ทรัพย์สินจุฬาฯพลิกโฉม’Siam Square One’ ปักหมุดแบรนด์ระดับโลก-ร้านอาหารดังคนเมือง

- ทรัพย์สินจุฬาฯ (PMCU) ปรับโฉมสยามสแควร์วันให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดยผสมผสานการช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อฟื้นภาพลักษณ์การเป็นจุดนัดพบใจกลางกรุง
- ดึงแบรนด์ดังระดับโลกเข้ามาเปิดในรูปแบบ “Global Flagship store” และ “Experience Shop” เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เช่น ASICS, FUJIFILM House of Photography, และ niko and … สาขาแรกในไทย
- ตอกย้ำการเป็น “Food Destination” โดยรวบรวมร้านอาหารยอดนิยมหลากหลายประเภท และเสริมทัพด้วยร้านใหม่ที่น่าสนใจ เช่น ร้านอาหารเกาหลี YEONDU รวมถึง Sushiro และ HAMA-SUSHI ที่เตรียมเปิดให้บริการเร็วๆ นี้
ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจรีเทลที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ “สยามสแควร์” ยังคงเป็นหนึ่งในทำเลทองและศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนเมืองมาโดยตลอด วันนี้ PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ในฐานะผู้บริหารพื้นที่ Siam Square One กำลังเดินหน้าพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้กลับมาเป็นมากกว่าจุดนัดพบ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากใช้เวลา ใช้ชีวิต กินข้าว ช้อปปิ้ง และมีประสบการณ์ใหม่ร่วมกับแบรนด์ระดับโลกใจกลางเมืองอีกครั้ง
“เมื่อก่อนคนมักพูดว่า ‘เย็นนี้เจอกันที่สยาม’ แล้วทุกคนเข้าใจทันทีว่านี่คือจุดนัดพบของคนเมือง วันนี้เราอยากทำให้คำนี้กลับมามีความหมายอีกครั้ง ให้การมาเจอกันที่สยาม ไม่ได้มีแค่การนัดหมาย แต่คือการได้มาใช้ชีวิต กินของอร่อย ช้อปปิ้ง และสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับแบรนด์ระดับโลกในที่เดียว” รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน รองอธิการบดีด้านการจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ (PMCU) กล่าวถึงทิศทางการพัฒนา Siam Square One
หนึ่งในภาพชัดที่สุดของการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ คือการดึง “Global Flagship store” และ “Experience Shop” เข้ามาเติมสีสันให้พื้นที่ ไม่ใช่แค่ร้านค้าปลีกทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ร่วมกับแบรนด์ระดับโลก
เริ่มจากไฮไลท์สำคัญอย่าง “ASICS” ที่เปิดตัวร้านใหม่ล่าสุด ณ Siam Square One โดยสาขานี้ถูกวางให้เป็นมากกว่าร้านขายรองเท้า แต่เป็น “Experience Shop” สำหรับสาย Sport & Active Lifestyle อย่างแท้จริง
ความพิเศษของร้านแห่งนี้คือการรวมรองเท้าสำหรับกีฬาหลากหลายประเภทไว้ครบในที่เดียว ทั้งวิ่ง เทนนิส แบดมินตัน ไปจนถึง Pickleball พร้อมเปิดโซน Sportstyle ครั้งแรก ที่ลูกค้าสามารถสแกนรูปเท้าและทดลองวิ่ง เพื่อวิเคราะห์การลงน้ำหนักและเลือกรองเท้าที่เหมาะกับตัวเองได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ASICS ยังเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “GEL-KAYANO 12.1” คอลแลบกับ Lapstone & Hammer ร้านชื่อดังจากฟิลาเดลเฟีย ที่นำซิลูเอตระดับไอคอนิกของยุค 2000s มาตีความใหม่ในมุมที่ล้ำ ทันสมัยมากขึ้น ได้กลิ่นอายสตรีทแฟชั่นได้อย่างลงตัว
อีกหนึ่งไฮไลท์ระดับภูมิภาคที่สะท้อนทิศทางใหม่ของ Siam Square One คือ “FUJIFILM House of Photography” Experience Shop แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนพื้นที่สร้างสรรค์ขนาดใหญ่กว่า 2 ชั้นใจกลางสยาม ที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านจำหน่ายกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพ แต่ถูกออกแบบให้เป็น Community Space สำหรับคนรักการถ่ายภาพอย่างแท้จริง
ภายในครบทั้งโซนทดลองกล้องและเลนส์รุ่นใหม่ Studio ถ่ายภาพ พื้นที่ Workshop คลาสสอนถ่ายภาพ ให้ผู้คนได้เข้ามาหาแรงบันดาลใจ แลกเปลี่ยนไอเดีย และสัมผัสประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์อย่างใกล้ชิด สะท้อนภาพของ Experience Shop ยุคใหม่ ที่เปลี่ยนร้านค้าให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการใช้เวลาและสร้างประสบการณ์ร่วมกัน นอกจากนี้ยังมี “Flying Tiger Copenhagen” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชื่อดังจากเดนมาร์ก ที่เข้ามาเติมไวบ์ความสนุกด้วยสารพัดไอเทมไวบ์ดี ดีไซน์สดใส และของใช้สุดสร้างสรรค์ที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ทั่วโลก
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือ “Skechers” ที่กำลังจะปรับโฉมสาขาสู่ “World of Sport” เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่หลงใหลทั้งแฟชั่นและการออกกำลังกาย ขณะเดียวกันก็ยังมีแบรนด์อื่น ๆ ที่เติมเต็มประสบการณ์การช้อปปิ้งของคนเมืองกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Crocs Experience Store สาขาใหญ่ที่สุดในไทย ที่มี Jibbitz หรือของตกแต่งรองเท้าไว้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีช็อป adidas, Onitsuka Tiger รวมถึง EVEANDBOY ซึ่งเป็นสาขาที่มีพื้นที่กว่า 1,500 ตร.ม. รวบรวมไอเทม น้ำหอม เมคอัพ และสกินแคร์กว่า 1,000 แบรนด์มากกว่า 80,000 รายการ ให้เลือกสรรอย่างจุใจ และแบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่นชื่อดังจากญี่ปุ่น “niko and …” ที่เป็นสาขาแรกในประเทศไทย
นอกจากฝั่งแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ Siam Square One ยังเดินหน้าเสริมทัพ “Food Destination” อย่างจริงจัง เพราะหนึ่งในพฤติกรรมสำคัญของคนเมืองยุคนี้ คือการออกมาใช้ชีวิตและกินข้าวหลังเลิกงาน
ปัจจุบัน Siam Square One ยังคงเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของสาย All You Can Eat และร้านอาหารยอดฮิตใจกลางเมือง รวมร้านดังไว้แบบครบทุกสาย ทั้งปิ้งย่าง ชาบู อาหารเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย และคาเฟ่ยอดนิยม อาทิ Kouen Premium Buffet, นักล่าหมูกระทะ, ChaEn Matcha, จากึมซอง, TenTen ชาบู 4 สี หมีออนเซน, Hongdae, โอ้กะจู๋, ครัวดอกไม้ขาว, KIN DONBURI, Tum Factory Tajimaya Thailand ฯลฯ
พร้อมเติมสีสันใหม่ให้สายเกาหลีด้วย “YEONDU (ยอนดู)” ร้านอาหารเกาหลีแบรนด์น้องใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากสายฟู้ดดี้ ด้วยเมนูเกาหลีรสชาติเข้มข้น วัตถุดิบคุณภาพ และการปรุงรสที่ออกแบบมาให้ถูกปากคนไทยโดยเฉพาะ ตั้งแต่เมนูปิ้งย่าง ซุปเกาหลี ไปจนถึงอาหารเกาหลีสไตล์โฮมเมด บรรยากาศร้านทันสมัย ถ่ายรูปสวย กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ของสายกินใจกลางสยามที่ไม่ควรพลาด
รวมถึงแบรนด์ดังอย่าง Sushiro และ HAMA-SUSHI ที่เตรียมเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ พร้อมการมาของ Sizzler ภายใต้คอนเซปต์ใหม่ ที่จะเข้ามาเติมสีสันให้ประสบการณ์การกินและการใช้ชีวิตของคนเมืองใจกลางสยาม เพื่อเติมภาพของการเป็น “จุดนัดพบของคนเมือง” ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น” วันนี้ Siam Square One ตอกย้ำภาพ “จุดนัดพบใจกลางเมือง” ผ่านการรวมแฟชั่น ร้านอาหาร Community และ Experience ใหม่ ๆ ไว้ครบในที่เดียว เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยจี้รัฐบาลแก้วิกฤตแรงงานขาดตลาด

- สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง
- เสนอแนวทางจัดหาแรงงานใหม่จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจากกัมพูชา เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดตลาด
- เสนอให้ปรับลดขั้นตอนการนำเข้าแรงงาน เช่น การทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น
กรณีรัฐบาลออกมาตรการพยุงภาคก่อสร้าง ผ่อนผันวิธีคำนวณเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ หรือค่า K เป็นการชั่วคราว โดยให้หักในอัตราบวก/ลบ 2% จากเดิมบวก/ลบ 4% เฉพาะสัญญาที่ส่งมอบงวดงานระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ –30 กันยายน2569 แล้ว
ล่าสุด สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) นำโดย นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิชนายกสมาคมฯ เสนอมาตรการระยะสั้น –กลางและยาว โดยไฮไลต์สำคัญเรื่องการจัดหาแรงงานใหม่จากประเทศเพื่อนบ้าน ทดแทนแรงงานที่ขาดโดยเฉพาะจากประเทศกัมพูชา
ทางออกเพื่อความรวดเร็วสมาคมฯได้เสนอปรับลดขั้นตอนบางประการลง เช่นลดขั้นตอนทำ MOU หรือ บันทึกความเข้าใจ เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกในการนำเข้าที่รวดเร็ว รวมถึงคำนึงถึงคุณภาพขณะเดียวกันภาคเอกชนจะต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างตรงไปตรงมาด้วยเช่นเดียวกัน
สำหรับมาตรการระยะสั้น ซึ่งเป็นระยะเร่งด่วนประกอบด้วย
1.ขอรัฐบาลจัดหางบประมาณเพื่อจ่ายค่าK โดยตรง
2.ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อสร้างด้านแรงงานและแหล่งเงินทุน เนื่องจากแรงงานขาดแคลนโดยเฉพาะปัญหาแรงงานกัมพูชา
3.การจัดหาแรงงานใหม่จากประเทศเพื่อนบ้าน ต้องลดขั้นตอนทำเอ็มโอยู เพื่อก่อให้เกิดความสะดวกในการนำเข้าที่รวดเร็ว และภาคเอกชนให้ความช่วยเหลือภาครัฐอย่างตรงไปตรงมา
4.การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสถาบันการเงิน สำหรับสินเชื่องานก่อสร้างโดยเฉพาะสินเชื่องานราชการ
5. รัฐเร่งปราบปราม ผู้ประกอบการนอมินี หรือผู้รับเหมานอมินี
6.ให้ความสำคัญคุณภาพ การก่อสร้างต้องใช้มาตรฐานประเทศไทย เพราะขณะนี้เอกชนกังวลต่างชาตินำเงื่อนไขPPP เข้ามาก่อสร้างในไทย เมื่อเกิดปัญหา กลับโทษผู้รับเหมาไทย
7.การใช้วัสดุภายในประเทศ
8.ให้มีการปรับปรุงสัญญามาตรฐานที่ทั่วโลกใช้กันไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง การออกแบบ การควบคุมงาน ให้มีความเป็นธรรมทุกฝ่ายไม่ใช่เป็นธรรมเฉพาะราชการ
9.ต้องมีหน่วยงานดูแลงานก่อสร้างโดยเฉพาะ หรือ ควรมีหน่วยงานกลางดูแลภาคก่อสร้างโดยเฉพาะทั้งเอกชนและราชการ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 27 พ.ค.69 ‘ทรงตัว‘ ตลาดยังระมัดระวังตัว

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยแต่ยังคงทรงตัวจากวันก่อนหน้า
- ตลาดการเงินยังคงระมัดระวังตัวสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวโน้มแกว่งตัวด้านข้าง (Sideways)
- ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงิน ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด และความต้องการดอลลาร์ของผู้นำเข้าในช่วงสิ้นเดือน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 32.61-32.70 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ที่ย่อลงเล็กน้อยสู่ระดับ 93.1 จุด แต่สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ณ ระดับ 91.9 จุด ส่งผลให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง
ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกจำกัดลง โดยแรงขายของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นแรงของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor
ทั้งนี้ ท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงหลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงสั้น ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นและทรงตัวเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สอดคล้องกับจังหวะการย่อตัวของเงินดอลลาร์
แนวโน้มค่าเงินบาท
เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญต่อไป กอปรกับ ในช่วงวันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways โดยเรามองว่า เงินบาทอาจยังมีโซนแนวรับแรกแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (รวมถึงสกุลเงินต่างประเทศ) ของบรรดาผู้นำเข้าในช่วงปลายเดือน (Month-end Flows) ขณะที่โซนแนวต้านเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวในระหว่างวันที่กว้างราว 20-30 สตางค์
ทั้งนี้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในกรณีที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีความชัดเจนมากขึ้น (ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญ คือ การเปิดช่องแคบ Hormuz) แต่ หากการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าและยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสอ่อนค่าลงบ้าง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาท จะขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ (รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) และราคาทองคำ เป็นสำคัญ ที่จะผันแปรไปตามความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และที่สำคัญ หากการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ ล้มเหลว และมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เรากังวลว่า เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุ โซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) ได้ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ของบรรดาผู้ส่งออกและผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ซึ่งส่วนใหญ่ต่างรอจังหวะทำธุรกรรมในบริเวณโซนดังกล่าว
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะถูกกดดันบ้างจากความไม่แน่นอนของแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย Micron +19.3% ที่ได้อานิสงส์จากกระแสการเติบโตของธีม AI และการปรับเป้าราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -3.3% ตอบรับการปรับตัวลงหนักของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา (ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันจันทร์) ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.61% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.19%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.57% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (แม้ผู้เล่นในตลาดจะพอมีความหวังอยู่) และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) จากการส่งสัญญาณของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB ในช่วงนี้ ซึ่งกดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor และหุ้นสไตล์ Growth ที่อ่อนไหวต่อแนวโน้มดอกเบี้ย เผชิญแรงกดดันบ้าง อาทิ ASML -2.9% และ Hermes -3.3% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ อาทิ Rio Tinto +1.9%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนแถวโซน 4.50% โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ และความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน จะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ลงบ้าง เหลือราว 63% อนึ่ง เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0 -99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ เงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ย่อตัวลงราว -50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามจังหวะการย่อตัวของเงินดอลลาร์ กลับสู่โซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และ ดัชนีภาวะธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ อย่าง ดัชนีภาคธุรกิจการผลิตและภาคการบริการ จาก Richmond FED เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในครึ่งแรกของปี 2027
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า RBNZ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รถซูเปอร์คาร์ชัดๆ “อิคคิว พณิชพล” สร้างหนึ่งสถิติในแบดมินตัน มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026

“อิคคิว” พณิชพล ธีระรัตน์สกุล นักแบดมินตันชาวไทย เจ้าของตำแหน่งรองแชมป์ มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026 สร้างสถิติสุดยอดขึ้นในรายการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยในรอบชิงชนะเลิศ นักตบลูกขนไก่ชาวไทยวัย 21 ปี เป็นฝ่ายแพ้ให้กับ หลี่ ชื่อเฟิง มืออันดับ 7 ของโลกจากจีน 0-2 เกม (16-21 และ 17-21) ไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตามหลังจบทัวร์นาเมนต์ ฝ่ายจัดการแข่งขันได้รวบรวมสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการแข่งขันปรากฏว่า “อิคคิว พณิชพล” สร้างสถิติตบลูกได้เร็วที่สุดในประเภทชายเดี่ยวของรายการ
ซึ่ง นักตบลูกขนไก่ไทยวัย 24 ปี สามารถสร้างสถิติลูกตบที่มีความเร็วมากถึง 493 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในการแข่งขัน มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026

สำหรับสถิติโลกนักแบดมินตันที่มีลูกตบเร็วที่สุด ปัจจุบันเป็นของ สัทวิกสายราช รันกิเรดดี้ นักตบลูกขนไก่ชาวอินเดีย ที่ทำเอาไว้ที่ 565 กม.ต่อชั่วโมง เมื่อปี 2013
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
5 วิธีรีเซ็ตสมองล้าใน 5 นาที ทำง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งกาแฟ

บ่ายทีไรหัวตื้อ! แจก 5 ทริคปลุกสมองให้ตื่นใน 5 นาที ไอเดียแล่นฉิวไม่ต้องพึ่งกาแฟเพิ่ม
เชื่อว่ามนุษย์ออฟฟิศและคนทำงานหลายคนต้องเคยเจอวิกฤต “สมองตื้อตอนบ่าย” ช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. – 15.00 น. ที่จู่ๆ ตาขวาเริ่มปรือ สมองเริ่มตื้อ คิดงานอะไรก็ไม่ออก แถมบางทียังรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนจนอยากจะฟุบลงกับโต๊ะ ครั้นจะอัดกาแฟแก้วที่สองหรือสามเข้าไปก็กลัวตาค้างจนนอนไม่หลับตอนกลางคืน
อาการนี้เรียกว่า Afternoon Slump หรือภาวะเฉื่อยชาช่วงบ่าย ซึ่งเกิดจากนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ของร่างกายตามธรรมชาติ ร่วมกับความเหนื่อยล้าจากการใช้สายตาและสมองมาตลอดครึ่งเช้า แต่วันนี้เรามี Life Hack เด็ดๆ ที่ใช้เวลาแค่ 5 นาที มาช่วยรีเซ็ตสมองของคุณให้กลับมาไบร์ท ไอเดียแล่นฉิว พร้อมลุยงานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งคาเฟอีนครับ!
5 วิธีรีเซ็ตสมองล้าใน 5 นาที ทำง่ายๆ ได้ที่โต๊ะทำงาน
1. ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง 1 แก้วใหญ่ทันที (ใช้เวลา 30 วินาที)
หลายครั้งที่สมองตื้อไม่ได้เกิดจากเราอดนอน แต่เกิดจากภาวะ “สมองขาดน้ำ” (Dehydration) เพราะตอนทำงานเรามักจะเพลินจนลืมจิบน้ำ เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะลดลง ทำให้รู้สึกเพลียและคิดงานช้า การดื่มน้ำเปล่าแก้วใหญ่ทันทีจะช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต และปลุกเซลล์สมองให้ตื่นตัวอย่างรวดเร็ว
2. ใช้สูตรพักสายตา “20-20-20” แก้อาการตาล้า (ใช้เวลา 20 วินาที)
การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็ง ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวและสมองล้าตามมา ให้ลองใช้กฎระดับสากลนี้ดูครับ:
- ทุกๆ 20 นาที (หรือตอนที่เริ่มตื้อ) ให้ละสายตาจากหน้าจอ
- มองออกไปที่วัตถุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต (เช่น วิวนอกหน้าต่าง, ต้นไม้)
- มองค้างไว้เป็นเวลา 20 วินาที
วิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ผ่อนคลาย ลดความเครียดสะสมในสมองได้อย่างดีเยี่ยม
3. กดจุดเด็ด “อินถัง” (Yintang) ปลุกความสดชื่น (ใช้เวลา 1-2 นาที)
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน มีจุดฝังเข็มและกดจุดที่ช่วยคลายความล้าของสมองได้อย่างชะงัด นั่นคือ จุดอินถัง หรือจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว (ตาที่สาม)
วิธีทำ: ใช้ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วหัวแม่มือกดลงไปบริเวณกึ่งกลางระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง นวดคลึงเป็นวงกลมเบาๆ ตามเข็มนาฬิกาประมาณ 1-2 นาที พร้อมกับหลับตาและหายใจเข้า-ออกลึกๆ จุดนี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณส่วนหน้าของสมอง ลดอาการคัดจมูก ตาพร่า และช่วยให้จิตใจสงบและมีสมาธิมากขึ้น
4. สะบัดข้อมือ ลุกยืดเส้นยืดสายสลัดความง่วง (ใช้เวลา 1 นาที)
การนั่งแช่อยู่กับท่าเดิมนานๆ ทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ส่งผลให้ง่วงนอนและสมองตื้อ ให้ลองลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจเอี้ยวตัวไปทางซ้ายและขวา หรือหมุนหัวไหล่และสะบัดข้อมือแรงๆ การขยับร่างกายสั้นๆ แบบนี้จะช่วยกระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้นทันตาเห็น
5. ดมกลิ่นมินต์ หรือส้ม (Citrus) รีเฟรชอารมณ์ (ใช้เวลา 1 นาที)
กลิ่นบำบัด (Aromatherapy) เป็นทางลัดที่ส่งผลต่อสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความรู้สึก (Limbic System) ได้เร็วที่สุด หากเริ่มคิดงานไม่ออก ให้ลองหยิบยาดม กลิ่นเปปเปอร์มินต์ หรือโลชั่นกลิ่นส้ม/มะนาวขึ้นมาทาและสูดดมลึกๆ กลิ่นเมนทอลและซิตรัสจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้รู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า และลดความเครียดได้ในทันที
สรุป: เปลี่ยนสลึมสลือเป็นสมองแล่น
บ่ายนี้ถ้าเริ่มกดแป้นพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ หรือนั่งจ้องหน้าจอนิ่งๆ ลองสละเวลาแค่ 5 นาที ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ดูครับ เริ่มจาก “ดื่มน้ำ นวดระหว่างคิ้ว พักสายตามองวิว ยืดเส้นยืดสาย และดมกลิ่นสดชื่น” รับรองว่าสมองที่เคยตื้อจะกลับมาโล่ง โปร่ง และพร้อมปั่นงานชิ้นสำคัญให้เสร็จทันเวลาเลิกงานแน่นอน!
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘การ์ทเนอร์’ เตือนซีอีโอ ลดคนเพราะ AI ไม่ใช่ทางลัดสร้าง ROI

- การ์ทเนอร์ชี้ว่า องค์กรที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงจาก AI ไม่ใช่องค์กรที่ลดจำนวนพนักงานลงมากที่สุด
- การเลิกจ้างพนักงานเพื่อให้เห็นผลตอบแทนเร็วจากการใช้ AI เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะแม้จะช่วยลดงบประมาณ แต่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่แท้จริง
- องค์กรที่ประสบความสำเร็จคือองค์กรที่ลงทุนยกระดับทักษะและศักยภาพของบุคลากร
- ในระยะยาว ธุรกิจอัตโนมัติจะสร้างงานให้มนุษย์มากขึ้น ไม่ใช่ลดลง โดยมนุษย์จะยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญในการขับเคลื่อนและกำกับดูแลเทคโนโลยี
“การ์ทเนอร์” ชี้องค์กรที่ได้ผลตอบแทนสูงจาก AI ไม่ใช่องค์กรที่ลดคนมากที่สุด แต่คือองค์กรที่ลงทุนยกระดับศักยภาพของบุคลากรควบคู่ระบบอัตโนมัติ
องค์กรควรลงทุนไปกับทักษะ บทบาทหน้าที่และโครงสร้างการทำงานที่เปิดโอกาสให้” มนุษย์” เป็นผู้แนะนำ กำกับดูแล ขยายผลและเปลี่ยนผ่านศักยภาพการทำงานไปเป็นแบบอัตโนมัติ
ผลสำรวจโดย การ์ทเนอร์ เผยว่าองค์กรที่มีการทดลองหรือนำศักยภาพ “ธุรกิจอัตโนมัติ” (Autonomous Business) มาใช้ มีถึงประมาณ 80% ที่รายงานว่ามีการปรับลดจำนวนพนักงานลง
อย่างไรก็ตาม การปรับลดพนักงานดังกล่าวดูเหมือนจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้
ผลสำรวจพบว่า อัตราการปรับลดพนักงานระหว่างกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าได้รับผลตอบแทนหรือ ROI สูงจากเทคโนโลยีอัตโนมัติ กับกลุ่มที่ประสบผลสำเร็จเพียงเล็กน้อยหรือมีผลลัพธ์ติดลบนั้น มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก

นโยบายลดคน ‘ไม่ใช่คำตอบ’
เฮเลน พอยเตอแวง รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ซีอีโอจำนวนมากหันไปใช้วิธีเลิกจ้างพนักงานเพื่อให้เห็นถึงผลตอบแทนอย่างรวดเร็วจากการใช้ AI
ทัศนคติเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด การลดจำนวนพนักงานอาจช่วยสร้างพื้นที่ว่างในงบประมาณได้ แต่ไม่ได้สร้างผลตอบแทน องค์กรที่สามารถเพิ่ม ROI ได้นั้น ไม่ใช่องค์กรที่กำจัดความจำเป็นในการใช้คน
แต่คือองค์กรที่เสริมศักยภาพของคนให้สูงขึ้น ผ่านการลงทุนอย่างจริงจังในด้านทักษะ ตำแหน่งงาน และโมเดลการดำเนินงานที่ช่วยให้มนุษย์สามารถแนะนำและขยายขีดความสามารถของระบบอัตโนมัติได้
การ์ทเนอร์ระบุว่า การใช้เทคโนโลยี เช่น เอไอเอเจนต์, ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ, RPA (Robotic Process Automation), ดิจิทัลทวิน (Digital Twins) และสินทรัพย์ดิจิทัลที่แปลงเป็นโทเค็น (Tokenized Assets) จะขับเคลื่อนธุรกิจอัตโนมัติให้ยกระดับองค์กรจากการเพิ่มประสิทธิภาพและระบบอัตโนมัติขั้นพื้นฐาน ไปสู่ “ความสามารถในการทำงานด้วยตนเองอย่างแท้จริง หรือ True Autonomy”
โดยทั้งเครื่องจักรและมนุษย์ต่างก็มีอิสระในการทำงานมากขึ้น สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงธุรกิจที่ไร้มนุษย์มาเกี่ยวข้อง แต่หมายถึงธุรกิจที่ขยายขีดความสามารถของมนุษย์ให้สูงขึ้นต่างหาก
มนุษย์ยังคงเป็นศูนย์กลาง
สำหรับในระยะยาว ธุรกิจอัตโนมัติจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการเปิดรับเอไอเอเจนต์ที่เพิ่มมากขึ้น
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ในปี 2569 นี้ มูลค่าการใช้จ่ายในซอฟต์แวร์เอไอเอเจนต์จะสูงถึง 206.5 พันล้านดอลลาร์ และในปี 2570 จะเพิ่มแตะ 376.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมากจากในปี 2567 ที่มีมูลค่า 86.4 พันล้านดอลลาร์
เนื่องจากความเป็นอิสระในการทำงานจะเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของเครื่องจักรและมนุษย์ อีกทั้งความต้องการแรงงานมนุษย์จะเพิ่มสูงขึ้นแทนที่จะลดลง
การ์ทเนอร์จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2571-2572 ธุรกิจอัตโนมัติจะเป็นตัวขับเคลื่อนเชิงบวกในการสร้างงานใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากรูปแบบการทำงานประเภทใหม่ ๆ ที่ AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้
ระยะยาว ธุรกิจอัตโนมัติจะสร้างงานให้มนุษย์มากขึ้น ไม่ใช่ลดลง ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่คงอยู่ยาวนาน เช่น การลดลงของประชากร และช่วงเวลาสำคัญที่ผู้บริโภคต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและการตัดสินใจที่เดิมพันสูง จะเป็นสิ่งรับประกันว่า คนที่มีศักยภาพ หรือ Human Talent จะยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญในการขับเคลื่อน กำกับดูแล และขยายขนาดของธุรกิจอัตโนมัติต่อไป
ผลสำรวจดังกล่าว การ์ทเนอร์ได้ทำการสำรวจผู้บริหารธุรกิจทั่วโลกจำนวน350 ราย ช่วงไตรมาสที่สามของปี 2568 เพื่อทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันของธุรกิจอัตโนมัติในระดับองค์กร
โดยองค์กรที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ต้องมีรายได้ประจำปีทั่วทั้งองค์กรอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์หรือเทียบเท่า และต้องเป็นองค์กรที่กำลังทดลองใช้หรือได้ติดตั้งเทคโนโลยีอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อไปนี้ ได้แก่ เอไอเอเจนต์ (AI Agents), ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Automation) หรือเทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูง (Autonomous Technologies)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
อวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษ รวมประโยคซึ้ง ๆ บอกรักคุณแม่ให้ประทับใจระดับสากล

เมื่อถึงวันสำคัญอย่างวันแม่แห่งชาติ เชื่อว่าหลายคนกำลังมองหาวิธีพิเศษในการแสดงความรักและความกตัญญูกตเวทิตากับผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตครับ การบอกรักแม่เป็นภาษาไทยอาจจะเป็นเรื่องที่เราทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่การเลือกใช้ อวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษ มาเขียนลงบนการ์ดอวยพรหรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดียจะช่วยเพิ่มความแปลกใหม่และทำให้ข้อความของคุณดูมีความละเมียดละไมสไตล์อินเตอร์มากขึ้นไปอีกระดับครับ
ในโลกยุค 2026 ที่การสื่อสารไร้พรมแดน การเรียนรู้ประโยคบอกรักและขอบคุณเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้มีประโยชน์แค่การอวยพรคุณแม่ของเราเองเท่านั้นครับ แต่ยังรวมถึงการส่งความปรารถนาดีไปยังคุณแม่ของเพื่อนชาวต่างชาติ หรือแม้แต่การฝึกใช้สํานวนภาษาอังกฤษที่ลึกซึ้งในชีวิตประจำวัน วันนี้ EngDuo Thailand ได้รวบรวมไอเดียประโยคอวยพรวันแม่ที่จะช่วยให้คุณส่งต่อความรู้สึกดีๆ ได้อย่างตรงใจที่สุดครับ
พลังของคำอวยพรภาษาอังกฤษในการแสดงความรักต่อคุณแม่
ภาษาอังกฤษมีลักษณะเด่นตรงที่มีคำศัพท์ขยายความรู้สึกที่หลากหลายและตรงไปตรงมา การเลือกข้อความ อวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษ ที่สละสลวยจะช่วยให้คุณแม่สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของผู้ส่ง เพราะบางประโยคสามารถอธิบายความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างแม่กับลูกได้เป็นอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำศัพท์ที่ยากจนเกินไปครับ
นอกจากนี้ การเขียนการ์ดอวยพรยังเป็นพื้นที่ที่คุณได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และสะท้อนทัศนคติที่ดีของคุณ การเลือกประโยคที่สอดคล้องกับความทรงจำร่วมกันระหว่างคุณกับคุณแม่ จะทำให้ของขวัญชิ้นนั้นกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจที่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้ครับ
หมวดหมู่คำอวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษยอดนิยมที่คัดมาเพื่อคุณ
เพื่อให้คุณเลือกนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้นตามความเหมาะสมของความสัมพันธ์และสไตล์ของคู่สนทนา ผมได้แบ่งหมวดหมู่คำอวยพรออกเป็นสไตล์ต่างๆ ดังนี้ครับ
คำอวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษสไตล์มินิมอล สั้น ๆ แต่ความหมายกินใจ
สำหรับสายโซเชียลที่อยากได้ประโยคสั้นๆ ไปลงเป็นแคปชั่นใต้รูปคู่กับคุณแม่ในอินสตาแกรมหรือเฟสบุ๊ก แนะนำให้เลือกประโยคที่กระชับแต่ทรงพลังครับ
- To the world you are a mother, but to me you are the world. (สำหรับโลกใบนี้คุณคือแม่คนหนึ่ง แต่สำหรับฉันคุณคือโลกทั้งใบ)
- Happy Mother’s Day to my favorite person in the world. (สุขสันต์วันแม่แด่คนโปรดที่สุดในโลกของฉัน)
- Home is where mom is. (บ้านคือที่ที่มีคุณแม่โยอยู่ด้วยเสมอ)
คำอวยพรแนวซาบซึ้งและขอบคุณทุกความเสียสละของคุณแม่
หากคุณต้องการเขียนการ์ดที่มีเนื้อหาซึ้งๆ เพื่อขอบคุณทุกการเลี้ยงดูและความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ประโยคเหล่านี้ตอบโจทย์มากครับ
- Thank you for always believing in me, even when I didn’t believe in myself. (ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวหนูเสมอ มาในวันที่หนูไม่เชื่อมั่นในตัวเองเลยก็ตาม)
- I am so proud to be your child. Thank you for everything, Mom. (หนูภูมิใจมากที่ได้เกิดเป็นลูกของแม่ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะแม่)
- All that I am, or hope to be, I owe to my angel mother. (ทุกอย่างที่ฉันเป็นหรือหวังว่าจะได้เป็นในอนาคต ฉันขอยกความดีความชอบให้กับคุณแม่ที่เป็นดั่งนางฟ้าของฉัน)
คำอวยพรแนวขี้เล่น เป็นกันเอง สำหรับคุณแม่สายเพื่อนสนิท
หากความสัมพันธ์ของคุณกับคุณแม่เป็นเหมือนเพื่อนซี้ที่คุยกันได้ทุกเรื่อง การใช้ประโยคที่มีอารมณ์ขันเล็กๆ จะช่วยสร้างรอยยิ้มได้เป็นอย่างดีครับ
- Happy Mother’s Day from your favorite child! (สุขสันต์วันแม่จากลูกคนโปรดของแม่เอง!)
- Thank you for not telling my secrets to dad. (ขอบคุณแม่ที่ไม่เอาความลับของหนูไปบอกพ่อนะ)
- I got all my good looks and smart brains from you, Mom! (หนูได้ความสวยและความฉลาดทั้งหมดมาจากแม่เลยนะเนี่ย!)
เทคนิคการเขียนการ์ดอวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษให้ดูจริงใจและเป็นธรรมชาติ
จุดสำคัญของการเขียนอวยพรคือความจริงใจครับ หลีกเลี่ยงการคัดลอกประโยคยาวๆ ที่คุณไม่เข้าใจความหมายมาใส่ลงในการ์ด เพราะจะทำให้ข้อความดูแข็งกระด้าง แนะนำให้เริ่มต้นด้วยคำอวยพรมาตรฐานสั้นๆ แล้วตามด้วยความทรงจำส่วนตัวสัก 1 ประโยค เช่น วันที่แม่ทำอาหารจานโปรดให้กิน หรือวันที่แม่คอยปลอบใจตอนที่คุณร้องไห้
การปิดท้ายด้วยคำสัญญาเล็กๆ เช่น การบอกว่าจะตั้งใจทำงาน หรือจะพาแม่ไปเที่ยวในสถานที่ที่แม่ชอบ จะช่วยให้ข้อความ อวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษ ของคุณดูมีชีวิตชีวาและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้คุณแม่ประทับใจจนน้ำตาซึมได้แน่นอนครับ
วิธีการเลือกคำสรรพนามและคำคุณศัพท์เพื่อยกย่องคุณแม่
การเลือกใช้คำคุณศัพท์ (Adjectives) ที่ดีจะช่วยยกระดับข้อความของคุณให้ดูหรูหราขึ้นครับ แทนที่จะใช้คำว่า good หรือ nice แบบทั่วไป ลองเปลี่ยนมาใช้คำที่มีพลังงานสูงและแสดงความยกย่องอย่างลึกซึ้ง เช่น incredible (ยอดเยี่ยมที่สุด), selfless (เสียสละ), หรือ irreplaceable (ไม่มีใครแทนที่ได้) คำเหล่านี้จะช่วยสื่อถึงคุณค่าของคุณแม่ในใจคุณได้อย่างชัดเจนที่สุดครับ
ตารางสรุป: คำอวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษแยกตามสไตล์และบริบทการใช้งาน
เพื่อให้คุณเลือกคำที่สอดคล้องกับ Mood และช่องทางการสื่อสารได้ในทันที ลองดูตารางสรุปคำอวยพรที่แนะนำด้านล่างนี้ครับ
| ข้อความภาษาอังกฤษ | คำแปลภาษาไทย | สไตล์/Vibe | ช่องทางที่แนะนำ |
| Best Mom Ever! | คุณแม่ที่ดีที่สุดตลอดกาล | มินิมอล / วัยรุ่น | สลักบนเค้ก / แท็กในรูป |
| Wishing you a day as beautiful as your smile. | ขอให้แม่มีวันที่งดงามเหมือนกับรอยยิ้มของแม่นะ | อบอุ่น / อ่อนหวาน | เขียนลงบนการ์ดดอกมะลิ |
| Thank you for your endless love and support. | ขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนที่ไม่มีวันสิ้นสุด | เป็นทางการ / ซาบซึ้ง | อีเมลหรือการ์ดแบบเป็นทางการ |
| Behind every great kid is an amazing mom. | เบื้องหลังของลูกที่ดีทุกคน คือคุณแม่ที่ยอดเยี่ยมเสมอ | ให้เกียรติ / ชื่นชม | โพสต์เฟสบุ๊กยาวๆ |
| Cheers to the queen of our home! | มาร่วมยินดีกับราชินีประจำบ้านของเรากัน | สนุกสนาน / เฉลิมฉลอง | แชทกลุ่มครอบครัว |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอวยพรวันแม่ภาษาอังกฤษ
คำว่า Mother’s Day ต้องใส่เครื่องหมาย apostrophe ตรงไหนถึงจะถูก?
สะกดว่า Mother’s Day (ใส่ ‘ หน้า s) ครับ เพราะเป็นการเฉลิมฉลองวันของคุณแม่ทุกคนในฐานะบุคคลเดี่ยวที่เป็นที่รักของลูกๆ ครับ
ถ้าคุณแม่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ควรส่งคำอวยพรภาษาอังกฤษไหม?
สามารถส่งได้ครับ โดยแนะนำให้เลือกประโยคที่สั้นและเข้าใจง่าย หรือเขียนคำแปลภาษาไทยน่ารักๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้คุณแม่รับรู้ถึงความตั้งใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของคุณครับ
เราสามารถใช้คำว่า Mom, Mommy, หรือ Mother ต่างกันอย่างไรในการอวยพร?
Mother จะมีความเป็นทางการสูงที่สุด มักใช้ในการเขียนสุนทรพจน์หรือการ์ดที่เป็นทางการมาก ส่วน Mom และ Mommy จะให้ความรู้สึกที่เป็นกันเอง อบอุ่น และนิยมใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าครับ
นอกจากดอกมะลิแล้ว วัฒนธรรมตะวันตกนิยมใช้อะไรสื่อถึงวันแม่?
ในต่างประเทศนิยมมอบดอกคาร์เนชั่น (Carnations) หรือดอกกุหลาบ พร้อมกับอาหารเช้าเสิร์ฟถึงเตียงนอน (Breakfast in bed) เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในวันพิเศษครับ
การอวยพรวันแม่สากลกับวันแม่ของไทยใช้วันเดียวกันไหม?
ต่างกันครับ วันแม่สากลของหลายประเทศมักจะตรงกับวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม แต่วันแม่ของประเทศไทยตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม ประโยคอวยพรสามารถนำไปใช้ข้ามวัฒนธรรมได้เหมือนกันครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
“ไข่ต้มชา” ของอร่อยสายสุขภาพ นักโภชนาการเผย “ความลับก้นหม้อ” กินทุกวันดีไหม?

นักโภชนาการ เปิดความลับ ไข่ต้มชา กินทุกวันดีจริงไหม? ระวังโปรตีนลดคุณภาพ-โซเดียมสูงแบบไม่รู้ตัว
ไข่ต้มชาหรือไข่พะโล้สำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อ กลายเป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตของคนรักสุขภาพ เพราะสะดวก กินง่าย และถูกมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี หลายคนเลือกกินวันละ 2-3 ฟองเพื่อเพิ่มโปรตีนให้ร่างกาย แต่คำถามสำคัญคือ กินทุกวันดีจริงหรือไม่?
ไช่ เฉิงเหลียง นักโภชนาการจากไต้หวัน ออกมาให้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียว่า ปัญหาของไข่ต้มชาไม่ใช่ “ไข่” แต่เป็นวิธีการปรุง โดยเฉพาะการเคี่ยวเป็นเวลานานและการแช่ในน้ำปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ซึ่งอาจทำให้คุณภาพโปรตีนลดลงและร่างกายได้รับเกลือมากเกินจำเป็น
ไข่ยังเป็นโปรตีนคุณภาพดี แต่ “วิธีทำ” สำคัญกว่าที่คิด
นักโภชนาการอธิบายว่า ไข่ถือเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เกือบเต็มประสิทธิภาพ จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและฟื้นฟูร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “สภาพของไข่” ที่รับประทาน หากเป็นไข่ต้มธรรมดาที่ผ่านความร้อนเหมาะสม โปรตีนจะคลายตัวและย่อยง่ายขึ้น แต่ไข่ต้มชาที่ผ่านการเคี่ยวหรืออุ่นซ้ำเป็นเวลานาน โดยเฉพาะไข่สีเข้มที่แช่น้ำปรุงรสนาน อาจทำให้โครงสร้างโปรตีนเปลี่ยนไปมากกว่าปกติ
ทำไมไข่ต้มชาบางฟองถึงแข็ง เหนียว และย่อยยาก?
ไช่ เฉิงเหลียง ระบุว่า เมื่อไข่ได้รับความร้อนสูงเป็นเวลานาน โปรตีนในไข่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง รวมถึงปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้โปรตีนจับตัวแน่นขึ้น ย่อยได้ยากกว่าเดิม จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไข่ที่อยู่ก้นหม้อนานๆ มักมีเนื้อสัมผัสแข็ง แห้ง หรือเหนียวกว่าปกติ
โดยทั่วไป โปรตีนในไข่มีอัตราการย่อยและดูดซึมราว 95-100% แต่เมื่อผ่านความร้อนสูงเกินไปเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพการย่อยอาจลดลงเหลือประมาณ 85-90% แม้ยังรับประทานได้ แต่คุณภาพของโปรตีนอาจไม่ดีเท่าที่ควร
ไข่ต้มชารอยแตกเยอะ อร่อยขึ้นจริง แต่โซเดียมก็สูงขึ้นด้วย
อีกหนึ่งจุดที่หลายคนอาจมองข้ามคือ “โซเดียม” เพราะไข่ต้มชาที่มีรอยแตกมากหรือรสชาติเข้ม มักหมายถึงการแช่อยู่ในน้ำปรุงรสนานกว่าเดิม ทำให้เกลือและซีอิ๊วซึมเข้าเนื้อไข่ได้มากขึ้น
นักโภชนาการเตือนว่า การกินไข่ต้มชาหลายฟองต่อวันร่วมกับอาหารมื้ออื่น อาจทำให้ได้รับโซเดียมสะสมเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณเกลือในอาหารเป็นพิเศษ
แล้วคอเลสเตอรอลจากไข่ยังน่ากังวลไหม?
สำหรับข้อกังวลเรื่องคอเลสเตอรอล ไช่ เฉิงเหลียง ระบุว่า แนวทางโภชนาการสมัยใหม่เปลี่ยนไปมาก โดยข้อมูลจากสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาให้ความเห็นว่า คอเลสเตอรอลจากอาหารไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเหมือนที่เคยเชื่อกัน
ในคนสุขภาพดี การกินไข่ในปริมาณเหมาะสม รวมถึงไข่แดง ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง สิ่งที่ควรระวังมากกว่าคือไขมันอิ่มตัว น้ำตาล อาหารแปรรูป และอาหารที่มีโซเดียมสูง
กินไข่ต้มชาได้วันละกี่ฟอง?
นักโภชนาการแนะนำว่า ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละคน ดังนี้
- ผู้ใหญ่สุขภาพดีทั่วไป สามารถรับประทานไข่ต้มชาได้ประมาณวันละ 1-2 ฟอง และอาจเพิ่มเป็น 3 ฟองได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ควรกินปริมาณสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไต ควรจำกัดประมาณวันละ 1 ฟอง พร้อมควบคุมปริมาณโซเดียมจากอาหารมื้ออื่นร่วมด้วย
เลือกไข่ต้มชาแบบไหนดีกว่า?
หากต้องซื้อไข่ต้มชาจากร้านสะดวกซื้อ นักโภชนาการแนะนำให้เลือกไข่สีปานกลาง รอยแตกน้อย และเนื้อไข่ไม่แข็งจนเกินไป เพราะมักผ่านความร้อนในระดับเหมาะสมและมีโอกาสได้รับโซเดียมน้อยกว่าไข่ที่รอยแตกเยอะและสีเข้มจัด ที่แช่นานจนรสชาติเข้มมาก
ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “ไข่ไม่ใช่ผู้ร้าย” เพราะยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีต่อสุขภาพ แต่สิ่งที่ควรใส่ใจคือกระบวนการปรุง โดยเฉพาะการเคี่ยวนานและปริมาณโซเดียมที่อาจแฝงอยู่มากกว่าที่คิด หากกินอย่างพอดีและเลือกให้เหมาะสม ไข่ต้มชาก็ยังเป็นเมนูที่อยู่ในมื้ออาหารได้อย่างไม่ต้องกังวล
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 27/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,350.00 | 69,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,483.00 | 67,962.28 | 70,350.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,034.70 | 61,166.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,586.40 | 54,369.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,017.35 | 30,583.03 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,569.05 | 23,786.80 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,645.60 | 70,427.30 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 27/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.30 | 44.30 | 44.80 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 | 44.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 43.93 | 43.93 | 44.43 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 | 43.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 53.89 | – | – | 54.81 | – | 54.39 | 54.04 | – | 53.89 |
| ดีเซล | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 | 41.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 60.25 | 60.25 | 49.84 | 60.25 | – | – | – | – | 60.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







