สาระน่ารู้ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2569

หลังสวน–เพลินจิต ค่าเช่าทะลุ 3.8 แสน เกมเศรษฐีใจกลางกรุง

ในวันที่คอนโดบางทำเลยังหาผู้เช่า แต่ “หลังสวน–เพลินจิต” กลับทำสถิติค่าเช่าแตะหลักแสนปลาย ๆ ต่อเดือน กลายเป็น “สินทรัพย์หายาก” ที่นักลงทุนทั่วโลกยังแย่งกัน

“ที่ดินหายาก” กลายเป็นสินทรัพย์ระดับโลก

หากมองแผนที่กรุงเทพฯ ในมุมของนักลงทุนต่างชาติย่าน “หลังสวน–เพลินจิต” คือหนึ่งในจุดที่ถูกวงไว้ด้วยปากกาสีแดงเหตุผลไม่ใช่แค่ “ทำเลใจกลางเมือง”แต่คือ “หายาก” ของที่ดินแบบ Freeholdเพราะในความเป็นจริงที่ดินผืนใหม่ในย่านนี้ แทบไม่เหลือให้พัฒนาอีกแล้วทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัยแต่กลายเป็น “Asset” สะสมมูลค่า ในระยะยาวตัวเลขค่าเช่าสูงถึง 380,000 บาทต่อเดือนหรือประมาณ 2,500 บาทต่อตารางเมตรไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มันสะท้อน “ดีมานด์คุณภาพสูง”ผู้เช่าส่วนใหญ่คือ

  •  ผู้บริหารระดับ C-Level
  •  Expat ที่ทำงานในองค์กรข้ามชาติ
  •  นักลงทุนต่างชาติระยะยาว

คนกลุ่มนี้ไม่ได้มองแค่ “ที่อยู่”แต่คือ ไลฟ์สไตล์ + สถานะ + ความสะดวกและย่านหลังสวน–เพลินจิตคือไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ ที่ตอบโจทย์ครบ

คอนโดใหญ่ใจกลางเมืองของที่ตลาด “ขาด”

อีกหนึ่งอินไซต์สำคัญตลาดลักชัวรีในวันนี้ไม่ได้ต้องการแค่ “ทำเลดี”แต่ต้องการ “พื้นที่ใช้สอยจริง”ยูนิตขนาดใหญ่ 150+ ตร.ม.กำลังกลายเป็น Rare Itemเพราะคอนโดรุ่นใหม่มักลดขนาดเพื่อเข้าถึงตลาดกว้างทำให้ยูนิตใหญ่ในโลเคชัน Prime กลายเป็น “ของขาดตลาด”และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ราคาขาย และค่าเช่า“ยิ่งพุ่ง ยิ่งหายาก”

ท่ามกลางดีมานด์นี้SCOPEเลือกวางตำแหน่งตัวเองไม่ใช่แค่คอนโดแต่เป็นFully Serviced UltraLuxuryResidence”โครงการSCOPE LangsuanถูกออกแบบโดยThomas Juul-HansenและKPFจุดเด่นไม่ใช่แค่ความสวยแต่คือ “ฟังก์ชันเพื่ออยู่อาศัยจริง”

  •  พื้นที่โปร่ง โล่ง
  •  ความเป็นส่วนตัวสูง
  •  วัสดุระดับสากล

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้แค่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยแต่ยัง “เพิ่มมูลค่าในอนาคต”

บริการแบบโรงแรม = กุญแจปล่อยเช่า

อีกหนึ่งจุดต่างสำคัญของเกมนี้ คือ “บริการ”SCOPE เลือกใส่โมเดล
“Hotel-Level Service” ลงในที่อยู่อาศัย

  •  แม่บ้านประจำ
  •  เครื่องดื่มพรีเมียมรายวัน
  •  Concierge
  •  Lifestyle Service

สิ่งเหล่านี้ ทำให้การปล่อยเช่า“ง่ายขึ้น และได้ราคาสูงขึ้น”เพราะผู้เช่า ไม่ต้องการแค่ห้องแต่ต้องการ “ประสบการณ์”ปัจจุบัน ยูนิต 2 ห้องนอนของ SCOPE Langsuanเหลือเพียง 5 ยูนิตสุดท้ายขนาดเริ่มต้น 154 ตร.ม.ราคาเริ่มต้นราว 92 ล้านบาท

ในมุมของนักลงทุนนี่อาจไม่ใช่แค่ “โอกาสซื้อ”แต่คือ “โอกาสสุดท้าย”
ในการถือครอง Freehold บนถนนหลังสวน

ตลาดลักชัวรีในกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนจาก “ซื้อเพื่ออยู่”สู่ “ซื้อเพื่อถือสินทรัพย์”และในเกมนี้ทำเล + ความหายาก + กลุ่มผู้เช่าคุณภาพสูงคือ 3 ตัวแปรสำคัญหลังสวน–เพลินจิตจึงไม่ใช่แค่ย่านที่อยู่อาศัยแต่คือ “สนามของนักลงทุนระดับบน”ที่ผลตอบแทนไม่ได้วัดแค่ตัวเลขค่าเช่าแต่รวมถึง “มูลค่าที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ถอดสูตรฝ่าวิกฤติ“ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม”สไปเดอร์แมนแห่งศุภาลัย

  • ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม เปรียบตนเองเป็น “สไปเดอร์แมน” ที่ใช้ความรับผิดชอบเป็นพลังในการฝ่าวิกฤติ 
  • สูตรความแข็งแกร่งของศุภาลัยมาจาก 4 เสาหลัก คือ การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ, สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง, การเป็นผู้นำในตลาดภูมิภาค และการเรียนรู้มาตรฐานใหม่จากการลงทุนในต่างประเทศ
  • ยึดมั่นในปรัชญาธุรกิจที่ไม่สนับสนุนการเก็งกำไร โดยใช้มาตรการจำกัดสิทธิ์ซื้อ และให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์และความจริงใจเป็นรากฐานสำคัญในการทำธุรกิจ

ถ้าจะมีสูตรลัดในการฝ่าวิกฤติ ธุรกิจอสังหาฯ คงไม่ต้องล้มแล้วลุกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในโลกความจริง “วิกฤติ” ไม่เคยถามความพร้อมสิ่งที่แยกผู้รอดออกจากผู้ร่วงจึงไม่ใช่จังหวะ…แต่คือ “วิธีคิด” และ “วิธีลงมือ” เรื่องของ “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” สไปเดอร์แมนแห่งศุภาลัยไม่ใช่แค่บทเรียนของผู้บริหารคนหนึ่งแต่คือกรณีศึกษาของคนที่เลือก “รับแรงกระแทก” แทนลูกค้าในวันที่ความเชื่อมั่นสั่นคลอนที่สุดและบางทีฮีโร่ในโลกธุรกิจก็ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรนอกจาก “ความรับผิดชอบ” ที่มากกว่าคนอื่นเท่านั้น
       
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เล่าถึงประสบการณ์ในการฝ่าวิกฤติในงาน Thailand Real Estate Leader ว่า ครั้งที่เหตุระเบิดโรงงานหมิงตี้ที่กิ่งแก้ว ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนทางกายภาพ แต่ยังเขย่าความเชื่อมั่นของลูกบ้านในโครงการที่อยู่ติดพื้นที่เสี่ยงโดยตรง

เช้าวันถัดมา บริษัทเลือก “ลงมือทันที” ภายใต้หลักคิดเรื่องความปรารถนาดีและความจริงใจเป็นแกนกลาง มาตรการเร่งด่วนถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การจัดหาที่พักโรงแรมให้ลูกบ้านตั้งแต่วันแรก ไปจนถึงการลงพื้นที่ด้วยตัวเองต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อสื่อสารและรับผิดชอบอย่างใกล้ชิด

 ไฮไลต์สำคัญคือแนวคิด “เจ๊าหรือเจี๊ยะ” นโยบายที่ออกแบบให้ลูกค้าไม่เสียเปรียบ หากค่าซ่อมเกินประกัน บริษัทพร้อมจ่ายส่วนต่าง แต่หากต่ำกว่า ลูกค้าสามารถรับส่วนต่างนั้นได้ทันที เขาเปรียบบทบาทตัวเองเหมือน “สไปเดอร์แมน” ที่พลังมาพร้อมความรับผิดชอบสะท้อนแก่นคิดว่า ความเชื่อมั่นของลูกค้า คือสินทรัพย์สำคัญที่สุดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

4 เสาหลัก “ศุภาลัย” สูตรลับความแข็งแกร่งระยะยาว

    เบื้องหลังการเติบโตอย่างมั่นคงของศุภาลัย ไม่ได้มาจากจังหวะตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างเป็นระบบ  เริ่มจาก 1. ต้นทุนต้องคุมได้ตั้งแต่ต้นน้ำ บริษัทเลือกวางผังโครงการให้เสร็จก่อนตัดสินใจซื้อที่ดิน เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมบริหารต้นทุนเชิงรุกผ่านการจัดซื้อวัสดุแบบล็อตใหญ่ ลดการพึ่งพาผู้รับเหมา

2. การเงินแข็งแรงคืออำนาจต่อรอง การรักษาระดับหนี้ในกรอบต่ำ และสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง ทำให้ศุภาลัยสามารถซื้อที่ดินด้วยเงินสด และเข้าถึงต้นทุนทางการเงินในระดับต่ำ

3. “All-in” ตลาดภูมิภาค ศุภาลัยเลือกปักธงในต่างจังหวัดแบบไม่ถอย เมื่อเข้าสู่ตลาดใดจะสร้างฐานซัพพลายเชนและเครือข่ายท้องถิ่นอย่างจริงจัง จนกลายเป็นผู้นำในหลายพื้นที่

และ4. เรียนรู้ ผ่านการลงทุนในออสเตรเลียไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐาน โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้าน ESG ที่ถูกนำกลับมาปรับใช้ในไทย

ไม่เล่นเกมเก็งกำไร 

 หนึ่งในจุดยืนที่ชัดเจนคือ การไม่สนับสนุนการเก็งกำไร ศุภาลัยใช้มาตรการจำกัดสิทธิ์ “1 คนต่อ 1 ยูนิต” ในโครงการยอดนิยม พร้อมกำหนดเงินดาวน์ในระดับที่สะท้อนความตั้งใจซื้อจริง

 ไตรเตชะ นิยามตัวตนทางธุรกิจว่า DNA อาจติดตัวมา แต่ “ลายมือ” คือสิ่งที่สร้างเอง ทุกการตัดสินใจจึงต้องทิ้งร่องรอยของความรับผิดชอบและความน่าเชื่อถือ    ขณะเดียวกัน เขาย้ำว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ต้องการ “Ownership Mindset” โดยเฉพาะการตั้งราคา ซึ่งต้องบาลานซ์ระหว่างกำไรและความสามารถในการเข้าถึงของตลาด

ตลาดผันผวนแต่โอกาสยังมี 

ท่ามกลางภาวะตลาดปี 2567-2568 ที่กำลังซื้อชะลอตัว และการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มทาวน์โฮม ไตรเตชะยอมรับว่าเป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดในการวางแผนธุรกิจอย่างไรก็ตาม เขามองเห็น หน้าต่าง“โอกาส” ในตลาดคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะยูนิตขนาดใหญ่ 2-3 ห้องนอน ที่เริ่มถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก แทนบ้านแนวราบในเมืองที่ราคาสูงเกินเอื้อม

ความ’ซื่อสัตย์’สำคัญกว่ายอดขาย

    บทเรียนสำคัญของผู้นำรุ่นสองรายนี้ มีรากฐานจากครอบครัว “ตั้งมติธรรม” โดยเฉพาะคุณประทีป ผู้ก่อตั้ง ที่ปลูกฝังมรดกความคิดรวมทั้งความขยันและความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ เขาเปรียบคนรุ่นพ่อเป็น “ผู้สร้างบันได” ให้รุ่นลูกก้าวต่อ และเชื่อว่าคลื่นลูกหลังต้องไปได้ไกลกว่าเดิม วิกฤติต้มยำกุ้งคือบทพิสูจน์สำคัญครอบครัวเลือกเผชิญหน้าด้วยการลดรายจ่ายและชำระหนี้ครบถ้วนทุกบาท โดยยึดหลักซื่อสัตย์ต่อตนเองและเจ้าหนี้

 วันนี้ เป้าหมายของศุภาลัยจึงไม่ใช่แค่การเติบโตทางตัวเลข แต่คือการสานต่อธุรกิจให้ยั่งยืน พร้อมพาพนักงานเติบโตไปด้วยกัน ในโลกธุรกิจที่ผันผวน “ความจริงใจ” อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่หวือหวา แต่สำหรับศุภาลัย นี่คือรากฐานที่ทำให้ยืนระยะได้ยาวกว่าทุกวิกฤติ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 30 มี.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามอิหร่านยืดเยื้อ

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 30 มี.ค. อ่อนค่าลงที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.87 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความกังวลต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าเงินบาทยังมีโมเมนตัมอ่อนค่าต่อเนื่อง และอาจผันผวนทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 33.00-34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ในระยะถัดไป
  • ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้คือสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและรายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.98 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.87 บาทต่อดอลลาร์

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.15 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up โดยมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 32.71-32.99 บาทต่อดอลลาร์)

สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของ ราคาน้ำมันดิบ (ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นใกล้โซน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นกัน) 

และการย่อตัวลงบ้างของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังคงกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาดได้ 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด   

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls)

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ และหากประเมินจากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าช่วงปกติมาก สะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33 บาทต่อดอลลาร์ หรือแม้กระทั่งโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ภายในช่วง 1 เดือน อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และที่สำคัญ ต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เช่นเดียวกันกับฝั่งผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง ส่วนแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ได้เริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ไทย ที่เริ่มเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวมากขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดอาจคาดหวังแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปพอสมควร

ทั้งนี้ หากเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่จะสูงเกิน 1 แสนล้านบาท ในปีนี้ ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงได้ไม่ยากในช่วงไตรมาสที่ 2 ทว่า ในช่วงระหว่างไตรมาสนั้น เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการตอบรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจมีทิศทางคลี่คลายลงได้ เนื่องจากล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ price-in แนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เข้าขั้น Worst case scenario ที่เราได้ประเมินไว้ก่อนหน้า ดังจะเห็นได้จากการคาดหวังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ซึ่งเรามองว่า หากตลาดคาดหวัง หรือ price-in การขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ จะเริ่มสะท้อนถึงจุดพีคของความกังวลและอาจเริ่มเห็นจุดกลับตัวของหลายๆ สินทรัพย์ อย่าง บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ และของไทยได้ )

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากรูปแบบของกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเป้าราคาดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ (มีโอกาส 75% ทดสอบโซน 34 บาทต่อดอลลาร์) จากความผันผวนสูงในระยะ 1 เดือน และสอดคล้องกับระดับเงินบาทที่เหมาะสมจากปัจจัยพื้นฐาน (Bloomberg THB BEER) ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ 

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ได้พอสมควร นอกเหนือจาก พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED จนมองว่า FED มีโอกาสราว 10% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ในระยะข้างหน้า

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือน มีนาคม พร้อมรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของอังกฤษในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ จนอาจเร่งให้เงินเฟ้อของอังกฤษและยูโรโซนสูงขึ้น เพิ่มความจำเป็นของการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวจากทั้ง BOE และ ECB เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือนมีนาคม รวมถึง รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Tankan Survey) โดย BOJ ประจำไตรมาส 1 ของปี 2026 โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 93% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนมีนาคม   

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ในเดือน มีนาคม ท่ามกลางผลกระทบจากทั้งสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ฮารุดอทชลบุรี โค่นแชมป์เก่าสุพรีม 3-2 เซต ทะลุชิงวอลเลย์บอลไทยแลนด์ ลีก

ทัพวอลเลย์บอลหญิง ฮารุดอทชลบุรี ราชมงคลธัญบุรี วีซี สร้างเซอร์ไพรส์ตบดับแชมป์เก่า สุพรีม ทิทย ชลบุรี-อี เทค 3-2 เซต ลิ่วชิงชนะเลิศ วอลเลย์บอล ไทยแลนด์ ลีก 2026 เป็นครั้งแรก

การแข่งขันวอลเลย์บอลอาชีพ รายการ TVA CHANNEL วอลเลย์บอล ไทยแลนด์ ลีก 2026 รอบรองชนะเลิศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 ณ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค กรุงเทพมหานคร ไฮไลต์สำคัญอยู่ในประเภททีมหญิง เป็นการพบกันระหว่าง ฮารุดอทชลบุรี ราชมงคลธัญบุรี วีซี ลงสนามดวลกับแชมป์เก่า สุพรีม ทิทย ชลบุรี-อี เทค

เกมนี้ ฮารุดอทชลบุรี ราชมงคลธัญบุรี วีซี ส่งผู้เล่นชุดหลักนำโดย นันท์นภัส มูลจะคำกัญธิมา เอกปัชชา , ณัฏฐณิชา ใจแสน และ ณัฐวรรณ ผาดไธสง ขณะที่ทางฝั่ง สุพรีม ทิทย ชลบุรี-อี เทค ยังคงแข็งแกร่งนำทัพโดยตำนานอย่าง ปลื้มจิตร์ ถินขาว พร้อมด้วย กัตติกา แก้วพิน และ วริศรา สีทาเลิศ

รูปเกมเป็นไปอย่างเข้มข้น ผลัดกันแพ้ชนะจนต้องตัดสินกันถึงเซตสุดท้าย ก่อนจะเป็นนักตบสาว ฮารุดอทชลบุรี ราชมงคลธัญบุรี วีซี ที่โชว์หัวใจสิงห์เบียดเอาชนะไปได้แบบสุดมัน 3-2 เซต ด้วยสกอร์ 19-25, 26-24, 20-25, 25-20 และ 15-12

จากชัยชนะในนัดนี้ ส่งผลให้ ฮารุดอทชลบุรี ราชมงคลธัญบุรี วีซี สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก โดยจะเข้าไปพบกับ นครราชสีมา คิวมินซี วีซี ส่วนทางด้าน สุพรีม ทิทย ชลบุรี-อี เทค อดีตแชมป์เก่าต้องหล่นไปชิงอันดับ 3 กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอนแก่นสตาร์

สำหรับการแข่งขันใน รอบชิงชนะเลิศ และรอบชิงอันดับ 3 จะมีขึ้นในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 4-5 เมษายน 2569 นี้ ณ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


แพทย์เตือน ทำงานกลางแจ้งเสี่ยงโรคลมแดด อันตรายถึงชีวิต

  • ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น งานก่อสร้าง เกษตรกร และพนักงานขนส่ง มีความเสี่ยงสูงต่อโรคลมแดด (Heat stroke) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • สัญญาณเตือนของโรค ได้แก่ กระหายน้ำมาก อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เป็นตะคริว หากมีอาการสับสนหรือหมดสติ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินต้องรีบนำส่งแพทย์ทันที
  • นายจ้างควรจัดหาน้ำดื่มเย็นให้เพียงพอ จัดจุดพักในที่ร่ม และปรับเวลาทำงานเพื่อเลี่ยงช่วงอากาศร้อนจัด ส่วนคนงานควรดื่มน้ำบ่อยๆ และสังเกตอาการผิดปกติของตนเองและเพื่อนร่วมงาน
  • การป้องกันเบื้องต้นคือสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อนที่ระบายอากาศได้ดี และหากมีอาการผิดปกติให้รีบหยุดพักในที่เย็นและจิบน้ำหรือเกลือแร่

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า คนทำงานกลางแจ้ง เช่นงานก่อสร้าง เกษตร ขนส่ง เดลิเวอรี่ รปภ. งานถนน จะเสี่ยงโรคจากความร้อนเพราะร่างกายสร้างความร้อนจากกล้ามเนื้อในการทำงาน และยังมีความร้อนจากแสงแดด และความชื้น ทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นมาก และระบายความร้อนไม่ทัน อาการของโรคอาจจะดำเนินไปเป็น Heat stroke ได้เร็ว

ซึ่งจะต้องจับตาอาการทางสมอง เช่น อาการสับสน หมดสติ สัญญาณเตือนเริ่มต้นได้แก่ กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย/เข้ม เหนื่อยผิดปกติ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ใจสั่น ตะคริว/เกร็งกล้ามเนื้อ (โดยเฉพาะน่อง ต้นขา แขน หน้าท้อง) เมื่อมีอาการสับสน พูดไม่ชัด เดินเซ คุมสติไม่ได้ ชัก หมดสติ  ถือเป็นสัญญาณฉุกเฉินต้องรีบส่งแพทย์รักษาทันที

หัวหน้างานหรือคนงานเองควรทำการเฝ้าระวังคือก่อนเริ่มงานตรวจสอบ ว่ามีนอนน้อยเมาค้าง ท้องเสีย ไข้ หรือเพิ่งกลับมาทำงานหลังหยุดยา หรือ/เพิ่งเริ่มงานใหม่หรือไม่ เพราะจะปรับตัวกับความร้อนได้ไม่ดี ต้องค้นหาคนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ คนอ้วน เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน กินยาขับปัสสาวะ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นผู้ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และอาจจะใช้ระบบคู่หู ในการทำงาน ให้เพื่อนร่วมงาน “สังเกตกัน”

โดยเฉพาะอาการมึนงง สับสน ควรตรวจสอบและใช้ดัชนีความร้อน การเตือนอากาศร้อน หรือเครื่องวัดในพื้นที่งาน (ถ้ามี) และยกระดับมาตรการให้เข้มข้นขึ้น ตามสภาพร้อนชื้น/แดดแรง/ลมไม่มี  ควรมีน้ำดื่มเป็นระยะแม้ไม่หิวน้ำ และตรวจสอบสีปัสสาวะ โดยถ้าปัสสาวะเข้มมาก และปัสสาวะน้อย  ให้เพิ่มน้ำ พักในที่เย็น และประเมินอาการร่วม ต้องจัดสถานที่ทำงานให้มีน้ำดื่มเย็นให้เข้าถึงง่าย จุดพักร่ม/เย็น มีการพักเป็นรอบ อนุญาตให้พักหรือดื่มได้เมื่อเริ่มไม่สบายจากความร้อน และปรับระยะพักและระยะทำงานให้ร่างกายระบายความร้อนได้

ด้านนายแพทย์ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวเพิ่มเติม ถ้างานหนัก/เหงื่อมากหลายชั่วโมง ควรมี เครื่องดื่มเกลือแร่/อิเล็กโทรไลต์ ควบคู่  การปรับเวลางานตามความร้อน ถ้าเป็นคนงานใหม่ ให้ทำงานวันแรกไม่เกิน 20% ของเวลาทำงานในที่ร้อน และเพิ่มไม่เกิน 20% ต่อวัน ถ้าคนงานที่เคยทำมาก่อน กลับมาหลังหยุด ให้ค่อยๆเพิ่ม จาก 50% ทีละ 10% จนทำเต็มที่ใน 4 วัน ปรับงานตามเวลา

โดยงานหนักย้ายไปช่วงเช้า/เย็น ใช้การหมุนเวียนงาน (job rotation) ลดช่วงออกแรงต่อเนื่องหรือ เพิ่มรอบพักเมื่อ อากาศร้อนชื้นขึ้น แดดแรง ลมไม่มี หรือใส่ PPE ควรใส่เสื้อผ้าระบายอากาศสีอ่อน หลวม   มีหมวกกันแดด หัวหน้างานอาจให้แนวทางสั้นๆ เช่น ถ้ามีอาการเล็กน้อย ถึง ปานกลาง เช่น หิวน้ำมาก เหงื่อออกจนชุ่มตัว  เป็นตะคริว เวียนหัวคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ต้องหยุดทำงานทันที ย้ายเข้าร่ม ที่เย็น คลายเสื้อผ้า ทำให้เย็นโดยใช้ผ้าเปียก ราดน้ำ ร่วมกับ พัดลม จิบน้ำ หรือ เกลือแร่ถ้ารู้สึกตัวดี กลืนได้ ไม่อาเจียน ห้ามปล่อยให้อยู่คนเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


a an the ใช้ยังไง? สรุปหลักการเติม Article แกรมม่าเป๊ะฉบับเข้าใจง่าย เลิกสับสนเด็ดขาด

ภาษาไทยของเราเวลาจะพูดถึงสิ่งของต่างๆ เราสามารถพูดชื่อสิ่งนั้นออกมาได้เลย เช่น “ฉันมีหมา” หรือ “ฉันซื้อรถ” แต่ในภาษาอังกฤษ กฎไวยากรณ์บังคับให้เราต้องมีคำนำหน้าคำนามเสมอ ซึ่งทำให้คนไทยจำนวนมากเกิดคำถามยอดฮิตว่า a an the ใช้ยังไง และมักจะเผลอแต่งประโยคตกหล่นไปอย่างน่าเสียดาย

คำนำหน้าคำนามเหล่านี้เรียกว่า Articles ครับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแกรมม่าภาษาอังกฤษที่ใช้บอก “จำนวน” และ “ความเจาะจง” ของสิ่งที่เรากำลังพูดถึง หากเราใช้ผิดความหมายของประโยคอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้ วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาแกะรอยหลักการใช้ a, an และ the แบบเข้าใจง่าย ไม่ต้องท่องจำให้ปวดหัว พร้อมเจาะลึกข้อยกเว้นที่ข้อสอบชอบออกและฝรั่งใช้บ่อย รับรองว่าอ่านจบแล้วคุณจะแต่งประโยคได้อย่างมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ!

รู้จักกับ Articles ทั้ง 2 ประเภทก่อนเริ่มใช้งาน

ก่อนจะไปดูว่าแต่ละตัวใช้ต่างกันอย่างไร เราต้องแบ่งกลุ่ม Articles ออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามระดับความ “เจาะจง” ครับ

1. Indefinite Articles (ไม่เจาะจง): ได้แก่คำว่า a และ an

ใช้เมื่อพูดถึงสิ่งของทั่วไปที่มีแค่ 1 ชิ้น (เอกพจน์) นับได้ และคนฟังไม่รู้ว่าเราหมายถึงชิ้นไหนอย่างแน่ชัด เช่น ฉันอยากได้ปากกาสักด้ามหนึ่ง (ด้ามไหนก็ได้)

2. Definite Article (เจาะจง): ได้แก่คำว่า the

ใช้เมื่อพูดถึงสิ่งของที่คนพูดและคนฟัง “รู้กันอยู่แล้ว” ว่าคือชิ้นไหน อันไหน หรือเป็นสิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก สามารถใช้ได้ทั้งกับคำนามเอกพจน์ พหูพจน์ นับได้ และนับไม่ได้ครับ

กฎการใช้ a และ an (พูดถึงของ 1 สิ่ง แบบไม่เจาะจง)

กฎพื้นฐานคือ ทั้ง a และ an แปลว่า “หนึ่ง” ใช้กับคำนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์ (Singular Countable Noun) เท่านั้น แต่มีจุดที่ต้องระวังคือ “เสียง” ขึ้นต้นของคำนามนั้นๆ ครับ

การใช้ a

ใช้นำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วย “เสียงพยัญชนะ” ทั่วไป

  • a cat (แมวหนึ่งตัว)
  • a book (หนังสือหนึ่งเล่ม)
  • a car (รถหนึ่งคัน)

การใช้ an

ใช้นำหน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วย “เสียงสระ” (อ อ่าง) ได้แก่ a, e, i, o, u เพื่อให้เวลาพูดออกเสียงเชื่อมกันได้ลื่นไหลขึ้น

  • an apple (แอปเปิลหนึ่งลูก)
  • an elephant (ช้างหนึ่งตัว)
  • an umbrella (ร่มหนึ่งคัน)

ข้อควรระวัง (ข้อยกเว้นที่คนมักพลาด): เราจะดูที่ “เสียงอ่าน” ไม่ใช่ตัวอักษรแรกนะครับ!

  • an hour (ชั่วโมง) ใช้ an เพราะตัว h ไม่ออกเสียง แต่เริ่มต้นด้วยเสียง อ อ่าง (อาว-เออร์)
  • a university (มหาวิทยาลัย) ใช้ a เพราะตัว u ออกเสียงเป็น ย ยักษ์ (ยู-นิ-เวอ-ซิ-ตี้) ไม่ใช่เสียง อ อ่าง

กฎการใช้ the (พูดแบบเจาะจง รู้กันว่าคืออันไหน)

คำว่า the ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเอกพจน์ พหูพจน์ หรือการนับได้/นับไม่ได้ครับ แต่เราจะใช้ the ในสถานการณ์ต่อไปนี้:

1. เมื่อพูดถึงสิ่งที่เจาะจง หรือพูดซ้ำเป็นรอบที่สอง

  • I saw a dog. The dog was very cute. (ฉันเห็นหมาตัวหนึ่ง หมาตัวนั้นน่ารักมาก ข สังเกตว่าประโยคแรกใช้ a เพราะเพิ่งกล่าวถึง แต่ประโยคหลังใช้ the เพราะรู้แล้วว่าคือหมาตัวที่เพิ่งเห็น)
  • Can you pass me the pen on the table? (ช่วยหยิบปากกาที่อยู่บนโต๊ะให้หน่อยได้ไหม? ข เจาะจงว่าเป็นด้ามที่อยู่บนโต๊ะเท่านั้น)

2. สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกหรือในธรรมชาตินั้นๆ

  • The sun is shining. (ดวงอาทิตย์กำลังส่องสว่าง)
  • We looked at the moon. (พวกเรามองไปที่ดวงจันทร์)
  • The internet has changed our lives. (อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนชีวิตพวกเรา)

ตาราง: เปรียบเทียบการพูดแบบ “ไม่เจาะจง (a/an)” กับ “เจาะจง (the)”

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุดว่า a an the ใช้ยังไงในบริบทจริง ลองดูตารางเปรียบเทียบความหมายของประโยคเมื่อเราเปลี่ยน Article ดูครับ

สถานการณ์ (Situation)ประโยคแบบไม่เจาะจง ใช้ a / an (General)ประโยคแบบเจาะจง ใช้ the (Specific)ความหมายที่ต่างกัน (Difference)
การขอยืมหนังสือCan I borrow a book?Can I borrow the book?ประโยคแรกขอยืมหนังสืออะไรก็ได้ 1 เล่ม ประโยคหลังขอยืมหนังสือ “เล่มนั้น” (ที่รู้กันอยู่แล้วว่าเล่มไหน)
การพูดถึงคุณหมอI need to see a doctor.I need to see the doctor.ประโยคแรกหมายถึงไปหาหมอคนไหนก็ได้ (เพราะป่วย) ประโยคหลังหมายถึงไปหาหมอประจำตัว หรือหมอที่นัดไว้
การหาที่จอดรถLet’s find a parking space.Let’s go to the parking space.ประโยคแรกคือขับวนหาที่จอดที่ไหนก็ได้ที่ว่าง ประโยคหลังคือมุ่งหน้าไปที่ลานจอดรถเฉพาะที่เรารู้จัก

กฎการไม่เติม Article เลย (Zero Article)

ในภาษาอังกฤษมีคำนามบางประเภทที่เราไม่ต้องใส่ a, an, หรือ the นำหน้าเลย (ปล่อยโล่งไว้ได้เลย) ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มคำต่อไปนี้ครับ:

  • ชื่อคน ชื่อเมือง ชื่อประเทศ: Bangkok, Thailand, John (ยกเว้นบางประเทศที่มีคำว่า States, Republic, Kingdom ต้องมี the เช่น The USA, The UK)
  • คำนามพหูพจน์ที่พูดแบบกว้างๆ ทั่วไป: Cats are cute. (แมวน่ารัก ข หมายถึงแมวทุกตัวบนโลก ไม่ต้องใส่ The cats)
  • มื้ออาหารและกีฬา: I play football. / Let’s have breakfast.
  • วิชาเรียนและภาษา: I study English. / She likes math.

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. คำว่า the ควรอ่านออกเสียงว่า “เดอะ” หรือ “ดิ” ดี?

ขึ้นอยู่กับคำนามที่ตามหลังมาครับ!

ถ้าคำนามขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะ ให้อ่านว่า “เดอะ” (เช่น the car)

ถ้าคำนามขึ้นต้นด้วยเสียงสระ (a, e, i, o, u) ให้อ่านว่า “ดิ” (เช่น the apple, the earth) ครับ

2. I go to school กับ I go to the school ความหมายต่างกันไหม?

ต่างกันมากครับ!

I go to school. (ไม่ใส่ the) หมายถึง ฉันไปโรงเรียนเพื่อไป “เรียนหนังสือ” (ทำหน้าที่ของนักเรียน)

I go to the school. (ใส่ the) หมายถึง ฉันเดินทางไปที่ตัวอาคารโรงเรียน (อาจจะไปซ่อมไฟ ไปรับลูก หรือไปทำธุระ ไม่ได้ไปในฐานะนักเรียน)

3. ใส่ a หน้า water (น้ำ) ได้ไหม?

ไม่ได้ครับ เพราะ water เป็นคำนามนับไม่ได้ (Uncountable Noun) เราไม่สามารถพูดว่า a water ได้ แต่ถ้าเรานำน้ำไปใส่ภาชนะ เราสามารถนับที่ภาชนะแทนได้ครับ เช่น a bottle of water (น้ำ 1 ขวด) หรือ a glass of water (น้ำ 1 แก้ว)

4. เครื่องดนตรีต้องใส่ Article ไหม?

เวลาพูดถึงการ “เล่น” เครื่องดนตรี ในภาษาอังกฤษบังคับให้ต้องใส่ the นำหน้าเสมอครับ เช่น I play the piano. หรือ He plays the guitar.

5. ภูเขา แม่น้ำ ต้องมี the หรือไม่?

ชื่อแม่น้ำ มหาสมุทร และเทือกเขา (ที่เป็นกลุ่มพหูพจน์) ต้องใส่ the เสมอครับ เช่น The Chao Phraya River, The Pacific Ocean, The Alps แต่ถ้าเป็นชื่อภูเขาโดดๆ ลูกเดียว ไม่ต้องใส่ครับ เช่น Mount Everest (ไม่มี The)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


‘ซีเกท’ เชื่อมั่นลงทุนไทย ปักหมุดฐานผลิตโลก รับคลื่น AI–ข้อมูล

  • ซีเกท ยืนยันความเชื่อมั่นและพร้อมขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
  • ยกไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในเครือข่ายระดับโลก 
  • มองการเติบโตของ AI และข้อมูลมหาศาล เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูล 
  • ยันไม่คิดย้ายฐานการผลิตออกจากไทยแม้ค่าแรงจะปรับตัวสูงขึ้น การตัดสินใจลงทุนอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยี ระบบนิเวศ บุคลากร

ท่ามกลางกระแส AI ที่เร่งให้ความต้องการข้อมูลพุ่งทั่วโลก “ซีเกท” ย้ำความเชื่อมั่นไทย พร้อมเดินหน้าลงทุน ปักหมุดเป็นฐานการผลิตระดับโลก 

เค.เอฟ. ชอง รองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการระดับโลก ซีเกท เทคโนโลยี ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลระดับโลก กล่าวว่า ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และพร้อมขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ปัจจุบัน ไทยมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของซีเกท โดยมีการดำเนินงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงไปจนถึงการประกอบฮาร์ดไดรฟ์ทั้งระบบ

เหตุผลที่ซีเกทเลือกไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์มานานกว่า 40 ปี ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ 1. ทำเลที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค 2. การสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากภาครัฐและสถาบันต่าง ๆ และ 3. ความพร้อมของกลุ่มบุคลากรที่มีความสามารถ

ยืนยันว่าจะไม่ย้ายฐานการผลิตแม้ค่าแรงปรับตัว เพราะการตัดสินใจของซีเกทอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีและระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ

ดังนั้นแม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของบุคลากรและศักยภาพด้านปฏิบัติการ ทำให้ไทยยังคงเป็นตัวเลือกหลัก

ซีเกทไม่เปิดเผยสัดส่วนการผลิตในไทย แต่ยืนยันว่าเป็นฐานสำคัญที่มีมูลค่าสูงในซัพพลายเชนทั่วโลก หลังจากนี้พร้อมเดินหน้าลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถการผลิต โดยมุ่งเพิ่มทั้งคุณภาพ กำลังการผลิต และเทคโนโลยี

ที่ผ่านมามีการนำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ในการผลิตที่ไทยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนในกระบวนการผลิต เทคโนโลยี และหัวอ่าน รวมถึงการพัฒนาบุคลากร

ดาต้าบูม เขย่าโครงสร้างสตอเรจโลก

ผู้บริหารซีเกทมีมุมมองต่อภูมิทัศน์ธุรกิจสตอเรจว่า มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รับอานิสงส์การเติบโตของ AI รวมไปถึงคลาวด์ วิดีโอ ระบบออโตเมชัน การเชื่อมต่อกันของอุปกรณ์ และบริการต่าง ๆ บนดิจิทัล

วันนี้การเติบโตของข้อมูลไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรแต่เป็น “เชิงโครงสร้าง”คาดว่าสิ้นทศวรรษนี้โลกจะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นหลายร้อยเซตตะไบต์

ไอดีซี ระบุว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีกำลังสร้าง ข้อมูลในปริมาณที่มากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากปี 2548 ที่มีปริมาณน้อยกว่า 1 เซตตะไบต์ เมื่อถึงปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 72 เซตตะไบต์ และมีการคาดการณ์ว่าปี 2572 จะเพิ่มขึ้นไปแตะ 527 เซตตะไบต์

AI ได้ทำให้ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

แม้เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลจะก้าวหน้าไปมาก แต่ปัจจุบัน 87% ของพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ยังคงทำงานบนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เป็นหลัก และคาดว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าความต้องการความจุของฮาร์ดไดรฟ์ประเภทเนียร์ไลน์จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20%

ดันโรดแมป 100TB รับดีมานด์ข้อมูล

ชองเผยว่า กลยุทธ์ของซีเกทเน้นการเพิ่มความจุข้อมูลต่อหนึ่งดิสก์เพื่อให้ใช้พื้นที่และใช้พลังงานน้อยลง ขณะเดียวกันลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน

อย่าง Mozaic™ 4+ เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้เทคโนโลยี Heat-Assisted Magnetic Recording (HAMR) เพียงรายเดียวของอุตสาหกรรมที่ได้รับการติดตั้งใช้งานในระดับการผลิตจริง มอบทั้งขีดความสามารถในการขยายระบบ ประสิทธิภาพการทำงาน และความคุ้มค่า

พร้อมเดินหน้าต่อสู่โรดแมปการพัฒนาเพื่อเพิ่มความจุต่อแผ่นดิสก์จากระดับมากกว่า 4TB ในปัจจุบัน ไปสู่เป้าหมาย 10TB ต่อแผ่นในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้สามารถพัฒนาฮาร์ดไดรฟ์ที่มีความจุรวมสูงสุดถึง 100TB ได้

จุดต่างของซีเกทไม่ใช่เรื่องของความจุ แต่เป็นการคาดการณ์อนาคตที่สามารถรองรับการจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโฉมสถาปัตยกรรม ตอบโจทย์ทั้งด้านความจุ พลังงาน รองรับโครงสร้างพื้นฐานไอทียุคใหม่รวมถึง AI

ท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอน ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์มีพลวัตตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษี (Tariffs) หรือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ซีเกทมีการเตรียมแผนบรรเทาผลกระทบ และมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ยืนยันว่าสถานะปัจจุบันยังคงมีเสถียรภาพ ความท้าทายจากภายนอกยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ การดำเนินงานยังเป็นไปตามปกติ สามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ตามพันธสัญญา และบริษัทยังอยู่ในสภาวะที่มั่นคง

ไทยฮับ ‘ผลิต-วิจัย’ ครบวงจร

นรเชษฐ์ แซ่ตั้ง ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย และรองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า ฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นระบบที่สมบูรณ์ (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรม 4.0 โดยนำ AI และแมชีนเลิร์นนิงมาใช้ในกระบวนการผลิตหัวอ่านที่มีความละเอียดสูงระดับนาโนเมตรเพื่อประสิทธิภาพและคุณภาพสูงสุด

ขณะเดียวกัน มีความยั่งยืนเป็นแกนหลัก ให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ ในประเทศ เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

นอกเหนือจากการเป็นฐานการผลิตแล้ว ซีเกท ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนา โดยทั้งโรงงานเทพารักษ์และโรงงานโคราชมีบทบาทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการศึกษาเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง

จุดเด่นของซีเกทในไทย คือการผสานความเชี่ยวชาญทางเทคนิค เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติขั้นสูง การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยบริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักวิจัย และช่างเทคนิคจำนวนมาก

ต่อข้อซักถามเรื่องที่สหรัฐฯ พยายามดึงบริษัทเทคโนโลยีกลับไปผลิตในประเทศนั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสมประสบการณ์และความรู้ ซึ่งประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในจุดนี้และมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทำให้ไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกสำหรับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล

ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอก ซีเกทมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีแผนสำรองฉุกเฉิน ทั้งในด้านการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และการจัดการซัพพลายต่าง ๆ

พร้อมระบุว่า ธุรกิจฮาร์ดดิสก์ไม่ใช่ขาลง แม้ตลาดผู้บริโภคชะลอ แต่ดีมานด์ข้อมูลจากคลาวด์ ดาต้าเซนเตอร์ และ AI ยังเติบโตอย่างมหาศาล

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


“บุก” ดีต่อสุขภาพ แต่ควรระวังในการกิน เพื่อการลดน้ำหนัก

บุก ถือว่าเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนที่กำลังลดน้ำหนัก ลดความอ้วน เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แต่กินแล้วอยู่ท้อง และสามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างง่ายดาย และหลากหลาย แต่จริงๆ แล้วยังมีข้อควรระวังในการกินบุกเพื่อลดน้ำหนักที่หลายคนอาจไม่เคยรู้อยู่ด้วย

บุก เป็นพืชที่มีใยอาหารสำคัญที่เรียกว่า กลูโคแมนแนน (Glucomannan) ทางการแพทย์และผู้ประกอบการใช้ในการผลิตเป็นอาหารเสริมเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก และช่วยลดระดับคอเรสเตอรอล รวมถึงทางด้านอุตสาหกรรมใช้ความข้นหนืดของสารกลูโคแมนแนนทำให้เกิดเจลในการทำผลิตภัณฑ์เจลลี่และแยม

ดร.วนะพร ทองโฉม นักวิชาการโภชนาการ ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า เราสามารถเลือกรับประทานบุกให้เป็นหนึ่งในอาหารในช่วงลดน้ำหนักได้ จากการที่บุกมีเส้นใยอาหารที่ละลายในน้ำได้อยู่สูง รวมถึงให้พลังงานต่ำ สามารถนำมารับประทานแทนอาหารประเภทเส้นที่มักจะทำมาจากแป้งอื่นๆ แทนได้ โดยบุกจำนวน 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 10 กิโลแคลอรี่เท่านั้น จึงเป็นอาหารที่แทนอาหารประเภทเส้นได้เป็นอย่างดี (เทียบกับวุ้นเส้นที่ให้พลังงาน 60 กิโลแคลอรี่ ไปจนถึงบะหมี่เหลืองที่ให้พลังงานมากกว่า 200 กิโลแคลอรี่)

ประโยชน์ของบุก

สารอาหารของบุกอาจมีไม่มากหรือไม่โดดเด่น ส่วนใหญ่บุกจะมีใยอาหารที่ละลายในน้ำได้ ซึ่งจากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ใยอาหารของบุกที่เรียกว่า กลูโคแมนแนน (Glucomannan) ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด และช่วยลดน้ำหนักได้

อย่างไรก็ตาม การปรุงอาหารด้วยบุกเป็นปัจจัยสำคัญว่าเราจะได้รับประโยชน์จากบุกมากน้อยแค่ไหน หากอยากให้บุกช่วยร่างกายในเรื่องต่างๆ ก็ควรจะปรุงอาหารด้วยบุกอย่างถูกวิธีกันด้วย เช่น การใส่บุกลงไปในอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง บุกก็ไม่สามารถช่วยลดน้ำตาลและไขมันในเลือดได้เช่นกัน

ข้อควรระวังในการกินบุก เพื่อการลดน้ำหนัก

  1. การเลือกกินบุกเพื่อช่วยลดน้ำหนัก คือการกินบุกก่อนมื้ออาหาร เพื่อช่วยให้อิ่มท้องเร็วขึ้น กินอาหารอื่นๆ ได้ลดลง จึงทำให้ลดน้ำหนักได้ แต่จริงๆ แล้วในทางการแพทย์ อยากให้ควบคุมปริมาณอาหารที่กินให้เหมาะสม ไม่มุ่งเน้นที่ตัวเลขของน้ำหนักมากจนเกินไป ควรเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณของแต่ละหมู่ที่ไม่มากเกินไป และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจะดีที่สุด
  2. ข้อมูลจากเว็บไซต์ Hello คุณหมอ ระบุว่า เด็กเล็กและหญิงมีครรภ์ ควรระมัดระวังในการรับประทานบุก โดยเด็กเล็กอาจเสี่ยงติดคอได้ ส่วนในหญิงตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดได้เช่นกัน
  3. บางรายที่มีอาการไวต่ออาหารประเภทใยอาหาร การกินบุกอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสียได้ หากมีอาการท้องอืด หรือท้องผูกหลังกินบุก ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น
  4. กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อุดตัน และอื่นๆ การกินบุกซึ่งเป็นอาหารที่มีใยอาหารสูง อาจเป็นอันตรายได้ ควรปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณที่กินอย่างเหมาะสม
  5. ในบางรายอาจพบอาการแพ้บุกได้ หากรับประทานบุกแล้วมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น กายใจติดขัด หรือหัวใจเต้นเร็ว ควรหยุดกินแล้วรับพบแพทย์ทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 30/3/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a69,800.0070,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,512.0068,401.9270,800.00
ทองรูปพรรณ 90%4,060.8061,561.73n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,609.6054,721.54n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,030.4030,780.86n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,579.2023,940.67n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,675.6570,882.85n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 30/3/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9541.0541.0541.5541.0541.0541.0541.0541.0541.05
แก๊สโซฮอล์ 9140.6840.6840.9340.6840.6840.6840.6840.6840.68
แก๊สโซฮอล์ E2036.0536.0536.5536.0536.0536.0536.0536.05
แก๊สโซฮอล์ E8532.7932.7932.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม52.0457.5449.8452.04
เบนซิน 9549.6457.5150.1449.7949.64
ดีเซล38.9438.9438.9438.9438.9438.9438.9438.9438.94
ดีเซลพรีเมี่ยม54.6456.8457.8456.8454.64
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า