เอกชนใต้ ขานรับ‘เอกนิติ’ ศึกษา’แลนด์บริดจ์’สร้างความชัดเจน –ดันปัดฝุ่นรถไฟเชื่อมท่าเรือระนองเสริมส่งออก

- ภาคเอกชนภาคใต้เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อสร้างความชัดเจนและป้องกันความล้มเหลวซ้ำรอยโครงการในอดีต
- เสนอให้รัฐบาลรื้อฟื้นโครงการรถไฟทางคู่สายชุมพร-ท่าเรือระนอง ที่เคยได้รับอนุมัติแล้ว เพื่อเป็นแผนระยะกลางในช่วงที่รอผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์
- มองว่าเส้นทางรถไฟดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงการขนส่งจากภาคตะวันออก (EEC) มายังท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกไปยังเมียนมา บังกลาเทศ และอินเดีย
บทเรียนเซาเทิร์นซีบอร์ดโครงการขนาดใหญ่ ทางภาคใต้ สุราษฎธานี –กระบี่ หวังเชื่อมขนส่งฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย ขนถ่ายน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมีที่ใช้งบมหาศาล มีอันต้องอัปปางลง สะท้อนจากการศึกษาไม่รอบด้าน นำมาซึ่งความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ กระทั่งเกิดการทิ้งร้างอย่างน่าเสียดาย
เช่นเดียวกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่ใช้งบไม่ต่างกัน แม้จะเป็นเรื่องของการพัฒนานำพาความเจริญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาสู่ภาคใต้ แต่ ปัจจุบันเกิดแรงกระเพื่อมรุนแรง หลายฝ่ายต้องการให้รัฐบาลศึกษาอย่างรอบคอบรอบด้านในทุกมิติ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ล้มเหลวซ้ำรอย เหมือนเซาเทิร์นซีบอร์ด
สอดคล้องกับนายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาคเอกชนทางภาคใต้ เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ภายใน90วัน
เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่กระทบหลายด้าน ซึ่งต้องศึกษารอบด้านทั้งภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าการลงทุน ฯลฯ ซึ่งภาคเอกชนต้องการให้โครงการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ในพื้นที่และในภาพรวม แต่ผลการศึกษาต้องมีความชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในฐานะภาคใต้ นอกจากท่าเรือสงขลาแล้ว มองว่าต้องมีท่าเรืออันดามันเพิ่มขึ้นสักหนึ่งท่า สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยปัจจุบันท่าเรือ ที่มีประสิทธิภาพ คือท่าเรือระนอง มีการขนส่งสินค้าทางเรือไปประเทศเมียนมา บังคลาเทศ และกลุ่มบริมสเทค (BIMSTEC) ที่มีอินเดียรวมอยู่ด้วยซึ่งนับ เป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกันได้เห็นการเติบโต จากการค้าชายแดนและค้าข้ามแดนนับตั้งแต่มีปัญหาทางด้านส่งออกไปเมียนมา สินค้าส่วนใหญ่จะไปลงที่ท่าเรือระนอง ซึ่งสร้างการเติบโตได้เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันนอกจากความชัดเจนของโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว ภาคเอกชนทางภาคใต้ต้องการ ผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร( สะพลี ) ไปท่าเรือระนอง ระยะทาง96กิโลเมตร มูลค่า4หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่ภาคเอกชนทางภาคใต้เสนอ ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรียบร้อยแล้ว แต่ถูกพับแผนไป โดยมองว่าควรนำมาปัดฝุ่นโครงการใหม่เป็นโครงการระยะปานกลาง ในช่วงที่รอศึกษาความชัดเจนโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์
โดยเส้นทางรถไฟจะเชื่อมโยงมาจาก พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ผ่านภาคกลาง กรุงเทพมหานคร วิ่งลงมาตามเส้นทางทางรถไฟที่มีอยู่เดิมถึงจังหวัดชุมพร จากนั้น เปิดหน้าดินสร้างทางรถไฟสายใหม่ บริเวณตำบลสะพลีอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และลากยาวมาถึง ท่าเรือระนองดังกล่าว
ประเมินว่าหากทำได้จะสามารถเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางรางจากภาคตะวันออกมาสู่ภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงกัน โดยช่วยประหยัดต้นทุน ลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันสามารถขนส่งสินค้าได้คราวละจำนวนมาก โดยมีท่าที่เรือระนองรองรับขนถ่ายสินค้าออกทางเรือออก ไปยังปลายทางที่ประเทศอินเดียเป็นต้น
นอกจากเส้นทางรถไฟแล้ว ยังต้องพัฒนาท่าเรือระนองที่มีอยู่เดิม ด้วยการ ขุดลอกร่องน้ำให้ลึกขึ้น เพื่อให้ เรือขนาดใหญ่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงขุดลอกร่องน้ำตาปี ร่องน้ำสงขลา โดยเร่งขุดให้ลึกได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนการขนส่งทางน้ำและสร้างความเจริญให้กับพื้นที่ไม่แพ้กัน
“ขณะนี้มีเอกชนหลาย อาทิ กลุ่มเอสซีจี ทดลองนำร่องขนส่งสินค้าโดยรถไฟ จากภาคกลางมาที่ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร และใส่รถมาลงที่ท่าเรือระนอง ส่งออกไปยังเมียนมา บังคลาเทศ อินเดียเป็นต้น ทั้งนี้ระหว่างรอ โครงการแลนด์บริดจ์ ถ้าเราปัดฝุ่นโครงการนี้มองว่าใช้เวลาน้อยกว่าเพียง4หมื่นล้านบาท และปรับปรุงท่าเรือระนอง ให้ดีขึ้นเราสามารถเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าซึ่งเป็นแผนระยะปานกลาง โดยแลนด์บริดจ์ใหญ่มากๆ เราเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องรอดูผลการศึกษาของ นายเอกนิติก่อน แต่ขอเพิ่มเส้นทางรถไฟ (สะพลี )ชุมพร ไประนอง เพิ่มอีกเส้นทางเพราะผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว”
อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ขณะนี้ มีกระแสออกมาค่อนข้างมากทั้งฝ่ายสนับสนุน และคัดค้าน ส่งผลให้เอกชนและประชาชนทางภาคใต้ต้องรอดูข้อมูลอย่างรอบด้าน จากการศึกษาใหม่อีกรอบ เพื่อหาข้อสรุปในทิศทางเดียวกัน ว่า คุ้มไม่คุ้มต่อการลงทุน
“เราเห็นด้วยแต่ต้องการศึกษาให้รอบด้าน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด สุราษฎร์ธานี – กระบี่ ถ้าเราศึกษาไม่รอบด้าน ได้ถนนมาเพียงสองเส้น และถูกทิ้งร้างไป เกิดความไม่คุ้มค่า เช่นเดียวกับกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ลงทุนสูงไม่ต่างจากเซาเทิร์นซีบอร์ด และการที่นายเอกนิติรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อีกครั้งถือเป็นเรื่องที่ดี “
เช่นเดียวกับ นายพรศักดิ์ แก้วถาวร ประธานหอการค้าอาวุโสจังหวัดระนองและกรรมการหอการค้าไทย สะท้อนว่า เห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ต้องศึกษาให้รอบด้าน โดยเฉพาะความชัดเจนของตู้คอนเทนเนอร์ที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จ้างเอกชนศึกษาว่าจะมี ตู้มาลงมากถึง20ล้านตู้ ซึ่งข้อมูลนี้มาจากไหน ขณะแหลมฉบัง พื้นที่อีอีซีมีเพียง8 ล้านตู้เท่านั้น
ขณะเดียวกันยังต้องการความชัดเจนจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะเกาะพยาม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของระนอง หากมีการถมทะเล รวมทั้ง ผลกระทบของกลุ่มประมงพื้นบ้าน รวมถึงแหล่งทำกินชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบจากการเวนคืน โดยเฉพาะผลผลิตจากภาคเกษตรอย่างทุเรียนเป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต้องการ ปัดฝุ่นโครงการรถไฟทางคู่(สะพลี)ชุมพร เชื่อม ท่าเรือระนอง และขนส่งสินทางทางเรือไปเมียนมา บังคลาเทศ แต่โครงการดังกล่าวถูกพับแผนออกไป และกลายมาเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ เปลี่ยนเส้นทางรถไฟจากแหลมลิ้ว ซึ่งเป็นจุดสร้างท่าเรือชุมพรไปราชกูด
ในปี2561 ภาคเอกชนขอใช้รถไฟเส้นเดิมที่ชุมพร ที่มีอยู่แล้ว ลากมาจากอีอีซี ลาดกระบัง มาถึงท่าเรือระนอง ขนส่งสินค้าออกทางทะเลและยังสามารถเชื่อมโครงข่าย จากหนองคายเชื่อมสปป.ลาวได้อีกด้วย เป็นต้น
“หากโครงการแลนด์บริดจ์ไม่เกิดแค่ทำทางรถไฟ ใช้งบ4หมื่นล้านบาทเท่านั้นและสามารถขนส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆได้อีกด้วย”
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘เอกชน’ ชี้แลนด์บริดจ์ต้องรอบคอบ หวั่นซ้ำรอย‘โฮปเวลล์-3 สนามบิน’

- ภาคเอกชนและนักวิชาการเตือนรัฐบาลให้ศึกษาโครงการอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการทำสัญญาที่รัดกุม เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยโครงการโฮปเวลล์ หรือรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่เกิดความล่าช้า
- เรียกร้องให้มีการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศทางทะเล การประมง และชุมชนในพื้นที่อย่างละเอียด
- ตั้งข้อกังวลว่าโครงการอาจไม่ช่วยประหยัดเวลาในการขนส่งจริง และอาจมีต้นทุนสูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนจากการยกตู้สินค้าข้ามฝั่ง
- มีความสงสัยเกี่ยวกับปริมาณความต้องการใช้งานจริง เนื่องจากสัดส่วนการค้าของไทยเกือบ 74% อยู่ในภูมิภาคเอเชียซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เส้นทางนี้ และยังมีความกังวลเรื่องความไม่สมดุลของปริมาณตู้สินค้าระหว่างท่าเรือสองฝั่ง
- เสนอให้รัฐบาลเชิญผู้ประกอบการสายการเดินเรือระดับโลก ซึ่งเป็นผู้ใช้งานจริง เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินความเป็นไปได้และความต้องการของโครงการ แทนการใช้ข้อมูลจากภาครัฐเป็นหลัก
อภิโปรเจ็กต์แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง มูลค่าลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกจับตามากที่สุดของประเทศ หลังรัฐบาลประกาศเร่งผลักดันเป็นเรือธงเพื่อยกระดับภาคใต้สู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และเส้นทางเดินเรือข้ามทวีประดับโลก หรือ Marine Global Hub เชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน หวังลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา และดึงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าสู่ประเทศ
นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ กล่าวว่า การที่รัฐบาลแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และมีศักยภาพในการผลักดันโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง
อย่างไรก็ตามโครงการแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ระบบโลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั้งทางราง ทางถนน และทางเรือ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ และทิศทางการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
หวังรัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นายมนตรี ยังได้สะท้อนภาพต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 12 % เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 26% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
กรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง มองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะทวิภาคี เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายตลาดและค้าขายได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไทยต้องอยู่ให้เป็น และบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
ปั้น “ท่าเรือยักษ์” แข่งสิงคโปร์
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถูกผลักดันมาหลายรัฐบาล ควบคู่กับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) โดยมีเป้าหมายสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ทั้งฝั่งชุมพรและระนอง พร้อมระบบมอเตอร์เวย์ รถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมสองฝั่งทะเล
รัฐบาลประเมินว่า หากโครงการเปิดเฟสแรกได้ภายในปี 2573 และแล้วเสร็จเต็มรูปแบบในอีก 5 ปีถัดไป จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวแตะ 5% จากค่าเฉลี่ยปัจจุบันราว 2.5% ขณะที่เศรษฐกิจภาคใต้อาจเติบโต 9-10% จากระดับประมาณ 2% ในปัจจุบัน พร้อมสร้างการจ้างงานกว่า 280,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี
ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลแห่งใหม่ของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกขนาดมหึมาทั้งสองฝั่งทะเล ขนาดท่าเรือใหญ่กว่าแหลมฉบังเกือบ 2 เท่า รองรับปริมาณตู้สินค้าระดับครึ่งหนึ่งของท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นท่าเรืออันดับ 2 ของโลก รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ประเภท Super Post Panamax ที่บรรทุกสินค้าได้มากกว่า 10,000 TEU ต่อลำ โดยรัฐบาลหวังให้แลนด์บริดจ์กลายเป็นทางเลือกใหม่ของสายการเดินเรือ ที่ไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ประหยัดเวลาได้มากกว่า 4 วัน เมื่อเทียบกับการอ้อมช่องแคบมะละกา
ปมใหญ่“ตู้สินค้าไม่สมดุล”
หนึ่งในข้อกังวล คือ ความสมดุลของปริมาณตู้สินค้าระหว่างท่าเรือทั้งสองฝั่ง ข้อมูลโครงการระบุว่า ท่าเรือชุมพรจะรองรับตู้สินค้าได้ประมาณ 13.8 ล้าน TEU ต่อปี ขณะที่ท่าเรือระนองรองรับได้ถึง 19.4 ล้าน TEU ต่อปี หรือแตกต่างกันถึง 5.6 ล้าน TEU
ประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามว่า อาจทำให้เรือบางเที่ยวไม่สามารถบรรทุกสินค้าได้เต็มลำ ส่งผลต่อต้นทุนการเดินเรือโดยตรง เพราะธรรมชาติของแลนด์บริดจ์คือ “Transshipment Port” หรือท่าเรือถ่ายลำ สินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้มีปลายทางอยู่ในประเทศไทย แต่เป็นการขนถ่ายระหว่างมหาสมุทร หากสินค้าไม่เต็มลำ ต้นทุนต่อหน่วยจะเพิ่มขึ้นทันที
แถบเอเชียเกือบ74% อาจไม่ใช้แลนด์บริดจ์
ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการค้ากับประเทศฝั่งเอเชียหรือ Intra-Asia สูงถึง 73.9% ไม่ว่าจะเป็นจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศอาเซียน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เส้นทางอ่าวไทย ทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่แล้ว หมายความว่า ทั้งเรือแม่และเรือฟีดเดอร์จำนวนมากอาจไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์ เพราะเส้นทางเดิมยังมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่า จึงถูกมองว่าปริมาณอุปสงค์จะมากพอรองรับเมกะโปรเจ็กต์ระดับล้านล้านบาทหรือไม่
ตั้งข้อสงสัย“ประหยัดเวลาได้จริงหรือ”
แม้รัฐบาลชูจุดแข็งว่าแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาเดินเรือได้มากกว่า 4 วัน แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเห็นต่าง จากการศึกษาภาคสนามเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา พบว่าเวลาที่ใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 48 ชั่วโมง หรือราว 2 วันเท่านั้น แม้จะรวมปัจจัยด้านการจราจรและสภาพอากาศแล้วก็ตาม ขณะที่รูปแบบแลนด์บริดจ์ของไทยเป็นระบบ “One Port Two Side” หรือท่าเรือสองฝั่ง ต้องมีการขนถ่ายตู้สินค้าขึ้นจากเรือ ขนส่งข้ามฝั่งผ่านรถไฟหรือรถบรรทุก ก่อนนำลงเรืออีกด้านหนึ่งถูกประเมินว่าอาจใช้เวลารวมประมาณ 54 ชั่วโมง หรือมากกว่าการผ่านช่องแคบมะละกาถึง 6 ชั่วโมง การประหยัดเวลา จุดขายหลักของโครงการ อาจไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบอย่างที่คาดหวัง
เผยต้นทุนขนส่งพุ่ง“ยกตู้-ข้ามฝั่ง”
นอกจากนี้ระบบขนส่งแบบ One Port Two Side ทำให้เกิดต้นทุนซ้ำซ้อนจากการขนถ่ายตู้สินค้า 2 ครั้ง ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน จากการประเมินเทียบเคียงกับท่าเรือแหลมฉบัง พบว่า ค่าใช้จ่ายหน้าท่าสำหรับการยกตู้ขึ้น-ลงเรืออาจอยู่ที่ประมาณ 16.325 ล้านบาทต่อเที่ยวเรือ หรือราว 502,307 ดอลลาร์สหรัฐต่อ Voyage รวมทั้งต้นทุนการขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge Shift Mode ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ผ่านรถไฟและรถบรรทุก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 730,769 ดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยว
“เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมด มีการประเมินว่า การใช้แลนด์บริดจ์ไทยอาจมีต้นทุนสูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาประมาณ 252.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้สินค้า”
เตือนอย่า“ปักธงศึกษา”มากจนเกินไป
ภาควิชาการเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์พิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเชิงพาณิชย์ โดยเสนอเชิญสายเรือระดับโลกและผู้ประกอบการเดินเรือเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินว่า หากโครงการสร้างเสร็จแล้วจะมีความต้องการใช้งานจริงหรือไม่ แทนการใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐหรือการศึกษาเชิงทฤษฎีเพียงด้านเดียว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการส่วนใหญ่ยังมาจากภาครัฐ ขณะที่ผู้เล่นตัวจริงในธุรกิจเดินเรือกลับไม่มีบทบาท ในมุมมองเชิงพาณิชย์ มีความเห็นว่าโครงการอาจไม่คุ้มค่าหากรัฐต้องเป็นผู้ลงทุนหลักทั้งหมด เนื่องจากความเสี่ยงสูงมาก จึงเสนอให้รัฐถือหุ้นเพียงส่วนน้อยหรือทำหน้าที่สนับสนุนเชิงนโยบายแทน
เสี่ยงซ้ำรอย “3 สนามบิน-โฮปเวลล์”
ประเด็นความเสี่ยงเชิงโครงการของรัฐไทย เพราะแลนด์บริดจ์ไม่ได้มีเพียงท่าเรือ แต่ยังรวมถึงการเวนคืนที่ดินจำนวนมหาศาล การก่อสร้างมอเตอร์เวย์ ระบบราง และโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่องอีกจำนวนมาก มีการเตือนว่า หากการทำสัญญาไม่รัดกุม อาจเกิดปัญหาคล้ายโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ล่าช้า หรืออาจซ้ำรอยโฮปเวลล์ที่กลายเป็นตอม่อร้างกลางเมือง จึงเสนอให้รัฐวางเงื่อนไขสัญญาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีเอกชนไม่ก่อสร้างตามกำหนด หรือทิ้งงานกลางทาง
ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชนจำนวนมาก พื้นที่โครงการครอบคลุมทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ทั้งแนวปะการัง แหล่งประมง และพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล
“เรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบเชิงลึก ทั้งระบบนิเวศทางทะเล ผลกระทบชายฝั่ง ประมงพื้นบ้าน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะหากเกิดความเสียหายอาจเป็นต้นทุนถาวรที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้”
เดิมพันอนาคตประเทศ
แลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่เพียงโครงการท่าเรือหรือเส้นทางขนส่ง แต่คือการเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจไทย คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าสร้างได้หรือไม่ แต่คือคุ้มค่าพอหรือไม่กับเม็ดเงินมหาศาล ความเสี่ยงทางการคลัง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นกับภาคใต้และประเทศในระยะยาว
“หากสำเร็จ ไทยอาจก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของโลก แต่หากผิดพลาด โครงการนี้ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งบาดแผลโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศต้องแบกรับไปอีกหลายสิบปี”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 8 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามกลับมาร้อนแรง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าอ่อนค่าลงที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรง
- สถานการณ์การปะทะกันระหว่างกองเรือสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น จากข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดและความกังวลต่อสถานการณ์สงคราม
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 32.05-32.50 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้”เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.13 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.05-32.50 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.05-32.33 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จากการปะทะกันระหว่างกองเรือของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในพื้นที่บริเวณช่องแคบ Hormuz ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝั่งอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาพุ่งสูงขึ้น โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง สู่ระดับ 103.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนเงินดอลลาร์ได้ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามการทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด จากก่อนหน้าที่ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจคงหรือลดดอกเบี้ยได้ ตอบรับกระแสข่าวข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา
นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาดยังได้หนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งขณะเดียวกัน ได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทเช่นกัน
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มจำกัดลง และเงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะต้องรอให้ถึง การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้
เนื่องจาก ทางการสหรัฐฯ อาจพยายามเจรจาต่อรองให้ทางการจีน ช่วยประสานงาน หาทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างเป็นผู้มีส่วนได้/เสีย จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ ดังนั้น หากจะเห็นการเจรจาหยุดยิงระหว่างทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น อาจจะต้องรอให้ทางการจีนมีการเข้ามาช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาก่อนได้ นอกเหนือจากต้องรอให้ฝั่งอิหร่าน เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและฐานะการเงินของรัฐบาล (Economic and Financial pains) ที่มากขึ้น จากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ (ซึ่งอาจสร้างผลกระทบที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมพลังงานของอิหร่านตามที่เราได้เสนอในช่วงก่อนหน้าในบทวิเคราะห์ WeekAhead และ Daily Markets Update)
อย่างไรก็ดี เราคงมองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น เรามองว่า เงินบาทอาจจะมีโซนแนวต้านแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์
โดยความหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงที่ยังคงมีอยู่ กอปรกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่จะทยอยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้ เงินบาทไม่สามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ยกเว้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน จนตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ให้โอกาส 50% เป็นอย่างน้อย ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้
ในทางกลับกัน หากเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น เรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ซึ่งต้องมีข้อตกลงที่ชัดเจนแล้วเท่านั้น โดยเรามองว่า ภาพดังกล่าวอาจยังไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แต่ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ภายในไตรมาส 2
อนึ่ง ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้ว่า ในปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดจะให้น้ำหนักต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นหลักก็ตาม
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ล่าสุดผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ลงบ้าง หลังจากปรับตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Tesla +3.3%, Nvidia +1.8% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.38% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.13%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลดลง -1.1% กดดันโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่กลับออกมาน่าผิดหวัง ขณะเดียวกัน ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงก่อนหน้า ได้กดดันทั้งราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ (ก่อนที่ราคาน้ำมันดิบจะรีบาวด์สูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงราว 21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตลาดหุ้นยุโรปใกล้ปิดทำการ) และราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการขายทำกำไรหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงที่ผ่านมาเช่นเดียวกันกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น เข้าใกล้โซน 4.40% อีกครั้ง ตอบรับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด และความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 15% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้) โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองเดิมของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (เราจะประเมินความเป็นไปได้ของคาดการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง ในช่วงการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ทางการสหรัฐฯ อาจพยายามเจรจาให้ทางการจีน ช่วยประสานงาน หาทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน) เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ยังคงออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.8-98.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ซึ่งหนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญอย่าง รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการเติบโตของค่าจ้าง และอัตราการว่างงาน เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลาง รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า ECB มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไทยพร้อมจัดแบดมินตัน TOYOTA Thailand Open 2026 ขนสตาร์โลกชิงชัย 12-17 พ.ค.นี้

สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ ประกาศความพร้อมจัดศึกใหญ่ TOYOTA Thailand Open 2026 ขนทัพนักตบลูกขนไก่ระดับโลกและสตาร์ไทยร่วมชิงชัย 12-17 พ.ค. นี้ ณ อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ
สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลงข่าวประกาศความพร้อมการจัดการแข่งขันแบดมินตันระดับนานาชาติรายการ “TOYOTA Thailand Open 2026 Presented by VICTOR” ทัวร์นาเมนต์ระดับ HSBC BWF World Tour Super 500 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเงินรางวัลรวมกว่า 500,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16,500,000 บาท) โดยจะระเบิดความมันระหว่างวันที่ 12-17 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอโนมาแกรนด์ ได้มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ นำโดย คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC Member) และประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) พร้อมด้วย พลอากาศเอก มณฑล สัชฌุกร นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ และตัวแทนจากผู้สนับสนุนหลักอย่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ วิคเตอร์
ในการนี้ คุณหญิงปัทมา ได้เผยถึงทิศทางใหม่ของวงการแบดมินตันโลก โดยระบุว่าที่ประชุม BWF มีมติเตรียมเปลี่ยนระบบนับคะแนนเป็นแบบ 3 ใน 5 เกม (เกมละ 15 แต้ม) เพื่อให้เกมกระชับและลดอาการบาดเจ็บนักกีฬา ซึ่งจะเริ่มใช้ในต้นปี 2027 พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดแข่งขันทั่วโลกให้สูงขึ้น
สำหรับทัพนักกีฬาที่จะลงชิงชัยในครั้งนี้ นำโดยมือระดับโลกอย่าง ฉี ยู่ฉี (มือ 1 โลกจากจีน), อันเดอร์ส แอนทอนเซ่น (เดนมาร์ก), เฉิน ยู่เฟย (จีน) และ อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น)
ขณะที่นักแบดมินตันไทยพาเหรดร่วมรายการอย่างคับคั่ง นำทัพโดย:
- ประเภทชายเดี่ยว: “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (มือ 2 โลก ดีกรีเหรียญเงินโอลิมปิก 2024), “อิคคิว” พณิชพล ธีระรัตน์สกุล และ “กัน” กันตภณ หวังเจริญ
- ประเภทหญิงเดี่ยว: “เมย์” รัชนก อินทนนท์, “เม” ศุภนิดา เกตุทอง, “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ และ “พิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์
- ประเภทคู่ผสม: “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ จับคู่กับ “เฟม” ศุภิสรา เพียวสามพราน (คู่มือ 3 โลก) และคู่ดาวรุ่ง “โอโม่” พรรคพล ธีระรัตน์สกุล กับ “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย
กำหนดการแข่งขัน ณ อาคารกีฬานิมิบุตร:
- 12-13 พฤษภาคม 2569: รอบคัดเลือกและรอบแรก (เริ่ม 09.00 น.)
- 14 พฤษภาคม 2569: รอบสอง (เริ่ม 09.00 น.)
- 15 พฤษภาคม 2569: รอบก่อนรองชนะเลิศ (เริ่ม 12.00 น.)
- 16 พฤษภาคม 2569: รอบรองชนะเลิศ (เริ่ม 12.00 น.)
- 17 พฤษภาคม 2569: รอบชิงชนะเลิศ (เริ่ม 12.00 น.)
แฟนกีฬาซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ Thaiticketmajor ราคาเริ่มต้น 100 บาท สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไปสนาม สามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง True Sport 7 (ช่อง 686) ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม เป็นต้นไป
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
‘ไวรัสฮันตา’ ผู้ป่วยมี 2 กลุ่มอาการ คร.เผยไทยพบติดเชื้อระดับต่ำ

กรมควบคุมโรคเผย“ไวรัสฮันตา”ผู้ป่วยมี 2 กลุ่มอาการ ประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ ไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ แนะวิธีป้องกัน
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus)ว่า เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้องนพ.มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น
เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้
อาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 20 – 40 %ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย
ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย
คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคฮันตาไวรัส เน้นการลดการสัมผัสระหว่างคนและหนูเป็นหลัก ได้แก่
1. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศหรือสถานที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เช่น ห้องเก็บของหรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน
2. หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนู ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (น้ำยาซักผ้าขาว) ฉีดพ่นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด
3. รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงานไม่ให้เป็นแหล่งอาหาร และเพาะพันธุ์ของหนู อุดช่องโหว่ ปิดทางเข้าออกไม่ให้หนูเข้ามาในอาคาร
และ 4. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอยู่เสมอ
“แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ”นพ.ดิเรกกล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ สรุปครบทุกหมวดหมู่ เปลี่ยนประโยคธรรมดาให้ดูเป็นมืออาชีพ

คุณเคยรู้สึกไหมครับว่าเวลาเราพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษ ประโยคของเรามักจะเป็นประโยคสั้น ๆ ห้วน ๆ ต่อกันเหมือนเด็กประถม เช่น I like cats. I like dogs. I don’t like snakes. การพูดแบบนี้แม้จะสื่อสารเข้าใจแต่ขาดความลื่นไหลและดูไม่เป็นมืออาชีพครับ สิ่งที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้และทำให้คุณดูเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้นก็คือการใช้ คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า connectors และ transitions นั่นเองครับ
การใช้คำเชื่อมที่ถูกต้องจะช่วยร้อยเรียงความคิดของคุณให้เป็นระเบียบ ทำให้คนฟังหรือคนอ่านเข้าใจความสัมพันธ์ของแต่ละประโยคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบอกเหตุผล การเปรียบเทียบความขัดแย้ง หรือการลำดับเหตุการณ์ วันนี้สถาบัน EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการใช้คำเชื่อมระดับมือโปรที่ใช้ได้จริงในชีวิตทำงานปี 2026 นี้ครับ
ทำไม คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ ถึงสำคัญต่อการสื่อสาร?
ลองจินตนาการดูครับว่าถ้าเราไม่มีคำเชื่อม การพูดคุยจะติดขัดแค่ไหน คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือนกาวที่ช่วยยึดประโยคย่อย ๆ ให้กลายเป็น complex sentences ที่สละสลวย ช่วยให้เราสื่อสารไอเดียที่ซับซ้อนได้กระชับขึ้น การเลือกใช้คำเชื่อมที่เหมาะสมยังสะท้อนถึงระดับ grammar และความเชี่ยวชาญทางภาษาของผู้พูด ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือโดยเฉพาะในการเจรจาธุรกิจระดับสากลครับ
นอกจากนี้ การใช้คำเชื่อมยังช่วยในเรื่องของ flow ในการสนทนา ทำให้การพูดคุยดูมี fluently มากขึ้น ไม่หยุดชะงักเป็นช่วง ๆ การฝึกฝนเรื่อง sentence structure จึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจบทบาทของคำเชื่อมแต่ละประเภทเพื่อให้ประโยคสมบูรณ์ที่สุดครับ
ประเภทของ คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ ที่พบได้บ่อยที่สุด
เพื่อให้จำง่ายและนำไปใช้ได้ถูกต้อง เรามาแบ่งกลุ่มคำเชื่อมตามหน้าที่การใช้งานหลัก ๆ กันครับ เพราะคำเชื่อมแต่ละประเภทมีกฎเรื่อง punctuation หรือเครื่องหมายวรรคตอนที่ต่างกันด้วยครับ
คำเชื่อมกลุ่ม Coordinating Conjunctions (FANBOYS)
กลุ่มแรกคือคำเชื่อมพื้นฐานที่เรามักจำกันด้วยตัวย่อ FANBOYS ซึ่งประกอบด้วย For, And, Nor, But, Or, Yet, So ครับ คำกลุ่มนี้ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคที่มีความสำคัญเท่ากัน เช่น I wanted to go out, but it started raining. สังเกตว่าเราต้องใช้เครื่องหมาย comma หน้าคำเชื่อมกลุ่มนี้เวลาเชื่อมสองประโยคเข้าด้วยกันครับ
คำเชื่อมกลุ่ม Subordinating Conjunctions
กลุ่มนี้ใช้เชื่อมประโยคหลักกับประโยคย่อย เพื่อบอกความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผลหรือเงื่อนไข เช่น because, although, since, while, unless เป็นต้น คำกลุ่มนี้จะช่วยให้เราสร้างประโยคที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ
คำเชื่อมกลุ่ม Conjunctive Adverbs
กลุ่มนี้มักใช้ในการเขียนงานที่เป็นทางการหรือ business English เช่น however, therefore, moreover, furthermore, consequently คำกลุ่มนี้มีความพิเศษตรงที่มักจะขึ้นต้นประโยคใหม่หรือวางไว้หลังเครื่องหมาย semicolon เพื่อเชื่อมโยงความคิดจากประโยคก่อนหน้าครับ
เทคนิคการใช้ คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ บอกความเป็นเหตุเป็นผล
เวลาที่เราต้องอธิบายที่มาที่ไปของปัญหาในที่ประชุม คำเชื่อมที่บอกสาเหตุและผลลัพธ์เป็นสิ่งจำเป็นมากครับ แทนที่จะใช้ because เพียงอย่างเดียว คุณลองสลับมาใช้ since หรือ as ในบางจังหวะจะช่วยให้ประโยคดูไม่ซ้ำซากครับ ส่วนการบอกผลลัพธ์ นอกจากการใช้ so แล้ว การใช้ therefore หรือ consequently จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือในการรายงานผลการทำงานได้ดีมากครับ
การใช้คำเชื่อมเพื่อแสดงความขัดแย้งให้ดูสุภาพ
การปฏิเสธหรือแสดงความเห็นที่ต่างออกไปเป็นเรื่องที่ท้าทายในการสื่อสารครับ การเลือกใช้ คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ ที่บอกความขัดแย้งอย่าง although หรือ even though จะช่วยลดความแข็งกระด้างของประโยคลงได้ เมื่อเทียบกับการใช้ but เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้การใช้ however ในการขึ้นต้นประโยคใหม่ยังช่วยให้คุณมีเวลาพักหายใจและเตรียมตัวส่งข้อความที่เห็นต่างได้อย่างนุ่มนวลและเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ
การลำดับเหตุการณ์ด้วย คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ ในการทำงาน
ในการพรีเซนต์งานหรือการเล่าขั้นตอนการทำงาน การลำดับเวลาคือหัวใจสำคัญครับ คำเชื่อมอย่าง first, then, after that, finally หรือ subsequently จะช่วยให้ผู้ฟังสามารถติดตามเรื่องราวของคุณได้อย่างเป็นระบบ การวาง transitions เหล่านี้ไว้ที่ต้นประโยคจะช่วยสร้างโครงสร้างการพูดที่ชัดเจน ทำให้คนฟังไม่หลงทางไปกับข้อมูลที่ซับซ้อนของคุณครับ
ข้อควรระวังในการวางตำแหน่ง คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ ในประโยค
จุดที่หลายคนมักพลาดคือเรื่องการใช้ punctuation ร่วมกับคำเชื่อมครับ เช่น คำว่า however หากวางไว้ต้นประโยคต้องมี comma ตามหลังเสมอ หรือคำว่า although หากวางไว้ต้นประโยค ประโยคที่ตามมาต้องไม่มีคำว่า but ซ้อนเข้ามาอีก การใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะช่วยให้การสื่อสารของคุณดูเป๊ะและไม่มีที่ติในสายตาเจ้าของภาษาครับ
คำเชื่อมภาษาอังกฤษที่คนมักใช้ผิดบ่อยที่สุด
คำที่สร้างความสับสนได้บ่อยที่สุดคือ because of และ despite ครับ เพราะสองคำนี้เป็นบุพบทที่ต้องตามด้วยคำนามเท่านั้น ห้ามตามด้วยประโยคที่มีกริยาครับ การจำผิดประเภทจะทำให้ writing skills ของคุณดูอ่อนลงทันที ดังนั้นการฝึกแยกแยะคำเชื่อมที่เป็น conjunction กับ preposition จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เรียนระดับกลางต้องให้ความสำคัญครับ
วิธีการฝึกใช้คำเชื่อมให้เป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษา
เทคนิคที่ดีที่สุดคือการสังเกตจากสื่อต่าง ๆ ครับ เวลาคุณดูหนังหรืออ่านบทความ ลองสังเกตดูว่าเขาใช้ คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ ตัวไหนในการเชื่อมโยงความคิดเข้าด้วยกัน แล้วลองนำคำเหล่านั้นมาลองแต่งประโยคในชีวิตประจำวันดูครับ การฝึกใช้วันละนิดจะช่วยให้คุณจำคำศัพท์เหล่านี้ได้โดยไม่ต้องนั่งท่องจำกฎไวยากรณ์ที่น่าเบื่อครับ
ยกระดับทักษะการเขียนอีเมลธุรกิจด้วยคำเชื่อมที่สละสลวย
ในการเขียนอีเมลเพื่อประสานงาน การเลือกใช้คำเชื่อมที่แสดงความต่อเนื่องอย่าง furthermore หรือ in addition จะช่วยให้ข้อความของคุณดูมีความเป็นระเบียบและเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ มันสื่อถึงความเอาใจใส่ในการเรียบเรียงข้อมูลก่อนส่งถึงมือผู้รับ และยังช่วยลดความกำกวมของเนื้อหาได้ดีเยี่ยมอีกด้วยครับ
ตารางสรุป คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ ตามการใช้งาน
เพื่อให้คุณนำไปเลือกใช้ได้ทันใจ ผมได้สรุปคำเชื่อมยอดนิยมแยกตามประเภทการใช้งานไว้ในตารางด้านล่างนี้แล้วครับ
| ฟังก์ชันการใช้งาน | คำเชื่อมที่แนะนำ (Conjunctions/Connectors) | ตัวอย่างการนำไปใช้ในประโยค |
| บอกความขัดแย้ง | however, although, despite, whereas | Although it was late, he continued working. |
| บอกความเป็นเหตุผล | because, since, therefore, consequently | It rained; therefore, the match was cancelled. |
| เพิ่มข้อมูล/เสริมความ | moreover, furthermore, in addition, and | Moreover, the new system is very user-friendly. |
| ลำดับเหตุการณ์/เวลา | first, subsequently, meanwhile, finally | Meanwhile, I will prepare the final report. |
| ยกตัวอย่างประกอบ | for instance, such as, specifically | I like fruit, such as apples and oranges. |
| สรุปประเด็นสำคัญ | in conclusion, to sum up, overall | Overall, the project was a great success. |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ
สามารถใช้ however ขึ้นต้นประโยคได้หรือไม่?
ได้ครับ และเป็นที่นิยมมากในการเขียนที่เป็นทางการ แต่ต้องระวังว่าต้องมีเครื่องหมาย comma ตามหลังเสมอครับ
but กับ however ต่างกันอย่างไรในแง่การใช้งาน?
but เป็นคำเชื่อมที่ใช้ในประโยคเดียวกันและมักเป็นกันเองมากกว่า ส่วน however มักใช้ขึ้นต้นประโยคใหม่และมีความเป็นทางการสูงกว่าครับ
การใช้คำเชื่อมมากเกินไปจะส่งผลเสียอย่างไร?
การใส่คำเชื่อมในทุก ๆ ประโยคจะทำให้งานเขียนดูเยิ่นเย้อและอ่านยากครับ ควรเลือกใช้เฉพาะจุดที่ต้องการเน้นความสัมพันธ์ของข้อมูลจริง ๆ เท่านั้น
because กับ because of ใช้แทนกันได้เสมอไหม?
ไม่ได้ครับ because ต้องตามด้วยประโยคเต็มที่มีประธานและกริยา แต่ because of ต้องตามด้วยคำนามหรือกลุ่มคำนามเท่านั้นครับ
คำเชื่อมกลุ่มลำดับเวลาจำเป็นต้องใส่ comma ไหม?
ถ้าใช้ขึ้นต้นประโยค เช่น First, Then, Finally ควรใส่ comma เพื่อแยกส่วนที่บอกลำดับออกจากเนื้อหาหลักของประโยคครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
‘ซอฟต์แวร์’ ไม่ตาย กลับยิ่งทรงพลังและสำคัญขึ้นในยุค AI

- AI ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากขาดซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ เข้าด้วยกัน
- มูลค่าที่แท้จริงและยั่งยืนของ AI จะเกิดขึ้นในชั้นแอปพลิเคชัน ซึ่งซอฟต์แวร์เป็นตัวกลางสำคัญในการแปลงเทคโนโลยีให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
- ซอฟต์แวร์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรวบรวมและจัดการข้อมูลธุรกิจที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
- ในยุคที่เอเจนต์ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซอฟต์แวร์จะทำหน้าที่เป็น “ระบบปฏิบัติการแห่งความเชื่อมั่น” ที่ให้การกำกับดูแล ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือที่จำเป็น
การเทขายหุ้นกลุ่ม SaaS ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลของตลาดต่อ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” จาก AI
แม้การตีความดังกล่าวอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงบางส่วน แต่ก็เผยให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ซอฟต์แวร์ระดับองค์กรกำลังมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคย
คริสเตียน ไคลน์ ประธานกรรมการบริหาร เอสเอพี (SAP) มองว่า AI คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ต และเป็นแรงพลิกโฉมครั้งใหญ่ของซอฟต์แวร์องค์กร
ไม่ใช่เพราะ AI จะเข้ามาแทนที่ซอฟต์แวร์ แต่เพราะ AI ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากขาดซอฟต์แวร์ที่เชื่อมโยงกระบวนการทางธุรกิจ
ความก้าวหน้าด้านการให้เหตุผล การสร้างโค้ด และเอเจนต์อัตโนมัติ ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่กำลังเกิดขึ้นจริง และเริ่มส่งผลต่อโครงสร้างของหลายอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาดที่มีการปรับตัวเร็วอย่างประเทศไทย
ข้อมูลจากเอสซีบี เอกซ์ และเทเลนอร์ระบุว่า ผู้บริโภคไทยมากกว่า 80% เคยใช้งาน AI แล้ว ขณะที่พนักงานราว 40% เริ่มนำ AI มาใช้ในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม มีเพียงส่วนน้อยขององค์กรที่สามารถยกระดับการใช้งานไปสู่ระดับองค์กรได้อย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนช่องว่างระหว่าง “การทดลองใช้” กับ “การสร้างมูลค่าทางธุรกิจจริง”
ไคลน์ระบุว่า AI กำลังสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระดับตัวเลขสองหลัก ดีลคลาวด์ในไตรมาส 4 มากกว่า 2 ใน 3 มี AI เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
ขณะที่ภาคการผลิตเริ่มใช้เอเจนต์ AI จัดการกระบวนการเสนอราคาโดยอัตโนมัติ ลดระยะเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนทีมที่ปรึกษาสามารถคืนเวลาได้ถึง 25% เพื่อนำไปโฟกัสงานที่สร้างมูลค่าสูงกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นจริง
มูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ไหน
ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนผ่านของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี มูลค่ามักเริ่มสะสมที่ชั้นล่างของระบบ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน พลังการประมวลผล หรือโมเดล เปรียบเสมือน “จอบและเสียม” ในยุคตื่นทอง
แต่เมื่อเทคโนโลยีเริ่มนิ่ง มูลค่าที่แท้จริงและยั่งยืนจะค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นไปสู่ชั้นแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นจุดที่เทคโนโลยีถูกนำมาแปลงเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
อินเทอร์เน็ตและคลาวด์เคยพิสูจน์รูปแบบนี้มาแล้ว และ AI ก็มีแนวโน้มจะเดินตามเส้นทางเดียวกัน ซอฟต์แวร์ไม่ได้กำลังเข้าสู่จุดสิ้นสุด แต่กำลังกลายเป็น “พลังพิเศษ” ที่ทำให้ AI ทำงานได้จริงในบริบทธุรกิจ
ในระดับภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งลงทุนใน AI อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีแรงขับเคลื่อนสูง ปัจจัยสำคัญมาจากนโยบายภาครัฐ เช่น แผน AI แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570) ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐาน จริยธรรม และการพัฒนาทักษะ
ขณะเดียวกัน การประเมินร่วมกับ UNESCO ยังสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ แม้จะยังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการขาดแคลนบุคลากรทักษะขั้นสูง
ในภาพรวม เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีมูลค่าสูงถึง 4.44 ล้านล้านบาทในปี 2567 โดยมีภาครัฐเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งคลาวด์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการนำ AI มาใช้ในบริการสาธารณะ
‘ข้อมูล’ ตัวแปรความสำเร็จ
แม้หลายองค์กรจะเริ่มทดลองใช้ AI แต่ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนจากโครงการทดลองให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในระดับองค์กร ปัญหาหลักยังคงเป็นเรื่องเดิม ได้แก่ ข้อมูลที่กระจัดกระจาย ระบบที่แยกส่วน กระบวนการที่ไม่เชื่อมโยง และการกำกับดูแลที่ไม่สอดคล้องกัน
AI ที่สามารถใช้งานได้จริงต้องเข้าใจบริบทธุรกิจอย่างลึกซึ้ง และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ เช่น การเงิน การจัดซื้อ ซัพพลายเชน และการผลิต
หาก AI ทำงานบนข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ทันสมัย ความผิดพลาดอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจโดยที่องค์กรไม่ทันสังเกต
สิ่งนี้ทำให้เห็นชัดว่า AI ไม่ได้ลดบทบาทของซอฟต์แวร์ แต่กลับยิ่งเน้นย้ำความสำคัญของระบบที่เชื่อมโยงกระบวนการทั้งหมดเข้าด้วยกัน
อีกปัจจัยสำคัญคือ “เอเจนต์” และ “การกำกับดูแล” แม้การสร้างเอเจนต์จะทำได้ง่ายขึ้น แต่การนำไปใช้กับกระบวนการจริง เช่น ห่วงโซ่อุปทาน หรือการปิดงบการเงิน ยังคงมีความซับซ้อนสูง
ระบบกำกับดูแลจึงกลายเป็น “ผู้คุมประตู” ที่ตัดสินว่า AI จะได้รับความไว้วางใจหรือไม่ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบความถูกต้อง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ
เอเจนต์ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง จำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่
- ความรู้เฉพาะทางในอุตสาหกรรม
- ข้อมูลธุรกิจที่ถูกต้องและเชื่อถือได้
- ระบบกำกับดูแลระดับองค์กรที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
องค์ประกอบเหล่านี้คือเส้นแบ่งระหว่าง AI ที่ใช้งานได้จริง กับ AI ที่มีเพียงศักยภาพเชิงแนวคิด
อะไรเปลี่ยน และอะไรยังคงเดิม
AI จะทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์เร็วขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง โมเดลภาษาจะกลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้ทั่วไป รูปแบบการใช้งานจะเปลี่ยนจากผู้ใช้ไปสู่เอเจนต์ และอินเทอร์เฟซจะเปลี่ยนจากการคลิกเป็นการโต้ตอบ หน้าจอการใช้งานจะถูกสร้างขึ้นแบบไดนามิกตามบริบทของผู้ใช้ในแต่ละช่วงเวลา
อย่างไรก็ตาม ความต้องการระบบที่มีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งของ SaaS
ดังนั้น เอเจนต์ AI จึงไม่ได้เข้ามาแทนที่ซอฟต์แวร์ระดับองค์กร แต่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์เพื่อให้ทำงานได้จริง
ผู้ชนะในยุค AI จะไม่ใช่ผู้ที่มีโมเดลเหนือกว่าเล็กน้อย แต่คือผู้ที่สร้างมูลค่าในชั้นแอปพลิเคชันได้สำเร็จ ผ่านความเข้าใจธุรกิจ การเชื่อมโยงระบบ และการกำกับดูแลที่พร้อมใช้งานจริง
ในตลาดอย่างประเทศไทย ซึ่งการใช้งาน AI เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การบูรณาการในระดับองค์กรยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ความสามารถในการปิดช่องว่างนี้จะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะ
ท้ายที่สุด ซอฟต์แวร์กำลังกลายเป็น “ระบบปฏิบัติการของความเชื่อมั่น” ในยุคของระบบอัตโนมัติ องค์กรที่เข้าใจสิ่งนี้จะสามารถใช้ AI สร้างผลลัพธ์จริง ขณะที่องค์กรที่ยังอยู่ในขั้นทดลองอาจยังไม่เห็นผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โยเกิร์ตห้ามกินคู่กับอะไร? 5 สิ่งที่สายสุขภาพมักเข้าใจผิด ท้องอืด-เสียของไม่รู้ตัว!

โยเกิร์ต… อาหารเช้าสุดฮิตของสายเฮลตี้ที่ใครๆ ก็ว่าดีต่อลำไส้และช่วยลดน้ำหนัก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาหารที่มีประโยชน์ล้นแก้วแบบนี้ หากจับคู่ผิดชีวิตเปลี่ยนทันที! จากที่จะได้จุลินทรีย์ตัวดี อาจกลายเป็นตัวการทำให้ท้องอืด แน่นท้อง หรือแม้แต่ทำลายวิตามินในร่างกายเราเอง
วันนี้เราจะพาไปเช็กให้ชัวร์ว่า “โยเกิร์ตห้ามกินคู่กับอะไร” และมีอะไรบ้างที่เราเผลอกินคู่กันมาตลอดโดยไม่รู้ว่ามัน “ไม่เข้ากัน” อย่างแรง!
โยเกิร์ตห้ามกินคู่กับอะไร? จับคู่ผิด สารอาหารหาย-ร่างกายประท้วง
หลายคนอาจคิดว่าโยเกิร์ตกินกับอะไรก็ได้ที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่ในทางโภชนาการ มีอาหารบางประเภทที่มีฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของกันและกัน
1. โยเกิร์ต + ของทอด (ความมันขัดขวางทางเดินอาหาร)
หลายคนชอบดื่มโยเกิร์ตตบท้ายมื้ออาหารที่มีแต่ของทอดเพื่อหวังจะให้ช่วยย่อย แต่ความจริงแล้ว ไขมันจำนวนมากจากของทอดจะไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารในโยเกิร์ต และอาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไปจนเกิดอาการท้องอืดอย่างรุนแรง
2. โยเกิร์ต + ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด (กรดชนกรด)
แม้โยเกิร์ตกับผลไม้จะเป็นของคู่กัน แต่การใส่ผลไม้ที่มีกรดสูงมากๆ เช่น มะนาว หรือผลไม้ตระกูลส้มที่เปรี้ยวจี๊ด อาจทำให้จุลินทรีย์ที่มีชีวิต (Probiotics) ในโยเกิร์ตตายลงก่อนที่จะไปถึงลำไส้ แถมยังอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารสำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะได้ด้วย
3. โยเกิร์ต + เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก/แฮม)
นี่คือสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง! ในเนื้อสัตว์แปรรูปมักมีสาร “ไนเตรต” ซึ่งเมื่อเจอกับกรดเอมีนในโยเกิร์ต อาจเกิดปฏิกิริยาที่ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว การกินโยเกิร์ตคู่กับแซนด์วิชแฮมจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับสุขภาพ
ทำไมเราถึงต้องซีเรียสกับการจับคู่ “โยเกิร์ต”?
โยเกิร์ตมีจุดเด่นอยู่ที่ แคลเซียม และ จุลินทรีย์ตัวดี ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ “เปราะบาง” กว่าที่คิด
- จุลินทรีย์ตายง่าย: หากเจออาหารที่มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะธรรมชาติสูงๆ หรืออาหารที่ร้อนจัด จุลินทรีย์จะตายเกลี้ยง
- แคลเซียมดูดซึมยาก: หากกินคู่กับอาหารที่มีสาร “ออกซาเลต” สูง (เช่น ผักโขม) แคลเซียมในโยเกิร์ตจะถูกดักจับจนร่างกายนำไปใช้ไม่ได้
เคล็ดลับการกินโยเกิร์ตให้ได้ประโยชน์สูงสุด
เพื่อให้โยเกิร์ตถ้วยโปรดของคุณทำงานได้เต็มร้อย ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีเหล่านี้แทน:
- กินคู่กับถั่วหรือธัญพืช: ช่วยเพิ่มกากใยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีขึ้น
- กินในช่วงท้องว่างหรือหลังอาหารเล็กน้อย: เพื่อให้ค่า pH ในกระเพาะเหมาะกับการรอดชีวิตของจุลินทรีย์
- เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ: หลีกเลี่ยงน้ำตาลส่วนเกินที่จะไปทำลายสมดุลในลำไส้
สรุป กินให้ถูกวิธี สุขภาพดีแน่นอน
การกินโยเกิร์ตไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกินให้ “ถูกคู่” จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารเต็มเม็ดเต็มหน่วย ใครที่เคยจับคู่ผิดๆ อยู่ ลองเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าระบบขับถ่ายและผิวพรรณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 08/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 71,750.00 | 71,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,638.00 | 70,312.08 | 72,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,174.20 | 63,280.87 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,710.40 | 56,249.66 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,087.10 | 31,640.44 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,623.30 | 24,609.23 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,806.22 | 72,862.30 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 08/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.45 | 42.45 | 42.95 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.08 | 42.08 | 42.58 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.45 | 35.45 | 35.95 | 35.45 | – | 35.45 | 35.45 | 35.45 | 35.45 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.39 | 31.39 | – | – | – | – | – | – | 31.39 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 51.54 | 55.09 | 49.84 | – | – | – | – | – | 51.54 |
| เบนซิน 95 | 52.04 | – | – | 55.06 | – | 52.54 | 52.19 | – | 52.04 |
| ดีเซล | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 61.25 | 61.25 | 49.84 | 61.25 | – | – | – | – | 61.25 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







