สาระน่ารู้ประจำวันที่ 12 มีนาคม 2569

อสังหาฯ รับสัญญาณบวกยุบสภาเร่งเลือกตั้ง–ปลดล็อกงบปี’70

อสังหาฯ ชี้การยุบสภาคือจุดเปลี่ยนสำคัญสัญญาณบวกสร้างความชัดเจนทางนโยบาย เปิดทางจัดทำงบปี 2570 ทันเวลา และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจสะดุดซ้ำรอยเดิม

ค่ำวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เป็นอีกค่ำคืนที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจารึกไว้ เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยตามรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่า ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 45–60 วันนับแต่ พ.ร.ฎ. มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษา
    หาก พ.ร.ฎ. ประกาศในวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ไทม์ไลน์ใหม่ของประเทศจะนำไปสู่การเลือกตั้งไม่เกินช่วงวันที่ 25 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นผู้กำหนดวันและกรอบเวลาที่ชัดเจนต่อไป
    ในระหว่างนี้ “อนุทิน” และคณะรัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลรักษาการ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเข้ารับตำแหน่ง

ภาคอสังหาฯ มองบวก ยิ่งเลือกตั้งเร็ว ยิ่งปลดล็อกความชัดเจน

นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าการยุบสภาครั้งนี้เป็น “สัญญาณบวก” ต่อสภาพแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะทำให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งอย่างชัดเจน เปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจเลือกนโยบายและบุคคลที่จะเข้ามาแก้ปัญหาในพื้นที่ของตน

เขาระบุว่า ช่วงรัฐบาลรักษาการ นโยบายด้านเศรษฐกิจหลายเรื่องอาจไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะมาตรการที่มีผลผูกพันระยะยาว ทำให้ต้องรอรัฐบาลใหม่มารับช่วงต่อ ขณะที่ด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่น่ามีผลกระทบ เพราะยังอยู่ในกลไกของฝ่ายความมั่นคงและกองทัพซึ่งทำงานต่อเนื่อง

 ย้ำ ตั้งรัฐบาลเร็วคือทางรอดเศรษฐกิจ

อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจจับตามอง คือ ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งเคยเกิดขึ้นในยุครัฐบาลเศรษฐา ที่งบประมาณไม่สามารถประกาศใช้ได้ทันเวลา ส่งผลกระทบร่วงยาวถึงการเบิกจ่าย การลงทุน และแรงส่งทางเศรษฐกิจ

นายอิสระชี้ว่าการเลือกตั้งเร็ว คือ “ข้อดีสูงสุด” ของการยุบสภาครั้งนี้ เพราะจะทำให้รัฐบาลใหม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2570 ได้ทันกรอบเวลา ป้องกันวงจรล่าช้าที่ฉุดเศรษฐกิจซ้ำ

ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ สมการการเมืองเปิดทุกหน้าต่าง

ต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนที่ขั้วการเมืองหลายพรรคยังไม่ปรากฏทิศทางชัดเจน รอบนี้ นายอิสระเชื่อว่าพรรคต่าง ๆ ได้เตรียม “สูตรสมการการเมือง” ไว้อย่างรอบด้าน ทั้งรูปแบบรัฐบาลผสม สัดส่วน ส.ส. และยุทธศาสตร์ต่อรอง ซึ่งทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลอาจไม่ยืดเยื้อเหมือนในอดีต

การยุบสภาครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนการเมือง แต่ยังเป็น “เข็มทิศใหม่ทางเศรษฐกิจ” ที่ภาคธุรกิจคาดหวังว่าจะนำพาประเทศกลับสู่ความชัดเจน เดินหน้าได้ทันกรอบงบประมาณปี 2570 และสร้างแรงส่งใหม่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประเทศไทย

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘บิ๊กโรงแรม’ รุกขยายลงทุนปี 69 ฝ่าสมรภูมิ ‘ตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ?

บิ๊กโรงแรมสัญชาติไทย “AWC – CENTEL – ERW – SHR” เดินหน้าขยายการลงทุนและเปิดโรงแรมใหม่ในปี 2569 พร้อมยกระดับประสบการณ์การเข้าพักสอดรับกับเทรนด์การท่องเที่ยวโลก ฝ่าสมรภูมิ “สงครามอิหร่าน” สะเทือนการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล (Long-haul) ทั้งยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ที่เคยเป็นดาวเด่นประคองภาพรวม “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทย 32.9 ล้านคนเมื่อปี 2568

AWC เปิด “แฟร์มอนท์ แบงคอก – ลานนาทีค กาแล เฟส 1” 

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทเตรียมขับเคลื่อนการเติบโตจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของทรัพย์สินที่เปิดใหม่เมื่อปี 2568 ควบคู่กับการเปิดตัวโครงการและโรงแรมระดับแฟลกชิปที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะ “โรงแรม แฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท” โรงแรมภายใต้แบรนด์ แฟร์มอนท์ แห่งแรกของไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางตลาดไมซ์ (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และงานแสดงสินค้า) ลักชัวรีระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกันเตรียมเปิดโครงการ “ลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่” ยกระดับย่านช้างคลานสู่ไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปะ รวมถึงการเปิด “อาคารเฮอริเทจร่วมสมัย” ภายใต้โครงการ “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” ซึ่งเป็นการผสานการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทย-จีนเข้ากับการออกแบบและการใช้งานร่วมสมัย เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

อีกทั้งบริษัทจะรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของ “Jurassic World: The Experience” และ “SkyFlyers: Wings of Garudapterus” ณ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเพิ่มทราฟฟิก รายได้ค่าเช่า และความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดของกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลอีกด้วย

CENTEL ทุ่มงบ 2 พันล้านลุยดีล M&A

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีนี้ ตั้งแต่ปี 2569-2571 เครือเซ็นทารามีแผนใช้งบลงทุน (CAPEX) รวม 16,000 ล้านบาท เฉพาะปี 2569 จะใช้งบลงทุน 6,600 ล้านบาท โดยวางงบ 2,000 ล้านบาทสำหรับการลงทุนใหม่และ M&A (การควบรวมกิจการและเข้าซื้อกิจการ) มองพื้นที่เป้าหมายในตะวันออกกลางและญี่ปุ่น โดยสนใจโรงแรมในโตเกียว เกียวโต ฟุกุโอกะ และฮอกไกโด หลังจากมีโรงแรมในโอซาก้าแล้ว 2 แห่ง ส่วนงบราว 4,000 ล้านบาทจะใช้สำหรับการปรับโฉมโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ กระบี่ และเซ็นทารา แกรนด์ หัวหิน

สำหรับแผนการเปิดโรงแรมใหม่ในปี 2569 เครือเซ็นทาราเตรียมเปิดเพิ่ม 5 แห่ง โดยแบ่งเป็น 4 แห่งในต่างประเทศ และอีก 1 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ “หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น” จำนวน 42 ห้อง ปักหมุดเป็นโรงแรมแรกของเซ็นทาราในเนปาล เปิดให้บริการแล้วเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมี “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” จำนวน 300 ห้องพัก โรงแรมแห่งที่ 2 ของเซ็นทาราในญี่ปุ่น มีกำหนดเปิดในไตรมาส 2

ส่วนช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เซ็นทารามีกำหนดเปิดให้บริการ “เซ็นทาราและเรสซิเดนซ์ วังดอน” จำนวน 481 ห้องพัก และ “คริสตัล ฮอลิเดย์ ฮาร์เบอร์ วังดอน” จำนวน 496 ห้องพัก เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้เซ็นทารามีจำนวนห้องพักให้บริการในเวียดนามมากขึ้นเกือบ 1,000 ห้องด้วยกัน ส่วนแผนเปิดโรงแรมในไทย เตรียมเปิดให้บริการ “เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี” โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมือง จำนวน 110 ห้องพัก

“เครือเซ็นทาราตั้งเป้าหมายสร้างรายได้ 15,700-15,900 ล้านบาทในปี 2569 เติบโต 14-15% เทียบกับปีที่แล้ว มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 75-78% เพิ่มขึ้นจาก 72% ของปีที่แล้ว และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ประมาณ 4,600-4,800 บาท/ห้อง/คืน เพิ่มขึ้น 8-9%”

ERW เปิด 2 โรงแรมใหม่แนวรถไฟฟ้า BTS

อภิญญา งามอภิชน รองกรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทประมาณการเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมที่ 9% จากปีที่แล้ว โดยแบ่งเป็นการเติบโตของกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาวถึงกลุ่มระดับราคาประหยัดที่ 7% และกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ต (Budget Hotel) อย่างแบรนด์ “ฮ็อป อินน์” (Hop Inn) เติบโตที่ 14% ซึ่งจะดำเนินงานผ่านแผนการพัฒนาและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนระยะยาวที่วางไว้

โดยมุ่งเน้นการขยายพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาว ระดับกลาง ระดับราคาประหยัด และระดับบัดเจ็ต รวมถึงการขยายโรงแรมไปยังต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบจากความผันผวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติในแต่ละประเทศ ควบคู่กับกลยุทธ์การปรับราคาและการมุ่งเน้นอัตราการเข้าพักให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดเชิงรุก ตลอดจนขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโต อาทิ กลุ่มประเทศยุโรป อินเดีย และตะวันออกกลาง เป็นต้น รวมถึงการควบคุมต้นทุนจากการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด

“บริษัทดำเนินการพัฒนาและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนระยะยาวที่วางไว้ มุ่งเน้นการลงทุนในโรงแรมระดับกลางถึงชั้นประหยัดผ่านแผนพัฒนาโรงแรมบริเวณแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ สถานีพร้อมพงษ์ และสถานีอโศก ซึ่งบริษัทได้เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ควบคู่กับการปรับปรุงโรงแรมระดับ 5 ดาวถึงชั้นประหยัด เพื่อเสริมสร้าง “ความสามารถในการแข่งขัน” และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและตลาด นอกจากนี้ยังลงทุนในโรงแรมระดับบัดเจ็ตเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้และกำไรที่เกิดจากฐานลูกค้าผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ สร้างการเติบโตที่มีเสถียรภาพในระยะยาว โดย ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทมีโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนาในไทย 8 แห่ง และในเกาหลีใต้อีก 1 แห่ง

อย่างไรก็ดี ในปี 2569 ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น ระดับการฟื้นตัวของ “นักท่องเที่ยวจีน” ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และความตึงเครียดทาง “ภูมิรัฐศาสตร์” ในหลายภูมิภาคของโลก ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลง ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินงาน

“บริษัทได้ติดตามและประเมินปัจจัยดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมที่จะปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของบริษัทเป็นหลัก”

SHR อัดงบ 3.5 พันล้านขยายการลงทุนในไทย

ไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ธุรกิจโรงแรมในเครือสิงห์ เอสเตท กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทจะดำเนินกลยุทธ์ “การหมุนเวียนสินทรัพย์” เดินหน้าบริหารพอร์ตเชิงรุก มุ่งเน้นคุณภาพของสินทรัพย์มากกว่าปริมาณเพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ผ่านการจำหน่ายโรงแรม 15 แห่งใน “สหราชอาณาจักร” ที่มีศักยภาพการเติบโตและการทำกำไรจำกัด เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยสูง และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการทำกำไร

“บริษัทเตรียมงบลงทุนประมาณ 3,000–3,500 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สร้างความได้เปรียบด้านขนาด ควบคู่การลงทุนอย่างคัดสรรในโรงแรมระดับบน (Upper Upscale) และการบริหารแบบคลัสเตอร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว”

นอกจากนี้จะมุ่งกลยุทธ์ “การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์” พัฒนาสู่การเป็นพอร์ตโรงแรมระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์ โดยร่วมมือกับ “The Ascott Limited” ผู้บริหารจัดการโรงแรมระดับนานาชาติ รีแบรนด์และยกระดับโรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร สู่แบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น ได้แก่ “The Unlimited Collection” และ “lyf” พร้อมทั้งอัปเกรดห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว

ปัจจุบันโรงแรมภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection ได้เปิดให้บริการเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อีก 2 โรงแรมภายใต้แบรนด์ lyf คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในครึ่งแรกของปี 2569 และจะช่วยผลักดันราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) เพิ่มขึ้น 20–30% เมื่อเทียบกับปี 2567

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนยกระดับผลิตภัณฑ์ห้องพักของโรงแรมแบรนด์ “SAii Hotels & Resorts” จำนวน 2 แห่ง โดยที่ SAii Phi Phi Island Village จะดำเนินการปรับปรุงวิลล่าบนเนินเขาทั้งหมดจำนวน 12 ห้อง ขณะที่ SAii Maldives Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton จะเพิ่มสระว่ายน้ำส่วนตัวให้วิลล่าเหนือน้ำเดิม 20 หลัง และพัฒนาวิลล่าเหนือน้ำใหม่อีก 18 หลัง เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบน เสริมศักยภาพด้านราคา และสนับสนุนการเติบโตของ ADR ในระยะยาว

“บริษัทตั้งเป้าให้ปี 2569 ภาพรวมรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่พร้อมให้บริการ (RevPAR) ของพอร์ตโฟลิโอเติบโต 20-25% จากปี 2568 พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถปรับปรุงอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ให้สูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 30% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการดำเนินงาน และลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหนี้ลงกว่า 0.5%”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 12 มี.ค.69 ‘อ่อนค่าหนัก‘ เรือไทยโดนโจมตี

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 12 มี.ค. อ่อนค่าลงหนักที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าที่ปิดที่ 31.71 บาทต่อดอลลาร์
  • สาเหตุหลักมาจากการโจมตีเรือขนส่งสินค้า 3 ลำ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเรือของไทย บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
  • เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นและเงินดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาท

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.71 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.75-32.15 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.65-31.99 บาทต่อดอลลาร์) โดยเป็นการอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากช่วงบ่ายวันก่อนหน้า หลังตลาดรับรู้ข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้า 3 ลำ ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (หนึ่งในนั้น เป็นเรือขนส่งสินค้าของไทย) 

ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ โดยล่าสุดในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง (ระดับแถวช่วง

ประธานาธิบดี Donald Trump ระบุว่า การสู้รบในอิหร่านใกล้ถึงจุดจบในเร็ววันนี้) แม้ว่า ทาง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีมติระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ ราว 182 ล้านบาร์เรล) โดยสหรัฐฯ อาจระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ กว่า 172 ล้านบาร์เรล โดยความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดตลาดให้โอกาสเพียง 4% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ พร้อมกดดัน ราคาทองคำ (XAUUSD) 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน บนความผันผวนที่สูงกว่าช่วงปกติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทมีความเสี่ยง Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรืออาจพอกล่าวได้ว่า ข่าว อย่าง Headline News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควร ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง 

โดยเราขอยอมรับว่า หากประเมินจากสถานการณ์ล่าสุด และการคำนึงถึงตัวแปรอื่นๆ เช่น ฝั่งผู้นำของสหรัฐฯ อิหร่าน รวมถึงปัจจัยทางการทหาร เรามีความกังวลมากขึ้น ว่า สถานการณ์การสู้รบอาจเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่เราประเมินไว้ใน Base Case ได้ ซึ่งพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบจะเป็นอย่างไร อาจต้องติดตาม 

1.) ท่าทีของผู้นำอิหร่าน (Supreme Leader) รวมถึงสถานะของผู้นำ (ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่) เนื่องจากเราประเมินว่า หากมองในมุมมองของมนุษย์ทั่วไป ผลกระทบจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ผู้นำของอิหร่านอาจเหลือแต่เพียงความโกรธแค้น เกลียดชัง ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะเห็นการกลับสู่โต๊ะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านได้ในเร็ววันนี้

2.) เป้าหมายของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีความแตกต่างจากเป้าหมายของฝั่งอิสราเอล ทำให้ หากสหรัฐฯ ประเมินว่า ได้บรรลุเป้าหมาย อาจนำไปสู่การประกาศชัยชนะ และลดทอนระดับการโจมตีอิหร่านลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจปูทางไปสู่การเจรจายุติการสู้รบได้ (ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน) ทว่าอาจต้องจับตาท่าทีของอิสราเอล ว่าจะยอมรับการบรรลุเป้าหมายของสหรัฐฯ หรือไม่ 

และ 3.) ปฏิบัติการภาคพื้นดินจากพันธมิตรที่เป็นไปได้ของสหรัฐฯ กับอิสราเอล โดยในช่วงที่ผ่านมา ทางการสหรัฐฯ อาจมีเป้าหมายในการโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน (Regime Change) ซึ่งต้องอาศัยกำลังภาคพื้นดิน เช่น กลุ่มผู้ประท้วง รวมถึง กองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ดอิหร่าน เป็นต้น 

จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบ ที่เรากังวลว่าใจมากขึ้น ว่า อาจเสี่ยงยืดเยื้อได้นั้น เราจึงขอเน้นย้ำการประเมินของเราใน Scenario ที่เลวร้ายไว้ดังนี้ 

กรณีที่รุนแรงสุด อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ เกิน 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลง หรืออาจปิดช่องแคบ Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทรงตัวเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้นาน และหากทรงตัวในระดับสูงเกิน 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ รวมกับผลกระทบจากปัญหา Supply Chain Disruption จากการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่หยุดชะงักลงเป็นเวลานาน ทำให้เงินเฟ้อเสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่บรรดาธนาคารกลางหลักมองข้ามไม่ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ เราน่าจะเห็นการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ตลาด price-out FED’s rate cut และเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและอาจกดดันราคาทองคำได้ ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มมากขึ้น โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงปลายไตรมาสแรก อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะปีนี้จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่อาจสูงราว 1 แสนล้านบาท เป็นอย่างน้อย (สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า เกิน +80%) และอาจทรงตัวในระดับสูงเกิน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้นาน จนถึงสิ้นปีที่อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้างสู่ระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ (ความเสี่ยงที่อ่อนค่ากว่าคาดมีอยู่พอควร ต้องติดตามการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักและธนาคารแห่งประเทศไทย)

ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.40-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองลงทุนทั่วโลก 

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ กอปรกับผู้เล่นในตลาดบางส่วนเริ่มกังวลต่อสถานการณ์ของ Private Credit มากขึ้น หลังหลายบริษัทจัดการการลงทุนใน Private Credit เผชิญการถอนเงินคืนจากบรรดานักลงทุนมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor โดยเฉพาะ Oracle +9.2% ที่ล่าสุดรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ดีกว่าคาด ส่วนบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานได้ปรับตัวขึ้นแรง ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.08%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.59% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านได้โจมตีเรือขนส่งสินค้า 3 ลำ ในบริเวณช่องแคบ Hormuz อย่างไรก็ดี ความกังวลดังกล่าวได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นแรง อาทิ BP +2.9%, Shell +2.3%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่โซน 4.25% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (จากเดิมยังพอมองโอกาสในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ แต่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจพิจารณาทยอยขายทำกำไรสถานะ Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) โดยเฉพาะหากประเมินจากความเสี่ยงที่การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ในช่วงนี้ อาจทำให้ทางการญี่ปุ่น รวมถึงทางการสหรัฐฯ อาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.5 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทว่าภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลงสู่โซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ อย่าง ดุลการค้า (Trade Balance) ในเดือนมกราคม เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สิ่งที่ควรรู้ก่อนทาน “ยาเขียว” ลดไข้แทน “พาราเซตามอล”

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสมุนไพรดีๆ มากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคน โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่นิยมทานยาสมุนไพรมากกว่ายาปฏิชีวนะ เพราะนอกจากสมุนไพรไทยส่วนใหญ่ราคาย่อมเยา หาซื้อได้ง่ายแล้ว ยังให้ผลดี และดีต่อสุขภาพ ไม่ตกค้างที่ตับอย่างที่หลายคนกลัวผลข้างเคียงของการทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยาสมุนไพรปลอดภัยต่อร่างกายจริงหรือ แล้วมีประสิทธิดีเทียบเท่ากับการทานยาปฏิชีวนะจริงๆ หรือไม่

ยาเขียว VS ยาพาราเซตามอล

ยาเขียว สามารถช่วยบรรเทาไข้ได้ในบางกรณี เช่น ไข้ร้อนในหรือไข้จากผื่นอย่างหัดและอีสุกอีใส แต่ไม่สามารถใช้แทนยาพาราเซตามอลได้ทั้งหมด เพราะฤทธิ์ลดไข้ของยาเขียวค่อนข้างอ่อนและไม่ได้ครอบคลุมไข้หลายประเภทเหมือนพาราเซตามอล หากมีไข้สูงหรือไข้จากโรคอื่น ๆ พาราเซตามอลยังเป็นยามาตรฐานที่ใช้ลดไข้ได้ดีกว่า นอกจากนี้ไม่ควรใช้ยาเขียวในผู้ที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก และหากกินยาแล้วเกิน 3 วันอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ แม้ยาเขียวจะมีผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่ก็ต้องระวังในผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ซึ่งเป็นส่วนประกอบของยา

ยาเขียว

ยาเขียว จัดเป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้กันมาอย่างยาวนานนับสิบปี มีสรรพคุณตามที่บันทึกไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2556 ว่า ช่วยบรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ บรรเทาอาการไข้จากหัด และอีสุกอีใส

อันตรายจากยาเขียว

แม้ว่ายาเขียวจะสามารถลดไข้ได้จริง แต่สามารถลดไข้ในรายที่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงเท่านั้น นอกจากนี้ยาเขียวยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนที่แน่ชัด ไม่สามารถลดไข้ได้หลายประเภทเหมือนยาพาราเซตามอล ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายโรคไข้เลือดออก เพราะตัวยาอาจเข้าไปบดบังอาการของโรคไข้เลือดออก ทำให้ทราบสาเหตุของโรคที่แท้จริงได้ยากมากยิ่งขึ้น และยังต้องระมัดระวังในการใช้ยากับผู้ที่มีอาการแพ้เกสรดอกไม้ เพราะในตำรับยามีส่วมผสมของเกสรดอกไม้รวมอยู่ด้วย

หากผู้ป่วยทานยาเขียวมากถึง 3 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการไข้ที่แท้จริงต่อไป

ยาพาราเซตามอล

ยาพาราเซตามอลเป็นหนึ่งในยาแก้ปวดที่อยู่ตำรับยาแผนปัจจุบัน มีสรรพคุณลดไข้ และบรรเทาอาการปวดได้ทั่วไป และสามารถใช้บรรเทาอาการไข้ของผู้ป่วยไข้เลือดออกได้

อันตรายจากยาพาราเซตามอล

การได้รับยาพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินขนาด (150 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ของน้ำหนักตัวในคราวเดียวกัน) อาจทำให้ได้รับพิษมากขึ้น อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ เซื่องซึม รวมถึงตับ และไตอาจเป็นพิษ และทำงานผิดปกติได้

หากทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ติดต่อกัน 5 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการไข้ที่แท้จริงต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ไขความเชื่อที่อยู่คู่วงการกีฬามานาน “แข่งในบ้าน” ได้เปรียบจริงหรือไม่?

ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล, บาสเกตบอล วอลเลย์บอล หรือกีฬาแทบทุกชนิด แฟนกีฬามักคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “เล่นในบ้านได้เปรียบกว่า” จนกลายเป็นความเชื่อฝังลึกในวงการกีฬาไปแล้ว

แต่คำถามสำคัญคือ ความได้เปรียบจากการแข่งในบ้านนั้น เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ทางสถิติ หรือเป็นเพียงความรู้สึกและแรงเชียร์จากอารมณ์ของแฟนๆเท่านั้น?

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและนักวิเคราะห์ข้อมูลได้พยายามหาคำตอบของประเด็นนี้อย่างจริงจัง และผลลัพธ์ที่ได้ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “การแข่งในบ้าน” มีผลต่อผลการแข่งขันจริง แม้ระดับความได้เปรียบจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามชนิดกีฬา ลีก และบริบทแวดล้อม

สถิติยืนยัน แข่งในบ้าน “ชนะมากกว่า”

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ทีมเจ้าบ้านมีอัตราการเก็บชัยชนะสูงกว่าทีมเยือนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกีฬาประเภททีม เช่น ฟุตบอลและบาสเกตบอล

ตัวอย่างเช่น ลีกฟุตบอลชั้นนำของยุโรป ทีมเจ้าบ้านมักเก็บแต้มได้เฉลี่ยมากกว่าทีมเยือนตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งแนวโน้มนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี

แม้ในยุคปัจจุบันที่การเดินทางสะดวกขึ้น สนามแข่งมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน และเทคโนโลยีช่วยลดอคติในการตัดสิน แต่ “ความได้เปรียบในบ้าน” ก็ยังไม่หายไปอย่างสิ้นเชิง

“เสียงเชียร์” พลังที่มองไม่เห็น

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือ เสียงเชียร์จากแฟนกีฬา เจ้าบ้านมักได้รับแรงกระตุ้นทางจิตใจจากผู้ชมในสนาม ไม่ว่าจะเป็นเสียงปรบมือ เสียงตะโกน หรือบรรยากาศที่คุ้นเคย สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ลดความกดดัน และกระตุ้นอะดรีนาลีนของนักกีฬา

ในทางกลับกัน ทีมเยือนต้องเผชิญกับเสียงกดดันตลอดเกม ซึ่งอาจส่งผลต่อสมาธิและการตัดสินใจในจังหวะสำคัญ โดยเฉพาะในเกมที่สูสี

ความคุ้นเคยกับสนามและสภาพแวดล้อม

การเล่นในสนามเหย้า หมายถึงความคุ้นเคยในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นสนาม ขนาดพื้นที่ ทิศทางลม แสงไฟ หรือแม้แต่ห้องแต่งตัว นักกีฬามักรู้สึกสบายใจและมั่นใจมากกว่าเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย

ในบางกีฬา ความแตกต่างเล็กน้อยเหล่านี้สามารถส่งผลต่อฟอร์มการเล่นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง

การเดินทางและความเหนื่อยล้าของทีมเยือน

อีกปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทีมเยือนมักต้องใช้เวลาเดินทางไกล เปลี่ยนที่พัก หรือปรับตัวกับสภาพอากาศและโซนเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพร่างกายและความสดของนักกีฬา

แม้ทีมระดับอาชีพจะมีการบริหารจัดการด้านการฟื้นฟูร่างกายอย่างดี แต่ผลกระทบเหล่านี้ก็ไม่สามารถตัดออกไปได้ทั้งหมด

บทบาทของผู้ตัดสิน ความได้เปรียบที่ถูกถกเถียง

มีงานวิจัยบางส่วนชี้ว่า ผู้ตัดสินอาจได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากบรรยากาศในสนาม เช่น เสียงกดดันจากแฟนเจ้าบ้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินในจังหวะก้ำกึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่มี VAR และเทคโนโลยีช่วยตัดสิน ความได้เปรียบในจุดนี้เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อไม่มีแฟนบอล ความได้เปรียบหายไปหรือไม่?

ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่การแข่งขันต้องจัดแบบปิดสนาม กลายเป็นบททดสอบสำคัญ หลายลีกพบว่าความได้เปรียบของทีมเจ้าบ้านลดลงอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า “เสียงเชียร์” คือหัวใจหลักของการได้เปรียบในบ้าน

บทสรุป: แข่งในบ้านได้เปรียบจริง แต่ไม่ใช่ทุกกรณี

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลและงานวิจัยจำนวนมาก คำตอบคือ “การแข่งในบ้านได้เปรียบจริง” ทั้งในเชิงสถิติและจิตวิทยา

อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบดังกล่าวไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดเสมอไป เพราะคุณภาพทีม แท็กติก ฟอร์มการเล่น และสภาพจิตใจในวันแข่งขัน ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

ในกีฬาระดับสูง ความได้เปรียบจากการเล่นในบ้านอาจเป็นเพียงส่วนเสริมเล็กๆ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสชัยชนะ แต่สุดท้ายแล้ว ผลการแข่งขันยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามมากกว่าสถานที่แข่งขันเพียงอย่างเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ทิศทางภาษาอังกฤษ สรุปคำศัพท์และประโยคถาม-บอกทาง เลิกหลงแน่นอน!

“Excuse me, how can I go to the BTS station?”

ถ้ามีนักท่องเที่ยวเดินเข้ามาถามทางคุณด้วยประโยคนี้ คุณจะตอบเขาว่าอย่างไรครับ? หลายคนอาจจะเกิดอาการช็อกชั่วคราว นึกคำศัพท์ไม่ออก สุดท้ายก็ใช้ภาษามือชี้โบ๊ชี้เบ๊พร้อมกับพูดว่า “Go go… and left left!” ซึ่งฝรั่งก็อาจจะพอเดาทางได้ แต่จะดีกว่าไหมครับถ้าเราสามารถบอกทางได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ?

เรื่องของ ทิศทางภาษาอังกฤษ (Directions) ไม่ได้มีแค่คำว่า ซ้าย (Left) ขวา (Right) หรือ ตรงไป (Straight) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเรียกทิศทั้ง 8 ทิศ และการระบุตำแหน่งสถานที่ (Prepositions of Place) ด้วย วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาอัปเกรดคลังคำศัพท์และรูปประโยคเกี่ยวกับการบอกทางและถามทาง สรุปจบในบทความเดียว ให้คุณพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดี หรือเอาตัวรอดได้สบายๆ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศครับ!

ทำความรู้จัก 8 ทิศทางภาษาอังกฤษ (The 8 Cardinal Directions)

เวลาดูแผนที่หรือใช้ Google Maps การรู้คำศัพท์ทิศทางหลักๆ ถือเป็นเรื่องจำเป็นมากครับ มาดูกันว่าทิศทั้ง 8 ในภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไรบ้าง:

  • North: ทิศเหนือ
  • South: ทิศใต้
  • East: ทิศตะวันออก
  • West: ทิศตะวันตก
  • Northeast: ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ย่อว่า NE)
  • Northwest: ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ย่อว่า NW)
  • Southeast: ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ย่อว่า SE)
  • Southwest: ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ย่อว่า SW)

ทริคเสริม: เวลาจะบอกว่าภาคไหนของประเทศ ให้ใช้คำว่า Northern (ภาคเหนือ), Southern (ภาคใต้), Eastern (ภาคตะวันออก), Western (ภาคตะวันตก) เช่น I live in Northern Thailand. (ฉันอาศัยอยู่ภาคเหนือของไทย)

คำศัพท์กริยาที่ต้องใช้เวลา “บอกทาง” (Giving Directions)

เมื่อมีคนมาถามทาง เราต้องใช้กริยาที่เป็นคำสั่ง (Imperative Verbs) เพื่อให้คำแนะนำที่ชัดเจนครับ คำศัพท์ที่เจอบ่อยที่สุดมีดังนี้:

  • Go straight / Go straight ahead: เดินตรงไป
  • Turn left: เลี้ยวซ้าย
  • Turn right: เลี้ยวขวา
  • Go past…: เดินผ่าน… (เช่น Go past the bank แปลว่า เดินผ่านธนาคารไป)
  • Cross the road / street: ข้ามถนน
  • Make a U-turn: กลับรถ
  • Go along the street: เดินไปตามถนนเส้นนี้

จุดสังเกต (Landmarks) ที่ใช้บ่อย:

  • Intersection / Crossroads: สี่แยก
  • T-junction: สามแยก
  • Roundabout: วงเวียน
  • Traffic lights: สัญญาณไฟจราจร

ตาราง: การใช้ Preposition ระบุตำแหน่งที่ตั้ง (Location Prepositions Matrix)

บอกทางให้เดินไปแล้ว ก็ต้องบอกให้ชัดเจนว่าสถานที่นั้น “ตั้งอยู่ตรงไหน” ตารางนี้สรุปคำบุพบทบอกตำแหน่ง (Prepositions of Place) ที่ใช้คู่กับการบอกทิศทางบ่อยที่สุดครับ

คำศัพท์ระบุตำแหน่ง (Position)ความหมาย (Meaning)โครงสร้างและตัวอย่างประโยค (Example Sentence)
Next to / Besideอยู่ติดกับ / อยู่ถัดไปThe coffee shop is next to the bank. (ร้านกาแฟอยู่ติดกับธนาคาร)
Opposite / Across fromอยู่ตรงข้ามThe hospital is opposite the park. (โรงพยาบาลอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ)
Between … and …อยู่ระหว่าง (ของ 2 สิ่ง)The mall is between the hotel and the school. (ห้างอยู่ระหว่างโรงแรมกับโรงเรียน)
On the corner of…อยู่ตรงหัวมุมของ…The clinic is on the corner of Main Street. (คลินิกอยู่ตรงหัวมุมถนนเมน)
Behindอยู่ข้างหลังThere is a parking lot behind the building. (มีลานจอดรถอยู่หลังอาคาร)
In front ofอยู่ข้างหน้าWait for me in front of the station. (รอฉันอยู่หน้าสถานีนะ)

รวมประโยค “ถามทาง” แบบสุภาพ (Asking for Directions)

ถ้าคุณเป็นฝ่ายหลงทางเสียเอง อย่าเพิ่งเดินเข้าไปถามทื่อๆ ว่า “Where is the toilet?” เพราะอาจจะดูห้วนเกินไป ลองใช้ประโยคเหล่านี้เพื่อความสุภาพครับ:

  • Excuse me, could you tell me how to get to the hospital? (ขอโทษนะครับ รบกวนบอกทางไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหมครับ?)
  • Excuse me, where is the nearest ATM?(ขอโทษครับ ตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหนครับ?)
  • Am I on the right track for the museum?(ฉันมาถูกทางที่จะไปพิพิธภัณฑ์ไหมคะ?)
  • I’m looking for this address. Can you help me?(ฉันกำลังหาที่อยู่นี้อยู่ คุณพอจะช่วยฉันได้ไหมครับ?)

ตัวอย่างบทสนทนาจำลอง (Role-Play Situation)

Tourist: Excuse me, could you tell me how to get to the National Museum?

(ขอโทษนะครับ บอกทางไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหน่อยได้ไหมครับ?)

You: Sure! Go straight along this road. Turn left at the next traffic light. Go past the post office, and you will see the museum on your right. It is opposite the park.

(ได้เลยครับ! เดินตรงไปตามถนนเส้นนี้ เลี้ยวซ้ายที่ไฟแดงข้างหน้า เดินผ่านไปรษณีย์ไป แล้วคุณจะเห็นพิพิธภัณฑ์อยู่ทางขวามือครับ มันอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ)

Tourist: Thank you so much!

(ขอบคุณมากๆ ครับ!)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


มัดรวมโซลูชันอัจฉริยะ ติดตามการทำงานพนักงาน รับ work form home

  • นโยบาย work form home ของภาครัฐเพื่อประหยัดพลังงาน เป็นปัจจัยเร่งให้องค์กรต่างๆ นำโซลูชันอัจฉริยะมาใช้ติดตามการทำงานของพนักงาน
  • แนะนำโซลูชัน Digital Work by NOSTRA (DWork) ที่เน้นการติดตามตำแหน่งพนักงานแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบ Geofencing แจ้งเตือนเมื่อออกนอกพื้นที่ที่กำหนด
  • นำเสนอ ZeeMe ระบบบันทึกเวลาทำงานด้วยเทคโนโลยี Face Recognition และ GPS และ Jarviz แอปพลิเคชันที่รวมฟังก์ชันลงเวลา, ลางาน, บันทึกผลงาน และเบิกจ่ายไว้ในที่เดียว

จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้รัฐบาลต้องยกระดับมาตรการประหยัดพลังงาน โดยขอความร่วมมือให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มปฏิบัติงาน work form home เพื่อเป้าหมายลดการใช้พลังงานในภาพรวมให้ได้ 20%

ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวนำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาใช้บริหารจัดการพนักงานเพื่อให้การทำงานยังคงประสิทธิภาพสูงสุดแม้ไม่ได้อยู่ออฟฟิศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากระบบตอกบัตรและเครื่องสแกนนิ้วแบบเดิม สู่โซลูชันการบันทึกเวลาและติดตามการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนที่ยืดหยุ่นและแม่นยำ

บริษัท โกลบเทค จำกัด ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม Digital Work by NOSTRA (DWork) ซึ่งเป็นโซลูชันที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบตำแหน่งของพนักงานในความดูแลได้อย่างใกล้ชิดในช่วงปฏิบัติงานทางไกล โดยระบบนี้ช่วยให้ผู้บริหารทีมสามารถมอนิเตอร์และดูแลพนักงานให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดได้ตลอด 24 ชั่วโมง รองรับการใช้งานทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ผู้ดูแลระบบจะสามารถเห็นพิกัดที่อยู่ปัจจุบันของพนักงานทุกคนได้ผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์

การทำงานของ Digital Work by NOSTRA (DWork) นั้นเน้นความสะดวกและรวดเร็ว โดยหลังจากองค์กรได้รับใบอนุญาตใช้งาน (License) ตามจำนวนพนักงานแล้ว ทีมงานจะส่งรายละเอียดการติดตั้งพร้อมชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านให้พนักงานแต่ละคนเพื่อเข้าสู่ระบบผ่านสมาร์ทโฟน จากนั้นผู้บริหารจะสามารถติดตามตำแหน่งพนักงานได้ผ่านระบบเว็บมอนิเตอร์ โดยสามารถแบ่งระดับการมองเห็นเป็นรายแผนกเพื่อให้หัวหน้าทีมดูแลเฉพาะพนักงานในสังกัดตนเอง และจุดเด่นสำคัญคือระบบ Geofencing ที่จะแจ้งเตือนทันทีหากพนักงานออกไปนอกเขตพื้นที่ที่ลงทะเบียนไว้ (Registered Zone) ในระหว่างวันทำงาน

ในขณะที่นวัตกรรม ZeeMe ได้ก้าวเข้ามาเป็นคำตอบสำคัญสำหรับระบบบันทึกเวลาทำงานที่ทันสมัยที่สุดในยุค Hybrid Work ด้วยการใช้เทคโนโลยี Face Recognition ควบคู่กับ GPS Location เพื่อยืนยันตัวตนและสถานที่ทำงานจริง ข้อมูลจะถูกบันทึกแบบเรียลไทม์และส่งขึ้นระบบ Cloud อัตโนมัติ

โดย ZeeMe ยังรองรับการทำงานแบบออฟไลน์ในกรณีที่อินเทอร์เน็ตไม่พร้อม และสามารถใช้งานร่วมกับระบบ myHR ได้เต็มรูปแบบ ทั้งการลางาน การขออนุมัติปฏิบัติงานล่วงเวลา การตรวจสอบสวัสดิการ ไปจนถึงการเรียกดูสลิปเงินเดือน ช่วยให้หัวหน้างานบริหารจัดการทีมและอนุมัติเอกสารต่าง ๆ ได้จากทุกที่ทุกเวลา ลดภาระงานของฝ่ายบุคคลได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Jarviz ซึ่งเป็น Mobile Time Attendance ที่เข้ามาช่วยจัดการพนักงานอย่างเป็นระบบผ่าน 4 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่ ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกงาน (Check in – Out) ที่ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ระบบแจ้งวันลาออนไลน์ (Leave Request) ที่ทราบผลอนุมัติได้ทันทีผ่านหน้าจอมือถือ ระบบบันทึกการทำงานประจำวัน (Operation Log) ที่สรุปรายงานผลงานประจำวันให้ทั้งพนักงานและหัวหน้างานได้รับทราบภายในแอปพลิเคชันเดียว และระบบเงินสดย่อย (Petty Cash) ที่ช่วยให้การยื่นเรื่องเบิกค่าใช้จ่ายพร้อมแนบหลักฐานใบเสร็จมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่าย

นวัตกรรมทั้ง 3 โซลูชันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องตามนโยบายประหยัดพลังงานของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับองค์กรสู่การเป็น Digital Workplace ที่มีความคล่องตัวและพร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ทานผลไม้ตามฤดูดีที่สุด ส่อง “ปฏิทินผลไม้ไทย” เดือนไหนควรกินอะไร อร่อยและถูกสุด

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้นานาชนิด การได้ลิ้มรสผลไม้สดๆ ตามฤดูกาลนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองไทย เพราะนอกจากจะได้รสชาติที่ดีที่สุดแล้ว ราคายังเหมาะสมอีกด้วย การทำความรู้จัก “ปฏิทินผลไม้ไทย” จะช่วยให้คุณวางแผนการกินผลไม้ได้อย่างถูกช่วงเวลา มาดูกันว่าในแต่ละเดือนมีผลไม้อะไรน่าสนใจบ้าง

ผลไม้ไทยช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม (ฤดูหนาว)

ในหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย ทำให้ผลไม้หลายชนิดมีรสชาติหวานเป็นพิเศษ

  • สตรอว์เบอร์รี: ผลไม้เมืองหนาวที่นิยมปลูกทางภาคเหนือ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่น
  • ฝรั่ง: ผลไม้ที่หาทานได้ตลอดทั้งปี แต่ในหน้าหนาวจะมีรสชาติกรอบ หวาน และอร่อยเป็นพิเศษ
  • ส้มเขียวหวาน: มีรสชาติหวานฉ่ำ เปลือกบาง
  • ชมพู่: มีให้เห็นบ้างในช่วงนี้ รสชาติหวานกรอบชื่นใจ
  • ลิ้นจี่: เป็นช่วงต้นฤดูของลิ้นจี่บางสายพันธุ์

ผลไม้ไทยช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน (ฤดูร้อน)

ช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่ผลไม้ยอดนิยมหลายชนิดออกผลผลิตมากที่สุด ทำให้ราคาถูกลงและรสชาติดีที่สุด

  • ทุเรียน: ราชาแห่งผลไม้! ช่วงนี้ทุเรียนพันธุ์ต่างๆ จะออกสู่ตลาดเต็มที่ เช่น หมอนทอง ชะนี และก้านยาว
  • มังคุด: ราชินีแห่งผลไม้ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อนุ่ม
  • เงาะ: เนื้อหวานฉ่ำ กรอบ อร่อย
  • ลองกอง: รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม
  • มะม่วง: โดยเฉพาะมะม่วงสุก เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงอกร่อง ที่มีรสชาติหวานหอม
  • สับปะรด: หาซื้อได้ง่ายและมีรสชาติหวานอร่อย

ผลไม้ไทยช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน (ฤดูฝน)

ในช่วงฤดูฝน ผลไม้หลายชนิดจะออกผลผลิตอย่างต่อเนื่อง และบางชนิดก็เป็นช่วงที่เหมาะแก่การเก็บเกี่ยว

  • ลำไย: ผลไม้ยอดนิยมของภาคเหนือ มีรสชาติหวาน
  • เงาะโรงเรียน: ช่วงกลางฤดูที่มีรสชาติอร่อยที่สุด
  • กระท้อน: รสชาติเปรี้ยวอมหวาน สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู
  • มะเฟือง: มีรสเปรี้ยวอมหวาน เหมาะสำหรับทานสดหรือนำไปคั้นน้ำ
  • ส้มโอ: มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานกำลังดี

ผลไม้ไทยช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม (ปลายฝนต้นหนาว)

ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูนี้ ยังคงมีผลไม้ให้เลือกทานมากมาย และเป็นช่วงต้นฤดูของผลไม้เมืองหนาวบางชนิด

  • ลองกอง: ช่วงปลายฤดูที่ยังมีให้เห็น
  • น้อยหน่า: รสชาติหวาน เนื้อนุ่มละมุนลิ้น
  • แก้วมังกร: มีรสชาติหวานอ่อนๆ และมีกากใยสูง
  • ส้ม: ส้มหลายสายพันธุ์จะเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น
  • มะขามหวาน: เป็นช่วงที่มะขามเริ่มออกผล และมีรสชาติหวานอร่อย

การได้ทานผลไม้ตามฤดูกาลไม่เพียงแต่จะได้ความสดใหม่และรสชาติดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย และยังช่วยให้คุณได้เรียนรู้ความหลากหลายของผลไม้ในแต่ละช่วงเวลาของปีอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 12/3/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a77,650.0077,850.00
ทองรูปพรรณ 96.5%5,020.0076,103.2078,650.00
ทองรูปพรรณ 90%4,518.0068,492.88n/a
ทองรูปพรรณ 80%4,016.0060,882.56n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,259.0034,246.44n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,757.0026,636.12n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%5,202.0778,863.38n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 12/3/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9531.0531.0532.3531.0531.0531.0531.0531.0531.05
แก๊สโซฮอล์ 9130.6830.6831.7830.6830.6830.6830.6830.6830.68
แก๊สโซฮอล์ E2027.8427.8428.9427.8427.8427.8427.8427.84
แก๊สโซฮอล์ E8525.7925.7925.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.6449.5140.1439.7939.64
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า