สาระน่ารู้ประจำวันที่ 03 เมษายน 2569

ซัพพลายเชนโลกป่วน‘ต่างชาติ’แห่ย้ายฐาน! ไทยรับอานิสงส์‘อสังหาเพื่ออุตสาหกรรม’บูมยาว

แรงกระเพื่อมจากสงครามตะวันออกกลาง ผสานนโยบายภาษีสหรัฐ เร่งซัพพลายเชนโลก “ย้ายฐาน-กระจายความเสี่ยง” ดันไทยขึ้นแท่นเป้าหมายลงทุนใหม่ พรอสเพค ปรับยุทธศาสตร์สู่ “Industrial Hub”

รัชนี มหัตเดชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ระบุว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บวกกับแรงกดดันจากนโยบายภาษีของสหรัฐ  เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่พลิกโฉมโครงสร้างการผลิตโลกอย่างมีนัยสำคัญ 

นักลงทุนทั่วโลกกำลังเร่งปรับกลยุทธ์จากเดิมที่พึ่งพาจีนเป็นฐานหลัก สู่โมเดล China Plus One/Plus Two เพื่อกระจายความเสี่ยงแกนสำคัญไม่ใช่แค่ “ต้นทุน” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่อง “เสถียรภาพ” และความต่อเนื่องของการผลิต (Stability & Continuity) โดยเฉพาะในยุคที่ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ทุกไตรมาส

“สัญญาณชัดเจน คือ นักลงทุนจากตะวันออกกลางเริ่มหันมาสำรวจโอกาสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น สะท้อนการเคลื่อนย้ายทุนครั้งใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไม่พึ่งพาการผลิตในประเทศเดียวอีกต่อไป โดยเน้นความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการผลิต”

ไทยขึ้นแท่น Preferred Choice ดึงทุนโลก

ท่ามกลางการแข่งขันในภูมิภาค ประเทศไทยยังคงรักษาสถานะ “ตัวเลือกหลัก” ของนักลงทุนต่างชาติ ด้วยจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่หลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ อาหาร และแปรรูปอาหารฐาน การผลิตสำคัญของโลกยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มี Ecosystem แข็งแกร่ง 

Data Center เทรนด์ใหม่ที่เติบโตตามเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด (Green Energy) ที่เป็นเมกะเทรนด์ เมื่อเทียบกับเวียดนามที่เด่นด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ตโฟน ไทยยังมีความได้เปรียบเชิงความหลากหลายอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตระยะยาว

โมเดล “2 ขา” สร้างสมดุลรายได้

พรอสเพค วางโครงสร้างธุรกิจแบบ 2 ขา เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.ธุรกิจให้เช่า คลังสินค้าและโรงงาน สร้างรายได้ประจำ 2.นิคมอุตสาหกรรม รองรับลูกค้าที่ต้องการถือครองสินทรัพย์

ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตพื้นที่รวมกว่า 1 ล้านตร.ม. โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในเขตปลอดอากร (Free Zone) ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญด้านสิทธิประโยชน์ภาษี การเลือกทำเลถือเป็นหัวใจสำคัญของเกมนี้! พรอสเพคปักธงใน 3 โซนยุทธศาสตร์ ได้แก่ บางนา-ตราด ศูนย์กลางโลจิสติกส์ดั้งเดิม โซน EEC จังหวัดชลบุรี-ฉะเชิงเทรา  ประตูสู่การลงทุนต่างชาติ และวังน้อย จังหวัดอยุธยา เป็นฮับกระจายสินค้าในประเทศ ทั้ง 3 พื้นที่เชื่อมโยงโครงข่ายซัพพลายเชนครบวงจร ตอบโจทย์ทั้งผู้ผลิตและโลจิสติกส์

“ภาพรวมตลาดล่าสุดสะท้อนการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยดีมานด์เช่าพื้นที่เร่งตัวแรงพรอสเพคส ปิดดีลใหม่ได้กว่า 150,000 ตร.ม. ขณะที่ระยะเวลาปิดการขายลดลงเหลือ 3-6 เดือน จากเดิมยาวนานกว่านั้น”

แรงหนุนหลักมาจากการย้ายฐานผลิต การเติบโตของธุรกิจ E-Commerce และการขยายตัวของการค้าโลก ส่งผลให้อัตราการต่อสัญญาสูงถึง 98% ช่วยล็อกฐานรายได้ระยะยาว

นอกจากนี้บริษัทเปิดตัว “BFTZ 4 บางปะกง” แฟลกชิปสำคัญที่มีอัตราเช่ามากกว่า 90% ด้วยจุดเด่น “Industrial Cluster” ที่รวบรวมผู้ประกอบการในซัพพลายเชนเดียวกันมาอยู่ในพื้นที่เดียว ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่ม โมเดลนี้กำลังเป็น “มาตรฐานใหม่” ของนิคมอุตสาหกรรมยุคถัดไป

 นิคมบางปะกง Growth Engine ใหม่

อีกก้าวสำคัญคือโครงการนิคมอุตสาหกรรมบางปะกง บนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ในเขต EEC ซึ่งตั้งเป้ามูลค่าขายที่ดิน 8,500-8,800 ล้านบาท จะเป็นฐานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเดินหน้าโรดโชว์ดึงนักลงทุนจากเอเชียต่อเนื่อง โดยแผนระยะกลาง (2569-2570) เตรียมงบลงทุน 1,500 ล้านบาท พัฒนาโครงการใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ เทพารักษ์ บางนา กม.20 และวังน้อย เป้าหมายคือขยายพื้นที่รวม 2 ล้าน ตร.ม.รับคลื่นลงทุนรอบใหม่

“ท่ามกลางความผันผวน บริษัทมุ่งรักษาสมดุลพอร์ต คุมสัดส่วนอุตสาหกรรมไม่ให้กระจุกตัว รักษาอัตราการเช่าเฉลี่ย 95-96% กระจายผู้เช่าตามอุตสาหกรรมและสัญชาติ ใช้กลยุทธ์ขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง โดยเตรียมนำ BFTZ 4 เข้ากองทรัสต์ มูลค่าไม่เกิน 5,040 ล้านบาท”

รับมือความเสี่ยงโลกผันผวน-ต้นทุนพุ่ง

ความท้าทายหลักยังคงเป็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ราคาวัสดุก่อสร้างที่ผันผวนตามราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง พรอสเพค จึงเลือก “โตอย่างมีวินัย” ไม่เร่งขยายเกินศักยภาพ แต่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิมควบคู่การลงทุนใหม่ พร้อมทรานส์ฟอร์มจากผู้พัฒนาอสังหาฯ สู่การเป็น “Industrial Hub” ไม่ใช่แค่พื้นที่เช่า แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง ผู้ผลิต โลจิสติกส์ ซัพพลายเชน เทคโนโลยี เพราะหัวใจคือการสร้าง Ecosystem และ Industrial Clusterที่แข็งแกร่ง

ควบคู่กับการผลักดัน Ease of Doing Business ในวันที่โลกกำลัง “จัดระเบียบใหม่” ทางเศรษฐกิจ ไทยจึงไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “จุดหมาย” ของทุนโลก และสำหรับพรอสเพค นี่ไม่ใช่แค่จังหวะเติบโตแต่คือโอกาสยกระดับสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


แสนสิริ อสังหาฯ รายใหญ่ ออกประกาศช่วยเหลือค่าครองชีพพนักงาน

  • แสนสิริออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพพนักงาน เพื่อรับมือกับราคาสินค้าและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • พนักงานจะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษคนละ 1,000 บาท ในเดือนเมษายน 2569
  • บริษัทจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมหากจำเป็น

ท่ามกลางความตึงเครียดและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในภูมิภาค หากแต่แผ่ขยายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะด้านพลังงานที่เป็นหัวใจสำคัญของการผลิตและการขนส่ง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผ่านต้นทุนไปยังภาคธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ยิ่งได้รับแรงกระแทกโดยตรง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ลุกลามไปสู่ราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ทำให้ “ค่าครองชีพ” กลายเป็นประเด็นใกล้ตัวที่ประชาชนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาวะดังกล่าวไม่เพียงบีบกำลังซื้อของครัวเรือน แต่ยังสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างต่อเนื่อง

จากผลพวงดังกล่าวบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ไม่นิ่งนอนใจ ได้ออกประกาศช่วยเหลือค่าครองชีพพนักงานเป็นรายแรกๆดังนี้ ด้วยบริษัทฯได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ซึ่งทั่วโลกกาลังเผชิญกับ ความผันผวนของราคาน้ามันดิบในตลาดโลกอย่างรุนแรง จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ามันสาคัญ ทาให้เกิดความผันผวนของวิกฤตราคาน้ามันในตลาดโลกส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาน้ามันได้เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อค่าใช้จ่ายพื้นฐานประจาวันของพนักงาน

ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทที่จะดูแล และบรรเทาความเดือดร้อนของพนักงาน บริษัทฯ จึงได้ออกมาตรการพิเศษ “เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ เดือนละ 1000 บาท” ในเดือนเมษายน 2569 นี้ และจะติดตามภาวะค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง หากราคาสินค้าพื้นฐานมีการเปลี่ยนแปลง จะพิจารณาให้เหมาะสมและจะมีประกาศให้ทราบต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3 เม.ย.69 ‘แข็งค่า‘ หวังสงครามคลี่คลาย

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 3 เม.ย. แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.78 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่หนุนการแข็งค่ามาจากความหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง โดยเฉพาะประเด็นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • การแข็งค่ายังสอดคล้องกับการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการฟื้นตัวของราคาทองคำ
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ที่ 32.40-32.80 บาทต่อดอลลาร์ แต่เตือนว่าตลาดยังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยความไม่แน่นอน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.80 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down หลังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (แกว่งตัวในกรอบ 32.56-32.81 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง 

สอดคล้องกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ อย่างน้อยในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ตามรายงานข่าวว่า ทางการอิหร่านกับทางการโอมาน ได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางในการบริหารการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าวร่วมกัน 

ขณะเดียวกัน นานาประเทศต่างร่วมมือกันเพื่อแก้ไขสถานการณ์การเดินเรือในพื้นที่ช่องแคบ Hormuz แม้ว่า ในช่วงก่อนหน้า บรรยากาศในตลาดการเงินจะถูกกดดันบ้าง จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่สะท้อนถึงความเสี่ยงที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น จนทำให้สถานการณ์อาจยืดเยื้อกว่าคาด 

นอกจากนี้ ความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้นั้น ยังช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยรีบาวด์ขึ้นบ้าง และทรงตัวเหนือโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาทสูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis เทียบกับสิ่งที่บรรดาผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่)

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในคืนวันศุกร์นี้ นอกจากนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินที่เบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากวันหยุด Good Friday ของหลายตลาดการเงิน อาจทำให้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways (ทว่า เงินบาทยังอยู่ในช่วงผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้กรอบการแกว่งตัวมีโอกาสกว้างกว่าปกติได้มาก) โดยโซนแนวรับยังคงอยู่ในช่วง 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์)

ทั้งนี้ ความหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz อาจช่วยหนุนให้บรรยากาศในตลาดการเงิน กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยได้บ้าง โดยเฉพาะในส่วนของบอนด์ไทย หลังล่าสุด ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ระบุว่า นโยบายการเงินอาจไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในส่วนของการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-driven shock) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินถึงความจำเป็นในการปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยท่าทีของผู้ว่าฯ ธปท. ดังกล่าว อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธปท. ลงบ้าง สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ต่างชาติในช่วงนี้ ที่เริ่มออกมาแนะนำการทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทย หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นมาพอควรและสะท้อนถึงความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท. ไปแล้วระดับหนึ่ง  

และเนื่องจากปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินจะเบาบางลงในช่วงวันหยุด Good Friday ซึ่งในช่วงต้นสัปดาห์หน้าจะเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทยเช่นกัน ทำให้ เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในตลาดการเงินที่อาจพุ่งสูงขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงหากในช่วงวันหยุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ เห็นแนวทางที่สถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้ชัดเจน 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนไปตามกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยข่าวความพยายามในการแก้ไขปัญหาการเดินเรือในพื้นที่ช่องแคบ Hormuz ได้หนุนการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังถูกกดดันจากการปรับตัวลงหนักของ Tesla -5.4% หลังบริษัทรายงานยอดส่งมอบรถยนต์ที่ออกมาแย่กว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.11% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.18%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.18% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยในช่วงแรกตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันจากท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่เพิ่มความเสี่ยงว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น ก่อนที่ตลาดหุ้นยุโรปจะรีบาวด์ขึ้นบ้าง ตามรายงานข่าวความพยายามในการเปิดการเดินเรือในพื้นที่ช่องแคบ Hormuz

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงสู่ระดับ 4.30% ตามความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ อย่างน้อยในส่วนของการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่เริ่มเห็นสัญญาณการร่วมมือกันระหว่างนานาประเทศ อย่าง โอมานกับทางการอิหร่าน ในการแก้ไขปัญหาการเดินเรือที่หยุดชะงักในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ก่อนปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ จากภาพความผันผวนของตลาดบอนด์ที่ยังสูงอยู่ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง สอดคล้องกับการทยอยย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ โดยเฉพาะในส่วนของการเดินเรือผ่านพื้นที่ช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8-100.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลง กอปรกับการย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมา รีบาวด์สูงขึ้นเข้าใกล้โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ แม้ว่าจะเป็นช่วงวันหยุด Good Friday ของหลายตลาดการเงิน ที่อาจทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลง ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญอย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ นอกเหนือจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED 

ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) ของจีน ในเดือนมีนาคม เพื่อประเมินแนวโน้มภาคธุรกิจในส่วนของภาคบริการ เน้นธุรกิจขนาดเล็กและกลาง

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ไทยอยู่โถไหน? สรุป 24 ทีมชาติที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย เอเชียนคัพ 2027

ศึกเอเชียน คัพ 2027 ได้ข้อสรุปทีมผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายเกือบครบแล้ว โดยมีทั้งหมด 23 ชาติที่การันตีตั๋วจาก 24 ทีม

โดยการแข่งขันรอบสุดท้ายจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 7 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2570 โดยมี ซาอุดีอาระเบีย รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ

สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบ แบ่งออกเป็น

  • เจ้าภาพ 1 ทีม = ซาอุดีอาระเบีย
  • 17 ทีมจากรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบสอง = ออสเตรเลีย, อิรัก, อิหร่าน, อุซเบกิสถาน, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, โอมาน, ปาเลสไตน์, บาห์เรน, จอร์แดน, จีน, อินโดนีเซีย, เกาหลีเหนือ, คูเวต, คีร์กิซถาน 
  • 5 ทีมจากรอบคัดเลือกเอเชียน คัพ = ซีเรีย, สิงคโปร์, เวียดนาม, ไทย, ทาจิกิสถาน 

ขณะที่อีก 1 โควตาสุดท้ายยังต้องรอลุ้นระหว่าง เลบานอน กับ เยเมน ซึ่งเลื่อนโปรแกรมไปแข่งขันวันที่ 4 มิถุนายนนี้

โถจับสลาก เอเชียน คัพ 2027

การจัดอันดับโถสำหรับพิธีจับสลากแบ่งสายออกมาแล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้

โถ 1
ซาอุดีอาระเบีย (เจ้าภาพ), ญี่ปุ่น, อิหร่าน, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, อุซเบกิสถาน

โถ 2
กาตาร์, อิรัก, จอร์แดน, ยูเออี, โอมาน, ซีเรีย

โถ 3
บาห์เรน, ไทย, จีน, ปาเลสไตน์, เวียดนาม, ทาจิกิสถาน

โถ 4
คีร์กีซสถาน, เลบานอน หรือ เยเมน, เกาหลีเหนือ, อินโดนีเซีย, คูเวต, สิงคโปร์

ไทยอยู่โถ 3 ลุ้นจับสาย

ทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ถูกจัดให้อยู่ในโถที่ 3 ของการจับสลาก ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสต้องเจอกับทีมระดับท็อปของทวีปตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

สำหรับรูปแบบการแข่งขัน จะมีทั้งหมด 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม โดยทาง AFC จะประกาศวันจับสลากอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ไขคำตอบ ทำไมผู้หญิงอายุยืนและสมองเสื่อมช้ากว่าผู้ชาย

  • งานวิจัยใหม่ชี้ว่า “โครโมโซม X ตัวที่สอง” ในผู้หญิงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง
  • โครโมโซม X ที่เคยเชื่อว่าไม่ทำงาน สามารถกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่ออายุมากขึ้น โดยจะกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส
  • การทำงานของโครโมโซม X ตัวที่สองนี้ ถูกมองว่าเป็นกลไกที่ทำให้สมองของผู้หญิงมีความบกพร่องด้านการรับรู้น้อยกว่าผู้ชายเมื่ออายุมากขึ้น

ในภาพรวมระดับโลก ผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยยาวกว่าผู้ชายราว 4 – 5 ปี และยังมีแนวโน้มเผชิญภาวะสมองเสื่อมช้ากว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ “ความบังเอิญ” แต่เป็นหนึ่งในคำถามสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบมาอย่างต่อเนื่อง ว่าอะไรคือปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้ร่างกายและสมองของผู้หญิง “ทนทานต่อวัย” ได้มากกว่า

ล่าสุด งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ช่วยให้เราเข้าใกล้คำตอบมากขึ้น โดยชี้ว่า “โครโมโซม X ตัวที่สอง” ในผู้หญิง อาจมีบทบาทสำคัญกว่าที่เคยคิด และอาจเกี่ยวข้องกับการชะลอความเสื่อมของสมองในระยะยาว

“กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย” พาผู้อ่านไปสำรวจเบื้องหลังงานวิจัยนี้ พร้อมชวนมองอีกมุมของการดูแลสมอง เพื่อให้ยังคงแข็งแรงและเฉียบคมได้แม้ในวันที่อายุมากขึ้น

โครโมโซม X เปิดและปิดการทำงานได้

โดยทั่วไป มนุษย์เพศหญิงมีโครโมโซม XX ขณะที่เพศชายมี XY

ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโครโมโซม X หนึ่งตัวในผู้หญิงจะถูก “ปิดการทำงาน” (inactive) เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน

แต่ทีมวิจัยจาก University of California San Francisco กลับค้นพบสิ่งที่น่าสนใจว่า

โครโมโซม X ที่เคยถูกปิดการทำงาน อาจกลับมาเปิดการทำงานอีกครั้งในช่วงอายุที่มากขึ้น

การทดลองในหนูเพศเมียอายุ 20 เดือน (เทียบเท่ามนุษย์ราว 65 ปี) พบว่า

โครโมโซม X ตัวที่สองสามารถ “แสดงออกของยีน” มากกว่า 20 ยีน

และยีนเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสมอง

จุดสำคัญอยู่ที่ “ฮิปโปแคมปัส”

ยีนที่ถูกกระตุ้นจำนวนมาก พบในบริเวณสมองที่เรียกว่า Hippocampus ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับ “ความจำและการเรียนรู้” และเป็นบริเวณที่มักเสื่อมลงตามอายุ

สิ่งที่น่าสนใจคือ การ “เปิดการทำงาน” ของโครโมโซม X นี้ อาจช่วยชะลอการเสื่อมของสมองได้

เดน่า ดูบัล (Dena Dubal) นักประสาทวิทยาจาก The University of California, San Francisco อธิบายว่า “โดยทั่วไปแล้ว สมองของผู้หญิงมักดู ‘อ่อนวัยกว่า’ และมีความบกพร่องด้านการรับรู้น้อยกว่าผู้ชายเมื่ออายุมากขึ้น”

และเธอยังเสริมว่า “ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าโครโมโซม X ที่เคยถูกปิดการทำงาน อาจกลับมาทำงานอีกครั้งในช่วงปลายชีวิต ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง”

เธอสรุปสั้น ๆ ได้ชัดเจนว่า “ความชราเหมือนปลุกโครโมโซม X ที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง”

งานวิจัยนี้สำคัญอย่างไร

แม้งานวิจัยนี้ยังอยู่ในระดับสัตว์ทดลอง แต่ก็เปิดประตูใหม่ให้กับวงการวิทยาศาสตร์ด้านสมองและความชรา

นักวิจัยมองว่า ในอนาคต เราอาจสามารถพัฒนาแนวทางที่ช่วย “กระตุ้น” การทำงานของยีนดี ๆ เหล่านี้ได้ ไม่ใช่แค่ในผู้หญิง แต่รวมถึงผู้ชายด้วย

เพราะอย่างที่ เดน่า กล่าวไว้ว่า “ปัญหาด้านการรับรู้เป็นหนึ่งในความท้าทายทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด แต่สมองในวัยชรานั้นยัง ‘เปลี่ยนแปลงได้’ และโครโมโซม X กำลังบอกเราว่าอะไรเป็นไปได้บ้าง”

สิ่งที่งานวิจัยนี้สะท้อนต่อการดูแลสมองเมื่ออายุมากขึ้น

แม้เราอาจจะยังไม่สามารถ “ปลุกโครโมโซม X” ให้ตื่นมาทำงานได้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่งานวิจัยนี้กำลังบอกเราคือ สมองไม่ได้เสื่อมลงแบบหยุดไม่ได้ มันยังมีศักยภาพในการฟื้นตัวและปรับตัวเสมอ

และนี่สอดคล้องกับแนวทาง longevity ที่เราพูดกันบ่อย ๆ เช่น

  • การออกกำลังกาย (โดยเฉพาะแบบแอโรบิกและยกเวทเบา ๆ)
  • การนอนที่มีคุณภาพ
  • การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
  • การดูแลความเครียด

ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลต่อ hippocampus และสุขภาพสมองในระยะยาว

และอาจมองได้ว่า ผู้หญิงอาจไม่ได้แค่ “โชคดี” ที่อายุยืนกว่า แต่ร่างกายของพวกเธออาจมี “กลไกซ่อนอยู่” ที่ช่วยปกป้องสมองในระยะยาว และในอนาคต ความเข้าใจเรื่องนี้ อาจช่วยให้ทุกคน ไม่ว่าจะเพศไหน

มีโอกาส “อายุยืน และสมองที่ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ไปพร้อมกันมากขึ้นได้

แล้วในชีวิตจริง ควรดูแลสมองอย่างไรให้ดีในระยะยาว?

1. ขยับร่างกายสม่ำเสมอ

การเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือพิลาทิส จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง และมีงานวิจัยพบว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยเพิ่มขนาดของ hippocampus ได้ด้วย

2. ฝึกสมองให้ “ไม่ชิน” กับอะไรเดิม ๆ

ลองเรียนภาษาใหม่ อ่านหนังสือแนวที่ไม่คุ้น หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เพราะสมองจะสร้างการเชื่อมต่อใหม่ (neuroplasticity) ได้ดีขึ้น

3. ให้ความสำคัญกับการนอนมากกว่าที่คิด

ช่วงเวลานอนคือเวลาที่สมอง “จัดระเบียบข้อมูล” และกำจัดของเสีย การนอนน้อยเรื้อรังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม

4. ลดการอักเสบจากภายใน (inflammation)

เลือกอาหารที่ดีต่อสมอง เช่น ปลา ไขมันดี ผักใบเขียว เบอร์รี่ และลดอาหารแปรรูป น้ำตาลสูง เพราะการอักเสบเรื้อรังมีผลต่อสมองโดยตรง

5. ดูแลสุขภาพใจ = ดูแลสมอง

ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อ hippocampus อย่างมีนัยสำคัญ การทำสมาธิ หายใจลึก ๆ หรือแม้แต่การได้อยู่กับคนที่สบายใจ ล้วนช่วย “ปกป้องสมอง” ในระยะยาว

6. รักษาความสัมพันธ์ทางสังคม

การพูดคุย พบปะ หรือมี community ไม่ใช่แค่ดีต่อใจ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยง cognitive decline หรือ ความเสื่อมถอยทางสติปัญญาได้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


much many ใช้ยังไง? สรุปกฎการบอกปริมาณ นับได้-นับไม่ได้ ฉบับเข้าใจง่าย

“I have much friends” หรือ “I have many friends”? ถ้าคุณยังต้องหยุดชะงักทุกครั้งที่ต้องบอกปริมาณสิ่งของว่า “มาก” ไม่ต้องตกใจครับ เพราะความสงสัยว่า much many ใช้ยังไง คือหนึ่งในปัญหาคลาสสิกของคนเรียนภาษาอังกฤษทั่วโลก เนื่องจากในภาษาไทยเราใช้คำว่า “มาก” หรือ “เยอะ” กับทุกสิ่งอย่างได้เลย แต่ภาษาอังกฤษเขามีการแบ่งแยกตาม “ประเภทของคำนาม” ครับ

การใช้ Much และ Many ผิด อาจจะไม่ทำให้การสื่อสารล่มสลาย แต่จะทำให้ประโยคของคุณดูไม่เป็นธรรมชาติและอาจสร้างความสับสนในเรื่องของไวยากรณ์ได้ วันนี้ Engduo จะพาคุณมาเคลียร์ความชัดเจนแบบม้วนเดียวจบ ตั้งแต่วิธีแยกคำนามนับได้-นับไม่ได้ ไปจนถึงการสร้างประโยคคำถามเรื่องราคา รับรองว่าอ่านจบแล้วคุณจะใช้ Much และ Many ได้เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษาแน่นอนครับ!

1. กฎเหล็กพื้นฐาน: Many ใช้กับของนับได้ Much ใช้กับของนับไม่ได้

หัวใจสำคัญของการเลือกใช้ Much หรือ Many ไม่ได้อยู่ที่ความหมาย (เพราะทั้งคู่แปลว่า “มาก” เหมือนกัน) แต่อยู่ที่คำนามที่ตามหลังมาครับ

การใช้ Many (มาก): ใช้กับ คำนามนับได้พหูพจน์ (Plural Countable Nouns)

คือสิ่งของที่เราสามารถนับเป็นชิ้น เป็นอัน หรือเป็นคนได้ และต้องมีมากกว่า 1 เสมอ (อย่าลืมเติม s/es ที่คำนามด้วยนะครับ)

  • Many students (นักเรียนหลายคน)
  • Many cars (รถหลายคัน)
  • Many ideas (ไอเดียหลายอย่าง)
  • ตัวอย่าง: There are many people in the park. (มีคนจำนวนมากอยู่ในสวน)

การใช้ Much (มาก): ใช้กับ คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns)

คือสิ่งของที่เป็นของเหลว ผง ก๊าซ หรือแนวคิดนามธรรมที่ไม่สามารถแยกนับเป็นชิ้นๆ ได้

  • Much water (น้ำปริมาณมาก)
  • Much money (เงินจำนวนมาก จำไว้นะครับ เงินนับไม่ได้ในทางไวยากรณ์)
  • Much time (เวลามาก)
  • ตัวอย่าง: I don’t have much time today. (วันนี้ฉันไม่ได้มีเวลามากนัก)

2. วิธีใช้ในประโยคบอกเล่า ปฏิเสธ และคำถาม

แม้ว่า Much และ Many จะแปลว่ามากเหมือนกัน แต่ในสถานการณ์จริง เจ้าของภาษามักจะมี “ความนิยม” ในการใช้ที่ต่างกันตามประเภทประโยคครับ

ประโยคปฏิเสธและคำถาม (ใช้ Much / Many ได้ปกติ)

นี่คือถิ่นพำนักหลักของ Much และ Many เลยครับ โดยเฉพาะเวลาถามถึงจำนวนหรือปริมาณ

  • How many books do you have? (คุณมีหนังสืออยู่กี่เล่ม?)
  • How much does this shirt cost? (เสื้อตัวนี้ราคาเท่าไหร่? ใช้ Much กับราคาเสมอ)
  • I don’t have many friends here. (ฉันไม่ได้มีเพื่อนที่นี่เยอะเท่าไหร่)

ประโยคบอกเล่า (ระวังจุดนี้!)

ในประโยคบอกเล่า (Positive sentences) ฝรั่งมักจะไม่ค่อยใช้ Much เท่าไหร่ครับ (ฟังดูเป็นทางการเกินไป) แต่มักจะเลี่ยงไปใช้คำว่า “A lot of” แทน ซึ่งข้อดีคือใช้ได้กับทุกคำนามเลย!

  • ❌ I have much money. (ฟังดูแปลกๆ)
  • ✅ I have a lot of money. (ฟังดูเป็นธรรมชาติกว่ามาก)
  • ส่วน Many ยังพอใช้ในประโยคบอกเล่าได้ครับ แต่ “A lot of” ก็ยังเป็นที่นิยมมากกว่าในบทสนทนาทั่วไปอยู่ดี

ตารางสรุป: การเลือกใช้ Much vs Many (Decision Support Matrix)

เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องภายใน 3 วินาที ลองใช้ตารางนี้เป็นตัวช่วยเช็กก่อนแต่งประโยคครับ

คำบอกปริมาณ (Quantifier)ประเภทคำนามที่ใช้คู่กัน (Noun Type)ใช้ถามราคา/ปริมาณ (Question Form)ตัวอย่างประโยค (Example)
Manyนับได้พหูพจน์ (มี s/es)How many + Noun (นับได้)There aren’t many apples.
Muchนับไม่ได้ (รูปเอกพจน์เสมอ)How much + Noun (นับไม่ได้)Is there much sugar left?
A lot ofใช้ได้ทั้งสองแบบ(ไม่นิยมใช้ถาม)I have a lot of work to do.

เทคนิคพิเศษ: “เงิน” และ “เวลา” นับได้หรือไม่ได้?

นี่คือจุดที่คนเรียนภาษาอังกฤษสับสนที่สุดครับ:

  • Money (เงิน): ในทางไวยากรณ์ถือเป็น “นับไม่ได้” (เราไม่พูดว่า one money, two moneys) ดังนั้นต้องใช้ Much ครับ (แต่ถ้านับเป็น “สกุลเงิน” เช่น Dollars, Baht อันนี้ถือว่านับได้ ใช้ Many ครับ)
  • Time (เวลา): ถ้าหมายถึงเวลาโดยรวม (Time in general) เป็น “นับไม่ได้” ใช้ Much ครับ (แต่ถ้าหมายถึง “จำนวนครั้ง” เช่น Three times อันนี้ถือว่านับได้ ใช้ Many ครับ)

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. ใช้ much ในประโยคบอกเล่าได้ในกรณีไหนบ้าง?

โดยปกติเราจะใช้ much ในประโยคบอกเล่าเมื่อมันตามหลังคำว่า “too”, “so”, หรือ “as” ครับ เช่น “You drink too much coffee.” หรือ “I have so much work.” ในกรณีนี้จะฟังดูเป็นธรรมชาติมากครับ

2. ถ้าไม่แน่ใจว่านับได้หรือไม่ได้ ใช้ a lot of แทนได้เสมอเลยไหม?

ได้เกือบ 100% ในประโยคบอกเล่าครับ! A lot of คือไม้ตายของคนเรียนภาษาอังกฤษเลย เพราะใช้ได้ทั้งกับ Many และ Much แต่ระวังอย่าใช้ในประโยคคำถามที่ถามถึงจำนวนเป๊ะๆ อย่าง How much/How many นะครับ

3. “People” นับได้หรือไม่ได้ ทำไมถึงใช้ Many?

People คือรูปพหูพจน์ของ Person (คน) แม้จะดูเหมือนนับยากแต่มันคือการนับจำนวนคนครับ ดังนั้นเป็นคำนามนับได้พหูพจน์ จึงต้องใช้ Many people เสมอครับ

4. มีเทคนิคจำไหมว่าตัวไหนนับไม่ได้?

จำง่ายๆ ว่าอะไรที่ “ต้องใส่ภาชนะ” (น้ำ, ข้าว), “ต้องชั่งตวงวัด” (เนื้อสัตว์, แป้ง) หรือ “เป็นแนวคิด” (ความรัก, ความรู้, ข้อมูล) มักจะเป็นคำนามนับไม่ได้และต้องใช้คู่กับ Much ครับ

5. “Thank you very much” ทำไมใช้ much?

เพราะ “ความขอบคุณ” (Thanks/Gratitude) ในเชิงความรู้สึกถือเป็นนามธรรมที่นับไม่ได้ครับ เราจึงใช้ much เพื่อบอกปริมาณความรู้สึกที่มากล้นนั่นเองครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เปิดตัว ‘ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร’ สกัดด้วยน้ำแห่งแรก

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร”  ใช้ “น้ำ” เป็นตัวทำละลายในการสกัดเป็นแห่งแรก ทำให้ได้ปริมาณสารออกฤทธิ์หลักตามที่ต้องการ ช่วยลดต้นทุนการผลิต  ยกระดับ สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล

เมื่อเร็วๆนี้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร” นวัตกรรมจากสมุนไพรไทย เพื่อใช้บรรเทาอาการไข้ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและอาคารสถานที่ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ คณะผู้บริหารบริษัท ปานะโอสถ จำกัด

ภายในงานมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ทำไมต้องเป็นฟ้าทะลายโจร PC-1999” โดยมีการถ่ายทอดแนวคิดกระบวนการวิจัยและการพัฒนาจากห้องปฏิบัติการสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดและเทคโนโลยีการผลิตต้นแบบของผลิตภัณฑ์มาตรฐานฟ้าทะลายโจรแก่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งเน้นการยกระดับนวัตกรรม และสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ฯ ในเชิงพาณิชย์ได้ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอวีดิทัศน์แนะนำผลิตภัณฑ์ฯ พร้อมความเป็นมาของการดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ PC-1999 ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานแห่งแรกของประเทศไทย ที่ทำการพัฒนาและผลิตสารสกัดฟ้าทะลายโจรโดยการใช้ “น้ำ” เป็นตัวทำละลายในการสกัด โดยได้พัฒนาและต่อยอดจากองค์ความรู้ดั้งเดิมของการแพทย์แผนไทย ในการต้มยาสมุนไพรด้วยน้ำ และได้พัฒนาวิธีการสกัดดังกล่าวให้เหมาะสม เพื่อให้ได้สารสกัดที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์หลัก Andrographolide ตามที่ต้องการ ซึ่งกระบวนการสกัดด้วยน้ำ ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตเมื่อเทียบกับการสกัดด้วยแอลกอฮอล์ด้วย

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้จดอนุสิทธิบัตรกรรมวิธีการเตรียมสารสกัดน้ำ จำนวน 2 ฉบับ และยังได้พัฒนาวิธีวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรที่สำคัญพร้อมกัน 4 ชนิด ได้แก่

  • Andrographolide (AP1), 14-Deoxy-11
  • 12-didehydroandrographolide (AP3)
  •  Neoandrographolide (AP4)
  • และ14-deoxyandrographolide (AP6)

 เพื่อนำมาใช้ในการควบคุมปริมาณสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร และได้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ โดยเฉพาะ Andrographolide ให้ได้มากที่สุด จนสามารถนำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999 (PC-1999)” ที่มีปริมาณสารสกัด  230 มิลลิกรัมต่อแคปซูล เทียบเท่าสารสำคัญ Andrographolide 10 มิลลิกรัม 

การศึกษาการละลายของสารสำคัญจากผลิตภัณฑ์ (Dissolution testing) พบว่า พืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรสามารถละลายได้ดีมากด้วยเทคโนโลยีการสกัดด้วยน้ำ ทำให้ปลดปล่อยสารสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีอีกด้วย 
มีผลงานวิจัยของคณะผู้วิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำระดับนานาชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน รวม 18 เรื่อง และได้รับรางวัลผลงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในระดับ “ดีมาก” จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในหัวข้อ “ฟ้าทะลายโจร: จากงานวิจัยพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้”

ความสำเร็จในการศึกษาค้นคว้างานวิจัยพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ครั้งนี้ เป็นการสนองพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงวางรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ด้วยทรงน้อมนำพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาพระราชทานเป็นพระนโยบายให้แก่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในปี พ.ศ. 2530 และดำรงมาจนถึงปัจจุบัน

อนึ่ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ริเริ่มดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาสมุนไพรเพื่อการวิจัย ณ หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 จังหวัดสระแก้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน โดยได้นำพืชสมุนไพรจากโครงการฯ มาต่อยอดสู่งานวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้มาตรฐาน และปัจจุบัน สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจรและแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร ให้แก่ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด นับเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาควิจัยและเอกชนเพื่อการพัฒนาและผลิตเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การผลิตจริง

 และได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” (PC-1999) นับเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ (ต้นน้ำ) การควบคุมปริมาณสารสำคัญในสารสกัด (กลางน้ำ)  และการผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (ปลายน้ำ) อันเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมการสกัด พร้อมทั้งยกระดับยาสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานระดับโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผักที่มีพยาธิเยอะที่สุดอันดับ 1 คนไทยนิยมกินสด มีประโยชน์แต่เสี่ยงปรสิต

ผักที่มีพยาธิเยอะที่สุดอันดับ 1 คนนิยมกินสดๆ คุณประโยชน์ที่อาจมาพร้อม “ปรสิต” เสี่ยงพยาธิขึ้นสมอง

การรับประทานผักสดมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากล้างไม่สะอาดอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของปรสิตและพยาธิได้ ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก PDRC ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้เผยแพร่ผลสำรวจที่น่าสนใจ ซึ่งอ้างอิงจากการศึกษาของสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยได้ทำการเก็บตัวอย่างผักสดจำนวน 265 ตัวอย่างเพื่อตรวจหาการปนเปื้อนของพยาธิ

ผลการสำรวจพบว่า มีผักถึง 93 ตัวอย่างที่พบพยาธิปนเปื้อน โดยชนิดของพยาธิที่พบมากที่สุดคือ พยาธิปากขอ ซึ่งพบสูงถึง 42.9 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือพยาธิเส้นด้าย 10.6 เปอร์เซ็นต์ พยาธิแส้ม้า 2.6 เปอร์เซ็นต์ พยาธิไส้เดือน 2.6 เปอร์เซ็นต์ และพยาธิไส้เดือนสุนัข 2.6 เปอร์เซ็นต์

10 อันดับผักสดที่พบพยาธิปนเปื้อนมากที่สุด

จากการตรวจสอบตัวอย่างผักสดชนิดต่างๆ สามารถจัดอันดับผักที่มีการปนเปื้อนของพยาธิจากมากไปน้อยได้ดังนี้

  1. ขึ้นฉ่ายฝรั่ง (Celery) 63.3%
  2. สะระแหน่ 60.0%
  3. ใบบัวบก 57.1%
  4. ผักชีไทย 44.8%
  5. หอม 43.3%
  6. ผักชีฝรั่ง 36.7%
  7. ผักกาดขาวจีน 23.3%
  8. ผักสลัด 20.0%
  9. โหระพา 10.0%
  10. ผักบุ้งจีน 6.7%

คุณประโยชน์ของ “ขึ้นฉ่ายฝรั่ง” ผักยอดฮิตที่มาพร้อมความเสี่ยง

เซเลอรี (Celery) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “ขึ้นฉ่ายฝรั่ง” เป็นผักที่พบการปนเปื้อนพยาธิเป็นอันดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ลำต้นและใบมีสีเขียวสด มีกลิ่นเฉพาะตัวคล้ายขึ้นฉ่ายจีนแต่มีขนาดต้นที่ใหญ่กว่า ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า ขึ้นฉ่ายฝรั่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งเหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์และเด็กที่มีภาวะกระดูกอ่อน

นอกจากนี้ ขึ้นฉ่ายฝรั่งยังมีโพแทสเซียมที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด และช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต การกินสดจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีสูง ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานโรค หากนำไปผัดกับน้ำมันจะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่

ขึ้นฉ่ายฝรั่งปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ 13 กิโลแคลอรี และมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยให้อิ่มนานและเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นิยมนำมากินสด ปั่นเป็นน้ำผักเพื่อสุขภาพ ทานคู่กับน้ำพริก น้ำสลัด หรือนำไปประกอบอาหารประเภทซุปและผัดต่างๆ

วิธีกินผักสดให้ปลอดภัย ห่างไกลพยาธิ

ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีทำความสะอาดผักผลไม้ก่อนรับประทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อโรค พยาธิ และสารพิษตกค้าง โดยสามารถเลือกทำได้ 3 วิธี ดังต่อไปนี้

  • วิธีที่ 1 ล้างด้วยน้ำไหล: แช่ผักในน้ำนาน 15 นาที จากนั้นเปิดน้ำให้ไหลผ่านพร้อมกับคลี่ใบผักถูไปมานาน 2 นาที วิธีนี้เหมาะสำหรับการล้างผักในปริมาณไม่มาก
  • วิธีที่ 2 ใช้น้ำส้มสายชู: แช่ผักในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 5 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้อัตราส่วนน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้นาน 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  • วิธีที่ 3 ใช้เบกกิ้งโซดา: ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (เบกกิ้งโซดา) ครึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 10 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

นอกจากการล้างผักให้สะอาดอย่างถูกวิธีแล้ว กรมอนามัยยังแนะนำเพิ่มเติมว่า การหลีกเลี่ยงพยาธิที่ได้ผลดีที่สุดคือการนำไปปรุงสุก โดยการต้มผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 5 นาที ซึ่งจะสามารถฆ่าพยาธิในระยะติดต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 3/4/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a72,000.0072,200.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,654.0070,554.6473,000.00
ทองรูปพรรณ 90%4,188.6063,499.18n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,723.2056,443.71n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,094.3031,749.59n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,628.9024,694.12n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,822.8073,113.65n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 3/4/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9543.9543.9544.4543.9543.2543.9543.9543.9543.95
แก๊สโซฮอล์ 9143.5843.5843.8343.5842.8843.5843.5843.5843.58
แก๊สโซฮอล์ E2038.9538.9539.4538.9538.9538.9538.9538.95
แก๊สโซฮอล์ E8535.6935.6935.69
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม53.0457.5449.8453.04
เบนซิน 9552.5457.5153.0452.6952.54
ดีเซล47.7447.7447.7447.7444.2447.7447.7447.7447.74
ดีเซลพรีเมี่ยม63.9466.1467.3466.1463.94
แก๊ส NGV16.6916.69


 

About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า