สาระน่ารู้ประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

แสนสิริปี68กำไร 4,513 ล้านเน้นบาลานซ์พอร์ตรับมือความผันผวน

แสนสิริปี 68 กำไร 4,513 ล้านสูงสุดในวงการอสังหาฯ มั่นใจรัฐบาลใหม่ปลุกจีดีพี เร่งเดินหน้าปี 69 ด้วยแผนเชิงรุก เปิดโครงการใหม่มูลค่า 5.1หมื่นล้านเป้าโต10%

ท่ามกลางสมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ที่การแข่งขันสูงและกำลังซื้อเปราะบางแต่ แสนสิริ กลับปิดปี 2568 ด้วยกำไรสุทธิ 4,513 ล้านบาท
ขึ้นแท่นกำไรสูงสุดของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

  • รายได้รวม 34,395 ล้านบาท
  • ยอดขาย 51,000 ล้านบาท
  • ยอดโอน 36,700 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “โต”แต่สะท้อนคำว่า “บริหารเป็น”51% ของยอดขายมาจากแนวราบ49% มาจากคอนโดมิเนียมพอร์ตที่บาลานซ์ คือ เกราะป้องกันความผันผวน

กำไรไม่ได้มาจากยอดขายอย่างเดียว

ในปีที่ต้นทุนทางการเงินสูงบริษัทที่ชนะ ไม่ใช่บริษัทที่ขายได้มากที่สุดแต่คือบริษัทที่ “คุมต้นทุนได้ดีที่สุด”

แสนสิริรักษาGross MarginและNet Marginได้อย่างมีวินัยคุม SG&A อย่างเข้มงวดพร้อมเร่งโอนคอนโดที่สร้างเสร็จในไตรมาส 4

โครงการในหัวเมืองหลักอย่างภูเก็ตและขอนแก่นโอนได้ 60-70% ของมูลค่าโครงการเงินสดจึงไหลเข้าอย่างมีจังหวะไม่เร่ง ไม่เร้า แต่แม่นยำ

วินัยการเงินเบื้องหลังความมั่นใจ

D/E Ratio อยู่ในระดับเหมาะสมLiquidity สูงกว่า 25,000 ล้านบาทมากพอชำระหุ้นกู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งการออกชุดใหม่นี่คือจุดต่างระหว่าง “โตเร็ว” กับ “โตอย่างยั่งยืน”

และเมื่อกำไรมา วินัยก็สะท้อนกลับสู่ผู้ถือหุ้นบอร์ดอนุมัติปันผลครึ่งปีหลัง 0.08 บาทรวมทั้งปี 0.13 บาทต่อหุ้นคิดเป็น Dividend Yield ราว 9.5%(อ้างอิงราคาปิดสิ้น ม.ค. 2569)ในวันที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00%หุ้นปันผลระดับนี้ จึงไม่ธรรมดา

มุมมองเศรษฐกิจ ลมเริ่มเปลี่ยนทิศ

วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน มองว่าการประสานนโยบายการคลังของรัฐบาลใหม่ และการลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%
คือจุดเปลี่ยนสำคัญของต้นทุนทางการเงิน และความเชื่อมั่นนักลงทุน

แสนสิริมองว่า ตลาดจะฟื้นจากกลุ่ม High Net Worth ก่อนเมื่อกำลังซื้อคุณภาพยังแข็งแรงบริษัทจึงเลือก “บุกในจังหวะที่คนอื่นระวัง”

ปี 2569 เกมรุก 51,000 ล้านแผนเปิด 33 โครงการใหม่มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท80% อยู่ในกลุ่ม Premium และ Medium
ที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนน้อยกว่า

  • เป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท
  • ยอดโอน 39,000 ล้านบาท
  • ตั้งเป้าเติบโตต่ออีก 10%

ที่สำคัญ ที่ดินรองรับไว้แล้ว 100%ไม่ใช่แค่ฝันแต่คือแผนที่วางหมากครบกระดาน

กระสุนที่เตรียมไว้แล้ว

  • Backlog กว่า 24,000 ล้านบาทรับรู้ปีนี้ทันที 11,600 ล้านบาท
  • มีคอนโด Ready to Move 10 โครงการมูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท
  • สต็อกเหลือ 13,500 ล้านบาทใช้เวลาขายเพียง 4-5 เดือนแปลว่า สินค้าไม่ค้างเงินไม่จมรอบหมุนเร็วพอจะต่อยอด

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


นอร์ธแลนด์บุกกทม.ปั้นคอนโดเลี้ยงสัตว์ล้านต้นทำเลรถไฟฟ้า

  • “นอร์ธแลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากสระบุรี รุกตลาดกรุงเทพฯ เปิดตัวคอนโดโลว์ไรส์โครงการใหม่ “Beat Pop Ratchada – Kaset”
  • ชูจุดเด่นเป็นคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ บนทำเลใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • เปิดราคาเริ่มต้นที่ 1.79 ล้านพร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษช่วงพรีเซลเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเน้นความคุ้มค่า

หากพูดถึงดีเวลลอปเปอร์ท้องถิ่นในจังหวัดสระบุรี ชื่อของ “นอร์ธแลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์” คือหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สั่งสมประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี

ภายใต้การนำของ “นพดล ธรรมวิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ธแลนด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ จำกัด เผยว่า บริษัทเติบโตจากรากฐานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัว ผสานองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผลงานในสระบุรีตลอด 3 ทศวรรษ พัฒนาแล้ว 27 โครงการ รวมกว่า 3,900 ยูนิต มูลค่ารวมแตะ 10,000 ล้านบาทแต่ 8 ปีที่ผ่านมา เกมเปลี่ยนจาก “เจ้าถิ่นสระบุรี” สู่การรุกตลาดกรุงเทพฯ

 4กลยุทธ์  ทำเลดี – ราคาคุ้ม – เจาะกลุ่ม – ก่อสร้างไว

ในกรุงเทพฯ นอร์ธแลนด์เลือกเล่นเกมต่างจากรายใหญ่
ไม่แข่งความสูง แต่แข่ง “ความคุ้มค่า”โครงการภายใต้แบรนด์ “BEAT” เน้นคอนโด Low Rise เกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทำเลที่เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” การเดินทางของคนเมือง

ก่อนหน้านี้ บริษัทปิดการขายแล้ว 3 โครงการ ได้แก่

  • Beat Bangwa Interchange
  • Beat Sukhumvit
  • บ้านหรู 3 ชั้น ATTALUCK Onnut 17

จุดแข็งสำคัญคือมีทีมรับเหมาก่อสร้างของตัวเอง คุมต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้างได้ราว 12 เดือนเมื่อคุมต้นทุนได้ จึงตั้งราคาต่ำกว่าคู่แข่งในทำเลเดียวกัน

เปิดไพ่ใบใหม่ “เลี้ยงสัตว์ได้” ใกล้ ม.เกษตร

ปลายปี 2568 บริษัทเปิดตัวโครงการที่ 4  Beat Pop Ratchada – Kaset คอนโด Low Rise 8 ชั้น 3 อาคาร รวม 558 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท บนทำเลรัชดาฯ–เกษตร ใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ไฮไลต์อยู่ที่อาคาร C ซึ่งเป็น Pet Friendly เต็มรูปแบบครั้งแรกของแบรนด์

ในวันที่คอนโดเลี้ยงสัตว์ใกล้ย่านเกษตร เริ่มต้นแตะ 3 ล้านบาทขึ้นไป
BEAT เปิดเกมด้วยราคาเริ่ม 1.79 ล้านบาท
และจัดโปรพรีเซล 7–8 มีนาคม 2569
ห้องพิเศษเริ่ม 1.29 ล้านบาท
พร้อมแคมเปญทุกชั้นราคาเดียว 1.69 ล้านบาท

เฉลี่ยทั้งโครงการราว 73,000 บาทต่อตารางเมตร

คำถามคือ นี่อาจเป็น “ช่องว่างตลาด” ที่ผู้เล่นรายใหญ่ยังไม่ลงมาเล่นจริงจังหรือไม่

 อ่านเกมทำเล “เกษตร” ทำไมยังโตได้อีก

ย่านเกษตรไม่ได้มีแค่มหาวิทยาลัยแต่กำลังกลายเป็นโหนดใหม่ของการพัฒนา

  •  การลงทุนศูนย์การค้าใหม่ของกลุ่มเซ็นทรัล
  •  การขยายตัวของโรงพยาบาลหลักในย่านวิภาวดี
  •  รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เปิดใช้แล้ว
  •  และโครงการสายสีน้ำตาลในอนาคต

เมื่อบวกกับดีมานด์จริงจากนักศึกษา ผู้ปกครอง คนทำงาน
รวมถึงเทรนด์ Pet Humanizationทำให้ดีเวลลอปเปอร์บางรายเริ่มมองเห็น “ดีมานด์เฉพาะกลุ่ม” ที่ชัดขึ้น

ก้าวต่อไป จากขายขาด สู่รายได้ประจำ

อีกหมากสำคัญคือการสร้าง Recurring Incomeบริษัทมีแผนพัฒนาโรงแรมและอพาร์ตเมนต์ในจังหวัดสระบุรีรองรับการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังมีแผนเปิดตัวบ้านลักชัวรีใกล้เมกาบางนาและคอนโดฯ ใหม่ในย่านสุขุมวิท

จากผู้พัฒนาแนวราบในเมืองรอง
สู่ผู้เล่นคอนโดราคาจับต้องได้ในเมืองหลวง

คำถามที่น่าสนใจคือโมเดล “คุมต้นทุนเอง + ตั้งราคาต่ำ + เจาะกลุ่มเฉพาะ”จะกลายเป็นสูตรสำเร็จในตลาดที่แข่งขันดุเดือดได้หรือไม่

แต่ที่ชัดเจนคือดีเวลลอปเปอร์จากสระบุรีรายนี้ ไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทดลองตลาดเขาเข้ามา…เพื่อปักธงระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 27 ก.พ.69 ‘อ่อนค่า‘ ตามแรงขายสินทรัพย์ไทย

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงขายทำกำไรสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ
  • ปัจจัยกดดันเพิ่มเติมมาจากการซื้อเงินดอลลาร์ของกลุ่มผู้นำเข้าในช่วงสิ้นเดือน และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากภาวะตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ที่ 31.00-31.25 บาทต่อดอลลาร์ โดยการอ่อนค่าอาจเป็นไปอย่างจำกัดเนื่องจากผู้ส่งออกรอขายดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.04 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.00-31.25 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ทดสอบโซน 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 31.03-31.21 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ที่ทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงแรก ตามรายงานข้อมูลยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) 

รวมถึงดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ในช่วงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงอีกครั้ง ตามการเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ก่อนที่เงินดอลลาร์จะเผชิญแรงขายทำกำไรและย่อตัวลงบ้าง 

ทั้งนี้ แม้ว่า บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จะช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลงบ้าง หลังการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากจากช่วงก่อนหน้า แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง สอดคล้องกับสัญญาณจาก Pentagon Pizza Index ที่ยังอยู่ในระดับ DOUGHCON 4 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยในช่วงระหว่างวัน ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่มีแนวโน้มใช้จังหวะบรรยากาศในตลาดการเงินเริ่มกลับสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงในการทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองสินทรัพย์ไทยได้ ซึ่งแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทในช่วงระยะสั้นได้บ้าง 

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน เรามองว่า เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้า (Month-end Flows) ที่จะทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน ยกเว้น จะเห็นการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาทองคำ หรือ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า อาจเป็นภาพที่เกิดขึ้นได้ในช่วงปลายสัปดาห์หน้า หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ต้องออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน 

และที่สำคัญ เรามองว่า ท่าทีของผู้เล่นในตลาดที่คลายกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง อาจกดดันให้ ราคาทองคำย่อตัวลง หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ทำให้เงินบาทจะขาดปัจจัยหนุนด้านแข็งค่าในช่วงนี้ จนกว่าประเด็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง  

แม้ว่า เงินบาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างจากปัจจัยกดดันด้านอ่อนค่าที่ได้กล่าวไว้ในช้างต้น ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะหากเงินบาทอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้ โดยรวมเราคงมองว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways บนความผันผวนที่สูงขึ้นจากระดับค่าเฉลี่ย 

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อีกครั้ง ตามแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia -5.5% ที่แม้จะรายงานผลประกอบการที่เติบโตแข็งแกร่งและดีกว่าคาด ทว่า แนวโน้มการเติบโตของรายได้และผลกำไรของ Nvidia กลับไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดตื่นเต้น เหมือนในช่วงก่อนหน้า ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนในธีม AI และผลตอบแทนของบรรดาบริษัทที่ได้ทุ่มเงินลงทุนในธีม AI ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มการเงิน และกลุ่มเทคฯ Software ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.54% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.18%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาย่อตัวลงเล็กน้อย -0.05% กดดันโดยแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -4.4% ไม่ต่างกับภาพที่เกิดในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่าโดยรวมตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่โซน 4.00% ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไป หลังผู้เล่นในตลาดยังคงรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติมที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่าง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะรับรู้ในช่วงสัปดาห์หน้า และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่หนุนความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ทว่าการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกจำกัดลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไรและการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ กอปรกับ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดูคลี่คลายลงบ้าง หลังการเจรจาของทั้งสองฝ่ายล่าสุดมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากการเจรจารอบก่อนหน้า ได้ส่งผลให้โดยรวม ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์จะใช้ประกอบการประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ PCE ที่ FED ติดตามใกล้ชิด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีภาวะภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ เพิ่มเติม 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะสั้นและระยะกลาง จากการรวมรวบข้อมูลและประเมินโดย ธนาคารกลางยุโรป (ECB)  

ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนมกราคม

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างใกล้ชิด (ความเสี่ยงยังต่ำอยู่ DOUGHCON 4 จาก 5 ระดับ https://www.pizzint.watch/ ) และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


มีแววเดือดหลายคู่ สรุปสายแข่งขันยูโรปาลีก รอบ 16 ทีม หลังได้ทีมเข้ารอบครบแล้ว

มีแววเดือดหลายคู่ สรุปสายแข่งขันยูโรปาลีก 2025-26 รอบ 16 ทีม หลังได้ทีมเข้ารอบครบแล้ว

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดสายแข่งขันฟุตบอลยูโรปาลีก 2025-26 หลังจบรอบเพลย์ออฟ เลก 2 ได้ 8 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบ 16 ทีม ครบแล้ว ดังนี้

8 อันดับแรกจากรอบลีกเฟส

1. โอลิมปิก ลียง

2. แอสตัน วิลล่า

3. มิดทิลแลนด์

4. เรอัล เบติส

5. ปอร์โต้

6. บราก้า

7. ไฟรบวร์ก

8. โรม่า

8 ทีมผู้ชนะจากรอบเพลย์ออฟ

1. เกงค์

2. โบโลญญ่า

3. สตุ๊ตการ์ท

4. เฟเรนซ์วารอส

5. น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

6. เซลตา บีโก้

7. ลีลล์

8. พานาธิไนกอส

ทั้งนี้ 8 ทีมจากรอบลีกเฟส ได้ถูกวางสายการแข่งขันในรอบ 16 ทีมในเบื้องต้นเอาไว้แล้ว โดยยึดตามอันดับบนตารางคะแนนในรอบลีกเฟส และจะยึดเส้นทางตามสายแข่งขันที่วางไว้จนถึงรอบชิงชนะเลิศ

อันดับ 1 กับอันดับ 2 จะถูกแยกออกจากกันในสายบน กับสายล่าง และจะไม่พบกันจนกว่าจะถึงรอบชิงชนะเลิศ ส่วนอันดับ 3-4 / อันดับ 5-6 และอันดับ 7-8 จะถูกแยกไปอยู่คนละสายเช่นกัน

สายแข่งขัน ยูโรปาลีก 2025-26 รอบ 16 ทีม

สายบน

เซลต้า บีโก้ VS แอสตัน วิลล่า / โอลิมปิก ลียง

เกงค์ VS โรม่า / ไฟรบวร์ก

พานาธิไนกอส VS เรอัล เบติส / มิดทิลแลนด์

เฟเรนซ์วารอส VS ปอร์โต้ / บราก้า

สายล่าง

ลีลล์ VS แอสตัน วิลล่า / โอลิมปิก ลียง

โบโลญญ่า VS โรม่า / ไฟรบวร์ก

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ VS เรอัล เบติส / มิดทิลแลนด์

สตุ๊ตการ์ท VS ปอร์โต้ / บราก้า

พิธีจับสลาก ยูโรปาลีก 2025-26 รอบ 16 ทีม จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 19.00 น. (ตามเวลาไทย) ที่สำนักงานใหญ่ของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th


‘มะเร็งจิสต์’ ในระบบทางเดินอาหาร ระยะแรกมักไม่แสดงอาการ

“มะเร็งจิสต์” เนื้องอกในระบบทางเดินอาหาร ระยะแรกมักไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยและไม่จำเพาะ เมื่อก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่อาการอาจชัดเจนขึ้น ไม่แนะนำตรวจคัดกรองในประชาชนทั่วไป เหตุพบไม่บ่อย ยกเว้นผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมบางชนิด

นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งจิสต์ หรือ เนื้องอกสโตรมาของระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Stromal Tumor: GIST) เป็นเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์ Interstitial Cells of Cajal ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการบีบตัวและการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร สามารถเกิดได้ตลอดแนวทางเดินอาหาร พบบ่อยที่สุดที่กระเพาะอาหาร รองลงมาคือลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และหลอดอาหาร

มะเร็งจิสต์ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ข้อมูลจากงานวิจัยรายงานอุบัติการณ์ทั่วโลกประมาณ 10–15 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคนต่อปี แนวโน้มสอดคล้องกับประเทศไทย มักพบในกลุ่มอายุ 50–70 ปี ยกเว้นผูัที่มีพันธุกรรมผิดปกติ บางชนิด เช่น Familial GIST syndrome, Neurofibromatosis type 1, Carney triad และ Carney–Stratakis syndrome อาจพบได้ในอายุน้อยลง

สาเหตุโรคมะเร็งจิสต์ เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน KIT หรือ PDGFRA ทำให้โปรตีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ทำงานผิดปกติ ทำให้มีการแบ่งตัวอย่างต่อเนื่องจนเป็นก้อนเนื้องอก การกลายพันธุ์ดังกล่าวส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากความผิดพลาดระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์เฉพาะบุคคล ซึ่งอายุที่เพิ่มขึ้นถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยทั่วไปโรคนี้ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมหรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

มะเร็งจิสต์ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยและไม่จำเพาะ เมื่อก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่อาการอาจชัดเจนขึ้น เช่น ปวดท้องเรื้อรัง เลือดออกในทางเดินอาหาร อุจจาระสีดำ ภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือด หรือคลำพบก้อนในช่องท้อง เป็นต้น

เรืออากาศเอกนพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคนี้พบไม่บ่อย จึงไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองในประชาชนทั่วไป ยกเว้นผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาตรวจติดตามเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น โดยประเมินตามความเสี่ยงเป็นรายบุคคล

การวินิจฉัยทำโดยการตรวจชิ้นเนื้อร่วมกับการตรวจการกลายพันธุ์ของยีน เพื่อยืนยันโรคและใช้ประกอบการเลือกยามุ่งเป้า พร้อมทั้งประเมินระยะของโรคด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI แนวทางการรักษาหลักคือการผ่าตัดนำก้อนออกทั้งหมดในกรณีที่ผ่าตัดได้

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง โรคกลับเป็นซ้ำ หรือมีการแพร่กระจาย อาจได้รับยามุ่งเป้าที่ช่วยยับยั้งโปรตีนผิดปกติและควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังการรักษาควรมีการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคมีโอกาสกลับเป็นซ้ำ โดยอาจใช้การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ MRI ตามความเหมาะสม เช่น ทุก 1–2 ปี

ทั้งนี้ การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค ผู้ป่วยที่สามารถผ่าตัดได้ตั้งแต่ระยะแรกมักมีผลการรักษาที่ดีและสามารถ  มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


กล่าวขอบคุณภาษาอังกฤษ อย่างไรให้ดูโปร? สรุปประโยคทางการและทั่วไป

“Thank you very much!” ประโยคคลาสสิกที่เราคุ้นเคยกันดีตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ แน่นอนครับว่าประโยคนี้ใช้ได้จริงและสุภาพเสมอ แต่ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งการทำงาน การคุยกับลูกค้า หรือการปาร์ตี้กับเพื่อนสนิท เจ้าของภาษา (Native Speakers) มักจะมีลูกเล่นและคำศัพท์อื่นๆ ที่แสดงความรู้สึกได้ลึกซึ้งและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าคำว่า Thank you เพียงอย่างเดียว

การ กล่าวขอบคุณภาษาอังกฤษ ถือเป็นมารยาททางสังคมที่สำคัญมาก (Magic Words) วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาก้าวข้ามคำว่า Thank you ขยายคลังคำศัพท์ให้กว้างขึ้น พร้อมเจาะลึกการนำไปใช้ในบริบทต่างๆ เพื่อให้คุณสื่อสารได้อย่างมั่นใจและดูเป็นมืออาชีพสุดๆ ครับ

3 ระดับของการ กล่าวขอบคุณภาษาอังกฤษ (Levels of Gratitude)

เพื่อไม่ให้สับสน เรามาแบ่งประโยคขอบคุณออกเป็น 3 ระดับตามระดับความสนิทสนมและสถานการณ์กันครับ

1. ระดับทั่วไป / เป็นกันเอง (Casual / Everyday English)

ใช้กับเพื่อนสนิท คนในครอบครัว หรือคนรู้จักทั่วไปในสถานการณ์สบายๆ

  • Thanks!: ขอบใจนะ (สั้นๆ ง่ายๆ ใช้บ่อยที่สุด)
  • Thanks a lot / Thanks a bunch: ขอบใจมากๆ เลยนะ (เพิ่มระดับความรู้สึกขึ้นมาอีกนิด)
  • Thanks a million: ขอบใจเป็นล้านครั้งเลย (เวอร์วังนิดๆ ใช้เวลาเพื่อนช่วยเรื่องจุกจิก)
  • I owe you one: ฉันติดหนี้บุญคุณเธอครั้งนึงนะ (ใช้เมื่อเพื่อนช่วยเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ เดี๋ยววันหลังช่วยคืน)
  • Cheers!: ขอบใจจ้า (นิยมมากในอังกฤษและออสเตรเลีย)

2. ระดับทางการ / ธุรกิจ (Formal / Business English)

ใช้ในที่ทำงาน คุยกับเจ้านาย ลูกค้า หรือส่งอีเมล (Email Correspondence)

  • I really appreciate it: ฉันซาบซึ้งใจจริงๆ / ฉันเห็นคุณค่าในความช่วยเหลือของคุณ (ดูแพงและเป็นมืออาชีพมาก)
  • I am so grateful for…: ฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับ… (ตามด้วยสิ่งของหรือการกระทำ)
    • Ex: I am so grateful for your support.
  • Thank you for your time: ขอบคุณที่สละเวลา (ใช้ปิดท้ายการประชุมหรือการสัมภาษณ์)
  • Thank you in advance: ขอขอบคุณล่วงหน้า (ใช้บ่อยในอีเมลเวลาขอให้ใครช่วยทำอะไรให้)

3. ระดับซาบซึ้งใจสุดๆ (Deep Appreciation)

ใช้เมื่อมีคนมาช่วยกู้สถานการณ์ หรือช่วยเรื่องใหญ่โตมากๆ

  • I can’t thank you enough: ขอบคุณเท่าไหร่ก็คงไม่พอ (ซึ้งใจมาก)
  • You’re a lifesaver!: คุณคือผู้ช่วยชีวิตฉันแท้ๆ! (เช่น เพื่อนช่วยแก้งานให้ก่อนเดดไลน์ 5 นาที)
  • I don’t know what I would do without you: ฉันไม่รู้เลยว่าถ้าไม่มีคุณ ฉันจะทำยังไง

ตาราง: แมตช์สถานการณ์กับประโยคขอบคุณ (Situation & Phrase Matching)

เพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้งานจริง ลองดูตารางเปรียบเทียบสถานการณ์และประโยคที่เหมาะสมด้านล่างนี้ครับ

สถานการณ์ (Situation)ประโยคกล่าวขอบคุณ (What to Say)ความหมายแฝง / โทนเสียง (Tone & Meaning)
เพื่อนเลี้ยงกาแฟThanks a latte! / Cheers mate!ขอบใจมากเพื่อน! (เล่นคำกวนๆ หรือเป็นกันเองสุดๆ)
เพื่อนร่วมงานช่วยแก้งานI really appreciate your help.ซาบซึ้งใจจริงๆ (แสดงความเคารพและจริงใจ)
ลูกค้าตกลงเซ็นสัญญาWe are very grateful for your business.ทางการ เป็นมืออาชีพ และให้เกียรติลูกค้า
คนแปลกหน้าเปิดประตูให้Thank you. / Thanks.สุภาพ ปกติทั่วไป (ยิ้มให้ด้วยจะดีมาก)
มีคนช่วยชีวิต/เรื่องคอขาดบาดตายI can’t thank you enough. You’re a lifesaver!รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างสุดซึ้ง

กฎเหล็กแกรมม่า: Thank you for + V.ing / Noun

คนไทยมักพลาดตรงนี้เยอะมากครับ! จำกฎง่ายๆ ไว้ว่า หลังคำว่า for (ซึ่งเป็น Preposition) ต้องตามด้วย คำนาม (Noun) หรือ กริยาเติม ing (Gerund) เสมอ ห้ามตามด้วยกริยาช่อง 1 เด็ดขาด!

  • ❌ Thank you for come. (ผิด)
  • ✅ Thank you for coming. (ขอบคุณที่มา)
  • ❌ Thank you for help me. (ผิด ถ้า help เป็นกริยา)
  • ✅ Thank you for helping me. (ขอบคุณที่ช่วยเหลือ)
  • ✅ Thank you for your help. (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ – your help เป็นคำนาม)

วิธีตอบรับคำขอบคุณ (How to say “You’re welcome”)

เมื่อรู้วิธีขอบคุณแล้ว ก็ต้องรู้วิธีตอบรับเมื่อมีคนมาขอบคุณเราด้วยครับ อย่าใช้แค่ You’re welcome อย่างเดียวนะครับ ลองเปลี่ยนไปใช้คำเหล่านี้ดู:

  • My pleasure / It’s my pleasure: ด้วยความยินดีเลย (สุภาพและดูดีมาก)
  • No problem / No worries: ไม่มีปัญหาเลย / สบายมาก (เป็นกันเอง)
  • Anytime!: ได้เสมอ! / เรียกใช้ได้ตลอด! (แสดงความเต็มใจช่วยสุดๆ)
  • Don’t mention it: โอ๊ย ไม่ต้องพูดถึงหรอก / เรื่องเล็กน้อย (ถ่อมตัว)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ลด ‘คาร์บอน’ ภาคการบินโดยไม่ลดเที่ยวบิน ชูแนวคิดใช้เครื่องใหม่ เพิ่มที่นั่ง-ผู้โดยสาร

  • ผลการศึกษาชี้ว่าภาคการบินสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 50-75% โดยไม่จำเป็นต้องลดจำนวนเที่ยวบิน แต่เน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • การเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Boeing 787-9 และ Airbus A321neo สามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 25-28%
  • การปรับผังที่นั่งให้เป็นชั้นประหยัดทั้งหมดเพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร และการเพิ่มอัตราการบรรทุกผู้โดยสารให้เต็มความจุ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

อุตสาหกรรมการบินเชิงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเติบโตเร็วที่สุดในโลก แม้เทคโนโลยีเครื่องบินจะพัฒนาขึ้น แต่จำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกลับทำให้การปล่อยมลพิษมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่าภายในปี 2050 หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชี้ให้เห็นว่า โลกสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบินลงได้ถึง 50-75% โดยไม่จำเป็นต้องปรับลดจำนวนเที่ยวบินแต่อย่างใด

การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานของเที่ยวบินทั่วโลกที่ครอบคลุมที่สุด โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์เที่ยวบินเชิงพาณิชย์มากกว่า 27 ล้านเที่ยวในปี 2023 ครอบคลุมผู้โดยสารเกือบ 3,500 ล้านคน และเส้นทางบินกว่า 26,000 คู่เมือง โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 577 ล้านตัน เท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งหมดของประเทศเยอรมนีทั้งปี

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการบินในปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำด้านประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างมหาศาล โดยบางเส้นทางสร้างมลพิษสูงกว่าเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดถึง 30 เท่า

ดร.มิลาน เคลอเวอร์ จากภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ร่วมวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่า นโยบายที่เน้นประสิทธิภาพสามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้มากกว่าครึ่งอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอการพัฒนาเชื้อเพลิงแห่งอนาคต พร้อมเน้นย้ำว่าสิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่อุตสาหกรรมการบินสามารถนำมาใช้จัดการกับรอยเท้าคาร์บอนได้ในทันที

ทางด้าน ศ.สเตฟาน กอสลิง ผู้นำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยลินเนียส เสริมว่าแม้สายการบินมักจะอ้างว่าการประหยัดเชื้อเพลิงเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเองอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงหลายแห่งยังคงใช้เครื่องบินเก่า บรรทุกผู้โดยสารไม่เต็ม และเพิ่มสัดส่วนที่นั่งระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง

เครื่องบินต้องมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยพบว่า การเลือกใช้เครื่องบินให้มีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว ก็สามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนแตกต่างกันตั้งแต่ 60-360 กรัมของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลเมตรต่อผู้โดยสารหนึ่งคน หากสายการบินเปลี่ยนเครื่องบินทั้งหมดเป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน เช่น Boeing 787-9 สำหรับเส้นทางระยะไกล และใช้ Airbus A321neo สำหรับเส้นทางระยะสั้นและกลาง จะสามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 25-28%

งานวิจัยระบุว่า อุตสาหกรรมสามารถลดการปล่อยก๊าซลง 11% ได้ในทันที เพียงแค่สายการบินบริหารจัดการนำเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในฝูงบินที่มีอยู่มาใช้ในเส้นทางปัจจุบันอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบไฮโดรเจนหรือพลังงานสะอาดอื่น ๆ ที่ยังพัฒนาอยู่เสมอไป

อย่างไรก็ตาม ดร.เคลอเวอร์ ยอมรับว่าในทางปฏิบัติและทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนเครื่องบินเก่าทั้งหมดในระยะสั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้น สิ่งนี้จึงควรเป็นแผนการเปลี่ยนผ่านในระยะยาวที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หากสายบินหันมาใช้เครื่องบินประสิทธิภาพสูงทดแทนเครื่องเดิม

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาห่วงโซ่อุปทานซึ่งทำให้มีการค้างส่งมอบเครื่องบินใหม่มากกว่า 5,000 ลำทั่วโลก ตามข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ทำให้สายการบินจำเป็นต้องใช้เครื่องบินรุ่นเก่าที่ปล่อยมลพิษสูงนานกว่าที่ควรจะเป็น

ปฏิรูปผังที่นั่ง

การปรับเปลี่ยนผังที่นั่งให้เป็นแบบชั้นประหยัดทั้งหมด (All-Economy) เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน นับเป็นทางเลือกที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ดีที่สุด นักวิจัยพบว่าที่นั่งชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเข้มข้นกว่าชั้นประหยัด 3-5 เท่า และในบางกรณีอาจสูงถึง 13 เท่า เนื่องจากกินพื้นที่บนเครื่องมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

การจัดผังที่นั่งใหม่ เพื่อบรรทุกผู้โดยสารให้ได้สูงสุดในเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซลงได้เพิ่มเติมถึงร้อยละ 22-57 ศ.กอสลิง ชี้ว่าการใช้พื้นที่อันมีค่าบนเครื่องบินไปกับที่นั่งระดับพรีเมียมที่กว้างขวางเกินไป ทำให้ใช้ประโยชน์พื้นที่บนเครื่องได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

ข้อมูลเชิงสถิติยังเผยให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่น่าตกใจ พบว่าประชากรโลกเพียง 1% เท่านั้น ที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจากการบินถึง 50% จากทั้งหมด ในทางกลับกัน มีประชากรโลกเพียงประมาณ 10% เท่านั้นที่มีโอกาสได้เดินทางด้วยเครื่องบินในแต่ละปี

ดังนั้น การลดสัดส่วนที่นั่งระดับพรีเมียมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นเรื่องของความรับผิดชอบร่วมกัน หากอุตสาหกรรมสามารถทำให้การบินเป็นระบบที่บรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้น รอยเท้าคาร์บอนต่อหัวก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เพิ่มอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร

ในปี 2023 อัตราการครองที่นั่งเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 79% ต่อเที่ยวบิน และในความเป็นจริงมีเที่ยวบินจำนวนมากที่บินโดยมีผู้โดยสารเพียง 20% ของความจุ หากสายการบินสามารถเพิ่มอัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไปถึง 95% จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อีก 16% จากระดับปัจจุบัน

ดังนั้นการทำให้เที่ยวบินเต็มอัตราอยู่เสมอ ถือเป็นวิธีการที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูงในการใช้ทรัพยากรและเชื้อเพลิงให้คุ้มค่าที่สุด

ศ.กอสลิง วิจารณ์รูปแบบธุรกิจในปัจจุบันที่เน้นการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินราคาถูกเพื่อดึงดูดผู้โดยสาร ซึ่งมักนำไปสู่เที่ยวบินที่ไม่เต็มศักยภาพ พร้อมเสนอให้ว่าอุตสาหกรรมการบินเปลี่ยนลดจำนวนเที่ยวลงและบรรทุกผู้โดยสารให้มากขึ้น แม้จะต้องปรับราคาตั๋วให้สะท้อนต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงก็ตาม

ความคิดเห็นจากฝั่ง IATA โดย มารี โอเวนส์ ทอมเซน ระบุว่าสายการบินเองก็มีแรงจูงใจในการเพิ่มอัตราการบรรทุกเพื่อกำไรสูงสุดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เธอมองว่ากุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงยังคงอยู่ที่การใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) และการปรับปรุงเส้นทางเดินอากาศให้ทันสมัย

จากการศึกษา พบว่าภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพการบินสูงสุดในปัจจุบันคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บราซิล และอินเดีย ในทางตรงกันข้าม สหรัฐและออสเตรเลีย โดยเฉพาะในสนามบินขนาดเล็ก กลับเป็นพื้นที่ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อผู้โดยสารสูงที่สุดภูมิภาคหนึ่ง

รายงานระบุว่า สนามบินอย่างแอตแลนตาและนิวยอร์ก มีประสิทธิภาพต่ำกว่าสนามบินในอาบูดาบีและมาดริดเกือบ 50% แสดงให้ว่าในตลาดที่การบินอิ่มตัวแล้วมักจะใช้เครื่องบินรุ่นเก่าและรจัดการเที่ยวบินได้ไม่ดีพอ

เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง นักวิจัยเสนอให้นำระบบ “Efficiency Ratings” หรือการให้คะแนนประสิทธิภาพมาใช้กับสายการบิน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้บริการสายการบินที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ เช่นเดียวกับการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟ

สุดท้าย อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุก เช่น การปรับค่าธรรมเนียมการลงจอดตามสมรรถนะของเครื่องบิน และการกำหนดเพดานความเข้มข้นของคาร์บอน (Carbon Intensity Caps) หากสายการบินไม่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพได้เอง รัฐอาจต้องใช้กฎระเบียบเพื่อแบนเครื่องบินรุ่นที่สร้างมลพิษสูงสุดออกจากการให้บริการเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศของโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เคยเห็นแต่ไม่กล้ากิน? “มะอึก” เปรี้ยวจนหน้าหด! ซ่อนประโยชน์ไว้ไม่น้อย

เคยไหม เห็นผลกลม ๆ สีเขียว สีเหลือง มีขนอ่อนฟู ๆ เต็มลูก ขึ้นอยู่ตามรั้วบ้านหรือสวนหลังบ้าน แล้วก็เดินผ่านไปโดยไม่เคยสนใจ เพราะไม่แน่ใจว่ากินได้หรือไม่? สิ่งนั้นอาจคือ “มะอึก” พืชสวนครัวพื้นบ้านที่หลายคนคุ้นตา แต่ไม่คุ้นลิ้น ทั้งที่จริงแล้วสามารถนำมาปรุงอาหารได้ และเคยเป็นวัตถุดิบสำคัญในเมนูไทยพื้นบ้านหลายอย่าง

มะอึกอาจไม่ใช่พืชสวนครัวยอดนิยมในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ในครัวไทยโบราณ มันเคยมีบทบาทไม่น้อย โดยเฉพาะในเมนูรสจัดจ้านที่ต้องการความเปรี้ยวแบบธรรมชาติ

มะอึกคืออะไร ทำไมหลายคนไม่กล้ากิน

มะอึก เป็นพืชสวนครัวพื้นบ้านชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์เดียวกับมะเขือ ลักษณะเด่นคือผลกลม สีเขียว มีขนอ่อนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมทั่วทั้งลูก รสชาติเปรี้ยวจัดจ้านจนบางคนถึงกับทำหน้าหดเมื่อได้ลองครั้งแรก เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง มีเมล็ดมาก รับประทานได้ ข้อมูลจากวิกิพีเดีย

เหตุผลที่หลายคนไม่กล้ากิน อาจเป็นเพราะรูปลักษณ์ที่ดูแปลกตา และมีขนอ่อนเต็มผิว ทำให้คิดว่าอาจกินไม่ได้ หรืออาจระคายคอ แต่ความจริงแล้ว มะอึกสามารถรับประทานได้ เพียงแต่ต้องเตรียมให้ถูกวิธีก่อนนำไปใช้ประกอบอาหาร

มะอึกกินได้ไหม? ต้องเตรียมอย่างไรให้ถูกวิธี

คำตอบคือ “กินได้” แต่ไม่ควรกินสดทั้งลูกแบบไม่เตรียมอะไรเลย

ก่อนนำมะอึกมาปรุงอาหาร นิยมใช้วิธีขยำกับเกลือหรือล้างน้ำหลาย ๆ ครั้ง เพื่อกำจัดขนอ่อนบนเปลือกออกให้หมด บางคนอาจใช้มีดถูเบา ๆ ที่ผิวผลเพื่อลดความระคายเคือง หลังจากนั้นจึงผ่าครึ่งหรือนำไปตำตามเมนูที่ต้องการ

รสชาติของมะอึกจะเปรี้ยวชัดเจน คล้ายมะนาวผสมมะขามอ่อน แต่มีความหอมเฉพาะตัว จึงถูกนำมาใช้แทนวัตถุดิบให้ความเปรี้ยวในบางเมนู

เปรี้ยวจนหน้าหด แต่ทำไมคนโบราณถึงนิยมใช้

ในอดีต มะอึกถูกนำมาใช้ในครัวเรือนที่มีพืชขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะหาได้ง่ายและไม่ต้องซื้อ ความเปรี้ยวของมันช่วยตัดรสเผ็ดหรือเค็มในอาหารได้ดี ทำให้อาหารมีมิติรสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อพื้นบ้านว่าผลไม้รสเปรี้ยวชนิดนี้ให้วิตามินซี และช่วยให้ชุ่มคอในบางกรณี แม้จะไม่ใช่สมุนไพรหลัก แต่ก็ถูกพูดถึงในตำรับอาหารพื้นบ้านหลายพื้นที่

เมนูจากมะอึก ที่หลายคนอาจไม่เคยลอง

ใครที่คิดว่ามะอึกเอาไปทำอะไรไม่ได้ อาจต้องเปลี่ยนความคิด เพราะมีหลายเมนูที่ใช้วัตถุดิบชนิดนี้เป็นส่วนประกอบหลัก เช่น

1.น้ำพริกกะปิใส่มะอึก

นำมะอึกที่เตรียมแล้วไปตำรวมกับพริก กระเทียม กะปิ ได้รสเปรี้ยวจี๊ดตัดกับความเผ็ดอย่างลงตัว

2.แกงส้ม

บางพื้นที่ใส่มะอึกลงในแกงส้มแทนมะขาม เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวสดชื่นแบบธรรมชาติ

3.ยำพื้นบ้าน

หั่นบาง ๆ แล้วคลุกกับเครื่องยำ เพิ่มรสเปรี้ยวโดยไม่ต้องบีบมะนาวเพิ่ม

เมนูเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า มะอึกไม่ใช่แค่พืชรกสวน แต่เป็นวัตถุดิบที่เคยมีบทบาทจริงในครัวไทย

มะอึกมีประโยชน์อะไรบ้าง?

แม้มะอึกจะไม่ถูกพูดถึงในเชิงโภชนาการมากเท่าพืชผักเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ แต่ผักที่มีเปรี้ยวทั่วไปมักมีวิตามินซี และใยอาหารในระดับหนึ่ง ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องการทำงานของร่างกาย 

อย่างไรก็ตาม การรับประทานควรอยู่ในปริมาณพอเหมาะ และเลือกผลที่สด สะอาด ไม่ช้ำหรือเน่าเสีย

ข้อควรรู้ก่อนนำมะอึกมารับประทาน

แม้จะกินได้ แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการ เช่น

  • ต้องล้างขนอ่อนออกให้หมดก่อน
  • ไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไป
  • หากไม่แน่ใจว่าเป็นมะอึกจริงหรือไม่ ควรสอบถามผู้รู้ก่อนเก็บมารับประทาน

มะอึกเป็นตัวอย่างหนึ่งของพืชสวนครัวพื้นบ้านที่เคยมีบทบาทในวิถีชีวิตไทย แต่ค่อย ๆ ถูกลืมไปตามกาลเวลา วันนี้เมื่อผู้คนเริ่มหันกลับมาสนใจอาหารพื้นบ้าน วัตถุดิบธรรมชาติ และรสชาติแบบดั้งเดิม มะอึกจึงถูกพูดถึงอีกครั้งในฐานะผลไม้ที่ทั้งแปลกตาและมีเอกลักษณ์

ถ้าครั้งหน้าเดินผ่านสวนแล้วเห็นผลสีเขียวขนฟู ๆ ลูกนั้น คุณอาจมองมันต่างออกไป จากที่เคยมองข้าม อาจกลายเป็นความอยากรู้ว่า “รสชาติจะเป็นอย่างไรนะ?”

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 27/2/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a75,950.0076,150.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,910.0074,435.6076,950.00
ทองรูปพรรณ 90%4,419.0066,992.04n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,928.0059,548.48n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,209.5033,496.02n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,718.5026,052.46n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%5,088.0877,135.29n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 27/2/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.5530.5531.3530.5530.5530.5530.5530.5530.55
แก๊สโซฮอล์ 9130.1830.1830.7830.1830.1830.1830.1830.1830.18
แก๊สโซฮอล์ E2028.3428.3428.9428.3428.3428.3428.3428.34
แก๊สโซฮอล์ E8526.2926.2926.29
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า