สาระน่ารู้ประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2569

อสังหาฯ แห่ปักธงบ้านหรูต่างจังหวัด ล่าขุมทองใหม่เจาะเศรษฐีภูธร เจ้าของกิจการ แพทย์

  • ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่กำลังขยายตลาดจากกรุงเทพฯ ที่เริ่มอิ่มตัว ไปสู่จังหวัดหัวเมืองเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อหาโอกาสการเติบโตใหม่
  • กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้มีกำลังซื้อสูงในต่างจังหวัด เช่น เจ้าของกิจการท้องถิ่น บุคลากรทางการแพทย์ และครอบครัวผู้มีรายได้สูง
  • โครงการบ้านหรูในต่างจังหวัดแข่งขันกันด้วยคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่ากรุงเทพฯ และชูจุดขายด้านการออกแบบ เทคโนโลยีความปลอดภัย

หากพูดถึงตลาดบ้านหรูในอดีต หลายคนอาจนึกถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยาเป็นลำดับแรก แต่วันนี้ ภาพกำลังเปลี่ยนไปเพราะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายค่ายเริ่มหันหัวเรือออกจากสมรภูมิเดิม มุ่งหน้าสู่ตลาดภูมิภาคมากขึ้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกำลังซื้อในต่างจังหวัด ที่เติบโตเร็วกว่าเดิม

ขณะที่ ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนสูง และการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้การระบายสต็อกบ้านและคอนโดมิเนียมทำได้ยากขึ้น! เมื่อตลาดเมืองหลวงเริ่มอิ่มตัว ยอดขายชะลอ  นักลงทุนรายใหญ่จึงต้องมองหา “Blue Ocean” แห่งใหม่และเมืองเศรษฐกิจภูมิภาคกำลังกลายเป็นคำตอบให้ดีเวลลอปเปอร์ไล่ล่า “ขุมทองใหม่” ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ พิษณุโลก สระบุรี หัวหิน หรือชลบุรี ที่เต็มไปด้วยเจ้าของธุรกิจ แพทย์ และครอบครัวรายได้สูง ซึ่งพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่เคย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดบ้านระดับพรีเมียมในต่างจังหวัด คือการเติบโตของกลุ่มผู้มีรายได้สูงทั้งเจ้าของกิจการท้องถิ่น ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผู้บริหารองค์กร บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงครอบครัวฐานะดี ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิต ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการเพียงบ้านหลังใหญ่แต่ต้องการบ้านที่สะท้อนสถานะทางสังคม พร้อมมาตรฐานการอยู่อาศัยใกล้เคียงโครงการในกรุงเทพฯ

ดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มงานธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) มองว่า พฤติกรรมผู้ซื้อบ้านระดับบนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมที่ให้ความสำคัญกับทำเล และขนาดบ้านเป็นหลัก สู่การมองหาองค์ประกอบที่ลึกกว่า ทั้งคุณภาพงานก่อสร้าง ฟังก์ชันการอยู่อาศัย บริการหลังการขาย และความมั่นใจในระยะยาว นั่นทำให้ผู้พัฒนาโครงการต้องแข่งขันกันด้วย “คุณภาพ” มากกว่า “ราคา”

ซีพีแลนด์เดิมพัน 2 เมืองเศรษฐกิจ

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการตัดสินใจของ ซี.พี.แลนด์ ที่เปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมแบรนด์ โซลวานี (SŌLVANI) ในจังหวัดนครสวรรค์และพิษณุโลก รวมมูลค่าโครงการกว่า 2,500 ล้านบาท 

ทั้ง 2 จังหวัดเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือตอนล่าง และยังมีอุปทานบ้านระดับบนค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จุดขายสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงขนาดบ้านหรือทำเล แต่อยู่ที่การนำมาตรฐานการพัฒนาโครงการจากผู้ประกอบการรายใหญ่มาสู่ตลาดภูมิภาค ตั้งแต่งานออกแบบ คุณภาพการก่อสร้าง ไปจนถึงการรับประกันโครงสร้างบ้านนาน 10 ปี ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักในตลาดบ้านต่างจังหวัด

ขายบ้านไม่พอต้องขาย “อัตลักษณ์เมือง”

สิ่งที่น่าสนใจอีกด้าน คือการแข่งขันในตลาดบ้านหรูต่างจังหวัดกำลังพัฒนาไปไกลกว่าการขายพื้นที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการเริ่มนำ “เอกลักษณ์ของเมือง” มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ โดย โซลวานี นครสวรรค์ เลือกใช้แนวคิด Modern Chinese สะท้อนรากวัฒนธรรมจีนที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวนครสวรรค์มายาวนาน ขณะที่ โซลวานี พิษณุโลก ถ่ายทอดกลิ่นอายล้านนาผ่านแนวคิด A Touch of LANNA Charm ผสานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับเอกลักษณ์ท้องถิ่น

แนวทางนี้สะท้อนว่า บ้านหรูยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันแค่ขนาดที่ดินหรือจำนวนห้องนอนแต่แข่งขันกันด้วย “เรื่องราว” และ “ความรู้สึกร่วม” ที่ผู้อยู่อาศัยจะได้รับ

 เอพีเร่งขยายฐานต่างจังหวัด

ไม่ใช่แค่ ซี.พี.แลนด์ เท่านั้น ที่เห็นโอกาส เมธา รักธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กำลังเร่งเครื่องรุกตลาดภูมิภาคอย่างจริงจัง ผ่านแบรนด์ “อภิทาวน์” ปัจจุบันขยายไปแล้ว 16 โครงการ ใน 14 จังหวัด ยอดขายสะสมกว่า 8,832 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวมกว่า 15,330 ล้านบาท

ล่าสุดเตรียมเปิดเพิ่มอีก 2 โครงการใหม่ อภิทาวน์ หัวหิน และ อภิทาวน์ สระบุรี แม้ระดับราคาเริ่มต้นเพียง 3-4 ล้านบาท แต่กลยุทธ์ของเอพีสะท้อนทิศทางเดียวกัน นั่นคือ เจาะกลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูงในต่างจังหวัด ที่ต้องการบ้านคุณภาพและพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

โดยเฉพาะ “หัวหิน” ซึ่งกำลังเปลี่ยนบทบาทจากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองพักอาศัยของคนวัยทำงานและผู้เกษียณอายุ ส่วน “สระบุรี” ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสำคัญ

ปักหมุดนิคมฯ รับดีมานด์คนทำงานรายได้สูง

ราชัย ปิยวาจานุสรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัยจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศุภาลัย วางยุทธศาสตร์เจาะพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ หลังได้ผลตอบรับที่ดีจากโครงการในพื้นที่อมตะ-บายพาส จังหวัดชลบุรี จึงเปิดตัว “ศุภาลัย พรีโม่ อมตะ-บายพาส” รองรับความต้องการของกลุ่มคนทำงานและผู้บริหารในนิคมอุตสาหกรรม

จุดเด่นคือการพัฒนาสินค้าที่หลากหลาย ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ในโครงการเดียวกัน สะท้อนความพยายามขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกระดับกำลังซื้อ ขณะเดียวกัน ยังนำระบบ Home Automation เข้ามาเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นฟังก์ชันในโครงการระดับบนของกรุงเทพฯ มากกว่าตลาดภูมิภาค

สัญญาณใหม่ตลาดอสังหาฯ ไทย

หากมองภาพรวมความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการรายใหญ่ในวันนี้ กำลังส่งสัญญาณสำคัญต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยนั่นคือ บ้านหรูไม่ได้อยู่แค่กรุงเทพฯ อีกต่อไป 

การเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น การขยายตัวของธุรกิจบริการ การเพิ่มขึ้นของบุคลากรวิชาชีพรายได้สูง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายจังหวัด สร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพเมื่อกำลังซื้อกระจายตัวออกจากเมืองหลวง เงินลงทุนของดีเวลลอปเปอร์ก็กระจายตามไปด้วย

คำถามสำคัญจากนี้…ไม่ใช่บ้านหรูต่างจังหวัดจะขายได้หรือไม่? แต่เป็นว่า…จังหวัดไหนจะเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม เพราะจากทิศทางที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ดูเหมือนสงครามบ้านหรูรอบใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นนอกกรุงเทพฯ แล้วอย่างเต็มตัว!

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘สงครามเอฟเฟกต์’ ต้นทุนพุ่ง แต่ราคาขยับไม่ได้! โจทย์ใหญ่อสังหาฯ ประคองสภาพคล่อง

  • ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนการก่อสร้างของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยพุ่งสูงขึ้น
  • ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังเปราะบางและมีปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง
  • โจทย์สำคัญที่สุดของผู้ประกอบการคือการบริหารต้นทุนและรักษาสภาพคล่อง (กระแสเงินสด) เพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงเวลาท้าทาย
  • กลยุทธ์ที่นำมาใช้คือการลดค่าใช้จ่าย ชะลอการเปิดโครงการใหม่ และหันไปร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อลดความเสี่ยง

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึง “ต้นทุน” ก่อสร้างของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย ขณะที่กำลังซื้อยังเปราะบางและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญโจทย์ยากที่สุดข้อหนึ่ง นั่นคือ ต้นทุนเพิ่ม แต่ราคาขายกลับเพิ่มไม่ได้!

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สะท้อนภาพครึ่งปีหลังของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยว่า ยังต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยหนึ่งในปัจจัยที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ

“กรณีอิหร่านอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลก แม้สงครามจะยุติลงได้ภายในไตรมาส 2 แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วมีแนวโน้มลากยาวมาถึงไตรมาส 3 และ 4 โดยเฉพาะต้นทุนด้านการก่อสร้างที่คาดว่าจะเริ่มสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้น นั่นหมายความว่า บรรดาดีเวลลอปเปอร์กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนมากกว่าการเร่งเติบโต”

สิ่งสำคัญสุดไม่ใช่ยอดขายแต่เป็นกระแสเงินสด

ในภาวะที่ตลาดยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเฝ้าระวังมากที่สุด คือการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) อุทัย ระบุว่า บริษัททยอยล็อกราคาวัสดุก่อสร้างและสินค้าบางส่วนล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ทั้งหมด 100% ดังนั้น หากต้นทุนก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นตามคาด ผลกระทบอาจสะท้อนผ่านราคาขายราว 2% หรือหากไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ ก็จะกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่ออัตรากำไรของบริษัท

“ปัญหาคือ ในสภาพตลาดปัจจุบัน การขึ้นราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมทำได้ยากกว่าที่เคย เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคยังถูกกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทำให้หลายบริษัทต้องหันมาโฟกัสกับการลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร”

ตลาดเริ่มปรับสมดุลหลังดีมานด์หดต่อเนื่อง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่มีสัญญาณเชิงบวกบางประการเกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้านซัพพลายหรือจำนวนโครงการใหม่เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากชะลอการเปิดโครงการใหม่ และเลือกบริหารสต็อกที่มีอยู่แทน

ขณะเดียวกัน ดีมานด์หรือความต้องการซื้อที่ชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณแตะระดับต่ำสุดแล้วผลลัพธ์ คือ ตลาดกำลังค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ภาวะสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสแรกที่ยังใกล้เคียงกับปีก่อน

ทางรอดจับมือพันธมิตรรุกเมืองท่องเที่ยว

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น คือการร่วมทุน หรือ Joint Venture (JV) เหตุผลสำคัญ คือ การร่วมทุนช่วยลดภาระการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ทำให้งบดุลแข็งแรงขึ้น และช่วยกระจายความเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวนแม้ต้องแบ่งกำไรกับพันธมิตร แต่ข้อดีคือสามารถแชร์ต้นทุนและค่าใช้จ่ายส่วนกลางร่วมกัน ทำให้ภาระ SG&A ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ แสนสิริยังเดินหน้าขยายการลงทุนไปยังเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งยังมีกำลังซื้อจากทั้งนักลงทุนและชาวต่างชาติโดยเฉพาะ “ภูเก็ต” ที่ถูกมองว่าเป็นทำเลดาวเด่นของประเทศในเวลานี้ บริษัทได้ทยอยสะสมที่ดินไว้จำนวนมากเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคตส่วนพัทยา ขอนแก่น และเกาะสมุย ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่อยู่ในแผนการขยายตัวต่อเนื่อง

ครึ่งปีหลังเหนื่อย ลุ้นดอกเบี้ย-มาตรการรัฐ

ปัจจัยบวกสำคัญของตลาดในเวลานี้ คืออัตราดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัวและไม่มีแรงกดดันให้ปรับขึ้นเพิ่มเติมขณะเดียวกัน มาตรการผ่อนคลายการคุมเข้มสินเชื่อ หรือ  LTV ที่ได้รับการขยายเวลาออกไปแล้ว ถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่ภาคธุรกิจยังรอคอยคือมาตรการลดค่าโอนและค่าจดจำนอง ซึ่งหากภาครัฐนำกลับมาใช้อีกครั้ง จะช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ซื้อได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่รอบด้าน ทั้งสงคราม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และต้นทุนก่อสร้างที่กำลังทยอยเพิ่มขึ้น

โจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงครึ่งปีหลังจึงไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการรักษาสมดุลระหว่างยอดขาย ต้นทุน และกระแสเงินสด ให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ เพราะในวันที่ต้นทุนยังขึ้นต่อ แต่กำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่ ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ขายได้มากที่สุด แต่เป็นบริษัทที่บริหารต้นทุนและรักษากำไรได้ดีที่สุดต่างหาก

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ กังวลเงินเฟ้อ-ดบ.เฟด

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 11 มิ.ย. อ่อนค่าลงที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
  • ความขัดแย้งดังกล่าวกลับมากดดันให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย แม้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะออกมาตามคาดการณ์ก็ตาม
  • นักวิเคราะห์ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีความเสี่ยงผันผวนสูง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์  มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.84-32.99 บาทต่อดอลลาร์) ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ตามคาด (เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ระดับ 2.9% ตามคาดเช่นกัน)

ทว่า รายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ FED จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากนัก ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเปลี่ยนไป หลังสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ทวีความร้อนแรงมากขึ้น จนทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า สถานการณ์สงครามอาจยืดเยื้อกว่าคาด (และมีโอกาสทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น) ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น 

พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้กลับมาปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย) สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ 

แนวโน้มค่าเงินบาท

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED จากปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาตามคาด และในส่วนของรายละเอียด เช่น Inflation Breadth นั้น ยังคงสะท้อนภาพการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ รวมถึงธีม AI Boom แต่ยังไม่ได้สะท้อนถึงการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า ปัจจัยที่กลับมากดดันตลาดล่าสุด คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้เราประเมินว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดอยู่ เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าลงบ้าง และสามารถอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้านสำคัญได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงและรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ทำการตอบโต้ที่รุนแรงเช่นกัน แต่จุดที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ ทั้งสองฝ่ายมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งในส่วนของน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และไฟฟ้า หรือไม่ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเกิดความเสียหายรุนแรง อาจยิ่งหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น กลับไปเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่อาจมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ รวมถึง ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่จะด้อยลง (ขาดดุลการค้ามากขึ้น)

อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk และพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พลิกกลับมาคลี่คลายลง หรือเห็นสัญญาณการกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง อาจทำให้ เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ได้ในระยะสั้น ซึ่งต้องจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นปัจจัยสะท้อนภาพดังกล่าวได้ ทว่า หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จากสถานการณ์ที่เริ่มลดความร้อนแรงลง แต่ในฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะไม่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยมากนัก (จนกว่าจะมั่นใจต่อการเจรจาหยุดยิงและเห็นสัญญาการเปิดช่องแคบ Hormuz) ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด โดยโซนแนวรับของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ 

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ จะช่วยให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงชัดเจน สะท้อนผ่านแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงในปีนี้ อาทิ Nvidia -3.7% ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.62% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.98% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป เคลื่อนไหว Sideways โดยย่อลงเล็กน้อย -0.08% โดยตลาดหุ้นยุโรปได้แรงหนุนบ้างจากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นยุโรปได้ถูกกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดีนี้ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน แม้จะย่อตัวลงบ้าง หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 4.57% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น สอดคล้องกับ มุมมองของเราที่ยังคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.50% ทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (หรืออาจล่าช้ากว่าคาดบ้าง แต่ไม่เกินไตรมาส 3) และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม แม้จะย่อตัวลงในช่วงหลังตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นหลังเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงสู่ระดับ 160.50 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.7 -100.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ยังคงไม่สามารถช่วยพลิกฟื้น ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ได้อย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น และหนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและส่งผลให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้   

ส่วนทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเรามองว่า ECB อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย  25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง-ระยะยาวได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ทว่า ภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าช่วงปี 2022 กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 (หรืออย่างน้อยจะไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินไตรมาส 3) ทำให้เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยได้นานอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ECB จะคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน ECB ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความกังวลว่า สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สรุปผลบอลเมื่อคืน ฟุตบอลกระชับมิตรทีมชาติ ประจำวันที่ 11 มิ.ย. 69

ผลการแข่งขัน ฟุตบอลกระชับมิตรทีมชาติ ประจำวันพุธที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา

“สิงโตคำราม” อังกฤษ อุ่นเครื่องเตรียมทีมก่อนศึกฟุตบอลโลก 2026 โชว์ฟอร์มสวยไล่ถล่ม คอสตาริกา ไปแบบขาดลอย 3-0 โดยได้ประตูจาก เดแคลน ไรซ์ ในนาทีที่ 9 จากนั้น แอนโธนี กอร์ดอน มายิงจุดโทษในนาทีที่ 68 ก่อนที่ โอลลี วัตกิ้นส์ จะมาโขกปิดท้ายนาทีที่ 87

ผลฟุตบอลกระชับมิตรทีมชาติ

  • ซาอุดีอาระเบีย 0-0 เซเนกัล
  • อาร์เจนตินา 3-0 ไอซ์แลนด์
  • อิรัก 0-2 เวเนซูเอลา
  • โปรตุเกส 2-1 ไนจีเรีย
  • ปากีสถาน 2-0 อัฟกานิสถาน
  • อังกฤษ 3-0 คอสตาริกา

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


‘Health Gamification’ เล่นเกมเปลี่ยนสุขภาพ ลดเครียด ฝึกสมอง บำบัดจิต

  • “Health Gamification” คือ การเปลี่ยนกิจวัตรการดูแลสุขภาพที่น่าเบื่อให้กลายเป็นเกม ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คุณอยากออกกำลังกาย ดื่มน้ำ และนอนหลับให้เพียงพอแบบต่อเนื่องในทุกๆ วัน
  • การเล่นเกมแบบที่ดีต่อสุขภาพ ผู้เล่นต้องเป็นหนึ่งในกิจกรรมมากมายในชีวิต ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ไปทำงานหรือโรงเรียน มีเพื่อนในโลกแห่งความเป็นจริงเช่นเดียวกับเพื่อนออนไลน์ และเพลิดเพลินกับความสนใจอื่นๆ
  • Gamification ช่วยTraining พนักงานให้เห็นผลได้จริง เพราะพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ เช่น ให้คะแนนสะสมจากการเรียนรู้ ปลดล็อกระดับการฝึกอบรมใหม่ หรือการเห็นอันดับของตนเองในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น 

รู้หรือไม่? การเล่นเกมก็ช่วยให้สุขภาพดีได้…เอ่ยประโยคดังกล่าว หลายคนอาจจะสงสัย เมื่อตั้งแต่เด็กๆ ผู้ใหญ่มักจะบ่นเสมอหากลูกหลานเล่นเกม ..แต่ในปัจจุบัน เทรนด์ใหม่มาแรงปี 2026 “Health Gamification”  กำลังจะช่วยให้ทุกคนผ่อนคลายจากความเครียด ฝึกสมอง ดูแลสภาพจิตใจด้วยเกม

“Health Gamification” คือ การเปลี่ยนกิจวัตรการดูแลสุขภาพที่น่าเบื่อให้กลายเป็นเกม ผ่านแอปพลิเคชัน โดยใช้กลไกการแข่งขัน การสะสมแต้ม และภารกิจสุดท้าทาย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คุณอยากออกกำลังกาย ดื่มน้ำ และนอนหลับให้เพียงพอแบบต่อเนื่องในทุกๆ วัน

ความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญที่โลกเผชิญอยู่ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปจากความเสี่ยงแบบดั้งเดิมก่อนยุคใหม่ เช่น ภาวะทุพโภชนาการ คุณภาพน้ำที่ไม่ดี และมลพิษทางอากาศภายในอาคาร ไปสู่ความท้าทายที่เกิดจากโลกสมัยใหม่เอง

 ความเสี่ยงระดับโลกที่สำคัญที่สุดต่อการเสียชีวิต และโรคเรื้อรัง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง การใช้ยาสูบ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะคือ การใช้ชีวิตแบบนั่งอยู่กับที่ ความเครียดเรื้อรัง และการบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูงและยาเสพติดเพื่อความบันเทิง 

เกมเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ ตามคำเรียกร้องขององค์การอนามัยโลก  เกี่ยวกับแนวคิดด้านสุขภาพแบบองค์รวม นักวิจัย ภาคประชาสังคม และนักการเมืองได้ผลักดันให้ขยายเป้าหมายนโยบายจากการป้องกัน และลดโรคไปสู่การส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทางกาย จิตใจ และสังคมแบบองค์รวมของผู้คน 

เมื่อโลกยุคใหม่ของเรา สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอยู่กับพฤติกรรมด้านสุขภาพของแต่ละบุคคลเป็นอย่างมาก แรงจูงใจเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดจากแรงจูงใจภายในเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ที่ดี ดังนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า การแทรกแซงแบบใดเหมาะสมที่สุดที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพจากแรงจูงใจภายใน

ตัวอย่าง แอปพลิเคชันยอดนิยมที่เปลี่ยนสุขภาพให้เป็นเกมได้ทันที มีดังนี้

  • Ring Fit Adventure (Nintendo Switch): เปลี่ยนการสควอท บิดตัว และวิ่งจ็อกกิงให้เป็นการผจญภัยปราบมอนสเตอร์
  • Pokémon Sleep: เกมสะสมโปเกมอนที่ปลดล็อกได้จากการนอนหลับให้ตรงเวลา และยาวนาน
  • Walkr: เกมสำรวจอวกาศที่จะเปลี่ยนทุกก้าวเดินของคุณให้กลายเป็นพลังงานขับเคลื่อนยานอวกาศ
  • Zombies, Run!: แอปวิ่งหนีซอมบี้ที่คุณต้องวิ่งจริงเพื่อเอาชีวิตรอด และเก็บไอเทมในเนื้อเรื่อง
  • Plant Nanny²: เปลี่ยนการดื่มน้ำให้เป็นภารกิจรดน้ำต้นไม้ หากลืมดื่มต้นไม้ก็จะเหี่ยวเฉา

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีการโน้มน้าวใจแบบดั้งเดิม และเกมเพื่อสุขภาพ การนำหลักการเกมมาใช้ (Gamification) ถูกมองว่ามีข้อดีหลายประการในการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี และมีการนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

ผลในเชิงบวกเมื่อนำเกมมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ 

จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (ข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติทางการแพทย์ สหรัฐอเมริกา) พบเอกสาร 19 ฉบับที่รายงานหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบของการนำเกมมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี พบว่ามากกว่าครึ่ง (59%) ของการศึกษาพบว่ามีผลในเชิงบวก ในขณะที่ 41% รายงานผลที่หลากหลายหรือเป็นกลาง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า

  • การนำเกมมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ อาจมีผลดีต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปใช้อย่างมีทักษะ
  • หลักฐานที่แข็งแกร่งที่สุดคือ การใช้เกมเพื่อมุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมทางกาย
  • หลักฐานที่อ่อนแอที่สุดคือ ผลกระทบต่อการรับรู้
  • หลักฐานเบื้องต้นที่สนับสนุนการใช้เกมเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนผลลัพธ์ด้านสุขภาพกายอื่นๆ รวมถึงโภชนาการ และการใช้ยา
  • ผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิต เช่น ความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาตนเอง ความเจริญรุ่งเรือง ความเครียด และความวิตกกังวล

ทั้งนี้ หลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบของการนำเกมมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อแยกผลกระทบของการนำกลไกเกมมาใช้ (เช่น การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม) เพื่อพิจารณาถึงประสิทธิผลในด้านสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี

ข้อมูลจาก “ตรัง สุวรรณศิลป์” ผู้เขียนหนังสือ Gamification จูงใจคนด้วยกลไกเกม 2 Goal-Gap-Gamify อธิบายว่า Gamification คือ การใช้กลไกของเกมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง สร้างแรงจูงใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้กิจกรรมมีความน่าสนใจ สนุกสนาน รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจของผู้เข้าร่วมให้มากขึ้น กล่าวสั้นๆ จะได้นิยามของ Gamification คือ “การจูงใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมคนด้วยการใช้กลไกของเกม”

ความแตกต่าง Gamification กับเกมอื่นๆ

ปัจจุบันในแวดวงการศึกษานั้นมีสถานศึกษาหลายแห่ง อาจารย์หลายท่านได้นำเกมมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนหรือนำมาพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะใช้เกมผนวกเข้ามากับการเรียนการสอนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่พบคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเกมในวงการการศึกษา อาทิ Game for Education, Game-based Learning Gamification ซึ่งได้มีการระบุความเหมือน และความต่างของทั้ง 3 คำเอาไว้ สามารถสรุปได้ดังนี้

• Gamification คือ การใช้กลไกของเกมกระตุ้นพฤติกรรม หรือสร้างแรงจูงใจบางอย่างให้กับสิ่งที่ไม่ใช่เกม

• Game – based Learning คือ การให้ผู้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ผ่านการเล่นเกม

• Game for Education คือ การให้ผู้เรียนได้ความรู้ตามหัวข้อที่ระบุไว้ในเนื้อหาของเกม

ผู้สอนสามารถเลือกใช้หรือผสมผสานทั้ง 3 รูปแบบเข้าด้วยกัน ตามบริบทของรายวิชา ความต้องการ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ได้ออกแบบไว้

องค์กรนำ Gamification พัฒนาพนักงาน

อย่างที่ทราบกันดี Gamification เป็นการนำองค์ประกอบของเกมมาประยุกต์ใช้ในบริบทที่ไม่ใช่เกม เช่น การทำงาน การเรียนรู้ หรือแม้แต่กระบวนการสรรหาพนักงาน  โดยเป้าหมายหลักของแนวคิดนี้ จะเป็นการเอารูปแบบเกมมาใช้เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจ เพิ่มการมีส่วนร่วม และทำให้ผู้ใช้งานหรือพนักงานรู้สึกสนุก และเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่ทำอยู่

หลักการของ Gamification พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ โดยอาศัยกลไก Reward, Progression, Competition และ Feedback ในการขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติงาน เช่น ให้คะแนนสะสมจากการเรียนรู้ ปลดล็อกระดับการฝึกอบรมใหม่ หรือการเห็นอันดับของตนเองในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ทำให้กระบวนการเดิมๆ ที่เคยน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย และอยากมีส่วนร่วม

สิ่งที่ทำให้ Gamification ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในโลกของการทำงาน ไม่ใช่เพียงเพราะความแปลกใหม่ของวิธีการ แต่เป็นเพราะผลลัพธ์ที่วัดได้จริงที่องค์กรต่างๆ เริ่มมองเห็นอย่างชัดเจน

Gamification ใช้ได้ผลจริงในการ Training

สถิติดังต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Gamification ว่าครอบคลุมหลายมิติของวงจรชีวิตพนักงาน ตั้งแต่การสรรหา ไปจนถึงการพัฒนา และรักษาคนเก่งไว้ในองค์กร

  • พนักงาน 78% เห็นว่า Gamification ทำให้การทำงานสนุก และดึงดูดใจมากยิ่งขึ้น
  • Buildempire รายงานว่า การเรียนรู้ผ่านกลไกของเกมช่วยเพิ่ม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ถึง 34.75%
  • พนักงานจำนวน 69% มีแนวโน้มจะอยู่กับองค์กรเกิน 3 ปี หากมีการใช้ Gamification ในที่ทำงาน
  • พนักงาน 72% เชื่อว่า Gamification ช่วยกระตุ้นให้พวกเขาตั้งใจทำงาน และทุ่มเทกับงานมากขึ้น
  • Safetyculture รายงานว่า มากกว่า 70% ของบริษัทในกลุ่ม Global 2000 (จัดอันดับโดย Forbes) นำกลไกของ Gamification ไปปรับใช้แล้วในองค์กรของตน
  • ในบทความเดียวกัน ยังบอกอีกด้วยว่า ผู้สมัครงาน 78% รู้สึกกระตือรือร้นที่จะร่วมงานกับบริษัทที่นำ Gamification มาใช้ในขั้นตอน Recruitment

ตัวอย่างองค์กรใช้ Gamification ช่วย Training พนักงาน

  • ตัวอย่างจาก KFC Japan :

ไม่ใช่ KFC ใหญ่ แต่เป็น KFC ของประเทศญี่ปุ่น นำเกมมาใช้ฝึกพนักงานครัวให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำไก่ทอดในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง นอกจากนี้ KFC Japan ยังสร้างเกม Shrimp Attack เพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์กุ้งชุดใหม่ ที่ผู้เล่นต้องป้องกันปราสาท KFC โดยการหั่นกุ้งให้ได้มากที่สุดด้วย

เรียกได้ว่า ระบบนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกสนุกในการเรียนรู้ แต่ยังช่วยประหยัดต้นทุนในการ ฝึกอบรม และลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานจริง

  • ตัวอย่างจาก PwC :

PwC สร้างเกมที่ชื่อว่า PowerUp! ซึ่งเป็นเกมตอบคำถามชิงรางวัล เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และนำประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experience) จากเกมนี้ไปต่อยอดสร้างแอปพลิเคชันเกมสำหรับนักศึกษาฝึกงานชื่อ PwC: The Game! เพื่อสอนทักษะที่จำเป็น และกลยุทธ์ของบริษัท

จากการสำรวจพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่เรียนรู้ผ่าน Gamification รู้สึกว่าตัวเองทำงานมีประสิทธิภาพ และมีแรงจูงใจมากขึ้น โดย PwC วัดผลความสำเร็จนี้ผ่านความคิดเห็นของพนักงาน และใช้คะแนน Net Promoter Score (NPS)

คุณกังวลเกี่ยวกับเวลาที่คุณใช้เล่นเกมหรือไม่? ลูกของคุณหรือวัยรุ่นของคุณแสดงอาการติดเกมหรือไม่? นี่คือ เคล็ดลับบางประการที่จะช่วยคุณ และครอบครัวสร้างนิสัยการเล่นเกมที่ดีต่อสุขภาพ

นิสัยการเล่นเกมที่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็ก

พ่อแม่ควรมีหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์ และขอบเขตให้แก่ลูกของตนเอง

  • ควรเล่นเกมในพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน ไม่ใช่ในห้องนอนของพวกเขา
  • ลองถามลูกว่ากำลังเล่นอะไรอยู่เพื่อตรวจสอบว่าเหมาะสมกับวัยหรือไม่ และถ้าเป็นไปได้ ควรเข้าไปร่วมเล่นด้วย
  • ดูว่าลูกของคุณเล่นกับใครบ้าง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาทำการบ้าน และรับผิดชอบหน้าที่อื่นๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะเล่นเกม
  • แนะนำเกมที่ช่วยขยับร่างกาย เช่น แอปเต้นรำ
  • ควรให้ลูกเล่นเกมอื่นๆ นอกเหนือจากวิดีโอเกมด้วย
  • สนับสนุนให้พวกเขาออกไปเล่นข้างนอก
  • หยุดเล่นเกมหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน
  • ให้พวกเขาดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรจำกัดเวลา – คำแนะนำคือ 30 นาทีในวันธรรมดา และหนึ่งชั่วโมงต่อวันในวันหยุดสุดสัปดาห์
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกของคุณเข้าใจกฎความปลอดภัย – ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัวในแชตเด็ดขาด

นิสัยการเล่นเกมที่ดีต่อสุขภาพสำหรับวัยรุ่น

ผู้ปกครอง และวัยรุ่นควรตกลงกันเรื่องข้อจำกัด และกฎกติกาในการเล่นเกม

  • ทำการบ้าน และภาระหน้าที่อื่นๆ ให้เสร็จก่อนเล่นเกม
  • พักเป็นระยะเพื่อขยับตัว และยืดกล้ามเนื้อ
  • ควรเล่นเกมในพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน
  • หาเวลาไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนในชีวิตจริงบ้าง
  • ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำทุกวัน ออกไปเดินเล่นข้างนอกทุกวัน
  • หยุดเล่นเกมหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน
  • อย่าจำกัดตัวเอง – ตัดสินใจว่าจะเล่นนานแค่ไหน จากนั้นตั้งนาฬิกาปลุกและหยุดเมื่อนาฬิกาปลุกดังขึ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดปริมาณกาเฟอีน และเครื่องดื่มกระตุ้นประสาท หลีกเลี่ยงอาหารว่างที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
  • ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเล่นเกมอย่างปลอดภัย – ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์

นิสัยการเล่นเกมที่ดีต่อสุขภาพสำหรับผู้ใหญ่

  • จำกัดเวลา และสถานที่ในการเล่นเกมของคุณ ใช้ตารางเวลาเพื่อรักษาสมดุล
  • ควรเล่นเกมในที่อื่น ที่ไม่ใช่ห้องนอน เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนการนอนหลับ
  • หากคุณมักจะ “หมกมุ่น” อยู่กับเกมมากเกินไป ให้ใช้นาฬิกาปลุกเพื่อแจ้งเตือนเมื่อหมดเวลา
  • เลือกเล่นเกมที่มอบประสบการณ์ที่ดีแทนที่จะเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี โดยเฉพาะเกมที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และการใช้จ่ายเงินมากเกินไป
  • ลดปริมาณแสงสีฟ้าจากหน้าจอโดยใช้แว่นตาหรือโหมดลดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ เนื่องจากแสงสีฟ้าจะรบกวนวงจรการนอนหลับของเรา
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักเป็นระยะเพื่อยืดกล้ามเนื้อ และขยับร่างกาย
  • จำกัดปริมาณกาเฟอีน และสารกระตุ้นขณะเล่นกีฬา
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยวที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
  • ตรวจสอบปริมาณการเล่นเกมของคุณในแต่ละสัปดาห์ และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เรียน TOEIC รวมเทคนิคพิชิตคะแนน 750+ เปิดประตูสู่โอกาสการทำงานระดับอินเตอร์

คุณเคยเป็นไหมครับ? เห็นตำแหน่งงานในฝันเปิดรับสมัคร เงินเดือนดี สวัสดิการเริ่ด แถมได้ทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ แต่พอเลื่อนลงมาดูคุณสมบัติข้อสุดท้ายแล้วต้องถอนหายใจยาวๆ เพราะเขาเขียนไว้ชัดเจนว่า “ต้องการคะแนน TOEIC 650-750 ขึ้นไป” สุดท้ายก็ต้องพับโครงการสมัครงานนั้นเก็บลงลิ้นชักไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะเรายังไม่ได้เริ่มต้น เรียน TOEIC อย่างจริงจังเสียที

ในตลาดแรงงานยุคปี 2026 ที่มีการแข่งขันสูงและไร้พรมแดน คะแนน TOEIC (Test of English for International Communication) ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมอีกต่อไปครับ แต่มันคือ “ใบเบิกทางขั้นแรก” ที่แสดงให้องค์กรเห็นว่าคุณมีความพร้อมในการสื่อสารเชิงธุรกิจ วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการเตรียมตัวสอบที่จะช่วยเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ปั๊มคะแนนให้พุ่งทะลุเป้าได้แบบคนเวลาน้อยครับ!

ทำไมการ เรียน TOEIC ถึงเป็นใบเบิกทางสำคัญในตลาดงานยุคปัจจุบัน

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า “ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว ทำไมยังต้องเสียเวลา เรียน TOEIC และไปสอบอีก?” คำตอบคือ คะแนนสอบระดับสากลนี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บริษัทชั้นนำ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สายการบิน และบริษัทข้ามชาติใช้ในการคัดกรองผู้สมัครในเบื้องต้นครับ

การได้คะแนนที่สูง (โดยเฉพาะระดับ 750 คะแนนขึ้นไป) จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองเงินเดือน (Salary Premium) ช่วยให้โปรไฟล์ของคุณโดดเด่นออกมาจากผู้สมัครนับร้อยคน และยังเปิดโอกาสให้คุณได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งงานขึ้นสู่ระดับบริหารที่ต้องประสานงานกับสาขาในต่างประเทศอีกด้วย การลงทุนเวลาเพื่อเรียนรู้เทคนิคทำข้อสอบข้อสอบชุดนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและให้ผลตอบแทนกับอนาคตของคุณอย่างมหาศาลครับ

เจาะลึกโครงสร้างข้อสอบ TOEIC ที่คุณต้องรู้ก่อนลงสนามจริง

ข้อสอบ TOEIC ในปัจจุบันจะเน้นการวัดทักษะภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจและการสื่อสารในที่ทำงานจริง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ รวมทั้งหมด 200 ข้อ คะแนนเต็ม 990 คะแนน ดังนี้ครับ

1. ส่วนการฟัง (Listening Comprehension) | 100 ข้อ 45 นาที

พาร์ทนี้วัดความสามารถในการจับใจความจากเสียงพูด สำเนียงที่หลากหลาย (อเมริกัน บริติช ออสเตรเลีย แคนาดา)

  • Part 1 (Photographs): เลือกประโยคที่อธิบายภาพถ่ายได้ถูกต้องที่สุด
  • Part 2 (Question-Response): เลือกคำตอบที่เหมาะสมกับคำถามที่ได้ยิน (พาร์ทนี้ต้องตั้งสติให้ดีเพราะไม่มีตัวคำถามพิมพ์มาให้ดูครับ)
  • Part 3 & Part 4 (Conversations & Talks): ฟังบทสนทนาสั้นๆ หรือการพูดรายงาน แล้วตอบคำถามจากสคริปต์

2. ส่วนการอ่าน (Reading Comprehension) | 100 ข้อ 75 นาที

พาร์ทปราบเซียนที่คนส่วนใหญ่ทำข้อสอบไม่ทัน เนื่องจากต้องบริหารเวลาให้ดีเยี่ยม

  • Part 5 & Part 6 (Incomplete Sentences & Text Completion): วัดความรู้ด้านไวยากรณ์ (Grammar) และคลังคำศัพท์ (Vocabulary) เชิงธุรกิจ
  • Part 7 (Reading Comprehension): อ่านบทความเดี่ยวและบทความประสม (อีเมล, ประกาศ, แชทไลน์ในออฟฟิศ) แล้วตอบคำถาม

เทคนิคการ เรียน TOEIC ให้ได้ผลไว สไตล์คนไม่มีเวลา

หากคุณต้องการเร่งสปีดคะแนนสอบโดยมีเวลาเตรียมตัวจำกัด การนั่งท่องจำพจนานุกรมทั้งเล่มอาจไม่ใช่คำตอบครับ ลองนำเทคนิคการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เหล่านี้ไปปรับใช้ดูครับ

สูตรลับปั๊มคะแนนสอบสไตล์ EngDuo:

  • ฝึกจับคีย์เวิร์ดในพาร์ทฟัง: ใน Part 2-4 อย่าพยายามแปลทุกคำที่ได้ยิน ให้โฟกัสที่คำถามประเภท Wh-Questions (Who, What, Where, When, Why, How) และคำกริยาหลัก เพื่อเดาบริบทภาพรวม
  • กฎ 30 วินาทีในพาร์ทไวยากรณ์: ใน Part 5-6 ข้อไหนที่เป็นเรื่อง Grammar แท้ๆ (เช่น Word Family หรือ Tense) ควรทำเสร็จภายใน 20-30 วินาที เพื่อเก็บเวลาอันมีค่าไปใช้ในการอ่านบทความยาวใน Part 7
  • จำศัพท์เป็นกลุ่มคำ (Collocations): อย่าท่องศัพท์แยกเป็นคำโดดๆ เช่น แทนที่จะจำคำว่า apply ให้จำคำว่า apply for a job (สมัครงาน) หรือ comply with regulations (ปฏิบัติตามกฎระเบียบ) จะช่วยให้คุณทำข้อสอบพาร์ทเติมคำได้เร็วขึ้นคณานับครับ

ตารางวิเคราะห์: ระดับคะแนน TOEIC และโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพ

ลองดูตารางสรุปเกณฑ์คะแนนสอบ ความหมายตามมาตรฐานสากล และกลุ่มสายงานที่รองรับ เพื่อใช้ตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้ของคุณครับ

ช่วงคะแนน TOEICระดับตามเกณฑ์ CEFRทักษะภาษาในที่ทำงานกลุ่มสายงานและโอกาสที่รองรับ
10 – 250A1 – A2รู้คำศัพท์พื้นฐาน สื่อสารประโยคสั้นๆ ได้งานธุรการทั่วไป / ฝึกงานขั้นต้นในประเทศ
255 – 400A2 – B1เข้าใจบทสนทนาอย่างง่ายในออฟฟิศงานประสานงานภายใน / บริการลูกค้าทั่วไป
405 – 600B1อ่านอีเมลธุรกิจและรายงานทั่วไปได้งานการตลาด / วิศวกร / เจ้าหน้าที่ต้อนรับโรงแรม
605 – 784B2สื่อสารโต้ตอบและเจรจาธุรกิจได้ราบรื่นแอร์โฮสเตส / สจ๊วต / บริษัทข้ามชาติชั้นนำ
785 – 990C1ภาษาดีเยี่ยม เข้าใจบทวิเคราะห์ที่ซับซ้อนนักการทูต / ที่ปรึกษากฎหมายสากล / ผู้บริหารระดับสูง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ เรียน TOEIC (FAQs)

1. คะแนนสอบ TOEIC มีอายุการใช้งานกี่ปี? คะแนนสอบ TOEIC จะมีอายุการใช้งาน 2 ปี นับจากวันที่สอบครับ ดังนั้นแนะนำให้วางแผนช่วงเวลาเรียนและสอบให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่คุณตั้งใจจะใช้ยื่นสมัครงานหรือยื่นเลื่อนตำแหน่งจะคุ้มค่าที่สุดครับ

2. หากเป็นคนที่พื้นฐานภาษาอังกฤษอ่อนมาก ควรใช้เวลาเตรียมตัวนานแค่ไหน? สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเลย แนะนำให้แบ่งเวลาปรับพื้นฐานคำศัพท์เชิงธุรกิจและแกรมม่าหลักๆ (เช่น Tense, Parts of Speech) ประมาณ 1-2 เดือนก่อนครับ จากนั้นค่อยเริ่มตะลุยทำโจทย์แนวข้อสอบย้อนหลังอีก 2-3 สัปดาห์ การเรียนรู้อย่างเป็นระบบจะช่วยให้คะแนนพัฒนาได้อย่างมั่นคงครับ

3. ข้อสอบพาร์ท Listening กับ Reading พาร์ทไหนที่สามารถปั๊มคะแนนให้ขึ้นไวได้มากกว่ากัน? ในทางสถิติ พาร์ทการฟัง (Listening) มักจะเป็นพาร์ทที่ผู้เรียนสามารถดึงคะแนนขึ้นได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้นครับ เพียงแค่ฝึกฝนฟังสำเนียงและจำทริคการจับคำสำคัญ (Keywords) ประจำวัน ส่วนพาร์ท Reading ต้องอาศัยคลังคำศัพท์และการอ่านที่สะสมมาในระดับหนึ่งครับ

4. ข้อสอบ TOEIC รูปแบบปัจจุบันมีความยากกว่ารูปแบบในอดีตอย่างไร? ข้อสอบในปัจจุบันจะเน้นความสมจริงในการสื่อสารมากขึ้นครับ เช่น ในพาร์ทฟังจะมีการรวบเสียงหรือพูดแทรกแบบเป็นธรรมชาติมากขึ้น ส่วนในพาร์ทอ่านจะมีการเพิ่มบทสนทนาในแชทออนไลน์ (Online Chat) และบทความแบบ 3 ทาง (Triple Passages) ซึ่งยาวขึ้น ทำให้ผู้สอบต้องฝึกทักษะการอ่านเร็ว (Skimming & Scanning) มากขึ้นครับ

5. เรียนเพื่อไปสอบ TOEIC แล้ว จะช่วยให้เราพูดภาษาอังกฤษในออฟฟิศเก่งขึ้นไหม? คำศัพท์และสถานการณ์ในข้อสอบ TOEIC เกือบ 100% จำลองมาจากชีวิตการทำงานจริงครับ เช่น การจองตั๋วเครื่องบิน การประชุม การสั่งซื้อสินค้า ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อสอบจะช่วยให้คุณได้คลังคำศัพท์ธุรกิจที่แน่นมาก แต่อย่างไรก็ตาม ควรควบคู่ไปกับการฝึกออกเสียงและการสนทนาโต้ตอบ (Speaking) เพื่อให้สามารถนำไปพูดคุยจริงได้อย่างคล่องแคล่วครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


นักวิจัยมาเลเซียใช้ซินโครตรอนไทยแกะรอยชิ้นส่วนภาชนะดินเผาโบราณยุคหินใหม่อายุ 16,000 ปี

  • นักวิจัยมาเลเซียนำตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณอายุ 16,000 ปี มาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนของไทย
  • เป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตและการบริโภคอาหารของมนุษย์ยุคโบราณ
  • การนำตัวอย่างชุดแรกมาศึกษาด้วยเทคนิคซินโครตรอนนี้ จะเป็นก้าวแรกของการนำตัวอย่างโบราณคดีอื่นๆ มาศึกษาเพิ่มขึ้น

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมวิเคราะห์ตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณอายุ 16,000 ปี จากคณะนักวิจัยมาเลเซีย ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน

เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกที่ขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการทั่วไปไม่สามารถทำได้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีแสงขั้นสูงมาใช้วิเคราะห์ตัวอย่างทางโบราณคดีของมาเลเซียเป็นครั้งแรก โดยพบร่องรอยแร่ธาตุและอินทรียวัตถุในภาชนะดินเผาโบราณ

ภายในถ้ำหินปูนกว่าสิบถ้ำที่แทรกตัวอยู่ในหุบเขาเนงกีรี (Nenggiri Valley) ที่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปกว่า 200 กิโลเมตร

นักโบราณคดีมาเลเซียได้ขุดสำรวจพบโครงกระดูก 16 ร่าง โดยเกือบทั้งหมดนอนอยู่ในท่าขดตัว ซึ่งเป็นลักษณะของการฝังศพในยุคก่อนยุคหินใหม่ ที่มีอายุประมาณ 14,000 – 16,000 ปี โดยรอบๆ 

หลุมฝังศพยังพบกระดูกสัตว์ และเศษภาชนะดินเผา กระจัดกระจายอยู่รอบๆ ซึ่งร่องรอยที่หลงเหลือนี้ เก็บเรื่องราวของมนุษย์ในยุคโบราณไว้ การค้นพบดังกล่าวเป็นข่าวใหญ่ในมาเลเซียและเป็นจุดเริ่มต้นของการแกะร่องรอยแห่งอดีตเพื่อสืบรู้ความเป็นมาของคนยุคปัจจุบัน

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย (University of Putra Malaysia) ได้นำตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณที่ขุดพบจากหลุมศพดังกล่าวมาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จ.นครราชสีมา  

 ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของนักโบราณคดีจากมาเลเซียในการนำตัวอย่างทางโบราณคดีของประเทศมาเลเซียมาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอน

โดยนำมาใช้ในการวิเคราะห์ตัวอย่างในระดับโมเลกุลทางเคมี เช่น หมู่ฟังก์ชันทางเคมี รวมถึงอาจตรวจพบฟอสเฟต และแร่ธาตุอื่น ๆ ที่ถูกค้นพบภายในตัวอย่างภาชนะดินเผาโบราณ เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจในชีวิตของมนุษย์ยุคโบราณในอดีตได้ดียิ่งขึ้น 

ศ.โมห์ด บุชยารุดดิน บิน อับดุล ราห์มาน (Professor Mohd Busyaruddin Bin Abdul Rahman) ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี กล่าวว่า “การใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์ตัวอย่างด้วยเทคนิคอินฟราเรดไมโครสเปคโตรสโกปี (FTIR microspectroscopy) ให้ข้อมูลทางเคมีที่อาจไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยเครื่องมือในห้องปฏิบัติการทั่วไป

ทางคณะวิจัยให้ความสำคัญในการศึกษาหาส่วนประกอบหรือหมู่ฟังก์ชันจากข้อมูลสเปกตรัมอินฟราเรด รวมถึงการศึกษาการกระจายตัวเชิงพื้นที่ของโมเลกุล

เพื่อให้สามารถศึกษารูปแบบการบริโภคอาหาร และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต โดยเฉพาะในยุคก่อนนีโอลิธิก ซึ่งแหล่งโบราณคดีนี้คาดว่ามีอายุประมาณ 16,000 ปี” 

 ผลจากการวิเคราะห์เบื้องต้นทางคณะพบว่า ตัวอย่างภาชนะดินเผานั้นเนื้อมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกา เคโอลิไนต์ (แร่ดินเหนียวสีขาว) และควอตซ์ ซึ่งเกิดการที่ธาตุซิลิคอนหรือธาตุอะลูมิเนียมในดินเผาถูกทำให้กลายสภาพจากการกระบวนการทางเคมีระหว่างการเผาหรือฝังศพ อีกทั้งพบอินทรียวัตถุประเภทเรซิน ซึ่งนักวิจัยต้องใช้ข้อมูลนี้ไปประกอบการวิเคราะห์ด้วยวิธีการอื่นๆ ต่อไป

คณะนักวิจัยจากมาเลเซียคาดหวังว่าการนำตัวอย่างชุดแรกมาศึกษาด้วยเทคนิคซินโครตรอนนี้ จะเป็นก้าวแรกของการนำตัวอย่างโบราณคดีอื่นๆ มาศึกษาด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนมากขึ้น

“จากประสบการณ์กว่า 30 ปีของผม การใช้แสงซินโครตรอนช่วยให้สามารถวิเคราะห์ในระดับโมเลกุลพื้นฐานมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจในระดับอะตอมหรือโมเลกุล

จึงอยากส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่ในมาเลเซียและทั่วโลกมาใช้ประโยชน์จากแสงซินโครตรอนเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิจัย และถือเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านงานวิจัยระหว่างประเทศมาเลเซียและประเทศไทยขึ้นไปอีกระดับ” ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีจากมาเลเซียกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ประโยชน์ของ “ขี้เถ้า” ใช้ทำอะไรได้บ้าง? เอาไปใช้ต่อได้สารพัดประโยชน์

ประโยชน์ของขี้เถ้า ใช้ทำอะไรได้บ้าง? อย่าเพิ่งทิ้ง เพราะมีดีมากกว่าที่คิด

หลายคนที่ชอบทำอาหารด้วยเตาถ่านหรือจัดปาร์ตี้ปิ้งย่างที่บ้าน มักจะกวาด ขี้เถ้า ทิ้งทันทีหลังใช้งานเสร็จ เพราะคิดว่าเป็นเพียงเศษวัสดุไร้ประโยชน์ แต่ความจริงแล้ว ขี้เถ้ายังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายด้าน ทั้งช่วยทำความสะอาดบ้าน ดูแลต้นไม้ และลดปริมาณขยะภายในครัวเรือนได้อย่างน่าสนใจ

หากคุณกำลังสงสัยว่า ขี้เถ้าใช้ทำอะไรได้บ้าง ลองมาดู 6 วิธีนำขี้เถ้ากลับมาใช้ใหม่ ที่ทั้งง่าย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

1. ใช้ทำความสะอาดเครื่องใช้ในบ้าน

ขี้เถ้าสามารถนำมาผสมน้ำเล็กน้อยให้มีลักษณะคล้ายครีมขัด จากนั้นใช้ทำความสะอาดพื้นผิวที่เป็นกระเบื้อง แก้ว หรือโลหะ เช่น หม้อ กระทะ ถ้วยชาม และกระจก

คุณสมบัติของขี้เถ้าช่วยขจัดคราบสกปรกและคราบฝังแน่นได้ในระดับหนึ่ง ทำให้พื้นผิวดูสะอาดและเงางามมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมีรุนแรง

2. ช่วยกำจัดคราบกาวเหนียว

คราบกาวจากสติ๊กเกอร์หรือเทปกาวเป็นปัญหาที่หลายคนเคยเจอ ขี้เถ้าสามารถช่วยให้การทำความสะอาดง่ายขึ้นได้ เพียงนำขี้เถ้ามาผสมน้ำเล็กน้อยแล้วพอกลงบนบริเวณที่มีคราบ

ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นใช้ผ้าหรือฟองน้ำขัดเบา ๆ คราบกาวจะหลุดออกได้ง่ายกว่าการเช็ดด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว

3. ดูดซับคราบน้ำมันบนพื้น

เมื่อมีน้ำมันหกเลอะพื้นโรงรถ พื้นครัว หรือบริเวณประกอบอาหาร สามารถนำขี้เถ้ามาโรยทับบริเวณที่เกิดคราบได้

ขี้เถ้าจะช่วยดูดซับน้ำมันส่วนเกินเอาไว้ หลังจากนั้นจึงกวาดออกและทำความสะอาดซ้ำตามปกติ ช่วยลดความลื่นและทำให้จัดการคราบน้ำมันได้สะดวกขึ้น

4. ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้าน

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจของขี้เถ้าคือการช่วยดูดซับความชื้นและกลิ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอับ กลิ่นบุหรี่ หรือกลิ่นจากสัตว์เลี้ยง

เพียงใส่ขี้เถ้าลงในภาชนะขนาดเล็กแล้วนำไปวางในจุดที่มีกลิ่นประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็อาจช่วยให้อากาศภายในบ้านสดชื่นขึ้นได้

5. ใช้บำรุงต้นไม้และปรับสภาพดิน

ขี้เถ้าจากไม้หรือถ่านไม้มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม และซิลิกา สามารถนำไปโรยบริเวณโคนต้นไม้เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงและส่งเสริมการเจริญเติบโต

นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพดินที่มีความเป็นกรดให้มีความสมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะการใช้มากเกินไปอาจทำให้ดินมีความเป็นด่างสูงเกินความต้องการของพืชบางชนิด

6. ทำน้ำหมักไล่แมลงแบบธรรมชาติ

สำหรับคนรักการปลูกต้นไม้ ขี้เถ้ายังสามารถนำมาทำน้ำหมักไล่แมลงได้ง่าย ๆ โดยใช้ขี้เถ้า 1 ถ้วย ผสมกับน้ำ 3 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วพักทิ้งไว้ข้ามคืน

จากนั้นกรองเอาแต่น้ำไปฉีดพ่นตามใบและลำต้นทุก 5-7 วัน วิธีนี้อาจช่วยลดปัญหาแมลงศัตรูพืชบางชนิด เช่น เพลี้ย และแมลงขนาดเล็กที่มารบกวนต้นไม้ได้

วิธีกำจัดขี้เถ้าอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ก่อนนำขี้เถ้าไปทิ้งหรือเก็บไว้ใช้งาน ควรรอให้ถ่านและขี้เถ้าเย็นสนิทเสียก่อน โดยแนะนำให้ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงหลังใช้งาน เพื่อป้องกันอันตรายจากสะเก็ดไฟที่อาจยังหลงเหลืออยู่

หากต้องการเก็บขี้เถ้าไว้ใช้ต่อ ควรใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดและเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก ส่วนขี้เถ้าที่ไม่ต้องการใช้งานแล้วสามารถกำจัดเป็นขยะทั่วไปได้

สรุป ขี้เถ้ามีประโยชน์มากกว่าที่คิด

แม้จะเป็นวัสดุเหลือใช้จากการเผาไหม้ แต่ ขี้เถ้า ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการทำความสะอาดบ้าน ดูดซับกลิ่น กำจัดคราบน้ำมัน บำรุงต้นไม้ และใช้เป็นส่วนผสมสำหรับไล่แมลงตามธรรมชาติ การนำขี้เถ้ามาใช้ซ้ำอย่างเหมาะสมไม่เพียงช่วยลดขยะภายในบ้าน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 11/6/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a63,250.0063,450.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,089.0061,989.2464,250.00
ทองรูปพรรณ 90%3,680.1055,790.32n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,271.2049,591.39n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,840.0527,895.16n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,431.1521,696.23n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,237.3164,237.62n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 11/6/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9543.1043.1043.6043.1043.1043.1043.1043.1043.10
แก๊สโซฮอล์ 9142.7342.7343.2342.7342.7342.7342.7342.7342.73
แก๊สโซฮอล์ E2038.1038.1038.6038.1038.1038.1038.1038.10
แก๊สโซฮอล์ E8534.0434.0434.04
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม50.9953.4449.8450.99
เบนซิน 9552.6953.4153.1952.8452.69
ดีเซล40.8040.8040.8040.8040.8040.8040.8040.8040.80
ดีเซลพรีเมี่ยม56.2556.2549.8456.2556.25
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า