เจาะกลยุทธ์ AssetWise กับการลอยลำผ่านทุก Perfect Storm

“ASW” พลิกเกมอสังหาฯ สู่ “Lifestyle Ecosystem” ดัน KAVE-ภูเก็ตโตแรง พร้อมปั้นแบรนด์ครองใจคนรุ่นใหม่บนโซเชียล
ในวันที่ตลาด อสังหาริมทรัพย์ ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งกำลังซื้อชะลอ ดอกเบี้ยสูง และการแข่งขันดุเดือด แต่มีบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้แค่ “เอาตัวรอด” แต่กำลัง “เปลี่ยนเกม” จากวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ท่ามกลางวิกฤตโควิด วันนี้ แอสเซทไวส์ หรือ ASW ไม่ได้วางตัวเองเป็นเพียง “ผู้พัฒนาอสังหาฯ” อีกต่อไปแต่กำลังขยับสู่การเป็น “Lifestyle Ecosystem” ที่เชื่อมตั้งแต่ที่อยู่อาศัย โรงแรม รีเทล เอนเตอร์เทนเมนต์ไปจนถึงประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่ และ เบื้องหลังการเติบโตครั้งนี้มีทั้งเกม M&A ที่เปลี่ยนอนาคตบริษัท แบรนด์คอนโดนักศึกษาที่กลายเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของนักลงทุนรวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ชื่อของ ASW อยู่บนหน้าฟีดโซเชียลแทบตลอดเวลา นี่คือเรื่องราวของบริษัทอสังหาฯ อายุ 21 ปีที่กำลังสร้าง “ความสุข” ให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจ
จากวันเข้าตลาดช่วงโควิด สู่พอร์ตที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ASW เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2564 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบจากโควิดผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อขณะที่ต้นทุนการเงินและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
แต่ตลอด 5 ปีหลังเข้าตลาด ASW กลับยังเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่องปัจจุบันบริษัทพัฒนาโครงการแล้วรวมกว่า 89 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 150,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบตั้งแต่กรุงเทพฯ ปริมณฑล EEC ไปจนถึงภูเก็ต สิ่งที่น่าสนใจคือ ASW ไม่ได้เลือกจับตลาดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่ใช้วิธีแตกแบรนด์ให้ตอบโจทย์แต่ละเซ็กเมนต์อย่างชัดเจนตั้งแต่ตลาดนักศึกษา คนเริ่มทำงาน นักลงทุนไปจนถึงกลุ่ม High Net Worth
ดีลพลิกเกม เมื่อ ASW ซื้อ TITLE รุกภูเก็ตเต็มตัว
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ ASW คือการเข้าไป M&A บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ หรือ TITLE ในปี 2566 TITLE เป็น Local Developer ในภูเก็ตที่มีจุดแข็งสำคัญคือ “เข้าใจลูกค้าต่างชาติ”โดยเฉพาะตลาด Leisure Residence ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนต่างชาติ กลุ่ม Expat รวมถึงกลุ่ม Digital Nomad และผู้มีกำลังซื้อสูง

หลังเข้ามาอยู่ใต้เครือ ASW แบรนด์ TITLE เติบโตแบบก้าวกระโดดจนล่าสุดสามารถย้ายจาก mai เข้าซื้อขายใน SET ได้สำเร็จผลประกอบการล่าสุดของ TITLE ในไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนภาพนั้นได้ชัดเจนรายได้ 549 ล้านบาท เติบโต 207% YoY กำไรสุทธิ 42 ล้านบาท เติบโต 237% YoY
ปัจจัยสำคัญมาจากดีมานด์อสังหาฯ ภูเก็ตที่ยังได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติ และกลุ่ม Expat อย่างต่อเนื่องปัจจุบัน TITLE มีโครงการใหม่พร้อมโอน 4 โครงการมูลค่ารวมกว่า 11,700 ล้านบาทซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทพร้อม Backlog อีกกว่า 21,669 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้รายได้ยาวถึงปี 2571 ดีลนี้จึงไม่ได้แค่ขยายพอร์ต แต่เปลี่ยน ASW จาก developer กรุงเทพ ให้กลายเป็นผู้เล่นในตลาด Global Demand
KAVE คอนโดนักศึกษา ที่กลายเป็น “เครื่องจักรทำยิลด์”

หากพูดถึงแบรนด์เรือธงของ ASW ชื่อที่หลายคนนึกถึงคือ “KAVE” โมเดลของ KAVE แตกต่างจากคอนโดทั่วไปเพราะวางตัวเองเป็น “Campus Condo” หรือคอนโดที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของนิสิต นักศึกษา โดยเฉพาะปัจจุบัน KAVE ครอบคลุมทำเลใกล้มหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 10 แห่ง จุดแข็งสำคัญไม่ใช่แค่ทำเลแต่คือการเข้าใจ Insight ของคนรุ่นใหม่อย่างละเอียด ASW ใส่ Facility ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง
ตั้งแต่ห้อง E-Sport, Game Room, ห้องดูหนัง, ห้องไลฟ์ ไปจนถึงห้องคาราโอเกะ สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ การขาย ‘ห้อง’ แต่เป็นการสร้าง ‘โลกที่คนอยากใช้ชีวิตอยู่’ ทำให้ KAVE กลายเป็น Community ของนักศึกษาอย่างแท้จริง
ผลลัพธ์คือคอนโดสามารถปล่อยเช่าและซื้อขายต่อได้ง่ายเพราะมี Demand จากทั้งผู้เช่าและนักลงทุนอยู่ตลอดเวลา ASW ระบุว่าบางโครงการสามารถสร้าง Rental Yield เฉลี่ยได้สูงถึงกว่า 8% จนได้รับรางวัลด้าน Best Investment จากเวทีอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ
โตต่อเนื่อง แม้ตลาดอสังหาฯ ไม่ง่ายเหมือนเดิม
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะเดียวกันยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ในระดับสูงถึง 41% ซึ่งนับเป็นหนึ่งในระดับที่โดดเด่นของอุตสาหกรรม
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ ASW มีกำไรสุทธิ 230 ล้านบาท เติบโต 14% YoY สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาอัตราการทำกำไร ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย
ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถสร้างยอดขาย (Presales) ได้ถึง 6,854 ล้านบาท คิดเป็น 37% ของเป้าหมายทั้งปี ที่ 18,500 ล้านบาท สะท้อนถึงแรงส่งของดีมานด์ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังตัวเลขนี้มาจากแนวทางบริหารที่ค่อนข้างระมัดระวัง ทั้งการควบคุมสภาพคล่องการบริหารต้นทุนรวมถึงการจัดการ Inventory อย่างเข้มงวดสะท้อนว่า ASW พยายามสร้าง “เสถียรภาพ” มากกว่าการเร่งโตระยะสั้น และจากผลการดำเนินงานดังกล่าวคณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลปี 2568 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็น Dividend Yield สูงถึงกว่า 7%
จากอสังหาฯ สู่ Lifestyle Ecosystem

อีกจุดที่น่าสนใจคือ ASW เริ่มกระจายตัวเองออกจากธุรกิจอสังหาฯ แบบดั้งเดิมด้วยการต่อยอดไปยังธุรกิจที่เชื่อมกับ “ไลฟ์สไตล์ของผู้คน” เช่น ธุรกิจซื้อ-ขาย-ฝากเช่าแบบครบวงจร ธุรกิจโรงแรมผ่านความร่วมมือกับ IHG เชนโรงแรมระดับโลก พัฒนาโรงแรมในภูเก็ต 3 แห่ง ธุรกิจรีเทล “Mingle Mall” ภายในโครงการที่อยู่อาศัย ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ จัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ครบวงจร ภาพที่ ASW กำลังสร้างจึงไม่ใช่แค่ “ขายบ้าน” แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่ทำให้ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่ภายในโลกของแบรนด์ได้ครบวงจร
ทำไม ASW ถึงครองใจคนรุ่นใหม่บนโซเชียลได้ ?
หนึ่งในอาวุธสำคัญของ ASWคือการใช้ “Lifestyle Marketing”แทนที่จะสื่อสารเรื่องฟังก์ชันห้องหรือราคาเพียงอย่างเดียว ASW เลือกเชื่อมแบรนด์เข้ากับ Passion ของผู้คนทั้งดนตรี กีฬา นางงาม และวัฒนธรรมป๊อปทำให้แบรนด์มีภาพจำที่สนุก สดใหม่ และเข้าถึงง่ายแนวคิด “We Build Happiness”จึงไม่ได้ถูกสื่อสารในฐานะคำโฆษณาแต่ถูกแปลงเป็นประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรม คอนเทนต์ และอีเวนต์บนโลกออนไลน์
ผลลัพธ์คือ ASW ได้รับรางวัล Finalist สาขา Best Brand Performance on Social Media จาก Thailand Social Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนว่าบริษัทอสังหาฯ วันนี้อาจไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องทำเลอีกต่อไปแต่กำลังแข่งขันกันที่ “พื้นที่ในใจผู้บริโภค”
ปี 2569 ASW กำลังเดิมพันกับการเติบโตรอบใหม่
ปีนี้ ASW เดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ “EMPOWERING THE FUTURE” พร้อมแผนเปิดใหม่ 11 โครงการมูลค่ารวม 17,555 ล้านบาทโดยโฟกัสหลักอยู่ที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 18,500 ล้านบาทและตั้งเป้ารายได้รวม 12,500 ล้านบาทเติบโต 19% จากปีก่อน

ขณะเดียวกันยังมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนอีก 11 โครงการมูลค่ารวมกว่า 26,760 ล้านบาทรวมถึง Backlog อีกกว่า 38,010 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องถึงปี 2571 ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ASW กำลังเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้พัฒนาอสังหาฯ” ไปสู่ “ผู้สร้างระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิต” และในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่บ้านแต่กำลังมองหา “คุณภาพชีวิต” นี่อาจเป็นเกมใหม่ที่ทำให้ ASW แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดอสังหาฯ ไทยได้อย่างชัดเจน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘อิมแพ็ค เมืองทองธานี’ เปิดมาตรการจราจร รองรับ 90,000 คนทะลักงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026

‘อิมแพ็ค เมืองทองธานี’ เปิดแผนจราจรเต็มพิกัด รองรับ THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 คาดผู้ร่วมงาน 90,000 ราย จาก 130 ประเทศ ตลอดวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 จัดเต็มพื้นที่จอดรถกว่า 1.2 หมื่นคัน เสริมทัพรถสาธารณะ 3 เส้นทางหลัก ตั้งจุดสกัดแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบ CCTV AI แบบเรียลไทม์ มุ่งอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่ผู้มาใช้บริการทั่วโลก
นางสาวจินตนา พงษ์ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอกย้ำความพร้อมขั้นสูงสุดในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ระดับเอเชีย ด้วยการเป็นสถานที่จัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569
ปีนี้จัดยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วยการขยายพื้นที่เต็มพิกัดครอบคลุมทุกอาคารรวม 140,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับผู้ร่วมแสดงสินค้าเกือบ 3,600 บริษัท ผู้เข้าชมงาน 90,000 ราย จาก 130 ประเทศทั่วโลก ซึ่งศูนย์ฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มรูปแบบในทุกมิติ โดยเฉพาะระบบการบริหารจัดการจราจรและการขนส่งสาธารณะ ควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนตลอดงาน
สำหรับการบริหารจัดการด้านการจราจร ทางศูนย์ฯ ร่วมกับผู้จัดงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย โคโลญเมสเซ่ บริษัท เอ็กซ์โปลิงค์ โกลบอล เน็ทเวอร์ค จำกัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจังหวัดนนทบุรี ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ตำรวจภูธรปากเกร็ด และขนส่งจังหวัดนนทบุรี ร่วมยกระดับขีดความสามารถและความพร้อมในการบริหารจัดการการเดินทางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งศูนย์ฯ ได้วางมาตรการจัดการจราจรเต็มรูปแบบ แบ่งเป็น 2 แผนงานหลัก ดังนี้
1.พื้นที่รอบนอก ศูนย์ฯ ได้ประสานตำรวจภูธรปากเกร็ด และ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ วางแนวระบายรถเข้า-ออก ผ่านช่องทาง Easy Pass พร้อมป้ายแนะนำให้ใช้ทางลงด่วนศรีสมานในกรณีที่มีท้ายแถวสะสมบนทางด่วนเมืองทองธานี เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ในส่วนของเส้นทางการเข้า-ออก เมืองทองธานี แนะนำใช้ ถนนบอนด์สตรีท ถนนเลียบคลองประปา ทางด่วนแจ้งวัฒนะ และทางด่วนศรีสมาน
2.พื้นที่ในและรอบศูนย์ฯ ประสานตำรวจ เพื่อเร่งระบายรถและปรับจังหวะสัญญาณไฟจราจร พร้อมเตรียมแผนรองรับหากที่จอดรถหลักเต็ม โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ไปใช้จุดจอดเสริมที่ลาน Lakeside 4 และอาคารบีไฮฟ (Beehive) และคอสโม บาซาร์ ซึ่งมีบริการรถ Shuttle Bus รับ-ส่งเข้าสู่อาคารชาเลนเจอร์ 1 ตลอดช่วงเวลาจัดงานทุกวัน และยกระดับความปลอดภัยด้วยการใช้ระบบ CCTV AI ช่วยตรวจจับจุดคอขวดและเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ (Real-time) เพื่อให้ทีมสายตรวจจราจรเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีตลอดเวลา รวมถึงจัดเตรียมทีมเคลื่อนที่เร็ว รถยก และหน่วยกู้ภัยจราจรพร้อมอุปกรณ์ เพื่อเข้าจัดการและแก้ไขปัญหาทันทีหากเกิดอุบัติเหตุหรือรถกีดขวางในพื้นที่

ทั้งนี้ ผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ได้เตรียมพื้นที่จอดรถทั้งในร่มและกลางแจ้ง สามารถรองรับรถยนต์ได้กว่า 12,600 คัน พร้อมบริการรถเวียนรอบศูนย์ฯ รับ-ส่ง ผู้เข้าร่วมงานตามจุดต่างๆ รอบพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เพื่อความสะดวกรวดเร็วและหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่น แนะนำให้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย โดยแนะนำลงสถานีทะเลสาบเมืองทองธานี (MT02) ทางออก 4 เชื่อมต่อเข้าสู่อาคาร 4 อิมแพ็ค ฟอรั่ม ซึ่งปีนี้ผู้จัดงานได้เพิ่มจุดลงทะเบียนเข้างานที่บริเวณล็อบบี้อาคาร 4 นอกจากนี้ยังมีสถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (MT01) ทางออก 3 ซึ่งมีทางเชื่อม Sky Entrance เข้าสู่อาคารชาเลนเจอร์ 1 ได้ โดยมีจุดลงทะเบียน 2 จุด คือ ล็อบบี้อาคารชาเลนเจอร์ 2 และอาคาร 9-10
ขณะเดียวกันได้เพิ่มเที่ยวรถสาธารณะทุกเส้นทางหลัก อาทิ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมเจอร์รังสิต จตุจักร เดอะมอลล์งามวงศ์วาน เป็นต้น รวมถึงเสริมเส้นทางเข้าเมือง (ขาออกจากอิมแพ็ค) จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.สุขุมวิท-นานา-บีทีเอสอโศก 2.สีลม-บีทีเอสสะพานตากสิน และ 3.เอ็มบีเค-บีทีเอสสยาม
พร้อมตั้งจุดบริการ Grab และแท็กซี่ บริเวณ Drop off อาคารชาเลนเจอร์ 2 โซนเอเทรียม 2 ระหว่างเวลา 14.00-16.00 น. และย้ายจุดบริการมายังหน้าลาน Aktiv Square ตั้งแต่เวลา 16.30–19.00 น. โดยมอบส่วนลดค่าโดยสาร Grab สูงสุด 40% สำหรับการใช้บริการรถยนต์ เพียงใส่โค้ด IMPACT40 สำหรับการจองรถล่วงหน้า หรือ ใส่โค้ดส่วนลด IMPACT15 สำหรับการเรียกรถ Standard Bike/ Car และ Saver Bike/ Car เพื่อรองรับการเดินทางของผู้เข้าร่วมงานอย่างเพียงพอ

นางสาวจินตนา ย้ำว่า ทางศูนย์ฯ ร่วมกับตำรวจภูธรปากเกร็ด ตั้งจุดสกัดคัดกรองรถแท็กซี่ จำนวน 3 จุด เพื่อป้องกันปัญหาปฎิเสธผู้โดยสารและการไม่กดมิเตอร์ พร้อมประชาสัมพันธ์ด้วยการรณรงค์ไม่สนับสนุนแท็กซี่ที่ไม่กดมิเตอร์ ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ กรณีพบปัญหาด้านการบริการหรือการเก็บค่าโดยสารเกินจริง สามารถประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ หรือติดต่อศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 กรมการขนส่งทางบก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ เจรจาหยุดยิงไม่แน่นอน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 26 พ.ค. อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.40-32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยทิศทางยังคงผันผวนสูงขึ้นอยู่กับผลการเจรจา
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง เล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.60 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย ทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.45-32.54 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ซึ่งภาพดังกล่าว ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง (หลังจากทยอยอ่อนค่าลง นับตั้งแต่ผู้เล่นในตลาดรับรู้กระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีพัฒนาการดีขึ้น จากการเจรจารอบก่อนหน้า) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ย่อตัวลงบ้างสู่โซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้วยเช่นกัน หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน จนกว่าจะเห็นความคืบหน้ามากขึ้นของการเจรจาหยุดยิง โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดช่องแคบ Hormuz

แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญต่อไป กอปรกับ ในช่วงวันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways แถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวในระหว่างวันราว 20-30 สตางค์
ทั้งนี้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในกรณีที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีความชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดช่องแคบ Hormuz ที่ผู้เล่นในตลาดต่างจับตาว่า เมื่อไหร่ (Timing) ที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงในการเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ในทางกลับกัน หากการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ ล้มเหลว เรากังวลว่า ผู้เล่นในตลาดจะกลับมาระมัดระวังมากขึ้น ว่า สถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ กับอิสราเอล อาจดำเนินการโจมตีใส่เป้าหมายของอิหร่านเพิ่มเติม เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงการหยุดยิง หรือเร่งให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เรามองว่า เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านแรกแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการพุ่งขึ้นแรงของราคาน้ำมันดิบ ที่อาจนำไปสู่ความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ซึ่งในขณะเดียวกัน อาจเห็นการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พร้อมกับการปรับตัวลงอีกครั้งของราคาทองคำ (ราคาทองคำ XAUUSD เสี่ยงปรับตัวลดทดสอบโซน 4,300-4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง)
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
แม้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด Memorial Day แต่ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงหนุนบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาสัญญาฟิวเจอร์สดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นราว +0.6% ถึง +1.1% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.04% ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งหนุนให้ ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้าง นำโดยบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor และหุ้นสไตล์ Growth ที่อ่อนไหวต่อแนวโน้มดอกเบี้ย รวมถึงหุ้นกลุ่มการเงิน อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลงหนักของราคาน้ำมันดิบ นับตั้งแต่มีกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล่าสุด อย่างไรก็ดี ปริมาณการซื้อขาย ในตลาดหุ้นยุโรปเบาบางลงกว่าปกติ เนื่องจากตลาดการเงินอังกฤษ ปิดทำการในวันหยุด Spring Bank Holiday
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.50% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่าสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงท่าทีระมัดระวังตัว ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังไม่สามารถปรับตัวลดลงต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง แม้ว่าผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9 -99.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ เงินดอลลาร์ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ไว้แถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ราคาทองคำจะย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (Consumer Confidence) ในเดือนพฤษภาคม รวมถึงดัชนีภาวะธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ อย่าง ดัชนีภาคธุรกิจการผลิตโดย Dallas FED เป็นต้น
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 7.00 น. ของเช้าวันพุธ นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 78% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อในปีหน้า ราว 2-3 ครั้ง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิดเงินรางวัล “เมย์ รัชนก” หลังคว้าแชมป์ แบดมินตัน มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026

หยิบแชมป์แรกของปีได้สำเร็จสำหรับ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ที่คว้าแชมป์ มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026 รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
โดยรอบชิงชนะเลิศ นักตบกลูกขนไก่วัย 31 ปี โชว์ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมก่อนเอาชนะ เฉิน ยู่เฟย มือวางอันดับ 1 ของรายการ และมืออันดับ 4 ของโลกจากจีน ไปได้ 2-0 เกม ( 21-17 และ 21-15)
เงินรางวัล เมย์ รัชนก ได้เท่าไหร่
จากความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้ “เมย์ รัชนก” สามารถคว้าเงินรางวัลจากการคว้าแชมป์ได้ 37,500 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) เลยทีเดียว ส่วน เฉิน ยู่เฟย รองแชมป์รับเงินรางวัลไป 19,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 6 แสนบาท)
พร้อมกันนี้ รัชนก อินทนนท์ ยังสร้างประวัติศาสตร์ จารึกชื่อคว้าแชมป์รายการ มาเลเซีย มาสเตอร์ส ได้เป็นสมัยที่ 3 หลังก่อนหน้านี้เคยครองแชมป์เมื่อปี 2018 และ ปี 2019
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

- สาธารณสุขเปิดตัว ‘National Hypertension (HTN) Dashboard Program’ ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ติดตามและประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในระดับประเทศ
- พบว่าในไทย 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่มีภาวะโรคความดันโลหิตสูงโดยโรคไม่ติดต่อก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
- สูตรลับป้องกันความดันโลหิตสูง มีออกกำลังกาย150 นาที ,สมดุลผักต้านเค็ม และวินัยในการวัดความดัน ให้จดบันทึกทุกค่าตามความเป็นจริงเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ
คุณเคยปลอบใจตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้ไหม? “ปวดหัวนิดหน่อยเพราะอากาศร้อน” “ค่าความดันสูงเพราะช่วงนี้งานยุ่ง” หรือ “ไว้เงินเดือนออกค่อยไปหาหมอ” หลายคนเชื่อว่าความดันโลหิตสูงเป็นเรื่องของคนสูงวัย และตราบใดที่ยังไม่มีอาการ “ปวดหัว ตาพร่า” ก็แปลว่าเรายังปลอดภัยดี
แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้ อาจบ่งบอกว่า คุณกำลังเสี่ยง “ความดันโลหิตสูง” ซึ่งเป็นภัยเงียบที่หลายๆ คนมักมองข้าม และพยายามบอกตัวเองว่าความดันปกติ ต่อให้ค่าความดันพุ่งไปมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป องค์การอนามัยโลก ประเมินว่ามีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วโลก กว่า 1.4 พันล้านคน ในประเทศไทย 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่มีภาวะนี้ และแม้เข้าสู่ระบบรักษาแล้ว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก
ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเกือบ 75% ยังควบคุมค่าความดันไม่ได้ ขณะที่ราว 47.8% ไม่รู้ตัวว่าป่วย ภาวะดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยโรคไม่ติดต่อก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP จึงจำเป็นต้องเร่งคัดกรอง เข้าสู่การรักษา และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค
เนื่องในเดือนความดันโลหิตสูงโลก 5 ภาคีเครือข่าย นำโดย สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความร่วมมือระดับชาติ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance”
พร้อมเดินหน้ารณรงค์ Know Your Numbers, Control Your Pressure “รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค” พร้อมเปิดตัว ‘National Hypertension Dashboard Program’ เพื่อยกระดับการคัดกรอง การเชื่อมต่อการรักษา และการติดตามผู้ป่วยความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการทั่วประเทศ
ระบบฐานข้อมูลดิจิทัล ประเมินผลดูแลผู้ป่วย
นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการยกระดับการจัดการข้อมูลว่า งบประมาณสาธารณสุขที่เสียไปกับการรักษาโรคแทรกซ้อนปลายทาง เช่น การฟอกไตตลอดชีวิต หรือการผ่าตัดหัวใจ เป็นภาระที่หนักอึ้งของประเทศ การทำงานเชิงรุกผ่านโครงการ Beat the Pressure จึงเป็นการแก้ปัญหาที่คุ้มค่า
“การเปิดตัว ‘National Hypertension (HTN) Dashboard Program’ เป็นระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ติดตามและประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในระดับประเทศ โดยได้พัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคีเครือข่ายและแอสตร้าเซนเนก้า หน่วยงานสาธารณสุขใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้แพทย์และผู้บริหารสาธารณสุขสามารถประเมินอัตราการควบคุมโรค และวางแผนป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นอกจากนั้น มีการเปลี่ยนระบบข้อมูลสถิติเดิม ให้กลายเป็นสารสนเทศที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (Actionable Information) ระบบนี้จะช่วยให้เราเห็นข้อมูลเจาะลึกระดับพื้นที่ว่าจุดใดมีช่องว่างในการดูแล และพื้นที่ใดที่ผู้ป่วยยังมีอัตราการควบคุมความดันอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถปรับแผนการรักษาและบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ระดับชาติ ที่ตั้งเป้าควบคุมความดันโลหิตให้ได้ถึง 60% ของผู้ป่วยทั้งหมด

ความดัน 130 ‘เส้นตาย’ ของหลอดเลือดหัวใจ
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขเผยสถิติที่น่าตกใจว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบ 1 ใน 3 (29%) กำลังเผชิญกับภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 25% เมื่อเพียง 4 ปีก่อน และเทรนด์นี้ไม่ได้หยุดแค่ผู้ใหญ่ แต่กำลังลามไปถึงเด็กประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น
ไทยยังยึดติดกับเกณฑ์วินิจฉัยเดิมที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท แต่โลกการแพทย์ยุคใหม่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า “130 คือขีดจำกัดที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” ซึ่งความกังวลดังกล่าวมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ
จากการศึกษาในประเทศเดนมาร์กที่ติดตามกลุ่มชายวัยเกณฑ์ทหาร (อายุ 18-19 ปี) พบข้อมูลที่เปลี่ยนความเชื่อเดิมเมื่อคนกลุ่มนี้อายุถึง 50 ปี แพทย์ได้ทำการ ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และพบว่า กลุ่มที่มีความดันเกิน 130 ตั้งแต่วัยรุ่น มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่ากลุ่มที่มีความดันต่ำกว่า 130 ถึง 50%
นี่คือคำตอบว่าทำไมการรอให้ถึงเกณฑ์ 140 ในวัยกลางคนถึงอาจจะ “สายเกินไป” เพราะหลอดเลือดของคุณเริ่มถูกทำลายมาตั้งแต่วันที่คุณคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงดี
PM 2.5 -ความหวาน-โซเดียม ปัจจัยเสี่ยงความดันสูง
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวต่อว่าปัจจัยที่ทำให้ความดันคนไทยพุ่งสูงไม่ได้มาจากพฤติกรรมการกินอาหาร การใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่ PM 2.5 คือฆาตกรล่องหน ที่เลี่ยงไม่ได้ การศึกษาในประเทศจีนยืนยันชัดเจนว่า พื้นที่ที่มีฝุ่นหนาแน่นจะมีผู้ป่วยความดันรายใหม่สูงกว่าพื้นที่สะอาด
ในประเทศไทย รายงานจากกระทรวงกลาโหมที่ศึกษาในกลุ่มทหารทั่วประเทศพบว่า ทหารที่ประจำการในโซนฝุ่นหนาจะมีค่าความดันสูงกว่ากลุ่มที่อยู่ในโซนอากาศสะอาด แม้จะเป็นวัยแรงงานที่มีพื้นฐานร่างกายแข็งแรงเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการบอกให้ประชาชน “ปิดประตูอยู่แต่ในบ้าน” เพื่อเลี่ยงฝุ่นได้ตลอดไป
ขณะเดียวกัน ความหวานมีฤทธิ์เสพติดรุนแรงยิ่งกว่าโคเคน ในขณะที่โคเคนแสดงผลลบต่อร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่น้ำตาลกลับสร้างความพึงพอใจชั่วคราวที่พรางตาเราจากความเสียหายระยะยาวที่สร้างไว้กับหลอดเลือด หรือ การบริโภคเกลือ หรือโซเดียมมากเกินไป
รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะดื่มน้อยแค่ไหน ทันทีที่แอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย ค่าความดันเฉลี่ยจะพุ่งสูงขึ้นทันที
และพันธุกรรม หากคุณมีพ่อแม่เป็นความดันโลหิตสูง คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเร็วเกินกว่าที่หลายคนจะคาดคิด
สูตรลับ 150 นาที และ ‘โพแทสเซียม’ป้องกันโซเดียม
“อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการคุมความดันไม่ใช่ค่ายา แต่คือ การปฏิเสธความจริง ผู้ป่วยหลายคนมีพฤติกรรมเลือกจดเฉพาะค่าความดันที่สวยงามมาให้แพทย์ดู (Cherry-picking data) โดยอ้างว่าค่าที่สูงนั้นเกิดจากความเครียดหรืออากาศร้อน”
เพื่อทลายกำแพงการปฏิเสธความจริง กระทรวงสาธารณสุขจึงใช้กลยุทธ์ “ดักจับ” โดยการตรวจคัดกรองความดันผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าจะมาหาหมอด้วยอาการเจ็บคอ ปวดหู หรือตรวจตาก็ตาม ซึ่งวิธีนี้ช่วยดึงคนเข้าสู่ระบบการรักษาได้เพิ่มขึ้นถึง 40-50% ในบางพื้นที่
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวด้วยว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด โดยมีหลักการง่ายๆ ที่ทำได้จริง คือ
- กฎ 150 นาที: ออกกำลังกายระดับปานกลางให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ (หรือออกกำลังหนัก 75 นาที)
- สมดุลผักต้านเค็ม: หากต้องกินอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ส้มตำ เคล็ดลับคือการ กินผักเคียงปริมาณมาก เพราะ โพแทสเซียม ในผักผลไม้จะเป็นพระเอกที่ช่วยต้านทานฤทธิ์ของโซเดียมและช่วยลดความดันได้โดยตรง
- วินัยในการวัด: อย่ารอวัดจนกว่าจะได้ค่าที่พอใจ ให้จดบันทึกทุกค่าตามความเป็นจริงเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ
คัดกรองต้องไม่จบเพียงแค่ตัวเลข
ความดันโลหิตสูงมักไม่มีสัญญาณเตือน แต่ผลกระทบที่ตามมาคือ ‘โดมิโนเอฟเฟกต์’ (Domino Effect) ที่ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจล้มเหลว และโรคไตเรื้อรัง เป้าหมายสำคัญของเราคือการทำให้คนไทย ‘รู้ค่าความดัน เข้าสู่การรักษาและติดตามผล เพื่อลดโรคแทรกซ้อนอย่างยั่งยืน’ การคัดกรองต้องไม่จบเพียงแค่ตัวเลข แต่ต้องเชื่อมต่อไปสู่การปรึกษาแพทย์ เข้ารับการรักษา ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
“ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์พัฒนาไปมาก เชื่อมั่นว่าจะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์และสามารถช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ป่วยต้องเดินหน้าไปสู่โรคร้ายแรงที่จะตามมาในอนาคต”
กทม.รณรงค์ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน
ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครมุ่งสู่เป้าหมายของการเป็นมหานครสุขภาพดี โดยขับเคลื่อนการดำเนินการหลายด้าน อาทิ การทำงานแบบบูรณาการไร้รอยต่อในเขตสุขภาพกทม. เชื่อมโยงศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดอย่างเป็นระบบ แคมเปญรณรงค์ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคนเพื่อค้นหาความเสี่ยงให้เร็วที่สุด ไม่รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา
โครงการ Beat the Pressure จึงสอดคล้องกับการทำงานของกรุงเทพมหานคร กระตุ้นให้ประชาชน ‘รู้ตัว ไม่เพิกเฉย’ และเข้าสู่ระบบดูแลรักษาต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยใช้ข้อมูลที่แม่นยำและการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพให้เกิดผลลัพธ์จริงในพื้นที่
ภญ. เพชรชมพู ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ด้านชีวเภสัชภัณฑ์ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอสตร้าเซนเนก้า เชื่อมั่นในพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-ภาควิชาการ-ภาคเอกชน ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงต่อสาธารณสุขไทย ในมิติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เราได้สนับสนุนการพัฒนาระบบการตรวจและติดตามภาวะโรคไตเรื้อรังผ่าน CKD Dashboard และยินดีที่ได้นำประสบการณ์มาต่อยอดสู่ระบบติดตามผลสำหรับโรคความดันโลหิตสูงในโครงการนี้ เชื่อว่าการใช้ข้อมูลที่แม่นยำควบคู่กับระบบติดตามผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระโรค NCDs และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน
โครงการ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance” ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อยกระดับการจัดการโรคความดันโลหิตสูงอย่างเป็นรูปธรรม กระตุ้นเตือนให้ประชาชนรู้ค่าความดัน ป้องกันความเสี่ยง เพื่อเอาชนะภัยเงียบและมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
ผู้สนใจสามารถอัปเดตความรู้เพื่อการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ผ่านคอนเทนต์ซีรีส์ “ความดันวันละตอน Beat The Pressure” ได้ที่ YouTube: สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย หรือ https://www.youtube.com/channel/UCRx8-NZc_QnSFP4rhyRuPiw?app
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เร่งปั้นแรงงานไทยรับ AI Platform Economy รับตลาดโลก 58.88 ล้านล้านบาท

- กระทรวงแรงงานเร่งพัฒนาทักษะแรงงานไทยเพื่อรองรับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI Platform Economy) ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 58.88 ล้านล้านบาทในปี 2573
- มุ่งเน้นการยกระดับทักษะแรงงานผ่านแนวคิด “Upskill-Reskill-New Skill” โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล, AI และข้อมูล เพื่อตอบสนองความต้องการในอาชีพยุคใหม่
- ไทยเตรียมเข้าร่วมการประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในปี 2569 เพื่อหารือและกำหนดมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นธรรมในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม
กระทรวงแรงงาน เผยแนวทางเตรียมความพร้อมแรงงานไทยสู่ยุค “AI Platform Economy” หรือเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของตลาดแรงงานโลก โดยมุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลและตลาดแรงงานระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานระบุว่า “เศรษฐกิจแพลตฟอร์มขับเคลื่อนด้วย AI คืออนาคตของงาน และโอกาสของทุกคน” โดยไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างแรงงานคุณภาพที่สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไทยเตรียมร่วมประชุม ILO ปี 2569 ที่นครเจนีวา
ในเดือนมิถุนายน 2569 ไทยเตรียมเข้าร่วมการประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
หัวข้อสำคัญของการประชุมปี 2026 คือ “Decent Work in the Platform Economy” หรือการสร้างงานที่เป็นธรรมในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ครอบคลุมทั้งการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน การกำกับดูแลอัลกอริทึม (Algorithmic Management) รวมถึงการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ชี้จุดแข็งแรงงานไทย พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่
กระทรวงแรงงานประเมินว่าแรงงานไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งความขยัน อดทน พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนในระดับสูง รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม
นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและ AI ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญ ทั้งปัญหาทักษะดิจิทัลและทักษะขั้นสูงที่ยังไม่เพียงพอ การปรับตัวต่อเทคโนโลยี AI ที่ยังไม่ทั่วถึง ช่องว่างระหว่างทักษะที่ตลาดต้องการกับทักษะที่แรงงานมีอยู่ (Skills Gap) รวมถึงความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ
ดัน Upskill-Reskill-New Skill รองรับตลาดงานใหม่
กระทรวงแรงงานระบุว่า แนวทางสำคัญคือการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านแนวคิด “Upskill-Reskill-New Skill” เพื่อรองรับอาชีพใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล
ทักษะสำคัญที่จำเป็นประกอบด้วย ทักษะดิจิทัลพื้นฐาน (Digital Literacy) ทักษะข้อมูลและ AI (Data & AI Literacy) ทักษะการสื่อสารและภาษา รวมถึงทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Soft Skills)
ขณะที่อาชีพที่ตลาดมีความต้องการสูง ได้แก่ นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) นักพัฒนาโปรแกรม (Developer) นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketer) นักระบบอัตโนมัติ (Automation) และนักออกแบบ UX/UI
ตลาด AI โลกโตแรง คาดแตะ 1.81 ล้านล้านดอลลาร์ปี 2030
ข้อมูลจาก Statista ปี 2024 ระบุว่า มูลค่าตลาด AI โลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จาก 196,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.39 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 เพิ่มเป็น 246,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.02 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งแตะ 1,811,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 58.88 ล้านล้านบาท) ในปี 2030
ขณะเดียวกัน World Economic Forum (WEF) คาดว่าการจ้างงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วโลก หรือ Gig & Platform Workers จะเพิ่มขึ้นจาก 315 ล้านคนในปี 2023 เป็น 340 ล้านคนในปี 2024 และแตะ 435 ล้านคนในปี 2030
ส่วนทักษะที่จำเป็นสำหรับแรงงานอนาคตมากที่สุด ได้แก่ ทักษะด้าน AI และ Big Data 87% ทักษะดิจิทัล 68% ความคิดสร้างสรรค์ 44% ความยืดหยุ่นและการพัฒนาตนเอง 43% และความคิดเชิงวิเคราะห์ 41%
หนุนแรงงานไทยสร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
กระทรวงแรงงานยังแนะนำให้แรงงานไทยเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและเรียนรู้การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เสริมทักษะภาษาอังกฤษ สร้าง Portfolio และ Personal Branding บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และทำงานอย่างมีจริยธรรม คำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูล
พร้อมย้ำว่า อนาคตของแรงงานไทยจะขึ้นอยู่กับ “การเรียนรู้ ปรับตัว และก้าวไปพร้อมกับ AI” เพื่อสร้างโอกาสการทำงานที่ยั่งยืนในเวทีโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ไขมันเลว “กลัว” เครื่องดื่มแก้วละ 20 บาท วิจัยคอนเฟิร์มแล้ว ทั้งผู้ใหญ่-เด็กต่างก็ชื่นชอบ!

ของดีราคาถูก! วิจัยเผย “เครื่องดื่มแก้วละ 20” ช่วยลดไขมันในเลือดได้ดีเยี่ยม แถมเป็นของโปรดคนทุกวัย
“ภาวะไขมันในเลือดสูง” จัดเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดของคนยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่นำไปสู่โรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ต่างยืนยันมาตลอดว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินคือหัวใจสำคัญในการควบคุมโรคนี้
ล่าสุด ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นได้ค้นพบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า เครื่องดื่มรสเปรี้ยวหวานยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายในราคาเริ่มต้นเพียงแก้วละ 20-30 บาท มีคุณสมบัติช่วยลดระดับไขมันเลวในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ หากดื่มอย่างถูกวิธีควบคู่ไปกับการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เครื่องดื่มชนิดนั้นก็คือ “น้ำส้มคั้น” นั่นเอง
ผลวิจัยชี้ชัด: ดื่มน้ำส้มวันละ 2 แก้ว ช่วยทลายคอเลสเตอรอล
งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lipids in Health and Disease ได้ทำการศึกษาและติดตามผลในกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 18 ถึง 66 ปี จำนวน 129 คน โดยให้กลุ่มทดลองดื่มน้ำส้มคั้นปริมาณ 480 มิลลิลิตร (แบ่งเป็นวันละ 2 แก้ว) ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี
ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาทีมนักวิจัยประหลาดใจอย่างมาก เพราะพบว่า กลุ่มคนที่ดื่มน้ำส้มคั้นเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) “ลดลงอย่างเห็นได้ชัด” เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ซึ่งผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นกับทั้งคนที่มีระดับไขมันในเลือดปกติ และคนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่กลุ่มคนที่ไม่ได้รับประทานน้ำส้มคั้นกลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ผลงานวิจัยในภาพรวม (Meta-analysis) อีกหลายฉบับยังระบุตรงกันว่า การดื่มน้ำส้มคั้นแท้เป็นประจำมีส่วนช่วยลดระดับ LDL (Low-Density Lipoprotein) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไขมันเลว” ซึ่งเป็นตัวการหลักที่เข้าไปอุดตันตามผนังหลอดเลือดอีกด้วย
เครื่องดื่มสามัญประจำบ้านของคนไทย: ประโยชน์ล้นแก้วในราคาประหยัด
สำหรับในประเทศไทย “น้ำส้มคั้น” ถือเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะน้ำส้มที่คั้นมาจาก “ส้มสายน้ำผึ้ง” หรือ “ส้มเขียวหวาน” ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวถูกใจคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ปัจจุบันเราสามารถหาซื้อน้ำส้มคั้นสดตามร้านรถเข็นหรือร้านน้ำผลไม้ข้างทางได้ในราคาเพียงแก้วละ 20 – 30 บาทเท่านั้น (หรือหากนั่งในคาเฟ่ราคาอาจอยู่ที่ 45 – 50 บาท)
คนไทยส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมดื่มน้ำส้มเป็นประจำเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และมักนิยมซื้อเป็นของเยี่ยมไข้ให้คนป่วยดื่มเพื่อบำรุงร่างกายให้ฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเนื่องจากมีวิตามินซีสูง
ข้อควรระวังสำคัญ: อย่าเติม “น้ำตาล” จนกลายเป็นให้โทษ
แม้ว่าน้ำส้มคั้นจะมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมไขมัน แต่แพทย์ระบุว่า “กุญแจสำคัญคือต้องดื่มน้ำส้มคั้นสดแท้ 100% แบบไม่เติมน้ำตาลทรายหรือน้ำเชื่อม” เนื่องจากส้มมีน้ำตาลฟรักโทสตามธรรมชาติอยู่แล้ว การเติมน้ำตาลทรายเพิ่มเข้าไปในแก้วจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลสูงเกินเกณฑ์ ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยลดไขมันแล้ว ยังส่งผลเสียร้ายแรงต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน และทำให้เกิดการสะสมของไขมันใหม่รอบเอวจนน้ำหนักพุ่งพรวดได้
คำแนะนำเพิ่มเติมจากหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS): หากต้องการลดคอเลสเตอรอลให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ควรทำควบคู่ไปกับการลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง (ของทอด ของมัน เนื้อสัตว์ติดมัน), ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, งดการสูบบุหรี่ และจำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ที่มาข้อมูล: รายงานการวิจัยโภชนบำบัดและโรคระบบหลอดเลือด จากวารสาร Lipids in Health and Disease 2023 และแนวทางสุขภาพคณะกรรมการบริการสาธารณสุขแห่งชาติอังกฤษ (NHS)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,850.00 | 70,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,515.00 | 68,447.40 | 70,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,063.50 | 61,602.66 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,612.00 | 54,757.92 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,031.75 | 30,801.33 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,580.25 | 23,956.59 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,678.76 | 70,930.00 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.30 | 44.30 | 44.80 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 43.93 | 43.93 | 44.43 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 53.89 | – | – | 54.81 | – | 54.39 | 54.04 | – | 53.89 |
| ดีเซล | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 60.25 | 60.25 | 49.84 | 60.25 | – | – | – | – | 60.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |






