สาระน่ารู้ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

EEC ดันพัทยาสู่ศูนย์กลางอยู่อาศัยใหม่ ปลุกอสังหาฯ โตต่อเนื่อง 5-7% ต่อปี

  • โครงการ EEC โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงและสนามบินอู่ตะเภา เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้พัทยากลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัยแห่งใหม่
  • ส่งผลให้มูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพัทยาเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 5-7% ต่อปี จากดีมานด์ใหม่ที่ยั่งยืน
  • เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยใหม่จากกลุ่มผู้บริหาร บุคลากรทักษะสูง และชาวต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและอยู่อาศัย

นายเฉลิมพล โขนแจ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คราฟท์เวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า กระแสการเติบโตของ Eastern Economic Corridor (EEC) จากการที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าสู่การก่อสร้างจริงของรถไฟความเร็วสูงและสนามบินอู่ตะเภาอย่างเป็นทางการ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมพัทยาจากเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตแห่งใหม่ของภูมิภาค 

และเป็น Primary Residential Hub ของ EEC โดยมีกลุ่มผู้บริหารระดับสูง บุคลากรทักษะสูง และครอบครัวเป็นดีมานด์ใหม่ที่ยั่งยืน ส่งผลให้มูลค่าอสังหาฯ พัทยาโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

โดยบริษัทได้ดำเนินการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายพอร์ตโครงการให้ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมในหลากหลายทำเลศักยภาพทั่วพัทยา เพื่อสร้างทางเลือกการอยู่อาศัยที่รองรับไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ตอบรับดีมานด์ของผู้ที่มองหาคุณภาพชีวิตระดับลักซ์ชัวรี่ที่เพิ่มสูงขึ้น 

ทั้งกลุ่มลูกค้าครอบครัวรวมถึงกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่พัทยามากขึ้น เนื่องจากเข้ามาทำธุรกิจ หรือย้ายลูกมาเรียนโรงเรียนนานาชาติที่มาเปิดใหม่ที่พัทยา โดยมีโครงการ REKHA (เรข) บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ 40 หลัง มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลพัทยามอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 และอยู่ติดกับถนนสายหลัก 

ซึ่ง REKHA (เรข) ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด The Geometry of The Crafted Life รูปทรงของชีวิตที่พร้อมให้เนรมิตเป็นประติมากรรม โดยชื่อเรขมีรากจากคำว่า เรขาคณิต สะท้อนความเชื่อว่า ชีวิตที่สมบูรณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ เชื่อมโยงกัน และสามารถเติบโตไปพร้อมกับทุกช่วงเวลาของชีวิต ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่

Exclusive Inner Circle คอมมูนิตี้ที่มียูนิตจำกัด 40 หลัง เพื่อคุณภาพชีวิต และความเป็นส่วนตัว

Precision in Every Angle การบริการของทีม Master of The House ตั้งแต่บรรยากาศ ไปจนถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตในแต่ละวัน

Life-Long Growing การเสริมสร้างรากฐานในการเติบโตสำหรับครอบครัว ผ่าน Feature และ Facilities ระดับ World-Class

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


‘วิกฤติตะวันออกกลาง’ ยืดเยื้อ กดดัน ‘โรงแรมไทย’ ไตรมาส 2 ตลาดระยะไกลติดลบเกิน 10%

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม เดือนเม.ย.2569” จัดทำโดย สมาคมโรงแรมไทย (THA) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 16-30 เม.ย.69 จากผู้ตอบแบบสำรวจ 134 แห่ง ประเมินแนวโน้มลูกค้า “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ในไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่กว่า 62% คาดว่าลูกค้าตลาดระยะไกลจะลดลงมากกว่า 10% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป ประเมินว่าภาพรวมจำนวนลูกค้าต่างชาติในไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

เฉพาะกลุ่มลูกค้า “ตลาดระยะไกล” (Long-haul) ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 34% คาดว่าจะลดลงมากกว่า 20% ขณะที่อีก 28% ระบุว่าน่าจะลดลง 11-20% เท่ากับว่ากว่า 62% คาดว่าจะลดลงมากกว่า 10% จากปัจจัยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งกดดันให้ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงขึ้น เช่น ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นด้านการเดินทางลดลง

ด้านกลุ่มลูกค้า “ตลาดระยะใกล้” (Short-haul) ไม่รวมตลาดจีน ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 22% คาดว่าในไตรมาส 2 นี้จะลดลงมากกว่า 20% และอีก 30% มองว่าน่าจะลดลง 11-20% ส่วน 18% ระบุว่าน่าจะลดลงไม่เกิน 10%

เมื่อดูเฉพาะลูกค้า “ตลาดจีน” พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจ 17% มองว่าน่าจะเดินทางเข้าไทยลดลงมากกว่า 30% ขณะที่ 11% คาดว่าจะลดลงในช่วง 21-30% นอกจากนี้อีก 23% คาดว่าจะลดลง 11-20% และอีก 16% คาดว่าจะลดลงไม่เกิน 10%

“อย่างไรก็ดี โรงแรมราว 10% โดยเฉพาะระดับไม่เกิน 3 ดาว ประเมินว่าจำนวนลูกค้าชาวจีน และตลาดระยะใกล้อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยความกังวลเรื่องความปลอดภัยในประเทศที่เบาบางลง อีกทั้งอาจได้อานิสงส์จากการที่ลูกค้าเลือกเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง (Destination) มาท่องเที่ยวไทยแทน”

สำหรับ “อัตราการเข้าพัก” เดือนเม.ย.2569 คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 62% ลดลงจากเดือนก่อน และช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ขณะที่คาดการณ์เดือนพ.ค.2569 อยู่ที่ 52% ต่ำกว่าปีที่แล้ว

เมื่อเจาะอัตราการเข้าพักเป็นรายภูมิภาคในเดือนเม.ย.2569 พบว่าภาคเหนือ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 40% ลดลงจากเดือนมี.ค.ที่มี 44% ด้านภาคตะวันออก มี 65% ลดลงเล็กน้อยจาก 66% ขณะที่ภาคกลาง มี 63% ลดลงจาก 75% และภาคใต้ มี 67% ลดลงจาก 76%

เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในเดือนเม.ย.2569 เป็นไปในทิศทางบวก จาก “เทศกาลสงกรานต์” ที่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติเดินทางกันอย่างคึกคัก ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภาคการท่องเที่ยว

และเมื่อต้นเดือนพ.ค. 2569 ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมเตรียมความพร้อม เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านโครงการ “Amazing Thailand Grand Sale 2026” มอบส่วนลด และสิทธิพิเศษทั้งในเมืองหลัก และเมืองน่าเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ในเดือน มิ.ย.- ส.ค.2569 ซึ่งเป็นช่วงกรีนซีซัน (Green Season) โดยมีพื้นที่หลักในการดำเนินกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) เพื่อเร่งกระตุ้นการใช้จ่าย และตอบโจทย์แคมเปญ “Unforgettable Experience” ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว

“สมาคมโรงแรมไทย” หวังว่าแม้การท่องเที่ยวต้องเผชิญกับความกดดัน จากปัจจัยลบสถานการณ์ “ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น และต้นทุนการเดินทางทั่วโลกซึ่งยากต่อการควบคุม แต่ด้วยกลยุทธ์จากความร่วมมือกันของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากทุกภาคส่วน จะสามารถขับเคลื่อนการท่องเที่ยว และช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

สำหรับ “มาตรการช่วยเหลือ” ที่ผู้ประกอบการต้องการจากภาครัฐ โรงแรมส่วนใหญ่ต้องการดังนี้

1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และรายได้ มีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ อาทิ มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับเดินทาง นอกจากนี้ต้องการให้เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก และเมืองรอง เช่น เพิ่มการจัดประชุมสัมมนาภาครัฐ และเอกชน เพิ่มกิจกรรมสันทนาการ รวมถึงการเพิ่มความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนพลังงาน มีมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน

3.มาตรการด้านการเงิน มีมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับปรับปรุงโรงแรม สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานยั่งยืน

4.มาตรการด้านแรงงาน จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานต่างๆ อาทิ มาตรฐานอาคาร

5.มาตรการอื่นๆ อำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตหรือการตรวจสอบต่างๆ เช่น การตรวจสอบอาคาร และแก้ปัญหาค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

  • เงินบาทเปิดตลาดแข็งค่าขึ้นที่ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ สวนทางกับหัวข้อข่าว โดยเป็นผลจากความหวังในการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
  • สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ค่าเงินบาทมีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way risk)
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.45-32.70 บาทต่อดอลลาร์ และมองว่าแนวโน้มโดยรวมยัง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.70 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.70 บาทต่อดอลลาร์) ตามทิศทางการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) กลับสู่โซน 4,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความหวังของผู้เล่นในตลาดว่า การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ตะวันออกกลางอาจไม่ได้ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงระยะสั้นนี้ หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศ ว่าได้ตัดสินใจ “ระงับแผนการโจมตีอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้” เพื่อให้การเจรจาหยุดยิงดำเนินต่อไปได้ 

ทว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ยังคงขู่ว่า สหรัฐฯ พร้อมกลับมาโจมตีอิหร่านทุกเมื่อ หากการเจรจาล้มเหลว ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลักลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดลดโอกาส FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 57% (ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสลงไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง) 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

การเคลื่อนไหวของเงินบาทนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ได้สะท้อนถึงมุมมองของเราที่ย้ำว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้พอควร หากผู้เล่นในตลาดกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงไว้แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จนกว่าจะเห็นการเจรจาหยุดยิงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น (ในกรณีที่การเจรจาหยุดยิงเป็นรูปธรรมมากขึ้น เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้) กอปรกับ ในช่วงสัปดาห์นี้ เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติบ้าง (แม้ว่ายอดการทำธุรกรรมจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม) 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังไม่มีพัฒนาการที่ชัดเจนมากนัก แต่ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ อาจช่วยชะลอหรือจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ นอกจากนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจได้อานิสงส์บ้างจากแรงซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ไทย ที่เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยได้ปรับตัวขึ้นไปมากพอสมควร จนยีลด์เคิร์ฟของไทยมีความชันมากพอสมควร ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยได้ (ทั้งนี้ เรายอมรับว่า ยังไม่เห็นสัญญาณการกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยที่ชัดเจนจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจต้องติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์ในสัปดาห์นี้ก่อน)

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

แม้ผู้เล่นในตลาดจะกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบ้าง ทว่า บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเลือกที่จะขายทำกำไรบรรดาหุ้นเทคฯ ที่ปรับตัวร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า อาทิ Tesla -2.9% และ Nvidia -1.3% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีก และหุ้นกลุ่มพลังงาน (ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้) ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.07% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.51% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.54% ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +3.4% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงก่อนหน้า รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส และข่าวการทำดีลควบรวมกิจการของบางบริษัท อย่าง Publicis +6% หลังประกาศเข้าซื้อบริษัท LiveRamp หนุนให้บรรดาหุ้นกลุ่มสื่อยุโรปต่างปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวดังกล่าว  

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวขึ้น แต่ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.60% หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ลงบ้าง อนึ่ง เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับแถว 4.50% หรือสูงกว่านั้น มีความน่าสนใจชัดเจน และมีระดับ Break-Even Yield ที่สูงพอควร (บอนด์ยีลด์ สามารถปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างน้อย +55bps เมื่อประเมินจาก Duration ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ราว 8.1 ปี และ Convexity ราว 0.70) ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Down หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง ทว่าการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ได้ถูกจำกัดลง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ความวุ่นวายของการเมืองอังกฤษ ยังคงเป็นปัจจัยที่จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการย่อตัวลงบ้างของทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่โซน 4,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูง

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านทั้งถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และยอดขายบ้าน Pending Home Sales เป็นต้น 

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ พร้อมติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (เราคงมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ในไตรมาส 2)

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้จะยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง แต่เริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน  

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ใครติดกันบ้าง? เปิดรายชื่อ 30 ลูกยางสาวไทย ลุย ศึกวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก 2026

สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้ส่งรายชื่อนักตบลูกยางสาวทีมชาติไทยจำนวน 30 คน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 26 กรกฎาคม 2026

โดยในแต่ละสัปดาห์ที่มีการแข่งขัน “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะต้องส่งรายชื่อจำนวน 12-14 คน พร้อมผู้เล่นสำรองสูงสุดอีก 4 คน จากรายชื่อ 30 คน ที่ส่งใหักับทาง สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) เท่านั้น

รายชื่อนักกีฬาทีมชาติไทย ชุดลุยศึกเนชันส์ลีก 2026

Setter (เซตเตอร์)

พรพรรณ เกิดปราชญ์
ณัฏฐณิชา ใจแสน
เซราห์ แอนโคมาห์
ณัฐณิชา แซ่เล้า
กนกพร แสงทอง

Libero (ลิเบอโร)

ปิยะนุช แป้นน้อย
กัลยรัตน์ คำวงษ์
จิดาภา นาหัวหนอง

Middle Blocker (บอลเร็ว)

ทัดดาว นึกแจ้ง
หัตถยา บำรุงสุข
ทิพย์สุดา บัวหลาย
วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์
กัญญารัตน์ ขุนเมือง
ศศิธร เจตตะ
วารุณี การรัมย์
ณัฐริกา วะสาร
ชุลีพร ฤทธิ์วิเศษ
แก้วกัลยา กมุลทะลา

Outside Hitter (หัวเสา) และ Opposite Hitter (บีหลัง)

อัจฉราพร คงยศ
วริศรา สีทาเลิศ
ศศิภาพร จันทรวิสูตร
กัญธิมา เอกปัชชา
ชัชชุอร โมกศรี
พิมพิชยา ก๊กรัมย์
กาญจนา ศรีใสแก้ว
ณิรารัชย์ ศรีกุตา
นันท์นภัส มูลจะคำ
สุภาวดี พันวิลัย
ปพัชญา พลทำ
กัตติกา แก้วพิน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


สธ.ย้ำเฝ้าระวัง ‘อีโบลา’ต่อเนื่อง ป้องกันนำเข้าโรคจากต่างประทศ

กรมควบคุมโรค สธ.ย้ำเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการนำเข้าโรคจากต่างประเทศ จอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคติดต่ออันตราย

เมื่อวีนที่ 18 พฤษภาคม 2569 นพ มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthoebolavirus สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะของผู้ติดเชื้อ รวมถึงพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ตลอดจนการสัมผัสสัตว์ป่าที่มีเชื้อ เช่น ค้างคาว ลิง หรือสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ ทั้งนี้โรคไม่ติดต่อผ่านทางอากาศ

 ผู้ป่วยมักมีอาการเริ่มต้น ได้แก่ ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และเจ็บคอ ตามด้วยอาการท้องเสีย อาเจียน ผื่น ไตและตับไม่ทำงาน บางรายมีเลือดออกร้ายแรง โดยโรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 21 วัน และถือเป็นโรคที่มีอัตราป่วยตายสูง

นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา แต่ยังคงยกระดับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการติดตามผู้เดินทางจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สาธารณรัฐยูกันดา หรือพื้นที่เสี่ยงภายใน 21 วัน อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการคัดกรองผู้ป่วยสงสัยในสถานพยาบาลทุกระดับ และการสอบสวนโรคอย่างรวดเร็วเมื่อพบความผิดปกติ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของระบบบริการสาธารณสุขอย่างรอบด้าน ทั้งห้องแยกผู้ป่วย อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และระบบห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจยืนยันเชื้อ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ โดยล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือผู้เสียชีวิตด้วยโรค ติดเชื้อไวรัสอีโบลา รับประทานอาหารปรุงสุก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือซากสัตว์โดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปยังประเทศพื้นที่เสี่ยง คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา หากเดินทางกลับมาแล้วภายใน 21 วัน มีอาการไข้หรืออาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อมด้านระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่เข้มแข็ง สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


โดรน พลิกยุทธการสมัยใหม่ SAAB สวีเดน หนุนศักยภาพกองทัพไทย

  • โดรน ได้กลายเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบสงครามสมัยใหม่ เนื่องจากมีราคาถูก โจมตีแม่นยำ และตรวจจับได้ยาก
  • บริษัท SAAB จากสวีเดน นำเสนอเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการหลายชั้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากโดรนโดยเฉพาะ
  • SAAB สนับสนุนการต่อยอดศักยภาพของกองทัพไทยในการรับมือภัยคุกคามทางอากาศ ควบคู่ไปกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen รุ่นใหม่

จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ไทย-กัมพูชา และการสู้รบในตะวันออกกลาง แสดงให้เห็นว่าการมี เครื่องบินรบ ระบบเรดาร์ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องมีการบูรณาการเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ยุทโธปกรณ์อย่าง โดรน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และเครือข่ายข้อมูลที่เชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์

จุดเด่นของ “โดรน” คือราคาถูก โจมตีแบบหวังผลเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และยากต่อการตรวจจับ ขณะเดียวกันการจะใช้มิสไซล์ราคาสูงมาสอยโดรน ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่านัก

ซาบ บริษัทด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศจากสวีเดน ผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ชั้นนำ ครบคลุมทั้งโซลูชันด้านการเฝ้าระวังและการควบคุมทางอากาศ ระบบเรดาร์ภาคพื้นดิน อาวุธสำหรับหน่วยรบภาคพื้นดิน และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ระบบพรางตัว (Camouflage systems) รวมถึงระบบการฝึกซ้อมและจำลองสถานการณ์

ตลอดจนระบบเครื่องบินขับไล่ Gripen เทคโนโลยีทางเรือ ได้แก่ เรือดำน้ำ เรือรบผิวน้ำ เรือรบขนาดเล็ก (Combat boats) และยานยนต์ใต้น้ำต่างๆ เช่นเดียวกับ ระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) หรือ โดรน และโซลูชันการต่อต้านโดรน (ธุรกิจรถยนต์ถูกขายให้ เจเนอรัล มอเตอร์ส ตั้งแต่ปีค.ศ.1990 และล้มละลายในปี ค.ศ. 2011 ปัจจุบันไม่มีการผลิตและทำตลาดแล้ว)

นายเฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ, ซาบ ประเทศไทย เปิดเผยว่า โดรน กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และกำลังเปลี่ยนแปลงลักษณะของการทำสงคราม ในปัจจุบันสามารถปฏิบัติการได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย อาจบินได้ทั้งระดับสูงหรือต่ำ เร็วหรือช้า และมักมีสัญญาณที่ตรวจจับได้ยาก

ขณะที่วิธีรับมือกับโดรน ต้องพึ่งพาระบบป้องกันภัยทางอากาศ แม้มีความสามารถสูงในการรับมือกับโดรนต้นทุนต่ำได้ แต่วิธีดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความท้าทายในอีกมิติได้เช่นกัน

ดังนั้น วิธีรับมือกับโดรนต่างๆ จึงกำลังมุ่งไปสู่การบูรณาการระบบอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น ควบคู่กับการใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับระดับของภัยคุกคามในแต่ละสถานการณ์

ในสถาปัตยกรรมการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับแบบหลายชั้น  องค์ประกอบต่างๆ จะทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การตรวจจับล่วงหน้า ไปจนถึงการตอบสนองต่อภัยคุกคาม เซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น เรดาร์ และระบบตรวจจับด้วยแสง (Electro-optical) จะทำหน้าที่เสริมข้อมูลซึ่งกันและกัน ก่อนถูกรวบรวมผ่านระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control) เพื่อให้สถานการณ์ภาพรวม อันจะเป็นตัวช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบครัน

“ประเทศไทยได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งด้านระบบเฝ้าระวังทางอากาศ รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุมไว้เป็นอย่างดี โอกาสสำคัญในวันนี้คือการต่อยอดจากรากฐานดังกล่าว ด้วยโซลูชันที่มีความยืดหยุ่น และเชื่อมโยงการทำงานทั้งหมดร่วมกันเพื่อรองรับภัยคุกคามทางอากาศในหลากหลายรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายลินด์บลูม กล่าวสรุป

ทั้งนี้ กองทัพอากาศไทย ได้ตัดสินใจซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F รุ่นใหม่เพิ่มเติม จำนวน 4 ลำ มูลค่าโครงการรวม 19,500 ล้านบาท ที่ผลิตโดย ซาบ ซึ่งจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่ปี 2572

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ลำดับที่ภาษาอังกฤษ คืออะไร? สรุปวิธีเขียนและอ่านให้เป๊ะแบบมือโปร

ลองจินตนาการดูนะครับว่าคุณกำลังไปเที่ยวต่างประเทศแล้วต้องขึ้นลิฟต์ไปชั้นที่ 3 หรือต้องจองตั๋วเครื่องบินเดินทางวันที่ 22 ของเดือน แต่คุณกลับเผลอพูดว่า two-two หรือ three เฉยๆ แม้คนฟังจะพอเดาได้ แต่ในแง่ของความถูกต้องและภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ เรื่องของ ลำดับที่ภาษาอังกฤษ คือสิ่งที่แยกนักสื่อสารทั่วไปออกจากนักสื่อสารที่เชี่ยวชาญครับ

การระบุตำแหน่งหรือลำดับเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากในวัฒนธรรมตะวันตก เพราะมันเกี่ยวข้องกับการให้เกียรติลำดับก่อนหลัง ความแม่นยำของเวลา และความเป็นระเบียบของข้อมูล วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปทำความเข้าใจโครงสร้างของตัวเลขกลุ่มพิเศษนี้ เพื่อให้คุณสามารถใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้อย่างมั่นใจที่สุดในปี 2026 ครับ

ความสำคัญของ ลำดับที่ภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจำวัน

ในหนึ่งวันเราใช้เลขลำดับที่บ่อยกว่าที่คิดครับ ตั้งแต่การดูปฏิทินนัดหมาย การระบุลำดับขั้นตอนในการทำอาหาร ไปจนถึงการบอกตำแหน่งของห้องพักในโรงแรม หากเราใช้เพียงเลขจำนวนนับทั่วไป บทสนทนาอาจจะดูห้วนและขาดความเป็นทางการไปทันที

นอกจากนี้ การเข้าใจลำดับที่ยังช่วยให้คุณเข้าสังคมได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น เช่น การร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนที่ได้ตำแหน่ง 2nd place ในการแข่งขัน หรือการคุยเรื่องศตวรรษที่ 21 (21st century) ได้อย่างถูกต้อง การมีพื้นฐานเรื่องนี้ที่แน่นจะช่วยให้คุณดูเป็นคนที่มีความรู้รอบตัวและใส่ใจในรายละเอียดของการสื่อสารครับ

ข้อแตกต่างระหว่างเลขจำนวนนับและเลขลำดับที่

ก่อนจะไปดูวิธีใช้ เราต้องแยกให้ออกก่อนครับว่าตัวเลขสองประเภทนี้ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร เพื่อให้คุณเลือกหยิบมาใช้ได้ถูกสถานการณ์โดยไม่ต้องหยุดนึกนาน

เลขจำนวนนับ (Cardinal Numbers) คืออะไร?

เลขกลุ่มนี้คือสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง one, two, three ครับ หน้าที่หลักคือการบอก “ปริมาณ” (How many) ว่ามีอยู่เท่าไหร่ เช่น มีส้ม 5 ลูก (five oranges) หรือมีเงิน 100 บาท (one hundred baht) เป็นตัวเลขที่เน้นจำนวนรวมทั้งหมดครับ

เลขลำดับที่ (Ordinal Numbers) คืออะไร?

ส่วนเลขลำดับที่คือคำที่ใช้บอก “ตำแหน่ง” (Position) หรือ “ลำดับ” (Sequence) ครับ เช่น คนที่หนึ่ง (first person) หรือวันที่สาม (third day) มันไม่ได้บอกว่ามีปริมาณเท่าไหร่ แต่มันบอกว่าสิ่งนั้นอยู่ในจุดไหนของแถวหรือกลุ่มครับ

กฎพื้นฐานการทำเลขลำดับที่ 1-10 ที่ต้องจำให้แม่น

รากฐานที่สำคัญที่สุดคือลำดับที่ 1 ถึง 10 ครับ เพราะตัวเลขเหล่านี้จะเป็นส่วนประกอบของตัวเลขที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต หากคุณแม่นยำกลุ่มนี้ การต่อยอดไปเลขหลักร้อยหลักพันจะกลายเป็นเรื่องง่ายทันที

การย่อ 1st 2nd และ 3rd ที่เป็นข้อยกเว้นพิเศษ

สามตัวแรกนี้คือเจ้าปัญหาที่ทำให้หลายคนจำสลับครับ เพราะมันไม่ได้เติม th เหมือนเพื่อนๆ แต่มีรูปคำที่เปลี่ยนไปเลย:

  • ลำดับที่ 1 คือ first (ย่อว่า 1st)
  • ลำดับที่ 2 คือ second (ย่อว่า 2nd)
  • ลำดับที่ 3 คือ third (ย่อว่า 3rd)การจำตัวย่อเหล่านี้ให้ขึ้นใจจะช่วยให้คุณเขียนอีเมลหรือจดบันทึกได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามมาตรฐานสากลครับ

วิธีการเติม th สำหรับเลขลำดับที่ทั่วไป

สำหรับเลขลำดับที่อื่นๆ ตั้งแต่ 4 เป็นต้นไป กฎสากลคือการเติม th ไว้ข้างหลังครับ เช่น fourth (4th), sixth (6th), seventh (7th) และ tenth (10th) เป็นต้น การออกเสียง th ท้ายคำคือการเอาปลายลิ้นแตะที่ฟันบนแล้วพ่นลมออกมาเบาๆ ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสำเนียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้องครับ

การสะกดเลขลำดับที่เจ้าปัญหาอย่าง 5th 8th 9th และ 12th

ถึงแม้กฎส่วนใหญ่จะเป็นการเติม th แต่ก็มีบางคำที่สะกดเปลี่ยนไปเล็กน้อยจนคนมักจะเขียนผิดบ่อยๆ ครับ:

  • 5th สะกดว่า fifth (ไม่ใช่ fiveth)
  • 8th สะกดว่า eighth (มี t ตัวเดียว)
  • 9th สะกดว่า ninth (ไม่มีตัว e)
  • 12th สะกดว่า twelfth (เปลี่ยน v เป็น f)การใส่ใจในรายละเอียดการสะกดคำเหล่านี้จะช่วยยกระดับงานเขียนของคุณให้ดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือมากขึ้นครับ

เทคนิคการอ่านเลขลำดับที่หลักสิบ 20th ถึง 90th

เมื่อเราต้องพูดถึงลำดับที่ที่เป็นหลักสิบถ้วน เช่น ลำดับที่ 20 หรือ 50 กฎการเปลี่ยนคือให้เปลี่ยน y ที่ท้ายคำเป็น ie แล้วค่อยเติม th ครับ เช่น:

  • 20th คือ twentieth
  • 30th คือ thirtieth
  • 40th คือ fortiethการออกเสียงจะเพิ่มพยางค์ขึ้นมานิดหน่อยเป็นเสียง “เอี๊ยด” เบาๆ ที่ท้ายคำ ซึ่งเป็นจุดที่บ่งบอกว่าคุณมีความเข้าใจไวยากรณ์ในระดับที่สูงขึ้นครับ

การใช้ ลำดับที่ภาษาอังกฤษ ในการบอกวันที่ (Dates)

นี่คือบริบทที่ใช้งานบ่อยที่สุดครับ ในภาษาอังกฤษเราใช้เลขลำดับที่ในการบอกวันที่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนที่ต้องการความเป็นทางการ เพื่อระบุว่านั่นคือ “วันที่เท่าไหร่” ของเดือนนั้นๆ

รูปแบบการเขียนวันที่สไตล์บริติชและอเมริกัน

ถึงแม้จะใช้เลขลำดับที่เหมือนกัน แต่วิธีการเรียงจะต่างกันครับ:

  • แบบบริติช (UK): วัน/เดือน/ปี เช่น 22nd April 2026
  • แบบอเมริกัน (US): เดือน/วัน/ปี เช่น April 22nd, 2026การเลือกใช้ให้ถูกตามคู่สนทนาจะช่วยให้การสื่อสารราบรื่นและลดโอกาสการสับสนเรื่องกำหนดการนัดหมายสำคัญครับ

การบอกชั้นของอาคารและตำแหน่งในการแข่งขัน

อีกสองสถานการณ์ที่เราต้องใช้ ลำดับที่ภาษาอังกฤษ คือการระบุชั้นอาคาร (floors) และการประกาศผลรางวัลครับ เวลาคุณไปห้างสรรพสินค้าหรือตึกสำนักงาน คุณจะได้ยินคำว่า the first floor หรือ the third floor อยู่เสมอ

การใช้ลำดับที่สำหรับตำแหน่งรางวัล (1st Place, Runner-up)

ในการแข่งขันกีฬาหรือกิจกรรมต่างๆ เราใช้ 1st, 2nd และ 3rd place เพื่อบอกตำแหน่งผู้ชนะครับ นอกจากนี้การเข้าใจคำย่อเหล่านี้ยังช่วยให้คุณอ่านตารางสรุปผลการแข่งขันหรือสถิติต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตได้เข้าใจง่ายขึ้นมากครับ

มารยาทการเขียนเลขลำดับที่ในเอกสารทางการ

ในการเขียนที่เป็นทางการมากๆ เช่น รายงานธุรกิจหรืองานวิจัย มักนิยมเขียนเลขลำดับที่เป็นตัวอักษรเต็ม (first, second) สำหรับลำดับที่ 1-10 แต่ถ้าเป็นตัวเลขที่สูงกว่านั้นสามารถใช้ตัวเลขย่อ (11th, 22nd) ได้ครับ อย่างไรก็ตาม หากลำดับที่นั้นอยู่ต้นประโยค มารยาทสากลคือต้องเขียนเป็นตัวอักษรเต็มเสมอครับ

ตารางสรุปการเขียนเลขลำดับที่ภาษาอังกฤษที่พบบ่อย

เพื่อให้คุณนำไปเปรียบเทียบและใช้งานได้ทันที ลองดูตารางสรุปรูปแบบเลขจำนวนนับและลำดับที่ด้านล่างนี้ครับ

ตัวเลขรูปแบบจำนวนนับ (Cardinal)รูปแบบลำดับที่ (Ordinal)ตัวย่อ (Short Form)
1onefirst1st
2twosecond2nd
3threethird3rd
5fivefifth5th
12twelvetwelfth12th
20twentytwentieth20th
21twenty-onetwenty-first21st
32thirty-twothirty-second32nd
100one hundredone hundredth100th

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลำดับที่ภาษาอังกฤษ

เลข 11th 12th 13th ทำไมไม่ลงท้ายด้วย st nd rd เหมือน 1 2 3?

เพราะเลขกลุ่มนี้ออกเสียงเป็น “teen” (eleven, twelve, thirteen) ซึ่งไม่ได้จบด้วยคำว่า one, two, หรือ three กฎจึงบังคับให้เติม th ตามปกติครับ

เราควรใช้ the นำหน้าเลขลำดับที่เสมอไหม?

ในบริบทส่วนใหญ่ควรใช้ the นำหน้าครับ เช่น the first time หรือ the third floor เพื่อระบุตำแหน่งที่เจาะจงครับ

การเขียนลำดับที่ 21 22 23 เขียนอย่างไรให้ถูก?

ใช้รูปแบบผสมครับ คือเลขหลักสิบเขียนปกติแล้วตามด้วยเลขลำดับที่ เช่น twenty-first (21st), twenty-second (22nd), twenty-third (23rd) ครับ

ลำดับที่ 0 มีไหมในภาษาอังกฤษ?

ในเชิงลำดับทั่วไปจะไม่มีลำดับที่ 0 ครับ แต่ในเชิงคณิตศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์อาจมีการใช้คำว่า zeroth (0th) อยู่บ้างแต่ไม่นิยมใช้ในชีวิตประจำวันครับ

เราจะอ่านเลขเศษส่วนโดยใช้ลำดับที่ได้อย่างไร?

เราใช้เลขจำนวนนับเป็นตัวเศษ และเลขลำดับที่เป็นตัวส่วนครับ เช่น 1/3 อ่านว่า one-third หรือ 2/5 อ่านว่า two-fifths (เติม s เพราะตัวเศษมากกว่า 1) ครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


USDA แนะนำ! “ผลไม้ไทย” ใกล้ตัว ตอนแรกไม่ได้ปลูกให้คนกิน แท้จริงประโยชน์มหาศาล

ลูกหม่อน ผลไม้ไทยใกล้ตัว อัปเดตประโยชน์ปี 2026

ลูกหม่อน หรือที่หลายคนเรียกว่า มัลเบอร์รี่ เป็นผลไม้พื้นบ้านที่ดูเล็กและธรรมดา แต่มีคุณค่าทางอาหารน่าสนใจมากกว่าที่คิด ข้อมูลจาก USDA FoodData Central ระบุว่า ลูกหม่อนสด 100 กรัม ให้พลังงานราว 43 กิโลแคลอรี มีวิตามินซี ใยอาหาร ธาตุเหล็ก และแร่ธาตุหลายชนิด จึงเป็นผลไม้ที่เหมาะกับการกินเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย

สิ่งที่ทำให้ลูกหม่อนน่าสนใจขึ้นไปอีก คือเดิมทีต้นหม่อนมีบทบาทสำคัญในอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยข้อมูลจากกรมหม่อนไหมระบุว่า หม่อนเป็นพืชอาหารตามธรรมชาติของหนอนไหม ก่อนที่ผลหม่อนจะถูกนำมารับประทานสดและแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม แยม สมูทตี้ หรือของหวานต่าง ๆ มากขึ้นในปัจจุบัน

ลูกหม่อนคืออะไร ทำไมสีเข้มยิ่งน่าสนใจ

ลูกหม่อนเป็นผลของต้นหม่อนในสกุล Morus มีรสเปรี้ยวอมหวาน สีของผลเปลี่ยนไปตามระดับความสุก ตั้งแต่แดง ม่วง ไปจนถึงม่วงดำ โดยสีม่วงเข้มของผลหม่อนเกี่ยวข้องกับสารพฤกษเคมีในกลุ่มแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารสีธรรมชาติที่พบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่หลายชนิด

บทความทบทวนทางวิชาการที่เผยแพร่บน ScienceDirect ในปี 2024 ระบุว่า หม่อนเป็นผลไม้ที่มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น แอนโทไซยานิน ฟลาโวนอยด์ และสารประกอบฟีนอลิก โดยเฉพาะในผลสีเข้ม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ลูกหม่อนถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะผลไม้พื้นบ้านที่มีศักยภาพด้านโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการของลูกหม่อน

เมื่อดูตามข้อมูลโภชนาการของลูกหม่อนสด 100 กรัม จาก USDA FoodData Central จะพบว่าเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานไม่สูงมาก แต่มีสารอาหารหลายชนิดที่ร่างกายใช้ประโยชน์ได้

  • พลังงานประมาณ 43 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรตประมาณ 9.8 กรัม
  • น้ำตาลตามธรรมชาติประมาณ 8.1 กรัม
  • ใยอาหารประมาณ 1.7 กรัม
  • วิตามินซีประมาณ 36.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็กประมาณ 1.85 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียมประมาณ 194 มิลลิกรัม

ตัวเลขเหล่านี้อาจแตกต่างกันได้ตามสายพันธุ์ ความสุก พื้นที่ปลูก และวิธีเก็บรักษา แต่โดยรวมแล้วลูกหม่อนจัดเป็นผลไม้ที่กินง่าย มีน้ำเยอะ ไขมันต่ำ และเข้ากับเมนูสุขภาพได้หลายแบบ

ประโยชน์ของลูกหม่อนที่ควรรู้

1. มีวิตามินซี ช่วยสนับสนุนภูมิคุ้มกัน

ลูกหม่อนสดมีวิตามินซีค่อนข้างเด่นในกลุ่มผลไม้พื้นบ้าน วิตามินซีมีบทบาทต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน และการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารพืช อย่างไรก็ตาม ควรกินร่วมกับอาหารหลากหลาย ไม่ควรมองว่าผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งทดแทนอาหารครบหมู่ได้ทั้งหมด

2. มีสารต้านอนุมูลอิสระจากสีม่วงเข้ม

สารแอนโทไซยานินและสารประกอบฟีนอลิกในลูกหม่อนเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผลไม้ชนิดนี้น่าสนใจ งานทบทวนปี 2024 บน ScienceDirect ระบุว่า สารเหล่านี้เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบในระดับห้องปฏิบัติการและงานวิจัยหลายรูปแบบ แต่การกินลูกหม่อนควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม ไม่ใช่อาหารที่ใช้รักษาโรค

3. ใยอาหารช่วยให้อิ่มขึ้นและดีต่อระบบขับถ่าย

ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า ผักและผลไม้ให้วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารอื่น ๆ ที่สำคัญต่อสุขภาพ โดยการเลือกกินผลไม้ทั้งผลจะได้ใยอาหารมากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ ลูกหม่อนจึงเหมาะกับการกินสดหรือกินคู่กับโยเกิร์ตมากกว่าการดื่มเป็นน้ำหวานที่เติมน้ำตาล

4. น่าสนใจในงานวิจัยเรื่องน้ำตาลหลังมื้ออาหาร

งานวิจัยแบบสุ่มในมนุษย์ที่ตีพิมพ์ใน The Journal of Nutrition ปี 2025 ศึกษาสารสกัดผลหม่อนและสาร DNJ ต่อระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดผลหม่อนและ DNJ มีผลต่อการลดการตอบสนองของน้ำตาลหลังอาหารเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวใช้สารสกัดในปริมาณที่กำหนด ไม่ใช่การกินลูกหม่อนสดทั่วไป ดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานหรือใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดไม่ควรปรับอาหารหรือยาเองจากข้อมูลนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนเสมอ

กินลูกหม่อนอย่างไรให้ได้ประโยชน์

วิธีที่ดีที่สุดคือกินลูกหม่อนสดหรือแช่แข็งแบบไม่เติมน้ำตาล เพราะยังได้ใยอาหารและรสชาติธรรมชาติครบกว่าเมนูแปรรูป หากนำไปทำสมูทตี้ ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำเชื่อม นมข้นหวาน หรือไซรัปมากเกินไป

  • กินสดหลังล้างสะอาด
  • ใส่ในโยเกิร์ตรสธรรมชาติหรือข้าวโอ๊ต
  • ปั่นเป็นสมูทตี้โดยไม่เติมน้ำตาล
  • ใช้ทำซอสผลไม้แบบลดหวาน
  • เลือกผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ระบุว่าไม่เติมน้ำตาล หรือเติมน้ำตาลน้อย

หากต้องการดื่มน้ำลูกหม่อน ควรดูฉลากโภชนาการและปริมาณน้ำตาล เพราะน้ำผลไม้หลายชนิดอาจมีน้ำตาลสูงกว่าที่คิด การกินผลไม้ทั้งผลยังเป็นทางเลือกที่ได้ใยอาหารมากกว่า

ข้อควรระวังในการกินลูกหม่อน

แม้ลูกหม่อนจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ แต่บางกลุ่มควรกินอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลในเลือด ผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาล ผู้ที่มีโรคไตและต้องจำกัดโพแทสเซียม รวมถึงผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารหรือแพ้ผลไม้บางชนิด

สำหรับคนทั่วไป ควรกินในปริมาณพอดี สลับกับผลไม้ชนิดอื่น และไม่ควรยึดติดกับผลไม้ชนิดเดียว การกินอาหารหลากหลาย พักผ่อนเพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว

สรุป ลูกหม่อนผลไม้เล็กแต่คุณค่าไม่เล็ก

ลูกหม่อน เป็นผลไม้ไทยใกล้ตัวที่น่ามองใหม่ในปี 2026 เพราะให้พลังงานไม่สูง มีวิตามินซี ใยอาหาร ธาตุเหล็ก และสารพฤกษเคมีจากสีม่วงเข้ม เหมาะกับการกินสดหรือทำเมนูสุขภาพแบบไม่เติมน้ำตาลมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ลูกหม่อนไม่ใช่อาหารรักษาโรค และไม่ควรกินเพื่อหวังผลแทนยา หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับพฤติกรรมการกิน เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างปลอดภัยที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 19/5/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a70,050.0070,250.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,528.0068,644.4871,050.00
ทองรูปพรรณ 90%4,075.2061,780.03n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,622.4054,915.58n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,037.6030,890.02n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,584.8024,025.57n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,692.2371,134.21n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 19/5/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9544.9044.9045.4044.9044.9044.9044.9044.9044.90
แก๊สโซฮอล์ 9144.5344.5345.0344.5344.5344.5344.5344.5344.53
แก๊สโซฮอล์ E2037.9037.9038.4037.9037.9037.9037.9037.90
แก๊สโซฮอล์ E8533.8433.8433.84
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม52.3955.0949.8452.39
เบนซิน 9554.4955.0654.9954.6454.49
ดีเซล42.2042.2042.2042.2042.2042.2042.2042.2042.20
ดีเซลพรีเมี่ยม61.2561.2549.8461.2561.25
แก๊ส NGV16.6916.69

About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า