ตลาดสำนักงาน กทม. ซัพพลายล้น! ‘ผู้เช่า’ต่อรองสูง!กดดันราคาปรับขึ้นยาก

- ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ ยังคงเป็น “ตลาดของผู้เช่า” เนื่องจากมีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เช่ามีอำนาจต่อรองสูง
- ค่าเช่าเฉลี่ยไม่สามารถปรับขึ้นได้และมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย สวนทางกับต้นทุนการบริหารจัดการอาคารที่สูงขึ้น
- พฤติกรรมผู้เช่าเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพอาคาร ความคุ้มค่าระยะยาว และประสบการณ์การทำงาน มากกว่าแค่ทำเลและราคาเพียงอย่างเดียว
- อาคารเกรด C มีอัตราการเช่าสูงที่สุด สะท้อนว่าผู้เช่ายังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคาในการควบคุมต้นทุน
แม้ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ ปี 2569 จะพอเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ค่าเช่า” กลับยังไม่สามารถขยับขึ้นได้สวนทางกับ “ต้นทุน” พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าของอาคารต้องแบกรับภาระทั้งค่าบริหารจัดการ ค่าพลังงาน และการแข่งขันจากซัพพลายใหม่ที่ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การฟื้นตัวแบบร้อนแรง แต่เป็นการฟื้นตัวที่ “ผู้เช่า” ยังถืออำนาจต่อรอง! และกำลังเปลี่ยนกติกาของตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ เพราะวันนี้ ผู้เช่าไม่ได้มองหาแค่ “พื้นที่ทำงาน” แต่กำลังเลือก “คุณภาพ ต้นทุน และความคุ้มค่าในระยะยาว” แม้ดีมานด์เริ่มกลับมา แต่ตลาดยังไม่พ้นภาวะซัพพลายล้น!
ปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ หุ้นส่วนและกรรมการบริหารหัวหน้าส่วนพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ตลาดออฟฟิศในกรุงเทพฯ เริ่มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีดีมานด์เช่าพื้นที่รวมกว่า 110,000 ตารางเมตร สามารถระบายสต็อกได้ราว 70,000 ตารางเมตร ส่งผลให้อัตราการเช่าเฉลี่ยของตลาดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 77.6% ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติด

หากแยกตามเกรดอาคาร จะพบว่าอาคารเกรด A มีอัตราเช่า 78% อาคารเกรด B อยู่ที่ 76% อาคารเกรด C อยู่ที่ 81% ตัวเลขที่น่าสนใจคือ อาคารเกรด C กลับมีอัตราการเช่าสูงที่สุดในตลาดสะท้อนว่าในภาวะเศรษฐกิจที่องค์กรยังควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด “ราคา” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเช่า
ทำไมค่าเช่ายังขึ้นไม่ได้?
แม้ดีมานด์เริ่มกลับมาแต่ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ ยังถูกกดดันจาก “ซัพพลายใหม่” จำนวนมากทำให้ “ผู้เช่า” ยังคงมีตัวเลือกสูงและเจ้าของอาคารยังไม่สามารถผลักภาระต้นทุนผ่านการขึ้นค่าเช่าได้
ข้อมูลล่าสุด ระบุว่า ค่าเสนอเช่าเฉลี่ยไตรมาส 1 ปี 2569 ลดลงเล็กน้อย 0.4% จากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 847 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน แบ่งเป็นเกรด A ราว 1,238 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน เกรด B เฉลี่ย 856 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ส่วน เกรด C เฉลี่ย 542 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
“สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ยุคแข่งขันด้าน คุณภาพ และราคา ไม่ใช่แค่ทำเลอีกต่อไป”
จุดเปลี่ยนสำคัญ “ผู้เช่า” ไม่ได้เลือกแค่ “ออฟฟิศ”
ปัญญา มองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณการเช่า” แต่อยู่ที่ “วิธีคิดของผู้เช่า” เพราะองค์กรยุคใหม่เริ่มพิจารณามากกว่าแค่ขนาดพื้นที่หรือโลเกชันแต่ดูไปถึงประสิทธิภาพของอาคารต้นทุนระยะยาวคุณภาพสิ่งแวดล้อมการทำงานการประหยัดพลังงานความยืดหยุ่นในการใช้งานผลลัพธ์คือช่องว่างระหว่าง “อาคารใหม่” กับ “อาคารเก่า” กำลังกว้างขึ้นเรื่อยๆ อาคารเก่า กำลังเผชิญโจทย์หนักที่สุดในรอบหลายปี
ในอดีตอาคารสำนักงานเก่าอาจแข่งขันได้ด้วย “ทำเล” แต่วันนี้เพียงทำเลอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไปเมื่ออาคารใหม่จำนวนมากถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การประหยัดพลังงาน และประสบการณ์การทำงานขณะที่ผู้เช่าหลายบริษัทเริ่มใช้การย้ายออฟฟิศเป็นเครื่องมือในการรีแบรนด์องค์กรและดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าทำงานทำให้อาคารเก่าหลายแห่งกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ของ การรักษาผู้เช่าเดิม การแข่งขันด้านราคา และต้นทุนปรับปรุงอาคาร
“พูดง่ายๆ คือตลาดออฟฟิศยุคนี้ ไม่ได้แข่งกันแค่มีพื้นที่ว่างไหม แต่กำลังแข่งกันว่าใครสร้างประสบการณ์การทำงานได้ดีกว่า”
Non-CBD กำลังเป็นตัวเลือกใหม่ขององค์กร
อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญคือการเติบโตของออฟฟิศนอกย่านใจกลางเมือง (Non-CBD) ที่ผ่านมาหลายบริษัทเริ่มมองหาออฟฟิศในทำเลที่ค่าเช่าต่ำกว่าแต่ยังเดินทางสะดวกและเชื่อมต่อระบบขนส่งได้ดีเพื่อลดต้นทุนระยะยาว
แนวโน้มนี้ทำให้ทำเล Non-CBD กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าจับตาโดยเฉพาะในยุคที่องค์กรจำนวนมากยังใช้นโยบายการทำงานแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Work ทำให้ไม่จำเป็นต้องเช่าออฟฟิศขนาดใหญ่ในใจกลางเมืองเหมือนในอดีต
ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ เข้าสู่ยุคคัดคุณภาพ
แม้ตัวเลขดีมานด์จะเริ่มฟื้นตัวแต่ภาพรวมของตลาดปี 2569 ยังคงเป็น “ตลาดของผู้เช่า” อย่างชัดเจน เพราะซัพพลายใหม่ยังทยอยเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เช่ายังคงระมัดระวังในการขยายพื้นที่
“สิ่งที่น่าสนใจคือการแข่งขันในระยะต่อไปอาจไม่ใช่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียวแต่จะเป็นการแข่งขันด้านคุณภาพอาคาร ประสบการณ์ผู้ใช้งาน ความยืดหยุ่น และต้นทุนการดำเนินงานระยะยาว”
ท้ายที่สุดอาคารสำนักงานที่อยู่รอดได้ในเกมนี้อาจไม่ใช่อาคารที่ใหม่ที่สุดแต่คือ “อาคารที่เข้าใจวิธีทำงานของคนยุคใหม่” ได้ดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
วัน แบงค็อก เร่งปิดดีลผู้เช่าทั่วโลก ดึง Knight Frank เสริมทัพ

- วัน แบงค็อก แต่งตั้ง ไนท์แฟรงค์ (Knight Frank) เป็นตัวแทนจัดหาผู้เช่าเพิ่มเติม เพื่อเร่งดึงดูดบริษัทข้ามชาติและสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค
- การเสริมทัพครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้เครือข่ายลูกค้าระดับโลกของไนท์แฟรงค์ ในการสร้างให้โครงการเป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาคแห่งใหม่
- กลยุทธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแส “Flight to Quality” ที่องค์กรต่างๆ ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อย้ายเข้าสู่อาคารสำนักงานคุณภาพสูงที่เน้นระบบนิเวศทางธุรกิจและมาตรฐาน ESG
เมื่อเกมออฟฟิศกรุงเทพฯ เข้าสู่ยุค “ตึกเกรดเอไม่พอ ต้องเป็นระบบนิเวศธุรกิจ” วัน แบงค็อก กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยการดึง Knight Frank เข้ามาเสริมทัพ เพื่อไล่ล่าบริษัทข้ามชาติและสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค ท่ามกลางกระแส Flight to Quality ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ตลาดสำนักงานไทย
ไม่ใช่แค่ “มีพื้นที่” แต่ต้อง “มีระบบนิเวศ”
ตลาดอาคารสำนักงานกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่การแข่งขันวัดกันด้วย “ทำเล” และ “ค่าเช่า” วันนี้โจทย์ใหม่ของผู้เช่าระดับโลก คือ อาคารที่ตอบทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต เทคโนโลยี ความยั่งยืน และภาพลักษณ์องค์กรและนี่คือเหตุผลที่ “วัน แบงค็อก” โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ
เดินเกมรุกครั้งใหม่ ด้วยการแต่งตั้ง “Knight Frank” เป็นตัวแทนจัดหาผู้เช่าเพิ่มเติมหลังจากก่อนหน้านี้มี JLL และ CBRE เป็นแม่ทัพหลักอยู่แล้วการเพิ่ม Knight Frank ไม่ใช่แค่เพิ่ม “โบรกเกอร์” แต่คือการเพิ่ม “เครือข่ายลูกค้าระดับโลก” และอินไซต์เชิงลึกของตลาดสำนักงานยุคใหม่เพราะเป้าหมายของวัน แบงค็อก ไม่ได้หยุดแค่การปล่อยเช่าอาคารแต่คือการสร้าง “ศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาค” ของกรุงเทพฯ
เมื่อบริษัททั่วโลกกำลังย้ายเข้าสู่ “ตึกคุณภาพสูง”
หนึ่งในเทรนด์สำคัญของตลาดสำนักงานปัจจุบัน คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Flight to Quality”หรือการที่องค์กรขนาดใหญ่ ยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อย้ายเข้าสู่อาคารสำนักงานคุณภาพสูงกว่าเดิมเหตุผลไม่ใช่แค่ความสวยงามของตึกแต่รวมถึงมาตรฐาน ESG พื้นที่สีเขียว ระบบดิจิทัล ความสะดวกในการเดินทาง และประสบการณ์การทำงานที่ช่วยดึงดูดคนเก่งให้อยากอยู่กับองค์กร
ข้อมูลจาก Knight Frank ระบุว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 ตลาดสำนักงานกรุงเทพฯ มีอัตราดูดซับพื้นที่สุทธิราว 70,000 ตารางเมตรสูงกว่าซัพพลายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดส่งผลให้อัตราการเช่ารวมของตลาดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 77.6%สะท้อนว่า “ดีมานด์” ของสำนักงานเกรดพรีเมียม กำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาคารที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Green-Certified Buildings ซึ่งกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของบริษัทข้ามชาติ
วัน แบงค็อก กำลังขายมากกว่า “ออฟฟิศ”
จุดแข็งสำคัญของวัน แบงค็อก คือการไม่ได้ขายแค่ “พื้นที่ทำงาน”แต่ขาย “ประสบการณ์ของการใช้ชีวิต”ภายในโครงการประกอบด้วย อาคารสำนักงาน รีเทล โรงแรม พื้นที่สีเขียว งานศิลปะ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร ทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อให้พนักงานสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และพักผ่อนอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้
โมเดลนี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของเมืองธุรกิจระดับโลก และเป็นเหตุผลที่บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มย้ายเข้ามาปักธงแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Baker McKenzie, EY Thailand, Microsoft, Agoda, HSBC Thailand และ SMBC สะท้อนว่า วัน แบงค็อก กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็น “Regional HQ Destination” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศึกสำนักงานยุคใหม่ คนชนะอาจไม่ใช่คนมีตึกเยอะที่สุด
แต่คือคนที่สร้าง “ระบบนิเวศธุรกิจ” ได้สมบูรณ์ที่สุด การดึง Knight Frank เข้ามาเสริมทัพ จึงเป็นมากกว่าการขยายทีมขายพื้นที่เช่า แต่คือการเร่งสปีดให้วัน แบงค็อก กลายเป็น “แม่เหล็ก” ดูดบริษัทระดับโลกเข้าสู่กรุงเทพฯ
ปัจจุบัน พื้นที่สำนักงานเฟสแรกของโครงการกว่า 300,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่าแล้วถึง 66% ตัวเลขนี้อาจสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสำหรับองค์กรขนาดใหญ่“คุณภาพของที่ทำงาน” กำลังกลายเป็นต้นทุนที่ยอมจ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อแลกกับคนเก่ง ภาพลักษณ์ และการเติบโตระยะยาวของธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 12 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ แต่ผันผวนสูงตามสงคราม

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยหนุนคือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ค่าเงินยังคงมีความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงทั้งสองทิศทาง (Two-way risk) โดยมีปัจจัยหลักจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.20-32.50 บาทต่อดอลลาร์
- ตลาดกำลังจับตาปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน ได้แก่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.20-32.50 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นสู่โซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.23-32.45 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยจังหวะอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้ปัจจัยสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนวันอังคารนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) และการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน มากกว่าจะเป็นการตอบรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปฏิเสธคำตอบข้อเสนอหยุดยิงจากทางการอิหร่าน ส่งผลให้โดยรวมราคาน้ำมันดิบยังคงแกว่งตัวในระดับสูง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลักอยู่ อาทิ ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 27% ที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ได้ในปีนี้
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวันก่อนหน้า ตามจังหวะการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ แต่เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มจำกัดลง และเงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะต้องรอให้ถึง การประชุม Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้
ขณะเดียวกัน เรากังวลว่า ตลาดอาจยิ่งกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดอาจคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติมได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI พุ่งสูงขึ้นกว่าคาด ทั้งในส่วนของ %y/y และโมเมนตัมรายเดือน (%m/m) ท่ามกลางรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน ทำให้ โซนแนวรับของเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในกรณีที่ เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างระหว่างวัน
อนึ่ง เราคงมองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น เรามองว่า เงินบาทอาจจะมีโซนแนวต้านแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าอยู่บ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ตราบใดที่ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ซึ่งเราคงประเมินว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาสที่ 2 นี้) ขณะเดียวกัน โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า ยกเว้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน จนตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ให้โอกาส 50% เป็นอย่างน้อย ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งในภาพดังกล่าว อาจเห็นการปรับตัวขึ้นแรงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงหนักของราคาทองคำ (XAUUSD ปรับตัวลดลงสู่โซน 4,400-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง) จนสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้
เราคงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor รวมถึง การปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.19% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.10%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.11% ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ LVMH -4.4% จากความกังวลว่าอุปสงค์ต่อสินค้าแบรนด์เนมยังคงเปราะบางอยู่ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ กลุ่มพลังงาน และกลุ่ม Healthcare
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น เข้าใกล้โซน 4.41% อีกครั้ง ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับแนวโน้มรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่อาจเร่งตัวสูงขึ้น ทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 27% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ เรามองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสอดคล้องกับมุมมองเดิมของเราว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ (ซึ่งต้องจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในคืนนี้อย่างใกล้ชิด) รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (เราจะประเมินความเป็นไปได้ของคาดการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง ในช่วงการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ทางการสหรัฐฯ อาจพยายามเจรจาให้ทางการจีน ช่วยประสานงาน หาทางยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน) เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นทั้งการประชุม Trump-Xi summit ช่วงปลายสัปดาห์ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์มีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนก่อนรับรู้ปัจจัยสำคัญดังกล่าว ทว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้นบ้างในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 98 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.8-98.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดจะยังคงมีความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเลือกที่จะปรับสถานะถือครองก่อนที่จะรับรู้ ทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และการประชุม Trump-Xi summit กอปรกับ เงินดอลลาร์มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น เหนือโซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญอย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนพฤษภาคม พร้อมกับรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า ECB มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สรุปผลบอลเมื่อคืน 5 ลีกใหญ่ยุโรป ประจำวันที่ 12 พ.ค. 69

ผลการแข่งขันฟุตบอล 5 ลีกใหญ่ยุโรป ประจำวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีกา สเปน,บุนเดสลีกา เยอรมนี, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ ลีกเอิง ฝรั่งเศส แต่ละคู่ต่างมีความสำคัญต่อการลุ้นแชมป์และพื้นที่ยุโรป ลองมาดู ผลบอล ล่าสุดที่น่าสนใจกันเลย
ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
- สเปอร์ส 1-1 ลีดส์
ผลบอล ลา ลีกา สเปน
- ราโย บาเยกาโน่ 1-1 กีโรน่า
ผลบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี
- นาโปลี 2-3 โบโลญญา
ผลบอล แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ
- มิลวอลล์ 0-2 ฮัลล์ ซิตี้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
7 ผลข้างเคียงจาก “การนอนตอนผมเปียก” ที่หลายคนมองข้าม

นอนตอนผมเปียก อันตรายจริงไหม?
หลายคนมีพฤติกรรมสระผมตอนกลางคืน แล้วเข้านอนทันทีเพราะเหนื่อยหรือไม่มีเวลาเป่าผมให้แห้ง แต่รู้หรือไม่ว่า “การนอนตอนผมเปียก” อาจเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพและเส้นผมแบบไม่รู้ตัว ทั้งหนังศีรษะอับชื้น ผมขาดหลุดร่วง ไปจนถึงภูมิแพ้กำเริบ
แม้จะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่หากทำเป็นประจำ ก็อาจสะสมปัญหาเรื้อรังได้เช่นกัน
7 ผลข้างเคียงจากการนอนตอนผมเปียก
1. หนังศีรษะอับชื้น เสี่ยงเชื้อราและรังแค
เมื่อผมและหมอนมีความชื้นสะสมเป็นเวลานาน จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการคัน หนังศีรษะลอก หรือรังแคหนักขึ้นได้
บางคนอาจมีตุ่มแดงหรือผื่นบริเวณไรผมร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่หนังศีรษะแพ้ง่าย
2. ผมขาดง่าย หลุดร่วงมากขึ้น
ช่วงที่ผมเปียก เส้นผมจะอ่อนแอกว่าปกติ เมื่อนอนทับหรือเสียดสีกับหมอนตลอดคืน อาจทำให้ผมแตกปลาย ขาดง่าย และหลุดร่วงมากขึ้น
ยิ่งถ้าชอบมัดผมตอนเปียกก่อนนอน ยิ่งเพิ่มแรงดึงรั้งจนรากผมอ่อนแอได้
3. กลิ่นอับติดเส้นผมและหมอน
ความชื้นสะสมบนเส้นผมและปลอกหมอน อาจทำให้เกิดกลิ่นอับโดยไม่รู้ตัว แม้เพิ่งสระผมใหม่ ๆ ก็ยังรู้สึกว่าผมไม่หอมสดชื่น
หากปล่อยไว้นาน ปลอกหมอนยังอาจสะสมเชื้อโรคและไรฝุ่นเพิ่มขึ้นด้วย
4. สิวขึ้นบริเวณใบหน้าและแผ่นหลัง
หมอนที่ชื้นจากผมเปียก อาจกลายเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรีย ซึ่งสามารถสัมผัสกับผิวหน้าและผิวหลังขณะนอน ส่งผลให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวง่ายอยู่แล้ว ควรระวังพฤติกรรมนี้ให้มาก
5. ปวดหัวหรือไม่สบายตัวหลังตื่นนอน
หลายคนรู้สึกปวดหัว หนักหัว หรือไม่สบายตัวหลังนอนทั้งที่ผมยังเปียก แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผมเปียกทำให้เป็นหวัดโดยตรง แต่ความเย็นและความชื้นอาจทำให้ร่างกายรู้สึกไม่สบาย โดยเฉพาะในห้องแอร์
6. ภูมิแพ้กำเริบง่ายขึ้น
หมอนที่ชื้นเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่นและเชื้อรา ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของโรคภูมิแพ้ คนที่มีอาการคัดจมูก จามบ่อย หรือแพ้อากาศ อาจมีอาการหนักขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ
7. ผมลีบ ไม่เป็นทรงในตอนเช้า
นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว การนอนตอนผมเปียกยังทำให้ผมเสียทรง ชี้ฟู หรือหักเป็นรอยง่าย ตื่นเช้ามาอาจต้องเสียเวลาเซ็ตผมใหม่มากกว่าเดิม
ถ้าจำเป็นต้องสระผมตอนกลางคืน ควรทำอย่างไร?
เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากการนอนผมเปียก ควรดูแลดังนี้
- เป่าผมให้แห้งอย่างน้อย 80-90% ก่อนนอน
- ใช้ลมเย็นหรือลมอุ่นแทนลมร้อนจัด
- หลีกเลี่ยงการมัดผมขณะยังเปียก
- เปลี่ยนปลอกหมอนสม่ำเสมอ
- หากเหนื่อยมาก ควรสระผมให้เร็วก่อนเวลาเข้านอน
สรุป
แม้การนอนตอนผมเปียกจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่หากทำเป็นประจำ อาจส่งผลเสียทั้งต่อเส้นผม หนังศีรษะ และสุขภาพโดยรวมได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะปัญหาเชื้อรา ผมร่วง สิว และภูมิแพ้
ทางที่ดีที่สุดคือเป่าผมให้แห้งก่อนเข้านอนทุกครั้ง เพื่อช่วยลดความอับชื้นและดูแลสุขภาพเส้นผมในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
บล. ลิเบอเรเตอร์ เปิดเวิร์กชอป “Global Technical Screener”

- บล.ลิเบอเรเตอร์ จัดเวิร์กชอปออนไลน์ในหัวข้อ “Global Technical Screener” เพื่อสอนนักลงทุนใช้เครื่องมือ TradingView คัดเลือกหุ้นในตลาดสหรัฐฯ และจีน
- สอนโดยคุณอภิวัฒน์ ทวีศิริเวทย์ (โค้ชบาส) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิค ครอบคลุมการตั้งค่า Screener และ 3 สูตรการคัดหุ้น
- กิจกรรมจะจัดขึ้นในรูปแบบ Live Online ผ่าน YouTube ในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 – 16.00 น.
- ลูกค้า Liberator สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ฟรี และผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีเพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์กชอป
บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ “Liberator” เดินหน้ายกระดับศักยภาพนักลงทุนไทย จัดกิจกรรมออนไลน์เวิร์กชอปสุดพิเศษในหัวข้อ “Global Technical Screener: สูตรคัดหุ้นต่างประเทศด้วย TradingView” มุ่งเน้นการสอนใช้เครื่องมือวิเคราะห์ระดับสากลเพื่อค้นหาหุ้นคุณภาพในตลาดสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างมืออาชีพ พร้อมถ่ายทอดเทคนิคการคัดกรองหุ้นแบบเป็นระบบที่เข้าใจง่ายแม้เป็นมือใหม่
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นจุดหมายสำคัญที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมบริษัทนวัตกรรมชั้นนำ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของนักลงทุนส่วนใหญ่คือการมีตัวเลือกที่มากเกินไป จนไม่สามารถคัดเลือกหุ้นที่มีสัญญาณเติบโตได้อย่างแม่นยำ
Liberator จึงออกแบบหลักสูตรนี้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการใช้งาน Stock Screener บน TradingView ซึ่งเป็นฟีเจอร์อัจฉริยะที่ช่วยกรองหุ้นตามเงื่อนไขที่ต้องการ ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจลงทุน
กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณอภิวัฒน์ ทวีศิริเวทย์ (โค้ชบาส) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคระดับสากล เจ้าของคุณวุฒิ CMT และ CFTe มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ โดยมีหัวข้อการเรียนรู้ที่สำคัญ ดังนี้:
1.Market Insight: เจาะลึกข้อดีและโอกาสการเติบโตในตลาดหุ้น US และ China
2.Screener Setup: สอนการใช้งานเครื่องมือคัดกรองหุ้นอย่างละเอียดแบบ Step-by-step
3.Technical Filters: แนะนำการตั้งค่าตัวแปรทางเทคนิคเพื่อหาหุ้นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง
4.3 สูตรเด็ดคัดหุ้นผู้ชนะ
โดยเวิร์กชอปจะจัดขึ้นในรูปแบบ Live Online ผ่านช่องทาง YouTube วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 – 16.00 น. พร้อมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถซักถามข้อสงสัยได้สดๆ ในช่วง Q&A และพิเศษผู้เข้าร่วมจะได้รับไฟล์สรุปเนื้อหาสำคัญเพื่อใช้เป็นคู่มือในการลงทุนจริง
ลูกค้า Liberator: ลงทะเบียนเข้าร่วมฟรีได้ที่ https://forms.office.com/r/8yZV7UdpmR (ตั้งแต่วันนี้ถึง 21 พ.ค. 69 ก่อนเวลา 12.00 น.) สำหรับผู้ที่ยังไม่มีบัญชี สามารถเปิดบัญชีกับ Liberator เพื่อรับสิทธิ์เข้าอบรมและรับเอกสารพิเศษได้ที่ https://go.liberator.co.th/xlnX/globalscreener
การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจหลักจาก Liberator ที่ต้องการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเงินอย่างยั่งยืน และผลักดันให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือวิเคราะห์คุณภาพสูง เพื่อสร้างความมั่นใจในการต่อยอดพอร์ตการลงทุนสู่ระดับสากล
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คำกริยาวิเศษณ์ คืออะไร? เคล็ดลับการขยายประโยคให้มีมิติ

ลองจินตนาการดูนะครับว่าถ้าเราคุยกับเพื่อนว่า “เขาวิ่ง” เฉยๆ คนฟังก็คงจะแค่รับทราบข้อมูลเบื้องต้น แต่ถ้าเราเติมคำบางคำลงไปให้กลายเป็น “เขาวิ่งเร็วมาก” หรือ “เขาวิ่งที่นี่ทุกวัน” ประโยคจะดูมีชีวิตชีวาและเห็นภาพชัดเจนขึ้นทันที นี่คือพลังของสิ่งที่เรียกว่า คำกริยาวิเศษณ์ หรือ Adverbs นั่นเองครับ
กริยาวิเศษณ์เปรียบเสมือนเครื่องปรุงรสที่ช่วยให้การสื่อสารภาษาอังกฤษของคุณกลมกล่อมขึ้น มันทำหน้าที่เป็นตัวขยายที่ไม่ใช่แค่ขยายกริยาอย่างเดียว แต่ยังขยายเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่างคำคุณศัพท์ หรือแม้แต่ขยายตัวมันเองได้ด้วย วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของคำเหล่านี้ เพื่อเปลี่ยนคุณให้เป็นนักสื่อสารที่เป๊ะและปังกว่าเดิมในทุกสถานการณ์ครับ
หน้าที่สำคัญของ Adverbs ในฐานะตัวช่วยขยายความ
หน้าที่หลักของ คำกริยาวิเศษณ์ ในภาษาอังกฤษคือการทำหน้าที่เป็น Modifier ครับ มันจะช่วยตอบคำถามพื้นฐานของคนฟังว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น อย่างไร (How) ที่ไหน (Where) เมื่อไหร่ (When) บ่อยแค่ไหน (How often) หรือในระดับใด (To what extent) การที่เราสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน จะช่วยให้บทสนทนาไม่ติดขัดและดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
ในโลกของการทำงานปี 2026 การระบุรายละเอียดที่แม่นยำมีความสำคัญมากครับ เช่น การบอกว่ายอดขายเพิ่มขึ้น “อย่างรวดเร็ว” (quickly) ย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างจากการบอกว่าเพิ่มขึ้น “อย่างช้าๆ” (slowly) การเลือกใช้คำขยายที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยยกระดับ Writing Skills และความน่าเชื่อถือของคุณในทุกแพลตฟอร์มการสื่อสารครับ
ประเภทของคำกริยาวิเศษณ์ที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน
เพื่อให้การเรียนรู้เรื่อง กริยาวิเศษณ์ ง่ายขึ้น เรามาแบ่งพวกมันออกเป็นกลุ่มตามหน้าที่ในการสื่อสารกันครับ เพราะแต่ละกลุ่มจะมีตำแหน่งและการใช้งานที่เฉพาะตัว หากคุณแยกแยะประเภทได้ คุณจะสามารถวางโครงสร้างประโยคได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องนั่งท่องจำกฎไวยากรณ์ที่ยุ่งยากเลยครับ

กริยาวิเศษณ์บอกลักษณะอาการที่ช่วยให้การพูดดูมีเสน่ห์
กลุ่มแรกคือ Adverbs of Manner ครับ คำกลุ่มนี้จะบอกว่าเราทำสิ่งนั้น อย่างไร ส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วย -ly เช่น beautifully, fluently, หรือ carefully การใช้คำกลุ่มนี้จะช่วยให้คุณอธิบายกระบวนการทำงานหรือพฤติกรรมของคนได้อย่างเห็นภาพ เช่น She speaks English fluently. ซึ่งคำว่า fluently เข้าไปช่วยขยายว่าเธอพูดได้คล่องแคล่วขนาดไหนครับ
การระบุสถานที่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
ต่อมาคือ Adverbs of Place ครับ กลุ่มนี้ใช้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น ที่ไหน เช่น everywhere, here, there, หรือ upstairs คำเหล่านี้มีความสำคัญมากในการให้ข้อมูลเรื่องสถานที่หรือทิศทาง ช่วยให้คนฟังไม่ต้องเดาว่าสิ่งที่คุณกำลังพูดถึงนั้นตั้งอยู่ที่จุดไหนกันแน่ เป็นพื้นฐานสำคัญของการสื่อสารที่ต้องการความชัดเจนครับ
การบอกเวลาเพื่อให้การนัดหมายไม่คลาดเคลื่อน
กลุ่มที่สามคือ Adverbs of Time ใช้บอกว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เมื่อไหร่ เช่น yesterday, now, soon, หรือ lately การใช้คำบอกเวลาที่ถูกต้องจะช่วยให้การวางแผนงานหรือการนัดหมายของคุณเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ลดโอกาสในการเข้าใจผิดเรื่องกำหนดการ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำงานระดับสากลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ครับ
ระบุความถี่เพื่อสร้างความชัดเจนในกิจวัตร
กลุ่มที่สี่คือ Adverbs of Frequency ใช้บอกว่าทำสิ่งนั้น บ่อยแค่ไหน เช่น always, usually, often, หรือ never คำกลุ่มนี้มักจะมีตำแหน่งการวางที่พิเศษในประโยค คือวางหน้ากริยาหลักแต่ตามหลังกริยาช่วย การใช้คำกลุ่มนี้ได้แม่นยำจะช่วยให้เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนต่างชาติเข้าใจกิจวัตรและนิสัยการทำงานของคุณได้ดีขึ้นครับ
การเน้นย้ำระดับความเข้มข้นของสิ่งที่ต้องการสื่อ
กลุ่มสุดท้ายคือ Adverbs of Degree ใช้บอก ระดับ หรือดีกรีของสิ่งนั้น เช่น very, extremely, quite, หรือ almost คำกลุ่มนี้ทำหน้าที่ขยายได้ทั้งกริยา คุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นมัน “มาก” หรือ “น้อย” ขนาดไหน ช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าสนใจให้กับสิ่งที่คุณต้องการเน้นย้ำครับ
วิธีการเปลี่ยนคำคุณศัพท์ให้กลายเป็นคำกริยาวิเศษณ์แบบง่ายๆ
กฎพื้นฐานที่ใช้ได้เกือบ 90% คือการนำ Adjective มาเติม -ly ไว้ข้างท้ายครับ เช่น slow กลายเป็น slowly หรือ quick กลายเป็น quickly แต่ก็มีข้อยกเว้นที่ต้องระวัง เช่น คำที่ลงท้ายด้วย y ต้องเปลี่ยนเป็น i ก่อนเติม ly อย่าง happy เป็น happily หรือคำบางคำที่เปลี่ยนรูปไปเลยอย่าง good กลายเป็น well การจำจุดเล็กๆ เหล่านี้ได้จะช่วยให้ Vocabulary ของคุณดูเป๊ะและเป็นธรรมชาติมากขึ้นครับ
ตำแหน่งการวาง Adverbs ในโครงสร้างประโยคที่ถูกต้อง
นี่คือจุดที่ท้าทายที่สุดครับ เพราะ Adverbs แต่ละประเภทชอบอยู่ที่ต่างกัน Adverbs of Manner มักจะอยู่ท้ายประโยคหรือหลังกรรม ในขณะที่ Adverbs of Frequency ชอบอยู่หน้ากริยาหลัก การเข้าใจตำแหน่งที่ถูกต้องจะช่วยให้ Sentence Structure ของคุณดูไม่ขัดหูคนฟัง และช่วยให้คุณสื่อสารได้อย่างลื่นไหลเหมือนเจ้าของภาษาจริงๆ ครับ
ข้อควรระวังในการเลือกใช้คำบอกระดับความถี่
บางครั้งการใช้คำว่า always หรือ never อาจดูรุนแรงหรือเกินจริงไปในบางบริบทครับ การเลือกใช้คำที่นุ่มนวลกว่าอย่าง frequently หรือ rarely ในการเจรจาธุรกิจจะช่วยให้คุณดูเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นและรอบคอบมากขึ้น การเข้าใจนัยแฝงของคำเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ Grammar Rules ที่ต้องอาศัยการสังเกตและฝึกฝนการใช้งานจริงสม่ำเสมอครับ
ความแตกต่างระหว่าง Adjective และ Adverb ที่คนมักสับสน
จำง่ายๆ ว่า Adjective ขยาย “นาม” แต่ Adverb ขยาย “กริยา/คุณศัพท์/ตัวเอง” ครับ ตัวอย่างเช่น He is a careful driver (ใช้ Adjective ขยาย driver) กับ He drives carefully (ใช้ Adverb ขยาย drives) การใช้ผิดตัวอาจไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยนจนกู่ไม่กลับ แต่จะทำให้คุณดูเหมือนยังไม่แม่นพื้นฐานภาษา ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจเวลา Speaking ในที่สาธารณะได้ครับ
การเพิ่มประสิทธิภาพทักษะการเขียนด้วยคำกริยาวิเศษณ์
ในการเขียนรายงานหรืออีเมล การใช้คำกริยาวิเศษณ์ที่หลากหลายจะช่วยให้งานเขียนของคุณดูน่าสนใจและไม่น่าเบื่อครับ แทนที่จะใช้คำว่า very ซ้ำไปซ้ำมา ลองเปลี่ยนเป็น extremely, remarkably หรือ significantly จะช่วยให้งานเขียนของคุณดูเป็นมืออาชีพและมีระดับมากขึ้น เป็นการโชว์ศักยภาพด้าน Writing Skills ที่ชัดเจนที่สุดครับ
เทคนิคการใช้ Adverbs ในการสื่อสารภาษาอังกฤษธุรกิจ
ในบริบทของ Business English การใช้คำกริยาวิเศษณ์อย่างแม่นยำจะช่วยในการเจรจาต่อรองได้ดีมากครับ เช่น การบอกว่าข้อเสนอนี้ “น่าสนใจมาก” (highly interesting) หรือผลลัพธ์ “น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง” (perfectly satisfactory) คำเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกเชิงบวกและแสดงถึงความมั่นใจในข้อมูลที่คุณมี ทำให้พาร์ทเนอร์รู้สึกเชื่อมั่นในตัวคุณมากขึ้นครับ
วิธีฝึกฝนการใช้คำขยายให้เป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษา
เทคนิคที่ผมแนะนำคือการอ่านและฟังเยอะๆ ครับ ลองสังเกตว่า Native Speaker เขาใช้คำขยายในสถานการณ์ไหนบ้าง แล้วลองเลียนแบบการใช้คำเหล่านั้นมาแต่งประโยคของตัวเอง การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้สมองของคุณจดจำรูปแบบการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติ และช่วยให้คุณสามารถดึงคำเหล่านั้นออกมาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปลในใจครับ
ตารางสรุปหมวดหมู่คำกริยาวิเศษณ์และตัวอย่างการใช้งาน
เพื่อให้คุณนำไปเลือกใช้ได้ทันที ผมได้รวบรวมประเภทของ Adverbs ที่สำคัญมาไว้ให้ในตารางนี้แล้วครับ
| ประเภทของ Adverbs | ใช้บอกอะไร | ตัวอย่างคำศัพท์ | ตัวอย่างประโยค |
|---|---|---|---|
| Manner | อย่างไร (How) | quickly, well, softly | He finished the task quickly. |
| Place | ที่ไหน (Where) | everywhere, nearby, inside | She looked for her cat everywhere. |
| Time | เมื่อไหร่ (When) | yesterday, soon, lately | We will start the meeting soon. |
| Frequency | บ่อยแค่ไหน (How often) | always, seldom, usually | I usually drink coffee in the morning. |
| Degree | ระดับใด (How much) | extremely, quite, fairly | This project is extremely important. |
| Sentence | ความเห็นต่อทั้งประโยค | luckily, unfortunately | Luckily, we arrived on time. |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคำกริยาวิเศษณ์
Adverbs สามารถขยายคำนามได้ไหม?
โดยปกติแล้วไม่ได้ครับ หน้าที่ในการขยายคำนามเป็นของ Adjectives ส่วน Adverbs จะทำหน้าที่ขยายกริยา คุณศัพท์ และตัวมันเองเท่านั้นครับ
ทุกคำที่ลงท้ายด้วย -ly เป็น Adverb ใช่ไหม?
ไม่ใช่เสมอไปครับ บางคำเป็น Adjective เช่น friendly, lovely, หรือ lonely หากคุณต้องการขยายกริยาด้วยคำเหล่านี้ อาจต้องใช้โครงสร้างอย่าง in a friendly way แทนครับ
Fast เป็นได้ทั้ง Adjective และ Adverb จริงไหม?
จริงครับ คำว่า fast เป็นคำพิเศษที่รูปเดิมใช้ได้ทั้งสองหน้าที่ ไม่มีการเติม ly เป็น fastly ครับ เช่น He is a fast runner (Adj) และ He runs fast (Adv) ครับ
Hard กับ Hardly มีความหมายเหมือนกันไหม?
ต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ hard แปลว่า อย่างหนัก/ยาก ส่วน hardly แปลว่า แทบจะไม่… เช่น I work hard (ฉันทำงานหนัก) กับ I hardly work (ฉันแทบจะไม่ทำงานเลย) ครับ
เราสามารถวาง Adverb ไว้หน้าประโยคได้หรือไม่?
ได้ครับ โดยเฉพาะคำกริยาวิเศษณ์ที่แสดงความเห็นต่อทั้งประโยค (Sentence Adverbs) เช่น Honestly, I don’t know. เพื่อเน้นย้ำความรู้สึกของผู้พูดต่อข้อมูลทั้งหมดครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
เปิดความต่าง “โหระพาไทย vs โหระพาฝรั่ง” ใช้แทนกันได้ไหม?

เคยไหม? เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วยืนงงหน้าแผงผัก เพราะหน้าตามันช่างละม้ายคล้ายคลึงกันเสียเหลือเกิน หรือบางครั้งสั่งพาสต้ามาทานแล้วรู้สึกว่ากลิ่นมันแปลกๆ ไม่เหมือนโหระพาในแกงเขียวหวานที่บ้าน
ความจริงแล้ว “โหระพาไทย” (Thai Basil) และ “โหระพาฝรั่ง” (Sweet Basil) คือพี่น้องคนละขั้วที่ให้รสสัมผัสต่างกันราวฟ้ากับเหว! วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกวิธีสังเกตง่ายๆ ที่จะทำให้คุณไม่หยิบผิดจนทำอาหารเสียรสชาติอีกต่อไป
โหระพาไทย กับ โหระพาฝรั่ง ต่างกันยังไง?
1. รูปลักษณ์ภายนอก
แม้จะเป็นพืชตระกูลใบกะเพราเหมือนกัน แต่ถ้าลองวางคู่กันจะเห็นความต่างที่ชัดเจนมากครับ
โหระพาไทย (Thai Basil)
- ใบ: ใบจะมีลักษณะเรียว แหลม และขอบใบหยักเล็กน้อย
- กิ่งก้าน: จุดสังเกตที่ชัดที่สุดคือ “ก้านสีม่วง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- ดอก: มักจะมีช่อดอกสีม่วงเข้มสวยงาม
โหระพาฝรั่ง (Sweet Basil / Italian Basil)
- ใบ: ใบจะมีความ “อวบอ้วน” ทรงมนและโค้งมนกว่า ใบมีลักษณะนูนๆ เหมือนหลังเต่า
- กิ่งก้าน: ก้านมักจะเป็น “สีเขียวอ่อน” ทั้งหมด ไม่มีความม่วงปน
- เนื้อสัมผัส: ใบจะมีความบอบบางและช้ำง่ายกว่าโหระพาไทย
2. กลิ่นและรสชาติ สุนทรียภาพที่แตกต่าง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ควรโหระพาไทย กับฝรั่งใช้แทนกันพร่ำเพรื่อครับ
สายแซ่บสไตล์เอเชีย (Thai Basil)
กลิ่นของโหระพาไทยจะมีความ “ฉุนและร้อนแรง” ออกไปทางเครื่องเทศ (Spicy) มีกลิ่นคล้ายชะเอมเทศและโหระพาที่ชัดเจนมาก เมื่อโดนความร้อนกลิ่นจะยิ่งหอมฟุ้ง จึงเหมาะมากกับเมนู ผัดเผ็ด, แกงเขียวหวาน หรือทานสดๆ คู่กับลาบและน้ำตก
สายละมุนสไตล์ยุโรป (Sweet Basil)
กลิ่นของโหระพาฝรั่งจะออกไปทาง “สดชื่นและหวาน” (Sweet & Peppery) มีความหอมแบบนุ่มนวล ไม่เผ็ดร้อนเท่าของไทย เป็นหัวใจสำคัญของซอสเพสโต้ (Pesto Sauce) หรือใส่ในสลัดคาเปรเซ่คู่กับมะเขือเทศและชีสมอสซาเรลล่า
โหระพาไทย กับฝรั่ง ใช้แทนกันได้ไหม?
คำตอบคือ “แทนได้ในยามคับขัน แต่รสชาติจะเปลี่ยนไปทันที!”
- ถ้าคุณเอา โหระพาฝรั่ง ไปใส่แกงเผ็ดไทย: กลิ่นจะเบาบางเกินไปจนโดนเครื่องแกงกลบมิด
- ถ้าคุณเอา โหระพาไทย ไปทำซอสเพสโต้: กลิ่นชะเอมและก้านสีม่วงอาจจะทำให้ซอสของคุณมีรสชาติที่ “แรงเกินไป” จนไม่เหมือนอาหารอิตาเลียนต้นตำรับ
เลือกให้ถูกเมนู เพื่อความอร่อยระดับเชฟ
ครั้งหน้าถ้าต้องไปซื้อผัก อย่าลืมท่องไว้ว่า “ไทยก้านม่วงใบเรียว ฝรั่งก้านเขียวใบอวบ” เพียงเท่านี้เมนูอาหารของคุณก็จะหอมอร่อย ถูกต้องตามตำรับ ไม่ว่าจะเป็นแกงไทยรสจัดจ้านหรือพาสต้าสไตล์อิตาเลียนสุดหรูครับ!
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 12/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 72,050.00 | 72,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,658.00 | 70,615.28 | 73,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,192.20 | 63,553.75 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,726.40 | 56,492.22 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,096.10 | 31,776.88 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,630.30 | 24,715.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,826.94 | 73,176.41 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 12/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.45 | 42.45 | 42.95 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 | 42.45 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.08 | 42.08 | 42.58 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 | 42.08 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 35.45 | 35.45 | 35.95 | 35.45 | – | 35.45 | 35.45 | 35.45 | 35.45 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 31.39 | 31.39 | – | – | – | – | – | – | 31.39 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 51.54 | 55.09 | 49.84 | – | – | – | – | – | 51.54 |
| เบนซิน 95 | 52.04 | – | – | 55.06 | – | 52.54 | 52.19 | – | 52.04 |
| ดีเซล | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 | 39.95 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 61.25 | 61.25 | 49.84 | 61.25 | – | – | – | – | 61.25 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







