบาหวานบางชนิด อย่างไรก็ตามยารักษาโรคไขมันพอกตับ มีทั้งประโยชน์และโทษ ควรเลือกใช้เฉพาะรายที่เหมาะสมภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันจากงานวิจัยคุณภาพสูงในมนุษย์ว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอื่น ๆ จะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไขมันพอกตับ
10 วิธีหลอกไขมันให้ไม่เกาะตับ
1.”ลด-ละ-เลิก”
- เครื่องดื่มเติมน้ำตาล น้ำอัดลม เครื่องดื่มกระตุ้นกำลัง ถ้ายังดื่มกาแฟอยู่ ควรชงเอง
เนื่องจากกาแฟซื้อจะกระหน่ำเติม ”น้ำตาล-ครีม-นม” ลงไปแบบไม่ยั้ง อาจใช้น้ำตาลเทียมช่วย น้ำตาลเทียมที่ไม่แพง คือLite Sugar –ไลท์ชูการ์ เป็นน้ำตาลผสมน้ำตาลเทียมอย่างละครึ่ง มีขนาด1/2 กิโลกรัม ซื้อมาใส่ขวด แล้วแบ่งใช้ ไม่เกิน 1 ช้อนชา/ครั้ง
- “ลด” อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต หรือ ข้าว-แป้ง-น้ำตาล
โดยเรียนรู้จากคู่มือคนไข้เบาหวาน หรือเปลี่ยนไปกินอาหารแบบที่คนไข้เบาหวานกินให้ได้อย่างน้อย1/2 หรือครึ่งหนึ่ง คนไข้เบาหวานทั่วไปมักจะได้รับคำแนะนำให้ลด “ข้าว-แป้ง-น้ำตาล” ลงประมาณ1/3 และเติมผักลงไปแทน เน้นผักที่กินง่าย สบายๆเช่น ถั่วงอกลวก ผักใบเล็กนึ่ง ผักน้ำพริก (ผักที่กินควรมีแป้งน้อย ไม่ใช่ฟักทองและไม่ใช่ผักทอด) เปลี่ยนจ้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท และ”ลด-ละ-เลิก” อาหารทำจากแป้งขัดสีเช่น เค้ก คุกกี้ เบเกอรี่ ขนมใส่ถุง
2.เพิ่มผัก ปลาที่ไม่ผ่านการทอด ถั่วที่ไม่ผ่านการทอด ผลไม้ที่ไม่หวานจัดทั้งผลเช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ ส้ม ส้มโอ มะละกอ ลูกหม่อน กล้วยไม่สุกมาก
3.ลดเนื้อแดง หรือเนื้อสัตว์ใหญ่เช่นหมู วัว แพะ แกะ ฯลฯ เนื้อสัตว์ใหญ่มีไขมันแฝงสูง แม้แต่เนื้อแดงไม่ติดมันก็มีไขมันที่มองไม่เห็นปนอยู่ สัตว์ปีก เช่นไก่มีไขมันมากที่หนัง ควรถลกหนังออกก่อนปรุงอาหาร
4.งดเนื้อสำเร็จรูปเช่น ไส้กรอก หมูยอ หมูแผ่น หมูหยอง แฮม ฯลฯ เนื้อสำเร็จรูปส่วนใหญ่ใช้ไขมันสัตว์บดผสม ทำให้มีไขมันอิ่มตัวสูง งดอาหารทอด เพื่อป้องกันการได้รับไขมันที่มองไม่เห็นขนาดสูง
5.ลดน้ำหนักโดยเฉพาะถ้าน้ำหนักเกินเกณฑ์ โดยดูจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI 25-30) การลดน้ำหนักประมาณ1/2กก.ต่อสัปดาห์ช่วยได้มาก วิธีที่ดี คือ ลดให้ได้ในระยะยาว 2-3 กก. ก็นับว่า ดีมาก แต่ดีที่สุด คือลดให้ได้ 5%ของน้ำหนักแรกเริ่มในระยะยาว
6.ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำคนที่มีไขมันเกาะตับเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเบาหวาน ควรตรวจเช็คเบาหวาน(น้ำตาลในเลือด) ความดันเลือดทุก 6 เดือน โรคนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ-ตับอักเสบ
7.ควรปรึกษาหารือกับหมอที่ดูแล และควรเพิ่มจากเบาไปหาหนัก(ถ้าไม่มีข้อห้าม) เช่น เดินเร็วปานกลางสลับเดินเร็ว 40 นาที/วัน (ทำเป็นช่วงๆละ 10 นาทีและนำเวลาสะสมรวมกันได้) เมื่อเดินเร็วได้ดี 2-3เดือน ค่อยๆเพิ่มระดับการออกกำลังกายให้หนักขึ้น หรือนานขึ้น
8.ไม่นั่งนาน ลุกขึ้นเดินไปเดินมาหรืออย่างน้อยทำท่า “นั่งเก้าอี้สลับยืนขึ้น” 5-10 ครั้งทุกๆ1-2ชั่วโมง ถ้าดูทีวีให้นั่งเก้าอี้ เหยียดขาไปข้างหน้าเกือบตรง เตะขาขึ้นลงสลับกัน ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก
9.นอนให้พอ และไม่นอนดึกมากเกิน
10.ทำใจ ทำใจให้ได้ว่าคนเรามักจะทำอะไรดีๆ ได้มากกว่าที่คิดเสมอ โดยเฉพาะการไม่ดื่มหนัก เพื่อรักษาตับนี้ให้ทำหน้าที่คู่โลกได้นานๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
AI อ่านจีโนมมนุษย์: Google DeepMind เปิดตัว AlphaGenome วิเคราะห์ดีเอ็นเอเชิงลึก

- Google DeepMind เปิดตัว AlphaGenome เอไอวิเคราะห์จีโนมมนุษย์
- AlphaGenome ต่อยอดความสำเร็จจาก AlphaFold
- ทำนายผลกระทบของการกลายพันธุ์ในดีเอ็นเอที่มีต่อการทำงานของยีน อาจนำไปสู่ความเข้าใจในการเกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว
- ยังเป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการวิจัย ผลลัพธ์ที่ได้จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบยืนยัน
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจ “จีโนมมนุษย์” หรือข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดที่อยู่ในดีเอ็นเอ ข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการทำงานในร่างกาย ตั้งแต่การสร้างโปรตีน การพัฒนาของเซลล์ ไปจนถึงการเกิดโรค แต่การศึกษาจีโนมเป็นงานที่ซับซ้อน ต้องอาศัยการทดลองจำนวนมาก และใช้เวลานาน
ในช่วงไม่กี่ปีหลัง เอไอถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลชีววิทยาขนาดใหญ่ นักวิจัยจาก Google DeepMind เป็นหนึ่งในกลุ่มที่พัฒนาเอไอด้านนี้อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดได้เปิดตัวระบบใหม่ชื่อ “AlphaGenome” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยคาดการณ์ว่า ดีเอ็นเอในตำแหน่งต่างๆ ทำงานอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในดีเอ็นเออาจส่งผลต่อการทำงานของยีนอย่างไร
จาก AlphaFold สู่การอ่านดีเอ็นเอ
Google DeepMind เป็นหน่วยวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้บริษัทกูเกิล มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นสตาร์ตอัปด้านเอไอในสหราชอาณาจักร ก่อตั้งขึ้นในปี 2553 โดยเดมิส แฮสซาบิส (Demis Hassabis) อดีตนักวิจัยด้านประสาทวิทยาและปัญญาประดิษฐ์ ระยะแรกมุ่งทำวิจัยเอไอเชิงพื้นฐาน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเรียนรู้และแก้ปัญหาซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง
ต่อมาในปี 2557 กูเกิลเข้าซื้อกิจการ DeepMind และผนวกเข้ามาเป็นหน่วยวิจัยเอไอหลักของบริษัท ภายใต้ชื่อ Google DeepMind โดยบทบาทของหน่วยงานนี้แตกต่างจากทีมพัฒนาเชิงพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากเน้นงานวิจัยระยะยาวด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการประยุกต์ใช้เอไอกับปัญหาที่มีความซับซ้อนในโลกจริง
ผลงานที่ทำให้ Google DeepMind เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือ AlphaGo ระบบเอไอที่สามารถเอาชนะนักเล่นโกะระดับโลก (หมากล้อม) ได้ ก่อนจะขยายบทบาทจากงานด้านเกมไปสู่งานวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ผ่านการพัฒนา AlphaFold ระบบเอไอที่ใช้ทำนายโครงสร้างสามมิติของโปรตีน และถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในงานวิจัยด้านชีววิทยาและการแพทย์
AlphaFold2 มีหน้าที่ทำนายรูปร่างของโปรตีน ซึ่งเป็นโมเลกุลพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย ตั้งแต่การรับส่งสัญญาณในเซลล์ การสร้างพลังงาน ไปจนถึงการตอบสนองต่อเชื้อโรค
อย่างไรก็ตาม แม้นักวิทยาศาสตร์จะรู้ลำดับส่วนประกอบของโปรตีนมานานแล้ว แต่การหาว่าโปรตีนจะพับตัวเป็นรูปร่างแบบใด ซึ่งเป็นตัวกำหนดการทำงานของมัน ยังเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยการทดลองในห้องแล็บและใช้เวลานาน

AlphaFold2 เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยใช้เอไอเรียนรู้จากข้อมูลโครงสร้างโปรตีนจำนวนมาก และทำนายรูปร่างของโปรตีนจากข้อมูลพื้นฐานได้โดยตรง ทำให้นักวิจัยสามารถนำผลลัพธ์ไปใช้ศึกษาการทำงานของโปรตีนได้รวดเร็วขึ้น
อเล็กซ์ ปาลาซโซ (Alex Palazzo) นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ระบุว่า ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากใช้ AlphaFold เพื่อศึกษาทั้งการทำงานปกติของโปรตีน และความเชื่อมโยงกับโรคเมื่อโปรตีนทำงานผิดพลาด
ความสำเร็จของ AlphaFold ทำให้นักวิจัยตั้งคำถามต่อไปว่า หากเอไอสามารถช่วยทำความเข้าใจโปรตีน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ปลายทางของกระบวนการทางชีววิทยาได้ ก็อาจนำแนวคิดเดียวกันมาใช้กับดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นข้อมูลต้นทางที่กำหนดว่า เซลล์จะสร้างโปรตีนชนิดใด เมื่อใด และในปริมาณเท่าใด
ซีฮา อัฟเซค (Žiga Avsec) นักวิจัยของ Google DeepMind ระบุว่า จีโนมมนุษย์เป็นเป้าหมายที่เหมาะกับการนำเอไอมาใช้ เนื่องจากวงการชีววิทยาได้สะสมข้อมูลเกี่ยวกับดีเอ็นเอและการทำงานของยีนจากการทดลองไว้จำนวนมาก ข้อมูลเหล่านี้เปิดโอกาสให้เอไอเรียนรู้รูปแบบที่มีความซับซ้อน ซึ่งอาจมองเห็นได้ยากด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม
จากแนวคิดดังกล่าว จึงนำไปสู่การพัฒนา AlphaGenome ในฐานะความพยายามต่อยอดแนวทางเดิมของ Google DeepMind ที่ใช้เอไอเป็นเครื่องมือช่วยอธิบายโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ตั้งแต่ระดับโปรตีนไปจนถึงจีโนมมนุษย์
จีโนมมนุษย์ ซับซ้อนกว่าที่คิด
ดีเอ็นเอของมนุษย์ประกอบด้วยหน่วยพื้นฐาน 4 ชนิด เรียงต่อกันยาวกว่า 3 พันล้านตำแหน่ง ยีนเป็นเพียงบางช่วงของดีเอ็นเอที่ถูกนำมาใช้เป็นคำสั่งในการสร้างโปรตีน แต่การอ่านข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาเสมอไป
ตัวอย่างคือ กระบวนการที่เรียกว่า “การตัดต่อยีน” ซึ่งเซลล์จะข้ามข้อมูลบางส่วน ทำให้ยีนเดียวสามารถสร้างโปรตีนได้หลายรูปแบบ หากขั้นตอนนี้ผิดพลาด อาจนำไปสู่โรคต่างๆ แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุสัญญาณของตำแหน่งตัดต่อได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การเปิดปิดการทำงานของยีน ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างของดีเอ็นเอในเซลล์ โมเลกุลบางชนิดจะจับดีเอ็นเอและดึงให้พับตัวเป็นลักษณะคล้ายห่วง ซึ่งอาจทำให้ยีนบางตัวถูกใช้งาน หรือถูกปิดไว้ จุดควบคุมเหล่านี้อาจอยู่ห่างจากยีนหลายพันหรือหลายล้านตำแหน่ง
ปีเตอร์ คู (Peter Koo) นักชีววิทยาเชิงคำนวณจากสถาบันวิจัยโคลด์สปริงฮาร์เบอร์ ซึ่งไม่ได้ร่วมงานวิจัยนี้ มองว่า AlphaGenome เป็น “ก้าวหนึ่งของการนำเอไอมาใช้กับจีโนม” แต่ก็ย้ำว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหาทั้งหมด
AlphaGenome ศักยภาพและข้อจำกัด
ผลงาน AlphaGenome ถูกเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature ทีมวิจัยระบุว่า ระบบนี้ถูกฝึกให้คาดการณ์กระบวนการทางชีววิทยาหลายด้านพร้อมกัน รวมถึงผลของการกลายพันธุ์ต่อการทำงานของยีน
หนึ่งในตัวอย่าง คือ ยีน TAL1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเซลล์ภูมิคุ้มกัน ในคนปกติ ยีนนี้จะหยุดทำงานเมื่อเซลล์พัฒนาเต็มที่ แต่พบว่า การกลายพันธุ์ที่อยู่ห่างจากยีนนี้หลายพันตำแหน่ง สามารถทำให้ยีนเปิดทำงานตลอดเวลา และนำไปสู่โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
อัฟเซค กล่าวว่า เมื่อเห็นผลการทำนายของโมเดล “มันน่าตื่นเต้นมาก เวลาโมเดลทำงานได้ดี บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเวทมนตร์”
ทีมวิจัยได้นำผลการทำนายนี้ไปเปรียบเทียบกับงานของ มาร์ก แมนซูร์ (Mark Gerstein) แพทย์ด้านโลหิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ซึ่งศึกษาการกลายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยการทดลองในห้องแล็บมาเป็นเวลาหลายปี
แมนซูร์กล่าวว่า ผลที่ได้จาก AlphaGenome ทำให้เห็นชัดว่าเครื่องมือนี้มีพลังมาก อย่างไรก็ตาม แมนซูร์ก็ระบุว่า เขาไม่ใช้ผลลัพธ์จากเอไอโดยไม่ตรวจสอบซ้ำ พร้อมย้ำว่า “เครื่องมือทำนายก็ยังเป็นแค่เครื่องมือทำนาย เรายังต้องกลับไปทดลองในห้องแล็บ”
ในอีกด้านหนึ่ง สตีเวน ซอลซ์เบิร์ก (Steven Salzberg) นักชีววิทยาเชิงคำนวณจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ แสดงความเห็นที่ระมัดระวังมากกว่า โดยระบุว่า ข้อมูลที่ใช้ฝึกเอไอในบางประเด็นยังไม่มีข้อสรุปร่วมกันในวงการ ทำให้เขายังไม่มั่นใจในประโยชน์ของเครื่องมือลักษณะนี้ในระยะสั้น
นักวิทยาศาสตร์หลายคนยังชี้ว่า AlphaGenome ยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานทางการแพทย์ เนื่องจากระบบสามารถประเมินผลได้เพียงการกลายพันธุ์เดียวบนจีโนมมาตรฐาน ขณะที่มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างทางพันธุกรรมจำนวนมาก
แม้จะมีข้อจำกัด AlphaGenome กำลังถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์อาจนำมาใช้ร่วมกับการทดลองแบบดั้งเดิม เพื่อทำความเข้าใจจีโนมมนุษย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Part of Speech คืออะไร? สรุปครบ 8 ชนิดพื้นฐานที่คนอยากเก่งอังกฤษต้องรู้

เปรียบการเรียนภาษาอังกฤษเหมือนการ “ปรุงอาหาร” ครับ ถ้า Grammar คือสูตรอาหาร Part of Speech ก็คือ “วัตถุดิบ” (Ingredients) เช่น หมู ผัก น้ำปลา น้ำตาล
ถ้าคุณไม่รู้จักว่าวัตถุดิบแต่ละอย่างคืออะไรและทำหน้าที่อะไร คุณอาจจะเผลอใส่น้ำปลาลงไปในของหวาน หรือใส่พริกลงไปในเครื่องดื่มจนรสชาติเพี้ยนไปหมด ในภาษาอังกฤษก็เช่นกันครับ ถ้าเราไม่รู้ว่าคำไหนเป็น Noun, Verb หรือ Adjective เราก็จะวางตำแหน่งผิด ทำให้ประโยคสื่อความหมายไม่ได้
วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาทำความรู้จักกับ Part of Speech คือ อะไร มีกี่ชนิด และแต่ละชนิดทำหน้าที่อะไรบ้าง สรุปจบในบทความเดียวครับ
นิยาม: Part of Speech คือ อะไร?
Part of Speech (อ่านว่า พาร์ท-ออฟ-สปีช) หรือในภาษาไทยเรียกว่า “ชนิดของคำ” คือ การแบ่งประเภทของคำในภาษาอังกฤษตาม “หน้าที่” ของมันในประโยคครับ
โดยหลักสากลแล้ว เราแบ่ง Part of Speech ออกเป็น 8 ชนิดหลัก (The 8 Parts of Speech) ซึ่งคำศัพท์ทุกคำในพจนานุกรมจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เหล่านี้เสมอ การรู้เรื่องนี้จะช่วยให้คุณ:
- แต่งประโยคได้ถูกต้อง: รู้ว่าคำไหนควรอยู่หน้า คำไหนควรอยู่หลัง
- เดาความหมายศัพท์ได้: แม้ไม่รู้คำแปล แต่ถ้ารู้ว่าเป็น Adjective ก็พอเดาได้ว่าขยายคำนาม
- สอบผ่านฉลุย: ข้อสอบ Error Identification วัดเรื่องนี้เยอะมากครับ
เจาะลึก 8 ชนิดของคำ (The 8 Parts of Speech)
มาดูกันครับว่าสมาชิกทั้ง 8 มีอะไรบ้าง และแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร
1. Noun (คำนาม)
ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือความคิด (นามธรรม)
- หน้าที่: เป็นประธาน (Subject) หรือ กรรม (Object) ของประโยค
- ตัวอย่าง: Dog, Teacher, Bangkok, Love, Idea
- Ex: The dog is sleeping.
2. Pronoun (คำสรรพนาม)
ใช้ “เรียกแทน” คำนาม เพื่อไม่ต้องพูดซ้ำๆ
- หน้าที่: เหมือนคำนาม (เป็นประธาน/กรรม)
- ตัวอย่าง: I, You, He, She, It, We, They
- Ex: She is beautiful. (She แทนผู้หญิงคนนั้น)
3. Verb (คำกริยา)
สำคัญที่สุด! ใช้บอก “การกระทำ” หรือ “สภาวะ” ของประธาน
- หน้าที่: บอกว่าประธานทำอะไร หรือเป็นอย่างไร
- ตัวอย่าง: Run, Eat, Sleep, Is, Have
- Ex: I eat an apple.
4. Adjective (คำคุณศัพท์)
ใช้ “ขยายคำนาม” เพื่อบอกลักษณะ สี ขนาด หรือรูปร่าง
- หน้าที่: ทำให้คำนามชัดเจนขึ้น (วางหน้า Noun หรือหลัง Verb to be)
- ตัวอย่าง: Big, Red, Happy, Good, Expensive
- Ex: A red car is fast.
5. Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)
ใช้ “ขยายกริยา, ขยาย Adjective หรือขยาย Adverb ด้วยกันเอง” เพื่อบอกว่าทำอย่างไร ทำที่ไหน ทำเมื่อไหร่
- หน้าที่: บอกรายละเอียดของการกระทำ (มักลงท้ายด้วย -ly)
- ตัวอย่าง: Quickly, Very, Yesterday, Here
- Ex: He runs quickly. (ขยาย run)
6. Preposition (คำบุพบท)
ใช้บอก “ตำแหน่ง” “เวลา” หรือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างคำนามกับคำอื่น
- หน้าที่: เชื่อมคำนามเข้ากับส่วนอื่นของประโยค
- ตัวอย่าง: In, On, At, Under, With, From
- Ex: The book is on the table.
7. Conjunction (คำสันธาน)
ใช้ “เชื่อม” คำ, วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน
- หน้าที่: เป็นกาวใจ เชื่อมประโยคให้ยาวขึ้นและสละสลวย
- ตัวอย่าง: And, But, Or, Because, So
- Ex: I like coffee but I don’t like tea.
8. Interjection (คำอุทาน)
ใช้แสดง “อารมณ์” หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นฉับพลัน
- หน้าที่: เพิ่มอรรถรส (มักมีเครื่องหมาย ! ตามหลัง)
- ตัวอย่าง: Wow!, Oh!, Ouch!, Hey!
- Ex: Wow! That looks amazing.
ตาราง: สรุปหน้าที่และเทคนิคการจำ (Quick Reference)
เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจน ลองดูตารางสรุปหน้าที่พร้อมตัวอย่างประโยคด้านล่างนี้ครับ
| Part of Speech | หน้าที่หลัก (Role) | คำถามที่มันตอบ (Answers…) | ตัวอย่างในประโยค (Example) |
| Noun | เป็นชื่อเรียกสิ่งต่างๆ | ใคร? อะไร? | Somchai likes pizza. |
| Verb | แสดงการกระทำ | ทำอะไร? เป็นยังไง? | Somchai eats pizza. |
| Adjective | ขยาย Noun | ลักษณะไหน? สีอะไร? | Hot pizza is delicious. |
| Adverb | ขยาย Verb | ทำอย่างไร? บ่อยแค่ไหน? | He eats quickly. |
| Pronoun | แทนที่ Noun | (แทนใคร/อะไร) | He likes it. |
| Preposition | บอกตำแหน่ง/เวลา | ที่ไหน? เมื่อไหร่? | He eats at home. |
| Conjunction | เชื่อมประโยค | (เชื่อมความ) | He eats and drinks. |
| Interjection | แสดงอารมณ์ | (รู้สึกอย่างไร) | Yummy! This pizza is great. |
ระวัง! คำหนึ่งคำ อาจเป็นได้หลาย Part of Speech
นี่คือความท้าทายของภาษาอังกฤษครับ คำศัพท์คำเดียวอาจเปลี่ยนหน้าที่ไปตามตำแหน่งในประโยค ตัวอย่างคำว่า “Work”
- Noun: I have a lot of work. (ฉันมี งาน เยอะมาก – ทำหน้าที่เป็นคำนาม)
- Verb: I work at a bank. (ฉัน ทำงาน ที่ธนาคาร – ทำหน้าที่เป็นกริยา)
ตัวอย่างคำว่า “Fast”
- Adjective: A fast car. (รถ เร็ว – ขยายรถ)
- Adverb: He drives fast. (เขาขับ เร็ว – ขยายขับ)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
แช่เย็นข้าวก่อนกิน คุมระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้

- การนำข้าวหรืออาหารประเภทแป้งที่ปรุงสุกแล้วไปแช่เย็น จะทำให้แป้งบางส่วนเปลี่ยนโครงสร้างเป็น “แป้งทนการย่อย” (Resistant Starch)
- แป้งทนการย่อยจะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทันที ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารเพิ่มขึ้นช้าลงและมีความเสถียรมากขึ้น
- งานวิจัยพบว่าข้าวขาวที่หุงแล้วแช่เย็น 24 ชั่วโมงก่อนนำมาอุ่นกิน มีแป้งทนการย่อยมากกว่าข้าวสุกใหม่ถึง 2.5 เท่า
- กระบวนการนี้ใช้ได้กับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว มันฝรั่ง พาสต้า และแม้จะนำมาอุ่นซ้ำ ปริมาณแป้งทนการย่อยก็ยังคงสูงกว่าการกินแบบปรุงสดใหม่
เวลาพูดถึง “คาร์โบไฮเดรต” หลายคนมักนึกถึงภาพของน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูง น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น หรือความเสี่ยงโรคเบาหวาน แต่ในทางโภชนาการคาร์โบไฮเดรตไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด และแม้แต่ วิธีการเตรียมอาหาร ก็สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ที่ร่างกายได้รับไปอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งในแนวคิดที่นักวิจัยด้านโภชนาการให้ความสนใจมากขึ้น คือ การเปลี่ยน “แป้งธรรมดา” ให้กลายเป็น รีซิสแทนต์สตาร์ช (Resistant Starch) หรือ แป้งทนการย่อย ผ่านขั้นตอนที่เรียบง่ายกว่าที่คิด นั่นคือ การปล่อยให้ข้าว พาสต้า หรือมันฝรั่งที่ปรุงสุกแล้ว เย็นลงก่อนนำมารับประทาน
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การแช่อาหารประเภทแป้งไว้ในตู้เย็นข้ามคืน แล้วนำมาอุ่นกินในมื้อถัดไป สามารถเปลี่ยนโครงสร้างของแป้งบางส่วนให้ย่อยยากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารเพิ่มช้าลง และมีความเสถียรมากขึ้น เมื่อเทียบกับการกินอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ แบบร้อนทันที
ด้วยเหตุนี้ “ข้าวหุงไว้กินวันรุ่งขึ้น” อาจไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากมองผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์โภชนาการสมัยใหม่
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ รีซิสแทนต์สตาร์ช หรือ แป้งทนการย่อย ให้มากขึ้นว่า คืออะไร ทำไมจึงดีต่อสุขภาพ ไปจนถึงอาหารใกล้ตัวที่สามารถเพิ่มแป้งทนการย่อยได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน
“แป้งทนการย่อย” คืออะไร?
แป้ง (Starch) คือ คาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง ที่ประกอบด้วยโมเลกุลกลูโคสจำนวนมาก โดยทั่วไป เมื่อเรากินอาหารที่มีแป้ง ร่างกายจะย่อยและดูดซึมเป็นกลูโคส ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น
แต่ แป้งทนการย่อย แตกต่างจากแป้งทั่วไป เพราะมัน ทนต่อการย่อยในลำไส้เล็ก จึงไม่ถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทันที และจะเดินทางต่อไปยังลำไส้ใหญ่
ที่นั่นแป้งทนการย่อยจะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียดีในลำไส้ และถูกหมักจนเกิด กรดไขมันสายสั้น (Short-chain fatty acids) โดยเฉพาะ บิวทีเรต (Butyrate) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์ลำไส้ใหญ่
ด้วยเหตุนี้ แป้งทนการย่อยจึงถูกจัดว่าเป็น ใยอาหารชนิดหนึ่ง ที่มีบทบาทต่อสุขภาพลำไส้และการเผาผลาญของร่างกาย
ทำไมแป้งทนการย่อยถึงดีต่อสุขภาพ?
งานวิจัยด้านโภชนาการและจุลชีพในลำไส้ชี้ให้เห็นประโยชน์หลายด้าน เช่น
บำรุงสุขภาพลำไส้
แป้งทนการย่อย ทำหน้าที่เป็น พรีไบโอติก ช่วยเลี้ยงแบคทีเรียดี และกระตุ้นการผลิตบิวทีเรต ซึ่งช่วยลดการอักเสบของลำไส้ และอาจมีบทบาทในการลดความเสี่ยงของโรคลำไส้อักเสบ
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
เนื่องจากไม่ถูกย่อยเป็นกลูโคสทันที อาหารที่มีแป้งทนการย่อยสูงจึงทำให้ระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารเพิ่มช้าลง และช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2
ช่วยให้อิ่มนานขึ้น
งานวิจัยในปี 2010 พบว่าผู้เข้าร่วมที่บริโภคแป้งทนการย่อย จะกินพลังงานในมื้อถัดไปน้อยลงราว 90 กิโลแคลอรี อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในปี 2020 ชี้ว่าผลเรื่องความอิ่มอาจขึ้นอยู่กับ ชนิด ของแป้งทนการย่อยและบริบทของผู้บริโภค
กล่าวอีกอย่างคือ แป้งทนการย่อยไม่ใช่สูตรวิเศษ แต่เป็น เครื่องมือหนึ่ง ที่ช่วยให้การควบคุมอาหารและน้ำตาลในเลือดทำได้ง่ายขึ้น
ทำไมการปล่อยให้แป้งเย็นหลังปรุงสุกถึงเพิ่มแป้งทนการย่อยได้?
เมื่ออาหารประเภทแป้งถูกให้ความร้อน โมเลกุลแป้งจะเปลี่ยนโครงสร้าง เมื่ออาหารนั้นถูกทำให้เย็นลง แป้งบางส่วนจะจัดเรียงตัวใหม่ในกระบวนการที่เรียกว่า สตาร์ชรีโทรเกรเดชัน (Starch Retrogradation)
โครงสร้างใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จะ ทนต่อการย่อยมากขึ้น กลายเป็นแป้งทนการย่อย และงานวิจัยยังพบว่า แม้จะนำอาหารที่เคยแช่เย็นแล้วมาอุ่นซ้ำ ปริมาณของแป้งทนการย่อยก็ยังคงสูงกว่าการกินแป้งที่ปรุงสดใหม่ทันที
ตัวอย่างแป้งที่แช่เย็นแล้วจะกลายไปเป็นแป้งทนการย่อย
มันฝรั่ง
มันฝรั่งมักถูกมองว่าเป็นคาร์บที่ทำให้น้ำตาลขึ้นเร็ว แต่การ อบ หรือ ต้ม แล้วปล่อยให้เย็น สามารถเพิ่มแป้งทนการย่อย ได้อย่างมีนัยสำคัญ และแตกต่างจากมันฝรั่งแปรรูปอย่าง เฟรนช์ฟรายส์
ข้าว
งานวิจัยปี 2015 พบว่า ข้าวขาวที่หุงแล้วแช่เย็นเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนนำมาอุ่นกินใหม่ มีแป้งทนการย่อย มากกว่าข้าวสุกใหม่ถึง 2.5 เท่า และทำให้ระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารเพิ่มต่ำลง
พาสต้า
แม้งานวิจัยยังมีไม่มาก แต่ข้อมูลจากการศึกษาในข้าวสาลีชี้ว่า การต้มแล้วปล่อยให้เย็น สามารถเพิ่มแป้งทนการย่อยได้เช่นกัน แต่ยังต้องมีการศึกษากับพาสต้าโดยตรงเพิ่มเติม
ถั่วและธัญพืช
ถั่วดำ, ถั่วพินโต, ถั่วลูกไก่, เลนทิล รวมถึงข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เลย์ เป็นแหล่งแป้งทนการย่อยที่ดีอยู่แล้ว และยังได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นหากปรุงแล้วปล่อยให้เย็นข้ามวัน
วิธีเพิ่มแป้งทนการย่อยแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเมนู
- หุงข้าว ต้มมันฝรั่ง หรือทำพาสต้า ล่วงหน้า 1 วัน
- แช่ตู้เย็นข้ามคืน
- วันถัดไปนำมาอุ่นกินตามปกติ
วิธีนี้จะช่วยเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหารได้โดยแทบไม่ต้องปรับพฤติกรรมการกิน
คาร์โบไฮเดรตแบบไหนที่เปลี่ยนได้ และ เปลี่ยนไม่ได้
การเพิ่มปริมาณแป้งทนการย่อยด้วยวิธีการปรุงและพักให้เย็น จะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex carbohydrates) เท่านั้น
คาร์บกลุ่มนี้ ได้แก่ มันฝรั่ง, ข้าว, พาสต้า, ข้าวโอ๊ต และขนมปัง ซึ่งเป็นอาหารที่โครงสร้างของแป้งสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อผ่านความร้อนและการทำให้เย็นลง
ในทางตรงกันข้าม คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว อย่าง น้ำตาล ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างให้กลายเป็นแป้งทนการย่อย ได้ ไม่ว่าจะนำไปแช่ตู้เย็นหรือไม่ก็ตาม
พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้แช่เค้กที่เหลือจากเมื่อคืนไว้ในตู้เย็น พลังงานและน้ำตาลก็ยังเท่าเดิมในวันถัดไป ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
ข้อควรระวัง
เช่นเดียวกับอาหารประเภทใยอาหารทั่วไป หากบริโภคแป้งทนการย่อยเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดอาการ ท้องอืด หรือมีแก๊สได้ ควรเพิ่มปริมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป และดื่มน้ำให้เพียงพอ
และที่สำคัญแป้งทนการย่อย ไม่ใช่ทางลัดของการลดน้ำหนักหรือควบคุมเบาหวาน การกินอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ และสมดุล ยังคงเป็นหัวใจของการมีสุขภาพที่ดี
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 3/2/2569
| ชนิดความบริสุทธิ์ของทอง | ราคาขาย/บาท | ราคารับซื้อ/บาท | ราคารับซื้อ/กรัม |
| ทองคำแท่ง 96.5% | 72,100.00 | 71,900.00 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 72,900.00 | 70,463.68 | 4,648.00 |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | n/a | 73,019.35 | 4,816.58 |
| ทองรูปพรรณ 90% | n/a | 63,417.31 | 4,183.20 |
| ทองรูปพรรณ 80% | n/a | 56,370.94 | 3,718.40 |
| ทองรูปพรรณ 50% | n/a | 31,708.66 | 2,091.60 |
| ทองรูปพรรณ 40% | n/a | 24,662.29 | 1,626.80 |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 3/2/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







