สาระน่ารู้ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2569

‘บางนา’มาแรง!10ปีราคาที่ดินพุ่งเมกะโปรเจกต์รัฐ-เอกชนดันสู่New CBDตะวันออก

  • การลงทุนในเมกะโปรเจกต์จากภาครัฐและเอกชนมูลค่ากว่าแสนล้านบาท กำลังผลักดันให้บางนากลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ (New CBD) ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
  • ราคาที่ดินในย่านบางนาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5-10% ต่อปี
  • การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์ ทั้งถนนสายหลักและรถไฟฟ้าสายสีเขียว-เหลือง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง
  • ความต้องการที่อยู่อาศัยและตลาดเช่าเติบโตสูงขึ้นตามการขยายตัวของอาคารสำนักงาน แหล่งงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ในอดีต “บางนา” อาจถูกมองเป็นเพียงประตูเชื่อมกรุงเทพฯ สู่ภาคตะวันออก แต่วันนี้ภาพจำดังกล่าวกำลังถูกแทนที่ด้วยบทบาทใหม่ในฐานะ “New CBD” หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

แรงส่งสำคัญมาจากโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมต่อครบทั้งถนนสายหลักและระบบราง โดยมีถนนบางนา-ตราด เป็นแกนหลักเชื่อมสุขุมวิท พระราม 9 สาทร ไปจนถึงโซนอีอีซี ขณะเดียวกันยังเชื่อมรถไฟฟ้าทั้งสายสีเขียวและสายสีเหลือง ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองสะดวกมากขึ้น

การลงทุนเมกะโปรเจกต์จากทั้งภาครัฐและเอกชนมูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท ยิ่งเร่งให้บางนากลายเป็นทำเลศักยภาพสูง ทั้งในมิติการอยู่อาศัย การค้า และธุรกิจ

ราคาที่ดินขยับต่อเนื่อง 10 ปีโต 5%-10%

การเติบโตของบางนาสะท้อนชัดผ่าน “ราคาที่ดิน” ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยราว 5%-10% โดยเฉพาะแปลงติดถนนบางนา-ตราด ซึ่งปัจจุบันมีราคาประเมินอยู่ที่ประมาณ 140,000-200,000 บาทต่อตารางวา

แรงหนุนสำคัญมาจากการขยายตัวของอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล และศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ ส่งผลให้บางนาไม่ใช่เพียงทำเลพักอาศัย แต่กลายเป็น “เมืองเศรษฐกิจย่อย” ที่มีครบทั้งงาน ชีวิต และไลฟ์สไตล์ในพื้นที่เดียว

อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มองว่า บางนาเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงจากทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตของ Real Demand โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่และชาวต่างชาติที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงาน

ดีมานด์เช่าพุ่ง นักลงทุนแห่จับตา

นอกจากตลาดซื้อเพื่ออยู่อาศัยแล้ว ตลาดเช่าในบางนายังเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของภาคธุรกิจและบริษัทข้ามชาติ

ปีณิตา ศิลปสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด ระบุว่า คอนโดมิเนียมในย่านบางนาปัจจุบันมีอัตราค่าเช่าเริ่มต้นประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน สำหรับห้องขนาด 28 ตารางเมตร สะท้อนกำลังซื้อและความต้องการเช่าที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายเร่งพัฒนาโครงการรองรับทั้งกลุ่มผู้ซื้ออยู่จริงและนักลงทุน โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ติดถนนใหญ่และใกล้รถไฟฟ้า ซึ่งยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง

เมกะโปรเจกต์ ดันบางนาสู่ High Capital Gain

อีกหนึ่งแรงผลักสำคัญคือการเกิดขึ้นของเมกะโปรเจกต์ระดับภูมิภาค ทั้งศูนย์การค้า ศูนย์ธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่กำลังเปลี่ยนบางนาให้กลายเป็น “กระดูกสันหลังเศรษฐกิจ” ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ

ทำเลแห่งนี้ยังได้เปรียบจากการเป็นประตูเชื่อมสนามบินและเส้นทางโลจิสติกส์หลักของประเทศ ทำให้มีแนวโน้มเติบโตได้อีกระยะยาวท่ามกลางการขยายตัวของเมืองและเงินลงทุนมหาศาล “บางนา” จึงไม่ใช่เพียงทำเลดาวรุ่ง แต่กำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่สุดของกรุงเทพฯ ในอนาคตอันใกล้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เจาะทำเลย่านศิริราช ‘อัมรินทร์’ ย้ำดีมานด์คอนโดตอบรับดีรับเมืองการแพทย์ รถไฟฟ้า3สาย

  • บริษัท ดิ อัมรินทร์ เผยโครงการคอนโด “อรุณ ศิริราช ทริปเปิ้ล สเตชั่น” ได้รับการตอบรับดีเกินคาดจากกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และนักลงทุน
  • ชูทำเลศักยภาพย่านศิริราช ใกล้สถานี Interchange บางขุนนนท์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 3 สาย (สีน้ำเงิน, แดงอ่อน และส้ม)
  • ดีมานด์ที่อยู่อาศัยในพื้นที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รับแผนพัฒนาเมืองแห่งการแพทย์ (Medical District) ที่จะยกระดับทำเลสู่ศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร

ย่าน ศิริราช ถือเป็นหนึ่งในทำเลศักยภาพฝั่งธนบุรีที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และการศึกษาขนาดใหญ่ของประเทศ นำโดย โรงพยาบาลศิริราช ที่มีบุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา และประชาชนเดินทางเข้าออกจำนวนมากในแต่ละวัน ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในพื้นที่ เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคม ทั้งรถไฟฟ้า3สาย ในอนาคตอันใกล้รวมถึงโครงการเชื่อมต่อพื้นที่ฝั่งธนบุรีเข้าสู่ใจกลางเมือง ได้ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับทำเลศิริราชในระยะยาว ทำให้พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียง “เมืองการแพทย์” เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นทำเลพักอาศัยที่ตอบโจทย์คนทำงาน นักลงทุน และกลุ่มผู้ซื้อที่มองหาศักยภาพการเติบโตของราคาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตอีกด้วย

นายอรรถวุฒิ ธรรมเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิ อัมรินทร์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์อรุณ (AROON) กล่าวว่า ล่าสุด โครงการ “อรุณ ศิริราช ทริปเปิ้ล สเตชั่น” (AROON Siriraj Triple Station) โครงการพรีเมียมคอนโดมิเนียมแห่งใหม่บนทำเลศักยภาพ มูลค่ารวมกว่า 800 ล้านบาท ใกล้ รพ.ศิริราช และรถไฟฟ้า 3 สาย ทั้ง MRT สายสีน้ำเงิน สถานีบางขุนนนท์ ซึ่งจะเป็นสถานี Interchange ที่เชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้า SRT สายสีแดงอ่อน และรถไฟฟ้า MRT สายสีส้มในอนาคต เพียง 40 ม. ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเกินคาด พร้อมผ่านการรับรอง EIA Approved และเริ่มก่อสร้างในพฤษภาคม 2569 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในมิถุนายน 2570

“ความสำเร็จของโครงการอรุณ ศิริราช ทริปเปิ้ล สเตชั่น ที่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างเกินคาด ตั้งแต่ก่อนได้รับอนุมัติ EIA สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา และนักลงทุนที่เล็งเห็นถึงมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่คำนึงถึงสุขภาวะและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ความไว้วางใจนี้ทำให้เรายิ่งมุ่งมั่นพัฒนาโครงการ ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุด และตอบแทนทุกความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้กับเรา ซึ่งล่าสุดทางโครงการได้จัดงาน Thank You Party ขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ ที่ให้ความไว้วางใจในศักยภาพของโครงการ ภายในงานเต็มไปด้วยความสุข และความประทับใจกับกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นกันเอง” นายอรรถวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการอรุณ ศิริราช ทริปเปิ้ล สเตชั่น เป็นโครงการคอนโดมิเนียมแบบ Low rise สูง 8 ชั้น บนเนื้อที่ขนาด 1 ไร่ ใน ซ.จรัญสนิทวงศ์ 32 มอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนห้องพักเพียง 144 ยูนิต ดีไซน์ห้องกว้างแบบ 1-3 Bedroom พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 28.0-103.8 ตร.ม. ที่ตกแต่งแบบ Fully Furnished ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดัง Chic Republic พร้อมระบบฟอกอากาศภายในโครงการ รองรับทุกช่วงเวลาการพักผ่อนกับสวนสีเขียว และพื้นที่ส่วนกลางครบครัน การันตีคุณภาพด้วยรางวัล Best Brand-New Condominium Development จาก Dot Property SEA Awards 2024 มอบความสะดวกสบายด้วยช่องจอดรถมากถึง 56% และบริการรถรับ-ส่ง Shuttle Benz Service ถึง รพ.ศิริราช และพื้นที่ใกล้เคียง ราคาเริ่มต้น 3.9 ล้านบาท

ทำเลของโครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากสถานี Interchange บางขุนนนท์ เชื่อมต่อรถไฟฟ้าได้ 3 สาย เดินทางไปยัง รพ.ศิริราช และ Medical Hub แห่งใหม่ ได้ภายใน 2 นาที ทั้งยังใกล้สถานศึกษาชั้นนำ ทั้งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล, ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, ม.ศิลปากร และรายล้อมด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์ อาทิ ตลาดบางขุนนนท์, ตลาดบางขุนศรี, แมคโคร จรัญสนิทวงศ์, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, ตลาดวังหลัง, The Sense Pinklao

ด้านนางสาวปพิณริยา พึ่งเขื่อนขันธ์ หัวหน้าแผนกซื้อ ขาย เช่าที่พักอาศัย ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE) ให้ความเห็นว่า ทำเลศิริราชเป็นหนึ่งในทำเลศักยภาพสูงของฝั่งธนบุรี เนื่องจากเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ การศึกษา และการคมนาคมที่สำคัญของกรุงเทพฯ มีการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่ครบทั้งรถ-ราง-เรือ โดยในอนาคตคาดว่าจะเปิดให้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อนในปี 2572 และอยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้า MRT สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์–ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในปี 2573 ซึ่งจะช่วยให้เดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองได้รวดเร็ว

ด้านนางสาวดวงทิพย์ บุญช่วยเกื้อกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขาย แผนกซื้อ ขาย เช่าที่พักอาศัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทำเลศิริราชมีดีมานด์ด้านที่อยู่อาศัยที่แข็งแกร่ง จากบุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา และบุคลากรภาครัฐจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนาเมืองแห่งการแพทย์ (Medical District) ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพทำเล สู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และการใช้ชีวิตแบบครบวงจร ส่งผลให้ทำเลนี้ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนในระยะยาว โดยผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Yield) สูงถึง 5-6% ต่อปี

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 21 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ มีความหวังเจรจาหยุดยิง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 21 พ.ค. แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าที่ปิด 32.69 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากความหวังของตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
  • การแข็งค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ เงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้จะอยู่ที่ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์ แต่ยังคงมีความเสี่ยงผันผวนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.50-32.77 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มากขึ้น ตามกระแสข่าวที่ระบุว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจมีการเจรจาสันติภาพอีกครั้ง ที่ประเทศปากีสถานในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม (หลังช่วงประกอบพิธีฮัจญ์ สิ้นสุดลง) 

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี Donald Trump ยังได้กล่าวย้ำว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเร็ววันนี้   อีกทั้งยังมีรายงานข่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมัน รวมถึงเรือบรรทุกสินค้าหลายลำ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งภาพดังกล่าว ได้กดดันให้ ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงราว -5% (ในช่วงตั้งแต่ 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ส่วนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลงบ้าง และหนุนการปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) จนทะลุระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง 

สอดคล้องกับการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ของบรรดาผู้เล่นในตลาด เหลือราว 66% จากก่อนหน้า สูงเกิน 80% อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้างแถวโซนแนวรับ (เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวลง ส่วนราคาทองคำเริ่มแกว่งตัว Sideways) หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

แม้ว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอไว้แถวโซนแนวรับดังกล่าวได้ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงมากขึ้น ซึ่งควรจะต้องเห็น การปรับตัวลดลงเพิ่มเติมของราคาน้ำมันดิบ รวมถึง การปรับตัวลดลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED) พร้อมกับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าขึ้นบ้าง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ซึ่งอาจหนุนให้ตลาดหุ้นเอเชียกลับสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยควรจะเห็นการปรับตัวขึ้นพอควรของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ฝั่งเอเชีย ที่จะสามารถหนุนการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินอย่าง เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และ เงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD) ที่อ่อนไหวต่อราคาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor

นอกจากนี้ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในฝั่งสหรัฐฯ อาจช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวไทย ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวไทยมากขึ้นได้ นอกเหนือจากดำเนินกลยุทธ์ Receive Swap มาอย่างต่อเนื่อง หลัง Swap Curve ของไทยได้สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึง 3 ครั้ง ภายในปี 2027 (ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของเราที่มองว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปี 2027 ชัดเจน)

อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ เว้นเสียว่า สถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้หนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของ Nvidia ที่ผู้เล่นในตลาดคาดหวังการเติบโตแข็งแกร่งของรายได้และผลกำไร ยังได้หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ AMD +8.1%, Intel +7.4% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ถูกกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลงแรงของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.54% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.46% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป เช่นเดียวกับการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ที่ได้อานิสงส์จากความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของ Nvidia อาทิ ASML +6.7% ขณะที่ หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวลดลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงแรงของราคาน้ำมันดิบในช่วงท้ายตลาดหุ้นยุโรป 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลง สู่โซน 4.60% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 66% ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยจะเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น ยังคงสะท้อนความเสี่ยง Two-way risk หรือความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์สามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อนึ่ง เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจน ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้

ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0-99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ ทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลง ได้ส่งผลให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) รีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนพฤษภาคม ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก (สหรัฐฯ ยูโรโซน และอังกฤษ) หลังตลาดได้รับรู้ รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในช่วงเช้าของวันที่ 21 พฤษภาคม แล้ว โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตของญี่ปุ่น ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 54.5 จุด ส่วน ดัชนี PMI ภาคการบริการ ได้ย่อตัวลงสู่ระดับ 50.0 จุด (ดัชนีเกินระดับ 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก จากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED, ECB และ BOE  

ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงเช้าวันศุกร์ ราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนมิถุนายน นี้ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สมัยแรก! แอสตัน วิลล่า ฟอร์มแกร่งรัวถล่ม ไฟร์บวร์ก 3-0 ผงาดแชมป์ยูโรปา ลีก

การแข่งขัน ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2025-26 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง ไฟร์บวร์ก จากเยอรมนี พบ แอสตัน วิลล่า ตัวแทนจากอังกฤษ ที่สนาม ตูพราส สเตเดี้ยม, ตุรกี เมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569

“สิงห์ผยอง” เปิดเกมบุกหนักก่อนมาได้ประตูนำในนาทีที่ 42 มอร์แกน โรเจอร์ส เปิดบอลเข้าเขตโทษถึง ยูริ ตีเลอมันส์ วิ่งมาวอลเลย์เสียบตาข่ายให้ แอสตัน วิลล่า นำ 1-0

ช่่วงทดเจ็บ 45+3 ทีมดังจากเกาะอังกฤษ หนีเป็น 2-0 จอห์น แม็คกินน์ ไหลให้ เอมิเลียโน่ บูเอนเดีย ลากตัดเข้าในก่อนปั่นด้วยซ้ายเสียบเสาสุดงาม ก่อนหมดครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

กลับมาเล่นครึ่งหลังนาทีที่ 58 แอสตัน วิลล่า หนีเป็น 3-0 จากการประสานงานของ เอมิเลียโน่ บูเอนเดีย ปาดบอลเลียดมาเสาแรกให้ มอร์แกน โรเจอร์ส พุ่งชาร์จเข้าไปไม่เหลือ

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แอสตัน วิลล่า รัวถล่ม ไฟร์บวร์ก 3-0 คว้าแชมป์ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2025-26 ได้สำเร็จ ถือเป็นแชมป์แรกในรอบ 30 ปี ของสโมสร นับตั้งแต่คว้าแชมป์ลีกคัพเมื่อปี 1996

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
ไฟรบวร์ก (4-2-3-1) :
 โนอาห์ อาตูโบลู – ลูคัส คืบเลอร์, มัทธีอัส กินเตอร์, ฟิลิปป์ ลีนฮาร์ต, ฟิลิปป์ ทรอย – มักซิมิเลียน เอ็กเกอชไตน์, นิโคลัส ฮอฟเลอร์ – ยาน-นิคลาส เบสเท่อ, โยฮัน มานซัมบี้, วินเชนโซ่ กริโฟ่ – อีกอร์ มาตาโนวิช
แอสตัน วิลล่า (4-2-3-1) : เอมิเลียโน่ มาร์ตีเนซ – แม็ตตี้ แคช, เอซรี คอนซ่า, เปา ตอร์เรส, ลููกาส์ ดีญ – วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ยูริ ตีเลอมันส์ – จอห์น แม็คกินน์, มอร์แกน โรเจอร์ส, เอมิเลียโน่ บูเอนเดีย – โอลลี่ วัตกินส์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


สธ.ประกาศเขตโรคติดต่ออันตราย ‘อีโบลา’ ออก 2 มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าไทย

สธ.ประกาศเขตโรคติดต่ออันตราย ‘อีโบลา’ ออก 2 มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าไทย หลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

วันนี้ (วันที่ 20 พฤษภาคม 2569) กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) พ.ศ. 2569

สธ.ประกาศเขตโรคติดต่ออันตราย ‘อีโบลา’มีผลวันที่ 21 พ.ค.นี้

โดยกำหนดให้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
       
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การประกาศดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

เพื่อรองรับความเสี่ยงจากผู้เดินทางที่มาจากประเทศที่มีการระบาด และช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมตามสถานการณ์

เปิด 2 มาตรการ คัดกรองการเดินทางเข้าไทย จากประเทศกลุ่มเสี่ยง

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่

1.มาตรการต้นทางและข้อปฏิบัติสำหรับสายการบิน ให้สายการบินแจ้งผู้เดินทางทุกคนที่มาจากเขตติดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา ลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้า

โดยชาวต่างชาติต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ส่วนคนไทยลงทะเบียนผ่านระบบ Thai Health Pass ณ จุด Check-in รวมทั้งสายการบินต้องส่งรายชื่อผู้โดยสารจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานปลายทางรับทราบล่วงหน้า และคัดกรองอาการ 

รวมถึงประเมินความเสี่ยงของผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทางตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้ ขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ระบาดหากไม่มีความจำเป็น และต้องรายงานตัวต่อด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกครั้งเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ

2. มาตรการคัดกรอง ณ ท่าอากาศยานในประเทศ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะเข้าตรวจสอบ QR code ของผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด บริเวณประตูขาเข้า (Gate) หรือหน้าประตูเครื่องบินสำหรับเที่ยวบินตรงจากพื้นที่เสี่ยง ผู้เดินทางจากเขตติดโรคต้องยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อก่อนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) 

โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการวัดไข้ซ้ำ สอบถามประวัติอาการป่วย และบันทึกข้อมูลที่อยู่ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นปัจจุบันลงในระบบ เพื่อใช้ในการติดตามเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน

“ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และระบบการแพทย์และการสาธารณสุข” นายแพทย์มณเฑียรกล่าวเพิ่มเติม
       
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือร่างกายของผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว อาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


‘AI กินไฟ–เผาโลก’ เมื่อนวัตกรรมอนาคต กลายเป็น ‘ภาระสิ่งแวดล้อม’

  • เทคโนโลยี AI ใช้พลังงานมหาศาลในการประมวลผลและฝึกฝนโมเดล
  • มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2571 ครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้านไอทีจะมาจากโมเดล AI
  • ผลกระทบของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้พลังงาน แต่ยังครอบคลุมถึงการใช้น้ำ มลพิษในห่วงโซ่อุปทาน และขยะอิเล็กทรอนิกส์ตลอดวงจรชีวิต ซึ่งมักขาดการรายงานที่โปร่งใส
  • การวัดรอยเท้าด้านสิ่งแวดล้อมของ AI อย่างแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นแต่ยังคงท้าทาย เนื่องจากความซับซ้อนของโมเดลและการขาดข้อมูลรายละเอียดจากผู้ให้บริการ

การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในโลกธุรกิจดำเนินไปด้วยความเร็ว ที่แทบไม่มีเทคโนโลยีใดเคยทำได้มาก่อน แต่เบื้องหลังความก้าวหน้าที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีต้นทุนที่ซ่อนอยู่ และยังไม่มีใครรับผิดชอบอย่างจริงจัง นั่นคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจาก AI ที่กำลังขยายตัวในอัตราเร่งที่น่าตกใจ

ความก้าวหน้าของโมเดล AI อย่างรวดเร็วอาจสร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจก็จริง แต่ความกังวลต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน 

ออทัมน์ สแตนนิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ ออกมาบอกว่า การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่าในอีกสองปีข้างหน้า (2571) ครึ่งหนึ่ง (50%) ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ด้านไอที จะมาจากโมเดล AI ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนที่ 10% ในปี 2568

การฝึกอบรม และรันโมเดล AI ต้องอาศัยพลังการประมวลผลมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานไอทีใหม่ๆ และระบบทำความเย็นขั้นสูง เป็นการลงทุนที่เพิ่มแรงกดดันด้านงบประมาณ และอาจทำให้เป้าหมายความยั่งยืนต้องสะดุด

อย่างไรก็ตาม รอยเท้าด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Environment Footprint ของ AI ขยายออกไปไกลกว่าแค่การใช้พลังงาน การใช้น้ำ การปล่อยมลพิษในห่วงโซ่อุปทานที่ยากต่อการติดตาม แต่ยังรวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ และต้นทุนแฝงตลอดวงจรชีวิตของ AI ที่หลายองค์กรมักมองข้าม และการขาดการรายงานที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน เพื่อให้การนำ AI มาใช้งานเป็นไปอย่างยั่งยืน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ AI ต้องถูกวัดผลและลดทอนมากกว่าแค่การคำนวณเพียงแค่พลังงานที่ใช้ในการฝึกและประมวลผลโดยตรง

ทั้งนี้ เขามองว่า การจัดการผลกระทบแท้จริงต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียกร้องให้มีความโปร่งใสอย่างครอบคลุม และการนำกรอบการวัดแบบองค์รวมมาใช้ที่ผสานความยั่งยืนเข้าไปในกลยุทธ์ทางธุรกิจ เมื่อนั้นนวัตกรรมจึงจะสมดุลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้

การวัดผล คือ กุญแจ

สแตนนิช  มองว่า การวัดรอยเท้าด้านสิ่งแวดล้อมของโมเดล AI อย่างแม่นยำเป็นความจำเป็นสำหรับการจัดการผลกระทบ ความซับซ้อนของโมเดล AI ไม่ว่าจะเป็นขนาด จำนวนพารามิเตอร์ ปริมาณข้อมูลฝึกอบรม และความต้องการทรัพยากรการประมวลผล ล้วนเป็นปัจจัยกำหนดความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรโดยตรง

การใช้แนวทางแบบรวม หรือ Aggregate Approach จะพิจารณาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของ AI ว่าเป็นส่วนหนึ่งของรอยเท้าด้านไอทีโดยรวม โดยมักรวมถึงการวัดค่าพื้นฐานก่อนและหลังการนำไปใช้งาน เพื่อประเมินผลกระทบสัมพัทธ์ของ AI ต่อตัวชี้วัดสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE) การใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ไอที (ITEU) และของเสีย

แม้วิธีนี้จะให้ความเข้าใจระดับสูงเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ AI ต่อการปล่อยมลพิษทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโมเดล AI แต่ละตัวโดยเฉพาะ การระบุคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของโมเดล AI แต่ละตัวอย่างแม่นยำนั้นท้าทายมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะขาดข้อมูลรายละเอียดจากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการใช้พลังงานของโมเดล AI ขนาดใหญ่หลายรุ่น

เพื่อให้เข้าใจความซับซ้อนของผลกระทบ AI ต่อความยั่งยืนได้ดีขึ้น มีระเบียบวิธีเฉพาะสำหรับโมเดลที่พัฒนาขึ้นใหม่หลายวิธีที่ช่วยวัดปริมาณรอยเท้าด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละขั้นตอนของวงจรชีวิตโมเดล AI

ซึ่งรวมถึงการแบ่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของ AI ออกเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ วงจรชีวิตข้อมูล การใช้น้ำ และการใช้พลังงาน ซึ่งสามารถเสริมด้วยเครื่องมือติดตามการปล่อยมลพิษที่ใช้ซอฟต์แวร์และคะแนนพลังงาน AI (เช่น จาก Hugging Face และ Green Software Foundation)

หลังจากใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีเพื่อวัดผลกระทบ GHG ในขอบเขตที่ 1 และ 2 แล้ว ให้เพิ่มการวัดปล่อยมลพิษในห่วงโซ่อุปทานเป็นขอบเขตที่ 3 เพื่อให้การคำนวณครบถ้วนสมบูรณ์

วิธีเหล่านี้อาจยังไม่ใช่โซลูชันที่สมบูรณ์แบบ แต่ความแม่นยำกำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วตามการนำไปใช้ หากเป็นไปได้ควรให้ความสำคัญกับการวัดแบบแยกองค์ประกอบ เนื่องจากเป็นวิธีการวัดที่แม่นยำที่สุด

คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม

ผู้บริหาร ‘การ์ทเนอร์’ การต่อต้านจากสังคมเป็นอุปสรรคใหญ่สุดอย่างหนึ่งต่อการนำ AI ไปใช้ให้มีประสิทธิผล หลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ เผชิญกับการคว่ำบาตรในแผนการขยายดาต้าเซ็นเตอร์หรือศูนย์ข้อมูล AI โดยมีความกังวลของชุมชนเกี่ยวกับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและปริมาณการใช้น้ำที่ทำให้โครงการล่าช้าหรือถูกยกเลิก

องค์กรต้องประเมินไม่เฉพาะแค่ประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมวงกว้างของโครงสร้างพื้นฐาน AI ด้วย ขณะที่การออกแบบศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิมมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ โดยผสานการพิจารณาความเสมอภาคทางสังคมสามารถสร้างประโยชน์ที่กว้างขึ้นแก่ชุมชนและเสริมสร้างความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

โครงการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) ที่สร้างสรรค์เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งรวมถึงระบบกู้คืนความร้อนที่จ่ายพลังงานให้กับอาคารใกล้เคียง โครงการหมุนเวียนหรือรีไซเคิลน้ำที่สนับสนุนการชลประทานและการใช้ในอุตสาหกรรม และความร่วมมือกับหน่วยงานรีไซเคิลในท้องถิ่นเพื่อลดขยะอิเล็กทรอนิกส์

การเข้าถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่างเท่าเทียมเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ การลงทุนในฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังลมใหม่ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าท้องถิ่น ผู้ดำเนินการศูนย์ข้อมูล AI สามารถช่วยชุมชนเข้าถึงพลังงานที่สะอาดขึ้น ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความเท่าเทียมด้านพลังงาน ซึ่งมั่นใจได้ว่าผลประโยชน์จะกระจายอย่างเป็นธรรมและกลุ่มประชากรที่เปราะบางจะไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ฝังความยั่งยืนเข้าไปในกลยุทธ์ AI

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า แผนความยั่งยืนที่ชัดเจนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ AI ไม่แซงหน้าความรับผิดชอบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงการรวมการพิจารณาด้านความยั่งยืนเข้าสู่ทุกขั้นตอนของการพัฒนาและการนำ AI ไปใช้ การคำนวณการปล่อยมลพิษตลอดวงจรชีวิตทั้งหมด และการสร้างโอกาสสำหรับการลดผลกระทบ

หนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือประสิทธิภาพของโมเดล การออกแบบโมเดลที่ประหยัดพลังงานและคาร์บอน เช่น สถาปัตยกรรมแบบ Sparse (โครงสร้างแบบกระจัดกระจาย) ที่ต้องการการประมวลผลน้อยลง สามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างมาก

การใช้โมเดลที่ผ่านการฝึกล่วงหน้ายังช่วยลดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนอีกด้วย ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้ LLM ทั่วไปอย่าง ChatGPT สำหรับงานเขียนโค้ด โมเดลผู้ช่วยเขียนโค้ดเฉพาะทางสามารถให้ฟังก์ชันการทำงานเดียวกันได้ด้วยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาก

โครงสร้างพื้นฐานก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน แม้ว่าการใช้งาน Cloud มักจะให้ประโยชน์ด้านการประหยัดต้นทุนตามขนาดและการเข้าถึงผู้ให้บริการที่มีพันธสัญญาด้านพลังงานหมุนเวียน แต่ไม่ใช่ทุกงาน AI ที่จะได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน ในบางกรณี โครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรอาจยั่งยืนกว่าหากมีแหล่งพลังงานที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญ คือ การประเมินตัวเลือกการนำไปใช้แบบรายกรณี โดยคำนึงถึงความโปร่งใส การใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียน และประสิทธิภาพการดำเนินงาน

สุดท้ายการสร้างกลยุทธ์ AI ที่ยั่งยืนไม่ได้เกี่ยวกับแค่การลดการปล่อยคาร์บอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสอดรับกับการสร้างนวัตกรรมเพื่อความยืดหยุ่นระยะยาว และให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เขียน Email ภาษาอังกฤษแบบมือโปร รวมประโยคและโครงสร้างที่คนทำงานต้องรู้ (Update 2026)

เคยไหมครับ? นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นสิบนาที พิมพ์ๆ ลบๆ เพราะไม่รู้จะเริ่ม เขียน Email ภาษาอังกฤษ อย่างไรให้ดูสุภาพ ไม่ห้วน และดูเป็นมืออาชีพ?

ในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน การสื่อสารผ่านอีเมลคือ “หน้าต่างบานแรก” ที่ลูกค้าหรือเจ้านายชาวต่างชาติจะตัดสินความสามารถของคุณครับ อีเมลที่เขียนดี ไม่ใช่แค่สื่อสารรู้เรื่อง แต่ยังสะท้อนถึง ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) และความน่าเชื่อถือของคุณด้วย

โครงสร้างของ Business Email ที่ดี (Anatomy of a Professional Email)

ก่อนจะไปดูประโยคสำเร็จรูป เรามาทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานกันก่อนครับ อีเมลที่ดีต้อง “กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น” โดยประกอบด้วย 4 ส่วนหลักดังนี้:

  1. Subject Line (หัวข้ออีเมล): ต้องระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน
  2. Salutation (คำขึ้นต้น): ทักทายให้เหมาะสมกับระดับความสัมพันธ์
  3. Body Paragraphs (เนื้อหา): บอกเหตุผลที่เขียน สิ่งที่ต้องการ และรายละเอียด
  4. Sign-off (คำลงท้าย): จบประโยคอย่างสวยงามและสุภาพ

Pro Tip: หัวข้ออีเมล (Subject Line) สำคัญที่สุด! หลีกเลี่ยงหัวข้อกว้างๆ เช่น “Question” หรือ “Meeting” แต่ควรระบุให้ชัดเจน เช่น “Meeting Request: Project A Update” เพื่อให้ผู้รับรู้ทันทีว่าเรื่องอะไรและด่วนแค่ไหน

รวมประโยคเขียน Email ภาษาอังกฤษ แบ่งตามสถานการณ์

เพื่อช่วยให้ชีวิตการทำงานของคุณง่ายขึ้น เราได้คัดสรร ประโยคเขียนอีเมลภาษาอังกฤษ ที่ใช้บ่อยที่สุด แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานครับ

1. การทักทายและเกริ่นนำ (Opening Lines)

อย่าเพิ่งเข้าเรื่องทันที การมี Small Talk เล็กน้อยในอีเมลช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ครับ

  • ทางการ (Formal):
    • “I hope this email finds you well.” (หวังว่าคุณจะสบายดี)
    • “I am writing to inquire about…” (ฉันเขียนมาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับ…)
    • “I am writing with reference to…” (ฉันเขียนมาโดยอ้างอิงถึง…)
  • กึ่งทางการ (Semi-formal – สำหรับคนที่เคยคุยกันแล้ว):
    • “I hope you are having a good week.” (หวังว่าสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่ดีของคุณ)
    • “Just a quick note to…” (เขียนมาสั้นๆ เพื่อจะ…)

2. การขอข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือ (Making Requests)

หลีกเลี่ยงประโยคคำสั่งอย่าง “Send me the file.” แต่ควรใช้โครงสร้างที่สุภาพกว่า:

  • “Could you please send me…?” (รบกวนช่วยส่ง…ให้หน่อยได้ไหมครับ?)
  • “I would appreciate it if you could…” (ฉันจะขอบคุณมากถ้าคุณช่วย…)
  • “Could you possibly clarify…?” (คุณพอจะช่วยขยายความเรื่อง…หน่อยได้ไหม?)

3. การนัดหมายประชุม (Arranging a Meeting)

การนัดหมายต้องระบุเวลาให้ชัดเจน แต่เปิดช่องให้อีกฝ่ายเลือกได้:

  • “I would like to schedule a meeting to discuss…” (ฉันอยากขอนัดประชุมเพื่อหารือเรื่อง…)
  • “Are you available on [Day] at [Time]?” (คุณสะดวกวัน… เวลา… ไหม?)
  • “Please let me know what time suits you best.” (รบกวนแจ้งเวลาที่คุณสะดวกที่สุดให้ทราบด้วย)

4. การแนบไฟล์ (Attachments)

อย่าลืมแจ้งผู้รับทุกครั้งที่มีการแนบไฟล์:

  • “Please find attached…” (ขอส่งไฟล์แนบมาพร้อมกับอีเมลนี้…)
  • “I have attached the report for your review.” (ฉันแนบรายงานมาเพื่อตรวจสอบ)
  • “Here is the document we discussed.” (นี่คือเอกสารที่เราคุยกันไว้)

5. คำลงท้าย (Closing Lines)

ก่อนเซ็นชื่อ จบประโยคให้สวยด้วยวลีเหล่านี้:

  • “If you have any questions, please do not hesitate to contact me.” (หากมีคำถาม สามารถติดต่อฉันได้ทันที)
  • “I look forward to hearing from you.” (รอคอยที่จะได้รับคำตอบจากคุณ)
  • คำลงท้ายชื่อ (Sign-off):
    • Best regards, / Kind regards, (ใช้ได้ทั่วไป ปลอดภัยที่สุด)
    • Sincerely, (ทางการมาก ใช้เมื่อรู้ชื่อผู้รับแต่ไม่สนิท)

ตัวอย่าง Template อีเมลภาษาอังกฤษ (Copy ไปใช้ได้เลย)

สถานการณ์: การติดตามงาน (Follow-up)

Subject: Follow up on [Project Name] / [Topic]

Dear [Client’s Name],

I hope you are well.

I am writing to follow up on the proposal sent last week. Have you had a chance to review it?

If you need any further information or clarification, please let me know. I would be happy to discuss this further at your convenience.

I look forward to your feedback.

Best regards,

[Your Name]

Do & Don’t สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการเขียน Business Email

เพื่อให้การสื่อสารของคุณไร้ที่ติ นี่คือข้อควรระวังสำคัญครับ:

  • DO: ตรวจทาน Grammar และตัวสะกด (Spelling) ทุกครั้งก่อนกดส่ง ความผิดพลาดเล็กน้อยอาจลดความน่าเชื่อถือได้
  • DO: ใช้ภาษาที่กระชับ ตรงประเด็น ฝรั่งชอบความไม่อ้อมค้อม (Be concise).
  • DON’T: ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (ALL CAPS) เพราะเหมือนการตะโกนใส่หน้า
  • DON’T: ใช้คำสแลง (Slang) หรืออิโมจิ (Emoji) มากเกินไปในอีเมลที่เป็นทางการ

เก่งเขียนแล้ว ต้อง “เก่งพูด” ด้วยถึงจะครบเครื่อง

การเขียน Email ภาษาอังกฤษได้ดี คือก้าวแรกของความสำเร็จ แต่ในโลกธุรกิจจริง การเจรจาต่อรอง การนำเสนองาน และการประชุม ต้องใช้ทักษะ “การพูด (Speaking)” ควบคู่กันไป

หากคุณพิมพ์อีเมลได้เป๊ะปัง แต่พอต้องรับสาย หรือ Zoom Meeting แล้ว “พูดไม่ออก” ความน่าเชื่อถือที่คุณสร้างมาอาจลดฮวบลงได้

ที่ Wall Street English เราเข้าใจคนทำงาน เราจึงออกแบบคอร์ส Business English ที่เน้นการใช้งานจริง ทั้งการเขียนและการพูด ผ่านวิธีเรียนแบบ Natural Method ให้คุณซึมซับภาษาเหมือนเจ้าของภาษา ไม่ต้องท่องจำ แต่ใช้งานได้อัตโนมัติ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเขียน Email ภาษาอังกฤษ

Q: ควรใช้ Dear หรือ Hi ในการขึ้นต้นอีเมลดี? A: หากเป็นอีเมลฉบับแรก หรือติดต่อลูกค้าที่เป็นทางการ ควรใช้ “Dear [Name],” เสมอครับ แต่ถ้าเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ติดต่อกันบ่อยแล้ว สามารถใช้ “Hi [Name],” เพื่อความสนิทสนมและดูเป็นกันเองได้ครับ

Q: ถ้าไม่รู้ชื่อผู้รับ ควรขึ้นต้นอย่างไร? A: ในสมัยก่อนเราอาจคุ้นกับ “To whom it may concern,” แต่มันดูเก่าและห่างเหินเกินไปในปัจจุบัน แนะนำให้ใช้ตำแหน่งแทน เช่น “Dear Hiring Manager,” หรือ “Dear [Department Name] Team,” จะดูดีกว่าครับ

Q: คำย่ออย่าง ASAP ใช้ใน Business Email ได้ไหม? A: ใช้ได้ครับ แต่ต้องดูบริบท ASAP (As Soon As Possible) อาจดูเป็นการเร่งรัดและแข็งกระด้าง แนะนำให้ใช้ “at your earliest convenience” (เมื่อคุณสะดวกที่สุด) จะดูสุภาพและเป็นมืออาชีพกว่ามากครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


งาดำมีประโยชน์ แต่ไม่ใช่กับทุกคน! เช็กด่วน คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่

ใครไม่ควรกินงาดำ? แม้มีประโยชน์สูง แต่บางคนกินแล้วอาจเสี่ยงมากกว่าดี

“งาดำ” ถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิตที่หลายคนกินเพื่อบำรุงกระดูก ผิวพรรณ และเส้นผม เพราะอุดมไปด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก ไขมันดี และสารต้านอนุมูลอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่า แม้งาดำจะมีประโยชน์มากแค่ไหน ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป เพราะบางกลุ่มอาจเกิดผลข้างเคียง หรือกระตุ้นอาการบางอย่างให้แย่ลงได้

ก่อนกินงาดำทุกวัน ลองเช็กก่อนว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่ควรระวังหรือไม่

1. คนที่แพ้งา

แม้จะพบไม่บ่อยเท่าแพ้นม หรือแพ้อาหารทะเล แต่ “อาการแพ้งา” สามารถเกิดขึ้นได้ และบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นหายใจติดขัด

อาการที่พบได้

  • ผื่นคัน ลมพิษ
  • ปากบวม คอบวม
  • แน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หายใจลำบาก

หากเคยมีประวัติแพ้อาหารเมล็ดพืช ควรเริ่มกินในปริมาณน้อยก่อน

2. คนที่มีปัญหาท้องเสียง่าย หรือถ่ายบ่อย

งาดำมีไฟเบอร์และน้ำมันธรรมชาติสูง จึงช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี แต่ถ้ากินมากเกินไป อาจทำให้

  • ปวดท้อง
  • ท้องเสีย
  • ถ่ายบ่อย
  • แน่นท้อง

โดยเฉพาะคนที่มีลำไส้แปรปรวน หรือระบบย่อยอาหารไว ควรระวัง

3. ผู้ป่วยโรคนิ่วในไตบางชนิด

งาดำมี “ออกซาเลต” ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต โดยเฉพาะคนที่เคยมีประวัตินิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต

หากจำเป็นต้องกิน ควรกินในปริมาณพอเหมาะ และดื่มน้ำมากๆ

4. คนที่กินยาละลายลิ่มเลือด

งาดำมีวิตามินอีและกรดไขมันที่อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หากกินร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด อาจเพิ่มโอกาสเลือดออกง่าย หรือฟกช้ำง่ายได้

ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือกินยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

5. คนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก แต่กินแบบไม่ระวัง

หลายคนเข้าใจว่า งาดำเป็นอาหารสุขภาพ กินเท่าไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้ว งาดำให้พลังงานสูงมาก เพราะมีไขมันดีจำนวนมาก

หากกินในปริมาณมาก เช่น โรยทุกมื้อ กินงาดำบดผสมน้ำผึ้ง หรือเครื่องดื่มงาดำหวานๆ ทุกวัน อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มแบบไม่รู้ตัว

6. เด็กเล็กหรือผู้สูงอายุที่เคี้ยวยาก

เมล็ดงาดำทั้งเมล็ดมีขนาดเล็กและแข็ง หากเคี้ยวไม่ละเอียด ร่างกายอาจดูดซึมสารอาหารได้ไม่เต็มที่ และบางครั้งอาจเสี่ยงสำลักในผู้สูงอายุ

แนะนำให้เลือกแบบบดละเอียด จะย่อยง่ายกว่า

กินงาดำอย่างไรให้ได้ประโยชน์ที่สุด?

  • กินวันละประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • เลือกงาคั่วสุกสะอาด
  • ไม่เติมน้ำตาลมากเกินไป
  • ควรกินร่วมกับอาหารหลากหลาย
  • หากมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินต่อเนื่อง

สรุป

แม้งาดำจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์สูง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกินได้แบบไม่ต้องระวัง โดยเฉพาะผู้ที่แพ้งา มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร โรคนิ่วในไต หรือกินยาบางชนิด การกินอย่างเหมาะสมและรู้ข้อจำกัดของตัวเอง จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากงาดำแบบปลอดภัยมากกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 21/5/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a69,850.0070,050.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,515.0068,447.4070,850.00
ทองรูปพรรณ 90%4,063.5061,602.66n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,612.0054,757.92n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,031.7530,801.33n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,580.2523,956.59n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,678.7670,930.00n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 21/5/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9544.9044.9045.4044.9044.9044.9044.9044.9044.90
แก๊สโซฮอล์ 9144.5344.5345.0344.5344.5344.5344.5344.5344.53
แก๊สโซฮอล์ E2037.9037.9038.4037.9037.9037.9037.9037.90
แก๊สโซฮอล์ E8533.8433.8433.84
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม52.3954.8449.8452.39
เบนซิน 9554.4955.0654.9954.6454.49
ดีเซล42.2042.2042.2042.2042.2042.2042.2042.2042.20
ดีเซลพรีเมี่ยม61.2561.2549.8461.2561.25
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า