จับสัญญาณ‘บ้านชาวไทย’ฮอตเกินคาดสวนตลาดอสังหาฯยังเหนื่อยและหนัก

- โครงการ “บ้านชาวไทย” ได้รับความนิยมสูงเกินคาด สวนทางกับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังชะลอตัว โดยมียอดลงทะเบียนสูงกว่าจำนวนยูนิตหลายเท่า
- ความสำเร็จมาจากปัจจัยหลักคือความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนา (BTS Group) การออกแบบที่แก้ปัญหาให้ผู้ซื้อจริง (Pain Point) เช่น ราคาที่เข้าถึงได้ ห้องตกแต่งครบ และการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า
- ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณสำคัญว่าผู้บริโภคไม่ได้เลิกอยากมีบ้าน แต่กำลังมองหาโครงการที่ “เข้าใจชีวิต” และทำให้การเป็นเจ้าของบ้านเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริง
ในวันที่หลายบริษัทอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญโจทย์ยาก! ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแรง สินเชื่อที่เข้มงวด และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โครงการ “บ้านชาวไทย” จาก BTS Group กลับสร้างปรากฏการณ์สวนกระแส เปิดตัวเพียงไม่นาน โครงการแรก “D:CODE ศรีนครินทร์” มียอดลงทะเบียนสูงกว่า 10,000 สิทธิ จากยูนิตรวม 3,000 ยูนิต เรียกว่าดีมานด์สูงกว่าซัพพลาย ขณะที่ “D:CRAFT คลองหลวง” ราว 7,500 ยูนิต ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า โครงการนี้ได้รับความนิยมเพราะอะไร แต่ผู้บริโภคกำลังส่งสัญญาณอะไรให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เมื่อคนไทยไม่ได้เลิกอยากมีบ้าน แต่กำลังรอ “บ้านที่ใช่” หากมองเฉพาะตัวเลขภาพรวมยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ชะลอตัวอาจทำให้หลายคนเชื่อว่าความต้องการซื้อบ้านลดลงแต่ปรากฏการณ์ของ “บ้านชาวไทย” กลับบอกอีกเรื่องหนึ่ง
คนไทยยังอยากมีบ้านเหมือนเดิม
เพียงแต่บ้านที่มีอยู่ในตลาดจำนวนมาก อาจยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง หรือ ราคาสูงเกินกำลังซื้อ ต้องใช้เงินก้อนจำนวนมาก หรือให้สิ่งที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการจริง โดยทันทีที่มีโครงการซึ่งทำให้คำว่า “บ้าน” ดูใกล้ตัวมากขึ้น ความต้องการที่ถูกกดไว้จึงถูกปลดล็อกออกมาในเวลาอันรวดเร็ว
ปัจจัยแรก ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่ห้อง แต่ซื้อ “ความมั่นใจ” หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้บ้านชาวไทยได้รับความสนใจ คือชื่อของ BTS Group แม้คนส่วนใหญ่จะคุ้นกับธุรกิจรถไฟฟ้า แต่ในความเป็นจริง กลุ่ม BTS มีประสบการณ์บริหารธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในหลายด้าน ทั้งระบบขนส่ง การเงิน ประกันภัย ลิสซิ่ง เทคโนโลยี และบริการดิจิทัล
สิ่งเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาโครงการไม่ได้จบลงแค่การสร้างอาคาร แต่ยังรวมถึงมาตรฐานการบริหารจัดการและการดูแลโครงการในระยะยาวสำหรับผู้ซื้อบ้านครั้งแรก ความเชื่อมั่นต่อผู้พัฒนาโครงการ มักเป็นปัจจัยที่มีมูลค่าไม่ต่างจากทำเล
ปัจจัยที่สอง โครงการเริ่มต้นจาก Pain Point ไม่ใช่เริ่มต้นจากการขาย แทนที่จะถามว่า “จะขายคอนโดอย่างไร?” บ้านชาวไทยเลือกถามว่า “ทำไมคนไทยถึงยังไม่มีบ้าน?” คำตอบที่ได้ จึงเป็นการออกแบบโครงการที่แตกต่างจากตลาด ทุกห้องส่งมอบแบบ Fully Furnished ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก่อนเข้าอยู่ พื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตจริง
ที่สำคัญคือ “ราคาเริ่มต้น” อยู่ในระดับที่คนรายได้ปานกลางยังมองเห็นโอกาสเป็นเจ้าของเมื่อสินค้าเริ่มต้นจากการแก้ปัญหา ไม่ใช่การเพิ่มฟังก์ชันเพื่อแข่งขัน ผลตอบรับจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยที่สาม ผู้ซื้อไม่ได้เป็นแค่ลูกค้า แต่เป็น “ผู้ออกแบบ”หนึ่งในรายละเอียดที่หลายคนอาจมองข้าม คือ “D:CRAFT” ยังอยู่ในช่วงก่อนเริ่มก่อสร้าง นั่นทำให้โครงการสามารถรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า และนำไปปรับใช้ได้จริงตัวอย่างที่ชัดเจน คือความต้องการของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ เมื่อมีเสียงสะท้อนจำนวนมาก โครงการจึงปรับแบบอาคารและพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อรองรับการอยู่อาศัยแบบ Pet Friendly มากขึ้น
แม้อาจเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยแต่สำหรับผู้ซื้อ นี่คือความรู้สึกว่า “เสียงของเขามีความหมาย” และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับลูกค้า เปลี่ยนจากผู้ขายและผู้ซื้อ ไปเป็นการร่วมสร้างชุมชนเดียวกัน
ปัจจัยที่สี่ ไม่จับสลาก เพราะโอกาสไม่ควรเป็นเรื่องของดวง โครงการจำนวนไม่น้อยเลือกใช้ระบบจับสลาก เมื่อมีผู้สนใจเกินจำนวนยูนิต
D:CRAFT เลือกแนวทางที่แตกต่าง
First Come, First Serve ใครพร้อมก่อน ได้สิทธิ์ก่อน แม้จะดูเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่สะท้อนแนวคิดที่เรียบง่าย การมีบ้านไม่ควรขึ้นอยู่กับโชคแต่ควรขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ซื้อแนวทางนี้ช่วยให้กระบวนการจองโปร่งใส เข้าใจง่าย และสร้างความรู้สึกว่า ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน
ปัจจัยที่ห้า ทำเลที่ไม่ได้มีแค่ “นักศึกษา” หลายคนมอง D:CRAFT คลองหลวง เป็นคอนโดสำหรับนักศึกษา เพราะอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบัน AIT แต่เมื่อดูข้อมูลผู้สนใจจริง ภาพกลับกว้างกว่านั้นมาก มีทั้งผู้สูงวัยที่ซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง พ่อค้าแม่ค้าจากตลาดไท คนทำงานในนิคมอุตสาหกรรม บุคลากรทางการศึกษารวมถึงอาชีพอย่างแคดดี้สนามกอล์ฟ
ความหลากหลายนี้สะท้อนว่า “คลองหลวง” ไม่ใช่เพียงเมืองมหาวิทยาลัยแต่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีดีมานด์ที่อยู่อาศัยจากหลายอาชีพ และหลายช่วงวัย
ปัจจัยที่หก โครงการขนาดใหญ่ ทำให้ความคุ้มค่ามากขึ้น “D:CRAFT คลองหลวง” พัฒนาบนพื้นที่กว่า 115 ไร่ รวม 7,500 ยูนิต การพัฒนาในระดับนี้ ไม่ได้มีความหมายแค่จำนวนห้องแต่ยังช่วยให้เกิดการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนการก่อสร้าง การจัดซื้อวัสดุ และการบริหารโครงการ สามารถเฉลี่ยต่อยูนิตได้ดีกว่าโครงการขนาดเล็ก
ผลลัพธ์คือ ผู้ซื้อได้รับห้องแบบ Fully Furnished พร้อมพื้นที่ส่วนกลางครบ ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส Co-working Space ระบบ Smart Security และเทคโนโลยีบริหารจัดการผ่านแอปพลิเคชัน ในราคาที่ยังแข่งขันได้!
ตลาดกำลังเรียนรู้จาก “บ้านชาวไทย”
หากมองในมุมธุรกิจ ความสำเร็จของ “บ้านชาวไทย” อาจไม่ได้เกิดจากการทำการตลาดที่หวือหวาแต่เกิดจากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริงผู้ซื้อไม่ได้มองหาคอนโดที่หรูที่สุด แต่กำลังมองหาคอนโดที่ “เข้าใจชีวิต” เข้าใจข้อจำกัดด้านรายได้ เข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิต เข้าใจว่าคนรุ่นใหม่อยากเลี้ยงสัตว์ เข้าใจว่าผู้สูงวัยต้องการบ้านหลังที่สอง และเข้าใจว่าความฝันในการมีบ้านไม่ควรเริ่มต้นด้วยกำแพงที่สูงเกินไป
ปรากฏการณ์ที่อาจเปลี่ยนเกมอสังหาริมทรัพย์ไทย ยอดลงทะเบียนที่สูงกว่าจำนวนยูนิตหลายเท่าตัว ไม่ใช่เพียงตัวเลขความสำเร็จของโครงการหนึ่งแต่เป็นสัญญาณที่กำลังบอกทั้งอุตสาหกรรมว่า ผู้บริโภคในวันนี้ ไม่ได้เลือกซื้อบ้านหรือคอนโดจากโบรชัวร์ที่สวยที่สุด หรือโปรโมชั่นที่แรงที่สุด แต่เลือกจากโครงการที่ตอบคำถามสำคัญที่สุดของชีวิต ทำให้เราเข้าถึงการมีบ้านได้จริงหรือไม่และบางที
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ “บ้านชาวไทย” เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าจับตาที่สุดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเวลานี้ เพราะสิ่งที่ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว อาจไม่ใช่แค่ตัวโครงการ หากแต่เป็นแนวคิดใหม่ของการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่เริ่มต้นจากความเข้าใจคน มากกว่าความเข้าใจตลาด
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิด5 ทำเลที่ดินราคาพุ่งปี 69 พระโขนง-บางนานำโด่งปรับเพิ่ม 36.3%

- ทำเลพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ มีราคาที่ดินเปล่าเพิ่มขึ้นสูงสุดในไตรมาส 2 ปี 2569 ถึง 36.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- 5 ทำเลที่ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุด ได้แก่ พระโขนง-บางนา, บางเขน-สายไหม, เมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด, สมุทรสาคร และเมืองปทุมธานี
- ภาพรวมดัชนีราคาที่ดินเปล่าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน แต่ลดลง 1.8% จากไตรมาสก่อนหน้า
- ราคาที่ดินปรับสูงขึ้นมาจากความต้องการเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในทำเลที่มีศักยภาพและการเดินทางสะดวก
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 440.9 จุด เพิ่มขึ้น 6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 1.8% จากไตรมาสก่อน สะท้อนภาพรวมราคาที่ดินยังขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้เริ่มชะลอตัวลงจากช่วงต้นปี
ที่ดินพระโขนง-บางนาราคาพุ่ง 36.3% นำตลาด
ข้อมูลของ REIC ระบุว่า ทำเลที่ราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากที่สุดในไตรมาส 2/2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่
- อันดับ 1 ทำเลพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ ซึ่งราคาปรับเพิ่มขึ้นถึง 36.3% สูงสุดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
- อันดับ 2 ทำเลบางเขน-สายไหม-ดอนเมือง-หลักสี่-มีนบุรี-หนองจอก-คลองสามวา-ลาดกระบัง ราคาปรับเพิ่มขึ้น 21.1%
- อันดับที่ 3 ทำเลเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด ปรับเพิ่มขึ้น 17.2%
- อันดับที่ 4 ทำเลสมุทรสาคร ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 16.0%
- อันดับที่ 5 ทำเลเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก ราคาปรับเพิ่มขึ้น 11.8%
REIC ระบุว่า การปรับขึ้นของราคาที่ดินในหลายทำเลดังกล่าวมาจากความต้องการใช้ที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ที่ยังมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เชื่อมต่อการเดินทางสะดวก มีศักยภาพรองรับการขยายตัวของเมือง และเป็นทำเลมีที่ดินเปล่าคุณภาพดีคงเหลือที่จำกัด ทำให้ราคาที่ดินยังขยับขึ้นได้ต่อเนื่อง
ดัชนีราคาที่ดิน Q2/69 ลดลงจากไตรมาสก่อน
สำหรับภาพรวมดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 440.9 จุด เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 ซึ่งอยู่ที่ 415.2 จุด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 ที่มีค่าดัชนี 449.1 จุด พบว่าดัชนีลดลง 1.8% โดยในช่วงไตรมาส 1/2569 ดัชนีราคาที่ดินยังเพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ราคาที่ดินจะเริ่มชะลอในเชิงรายไตรมาส แต่การปรับขึ้นของราคาที่ดินในหลายทำเลและยังมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นต่อเนื่องในภาพรวมยังสะท้อนแรงหนุนจากการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพสูงและเชื่อมต่อระบบขนส่งได้สะดวก ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาที่ดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ทรงตัวในระดับสูงต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
S&P 500 ปิดติดลบ จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแรงกดดันตลาดหุ้น

S&P 500 ปิดติดลบเล็กน้อย ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแรงกดดันตลาดหุ้น สงครามอิหร่าน-สหรัฐยังคงรุนแรง ขณะที่นักลงทุนเฝ้ารอรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดวันพุธ (22 ก.ค. 69) ลดลงเล็กน้อยต่ำกว่าระดับทรงตัว ถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ในขณะที่นักลงทุนเฝ้ารอผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะทยอยประกาศอย่างคับคั่งอีกวัน
ดัชนีวงกว้างลดลง 0.14% ปิดที่ 7,498.96 จุด ขณะที่แนสแด็ก Nasdaq Composite ขยับลง 0.57% ปิดที่ 25,690.90 จุด ส่วนดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ลบไป 6.06 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 52,218.58 จุด
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) พุ่งขึ้นราว 3.4% ปิดที่ 94.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน และแตะระดับเหนือ 95 ดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ด้านสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวขึ้นราว 3% ปิดที่ 86.83 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นหลังจากสหรัฐ โจมตีอิหร่านเป็นรอบที่ 11 ติดต่อกัน โดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า อิหร่าน “ไม่ได้จริงจังกับการเจรจา”
“ถ้าพวกเขาจริงจัง เราก็จริงจัง แต่ถ้าพวกเขาไม่ เราก็จำเป็นต้องทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเราและพันธมิตรของเรา” รูบิโอกล่าว
นอกจากนี้ รูบิโอยังระบุด้วยว่า กองกำลังสหรัฐ จะ “เดินหน้าคุ้มครองการขนส่งสินค้าทางเรือ” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
เทรดเดอร์ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกังวลว่าอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
“เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงอย่างแน่นอน และผมไม่คิดว่า Fed จะทำอะไรกับมันได้มากนัก” โธมัส มาร์ติน (Thomas Martin) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนอาวุโสจาก Globalt Investments กล่าว “สิ่งที่กดดันตลาดอย่างแท้จริงในตอนนี้คือ คำถามที่ว่าทิศทางดอกเบี้ยหลังจากนี้จะไปทางไหนกันแน่?”
ณ บ่ายวันพุธ ผู้ค้าในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Futures) เริ่มให้น้ำหนักความเป็นไปได้เกือบ 34% ที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมนี้ เพิ่มขึ้นจาก 10% เมื่อสัปดาห์ก่อน และยังให้น้ำหนักถึง 78% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในเดือนกันยายน อ้างอิงจากเครื่องมือ CME FedWatch
ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนระลอกใหม่
รายงานผลประกอบการกลับมาได้รับความสนใจหลักอีกครั้งในวันพุธ โดยมีกำหนดเปิดเผยงบจาก ServiceNow, International Business Machines (IBM), Tesla, Texas Instruments และ Alphabet โดยนักลงทุนจะจับตาดูอัปเดตเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI, ความต้องการใช้คลาวด์, งบประมาณเทคโนโลยีของภาคองค์กร และแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างใกล้ชิด
นักลงทุนยังคงมุ่งเน้นไปที่ว่า ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์แวร์ AI ที่แข็งแกร่งจะยังคงสนับสนุนมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่อยู่ในระดับสูงของกลุ่มเทคโนโลยีได้ต่อไปหรือไม่ ในขณะที่ฤดูกาลประกาศงบกำลังเข้มข้นขึ้น
“มันเป็นเรื่องของยอดคำสั่งซื้อ (Orders) แทบจะทั้งหมด” มาร์ตินกล่าว “การทำได้ดีกว่าคาด นั้นสำคัญ การปรับเพิ่มประมาณการ ก็สำคัญ แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนสิ่งเหล่านั้น ซึ่งไม่ใช่แค่งบไตรมาสหน้าหรือปีนี้ แต่คือการคาดการณ์ว่ารอบวัฏจักรนี้จะยาวนานแค่ไหน และเราจะคาดหวังการเติบโตได้มากน้อยเพียงใดในอีก 1 ปี, 2 ปี หรือ 3 ปีข้างหน้า”
“ทุกคนกำลังเฝ้ามองกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers)” เขากล่าวเสริม
หุ้นของ Super Micro Computer พุ่งขึ้นเกือบ 20% หลังจากผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์รายนี้คาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าที่คาดสำหรับไตรมาสที่ 4 ของปีงบการเงิน โดยบริษัทเผยว่าได้รับยอดคำสั่งซื้อใหม่มากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว
หุ้นของ AT&T ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยบวกไป 3.5% หลังยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมรายงานผลกำไรไตรมาสสองดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ในทางกลับกัน หุ้นของ GE Vernova ร่วงลงมากกว่า 8% หลังจากผลกำไรไตรมาสสองออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
โปรแกรมถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 ประจำวันที่ 23 ก.ค. 69

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชั่นส์ลีก 2026 รายการใหญ่สุดแห่งปีของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) จะแข่งขันรอบไฟนอล กันที่มาเก๊า เขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
โดยหลังจากทุกทีมแข่งขันกันครบ 12 เกมในรอบแรกทั้ง 3 สนาม ทำให้ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้สรุปทีม 8 อันดับแรกที่ดีที่สุด ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย
โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ลีก 2026 วันนี้
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569
เวลา 15:00 น. ตุรกี พบ แคนาดา (ถ่ายทอดสด : Monomax)
เวลา 18:30 น. สหรัฐอเมริกา พบ จีน (ถ่ายทอดสด : Monomax Sports ช่อง 29 และ Monomax)
โดยแฟนกีฬาชาวไทย สามารถรับชมแบบฟรีๆ ได้เฉพาะคู่ที่ถ่ายทอดสดทาง Monomax Sports ช่อง 29 เท่านั้น ขณะที่หากอยากรับชมแบบครบทุกคู่จะต้องสมัครทาง Monomax แบบเสียเงินรายเดือน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
แค่แปรงฟันไม่พอ! วิจัยชี้ “ไหมขัดฟัน” คือกุญแจสำคัญช่วยให้อายุยืน

- การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำความสะอาดซอกฟันได้ทั้งหมด การใช้ไหมขัดฟันจึงจำเป็นเพื่อกำจัดคราบแบคทีเรียและลดความเสี่ยงโรคเหงือกอักเสบ
- แบคทีเรียจากเหงือกที่อักเสบสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของโรคเรื้อรังหลายชนิด
- งานวิจัยหลายชิ้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการไม่ใช้ไหมขัดฟันกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม
- การศึกษาในผู้สูงอายุพบว่าผู้ที่ไม่เคยใช้ไหมขัดฟันเลย มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ใช้เป็นประจำทุกวันถึงประมาณ 30%
“ไหมขัดฟัน” อุปกรณ์ดูแลสุขภาพชิ้นเล็กที่หลายคนมองข้าม แม้จะแปรงฟันเป็นประจำทุกวัน แต่คนจำนวนไม่น้อยกลับไม่เคยใช้ไหมขัดฟัน หรือมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนเสริมที่ไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเริ่มชี้ให้เห็นว่า สุขภาพช่องปากอาจมีความสำคัญต่อสุขภาพของร่างกายมากกว่าที่เคยเชื่อกัน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะสมองเสื่อม ไปจนถึงความเสี่ยงของการเสียชีวิตในระยะยาว ทำให้การใช้ไหมขัดฟันเพียงวันละไม่กี่นาที กลายเป็นหนึ่งในพฤติกรรมสุขภาพที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญมากขึ้น
กรุงเทพธุรกิจ ชวนสำรวจว่า ทำไมอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ที่อยู่ในห้องน้ำแทบทุกบ้าน จึงอาจเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของการดูแลสุขภาพองค์รวม และการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
แปรงฟันอย่างเดียวอาจไม่พอ
หลายคนเชื่อว่าการแปรงฟันวันละ 2 ครั้งเพียงพอต่อการดูแลช่องปาก แต่ นพ. คามี ฮอสส์ (Kami Hoss) ทันตแพทย์และผู้เขียนหนังสือ If Your Mouth Could Talk ระบุว่า แปรงสีฟันสามารถทำความสะอาดพื้นผิวฟันได้เพียงประมาณ 60% เท่านั้น
นั่นหมายความว่า หากไม่ใช้ไหมขัดฟัน พื้นที่ระหว่างซี่ฟันจำนวนมากจะยังคงมีคราบแบคทีเรียสะสมอยู่ทุกวัน
ด้าน นพ. ริชาร์ด เนจัต (Richard Nejat) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปริทันต์ อธิบายว่า การใช้ไหมขัดฟันช่วยกำจัด Biofilm หรือแผ่นคราบแบคทีเรียที่เกาะตามซอกฟัน ซึ่งแปรงสีฟันเข้าไม่ถึง ช่วยลดการสะสมของคราบพลัค ลดการอักเสบของเหงือก และลดความเสี่ยงโรคปริทันต์ (Periodontal Disease)
ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเกือบครึ่งหนึ่งมีโรคเหงือกในระดับใดระดับหนึ่ง สะท้อนว่าโรคนี้พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด
สุขภาพช่องปาก เชื่อมโยงกับทั้งร่างกาย
เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับการดูแลเหงือก ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันฟันผุ
บริเวณร่องระหว่างเหงือกกับฟัน (Sulcus) เป็นเนื้อเยื่อที่มีหลอดเลือดจำนวนมาก ทำให้เชื้อแบคทีเรียสามารถผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย หากมีการอักเสบเรื้อรัง
เมื่อแบคทีเรียจากช่องปากเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต ร่างกายจะเกิดการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของโรคเรื้อรังหลายชนิด
งานวิจัยพบความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ สมอง และการเสียชีวิต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งานวิจัยหลายฉบับพบความสัมพันธ์ระหว่างการดูแลช่องปากกับสุขภาพในระยะยาว ได้แก่
- ผู้ที่ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองต่ำกว่า
- มีความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ลดลง
- ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานได้ดีขึ้น
- ผู้ที่ไม่ค่อยใช้ไหมขัดฟัน มีแนวโน้มเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า
หนึ่งในการศึกษาที่ติดตามผู้สูงอายุกว่า 5,000 คน ยังพบว่า
ผู้ที่ไม่เคยใช้ไหมขัดฟันเลย มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ใช้ไหมขัดฟันทุกวันถึงประมาณ 30%
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า ผลลัพธ์เหล่านี้เป็น ความสัมพันธ์ (Association) ไม่ใช่การพิสูจน์เหตุและผลโดยตรง แต่ความสอดคล้องของข้อมูลจากหลายงานวิจัยทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสุขภาพช่องปากเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของสุขภาพองค์รวม
แบคทีเรียในปาก อาจเดินทางไปถึงหัวใจและสมอง
หนึ่งในแบคทีเรียที่ได้รับการศึกษามากที่สุดคือ Porphyromonas gingivalis ซึ่งเป็นเชื้อสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเหงือก
นพ. เจนนิเฟอร์ ทิมมอนส์ (Jennifer Timmons) แพทย์ด้าน Longevity อธิบายว่า เชื้อชนิดนี้ถูกตรวจพบในคราบไขมันที่อุดตันหลอดเลือดของผู้ป่วยโรคหัวใจ รวมถึงมีการตรวจพบในเนื้อเยื่อสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในบางงานวิจัย
หากปล่อยให้โรคเหงือกเรื้อรังดำเนินต่อไป เชื้อแบคทีเรียอาจเข้าสู่กระแสเลือด กระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือด ทำให้เกิดความเสียหายต่อผนังหลอดเลือด และอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองได้
แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแบคทีเรียเหล่านี้เป็น “สาเหตุโดยตรง” แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหลักฐานที่มีอยู่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง
การอักเสบเรื้อรัง คือจุดเริ่มต้นของหลายโรค
อีกเหตุผลหนึ่งที่การใช้ไหมขัดฟันอาจเกี่ยวข้องกับอายุยืน คือการช่วยลด การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation)
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าการอักเสบระดับต่ำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของโรคเรื้อรังหลายชนิด ตั้งแต่โรคหัวใจ เบาหวาน ไปจนถึงโรคสมองเสื่อม
เมื่อเหงือกอักเสบเรื้อรัง สารก่อการอักเสบจะไม่ได้อยู่เฉพาะในช่องปาก แต่สามารถส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้
นพ. ฮอสส์ ระบุว่า โรคเหงือกเรื้อรังสร้าง “ภาระการอักเสบ” ให้กับร่างกาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโรคสำคัญแทบทุกกลุ่ม
ใช้ไหมขัดฟันอย่างไรให้ได้ผล
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ช่วงเวลาก่อนนอน เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการใช้ไหมขัดฟัน
เนื่องจากหลังเข้านอน ช่องปากจะปิดเป็นเวลาประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง หากกำจัดคราบแบคทีเรียก่อนนอน จะช่วยลดการสะสมของเชื้อได้ดีกว่าการใช้ในช่วงเช้า
สำหรับวิธีที่ถูกต้อง ได้แก่
- ใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะก่อนนอน
- โอบไหมให้เป็นรูปตัว C รอบฟันแต่ละซี่
- ขยับไหมขึ้น – ลงเบา ๆ ตามแนวซอกฟันและขอบเหงือก
ไหมขัดฟันแบบเส้น (String Floss) ยังทำความสะอาดใต้ขอบเหงือกได้มีประสิทธิภาพกว่าชนิดด้ามจับหรือเครื่องฉีดน้ำ แม้อุปกรณ์เหล่านั้นยังดีกว่าไม่ทำความสะอาดเลย
แม้การใช้ไหมขัดฟันจะไม่สามารถป้องกันโรคหัวใจหรือโรคอัลไซเมอร์ได้เพียงลำพัง แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากชี้ตรงกันว่า สุขภาพช่องปากมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของร่างกายในหลายมิติ ตั้งแต่การอักเสบเรื้อรัง ระบบหลอดเลือด ไปจนถึงการทำงานของสมอง
การใช้ไหมขัดฟันเพียงวันละไม่กี่นาที จะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียและการอักเสบของเหงือก ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในพฤติกรรมง่าย ๆ ที่ช่วยดูแลสุขภาพในระยะยาวได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไปตลาด ภาษาอังกฤษ พูดอย่างไร ใช้อย่างไร

ไปตลาด ถามราคายังไงดี
เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นชินกับประโยคการถามราคาเป็นแน่ กับประโยคว่า How much? (ราคาเท่าไหร่) , How much is it? (ราคาเท่าไหร่) หรือ What’s the price? (ราคาเท่าไหร่) และคุณอาจจะตามด้วยสิ่งที่คุณต้องการจะถามราคา เช่น How much is that shirt? (เสื้อเชิ้ตตัวนั้นราคาเท่าไหร่?)
หรือคุณอาจจะใช้ประโยคใหม่ๆ อย่าง Can you check the price? (ช่วยเช็คราคาให้หน่อยได้ไหม) แทนก็ได้เช่นกัน
รวมประโยคต่อราคา ต่อกันยังไงดีนะ
สำหรับใครที่อยากจะต่อรองราคา หรือขอลดราคาากพ่อค้าแม่ค้า คุณอาจจะลองใช้ประโยคที่ถามกันตรงๆ ว่า Can you give me a discount? (ลดให้หน่อยได้ไหม) หรือ Can you give me a little more discount? (ช่วยลดมากว่านี้หน่อยได้ไหม) ก็ได้
แต่ในกรณีที่อยากให้ประโยคดูสุภาพ เสียงหวาน เสียงสองกับคนขายเสียหน่อย ก็สามารถเพิ่ม Could เข้าไป เช่น Could you lower the price a little bit? (ช่วยลดราคาอีกนิดได้ไหม) / Could I have a … percent discount? (ลดให้ฉันสัก….เปอร์เซ็นต์ได้ไหม)
สำหรับใครที่อยากจะถามหาส่วนลด หรือโปรโมชั่นต่างๆ ก็สามารถใช้คำต่อไปนี้ได้ อย่าง How about a discount? (มีส่วนลดไหมครับ) หรือหากจะถามโปรโมชั่นอื่นๆ ก็ใช้คำว่า Do you have any promotions? (มีโปรโมชั่นอะไรบ้างไหม)
ในทางกลับกัน หากคุณเป็นพ่อค้า แม่ค้าเสียเอง และไม่อยากจะลดราคาให้ลูกค้าแล้ว ก็สามารถตอบกลับไปได้ว่า I can’t give you more discount. (ฉันลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว) หรือจะให้สุภาพขึ้นก็ใช้ประโยคว่า I’m sorry…baht is impssible. (เสียใจครับ/ค่ะ ราคา…บาท คงขายให้ไม่ได้)
รวมประโยคที่ใช้ หากต้องจ่ายเงิน ชำระเงิน
คุณสามารถใช้คำว่า The total amount is … หรือใช้ว่า The total is … (ทั้งหมดรวมเป็นเงิน … ) ในการบอกราคากับลูกค้าได้
แน่นอนว่าระหว่างการจ่ายเงิน ด้วยสภาพสังคมของเราที่อาจจะไม่ใช่สังคมเงินสด สามารถรรูดบัตรเครดิตได้ทุกที่ทุกเวลา ทุกยอดรายจ่าย คุณอาจจะต้องบอกลูกค้าต่างชาติไปได้ว่า I’m sorry, we don’t accept credit card. (ขอโทษนะครับ/นะคะ เราไม่รับบัตรเครดิต) หรืออาจจะใช้แบบสั้น ๆ ว่า Sorry, only cash please. (ขอโทษนะครับ/นะคะ รับเฉพาะเงินสด) ก็ได้เช่นกัน
หรือสำหรับพ่อค้าแม่ค้า หากให้พิเศษขึ้นไปอีก ถ้าเกิดลูกค้ายื่นแบงก์ใหญ่มาให้ ก็อาจจะบอกอีกฝ่ายกลับไปได้เช่นกันว่า I’m sorry, I can’t change that. Do you have anything smaller? (ขอโทษนะครับ/นะคะ ฉันไม่มีเงินทอน คุณมีแบงก์ย่อยไหม) ได้ด้วยนะ
ว่าด้วยเรื่องตลาดที่น่าสนใจ จาก วอลล์สตรีทอิงลิช
ตลาด หรือ market นั่น เป็นคำเรียกแบบรวมๆ เท่านั้น แท้จริงแล้ว ตลาดยังมีประเภทที่แตกต่างกันไปอีก เช่น ตลาดสด กับ ตลาดคนเดิน เป็นต้น แน่นอนว่าตลาดเหล่านี้ในภาษาอังกฤษก็มีเรียกแยกประเภทไว้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น คำว่า
Walking street = ถนนคนเดิน
Night market = ตลาดตอนกลางคืน
Weekend market = ตลาดนัดเสาร์อาทิตย์
Second hand market = ตลาดขายของมือสอง
Floating market = ตลาดน้ำ
Local market = ตลาดท้องถิ่น เช่น ตลาดแถวบ้าน หรือตลาดที่เค้าขายของท้องถิ่น
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
Humanoid ขึ้นแท่นยูนิคอร์นหุ่นยนต์รายใหม่ของยุโรป หลังระดมทุนรอบซีรีส์เอ 152 ล้านดอลลาร์

- Humanoid สตาร์ตอัปหุ่นยนต์จากลอนดอน กลายเป็นยูนิคอร์นรายใหม่ของยุโรป ระดมทุนรอบ Series A ได้ 152 ล้านดอลลาร์ มูลค่าบริษัท 1,350 ล้านดอลลาร์
- พัฒนาฮิวแมนนอยด์สำหรับภาคอุตสาหกรรม ใช้ล้อแทนการเดินด้วยสองขา มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย
- ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในเยอรมนีอย่าง Schaeffler และ Bosch ซึ่งเป็นทั้งนักลงทุน ลูกค้า พันธมิตรด้านการผลิต
ยุโรปมีสตาร์ตอัประดับ “ยูนิคอร์น” รายใหม่ โดยบริษัทดังกล่าวคือ Humanoid ผู้พัฒนาหุ่นยนต์จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระดมทุนรอบ Series A ได้ 152 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุนอยู่ที่ 1,350 ล้านดอลลาร์
การระดมทุนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังการก่อตั้งบริษัท และเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังขยายตัว โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาหุ่นยนต์ประเภทนี้ถูกพูดถึงมากในสหรัฐและจีน ขณะที่ยุโรปเริ่มมีบริษัทและเงินลงทุนเข้ามาในตลาดมากขึ้น
บริษัททำข้อตกลงกับ Schaeffler บริษัทอุตสาหกรรมจากเยอรมนี เพื่อจัดหาหุ่นยนต์จำนวน 1,000 ตัว ขณะที่ Bosch เข้ามาสนับสนุนด้านการผลิต ซึ่งจะช่วยให้ Humanoid มีศักยภาพผลิตหุ่นยนต์ได้มากถึง 100,000 ตัวภายใน 5 ปี
Humanoid พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น HMND 01 สำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม แต่เลือกใช้ล้อในการเคลื่อนที่แทนการเดินด้วยสองขา โดยบริษัทมองว่ารูปแบบดังกล่าวเหมาะกับการนำไปใช้ในโรงงาน คลังสินค้า และงานโลจิสติกส์
อาร์เทม โซโคลอฟ (Artem Sokolov) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Humanoid กล่าวว่า “ในเวลาเพียง 2 ปี เราเติบโตจากแนวคิดตั้งต้นจนกลายเป็นบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายแรกของยุโรปที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้ร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก และมีโครงการพัฒนาที่กำลังเดินหน้าอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เราทำสำเร็จภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้ โดยปกติแล้วอาจต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี”
โซโคลอฟระบุว่า ความเร็วในการพัฒนาบริษัทเกิดขึ้นได้จากทีมงานที่มีประสบการณ์ โดย Humanoid จ้างบุคลากรมากกว่า 50 คนจากบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ชั้นนำ เช่น Boston Dynamics, Sanctuary AI, Apptronik และ 1X
โซติริออส สตาซิโนปูลอส (Sotirios Stasinopoulos) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Humanoid กล่าวว่า ทีมงานสามารถนำบทเรียนจากบริษัทเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเรียนรู้ทุกอย่างจากศูนย์
เงินทุนรอบ Series A ทำให้ Humanoid มีเงินทุนสะสมทั้งหมด 270 ล้านดอลลาร์ โดย Prime Movers Lab เป็นผู้นำการลงทุน พร้อมด้วยกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีอย่าง Schaeffler และ Bosch ซึ่งทั้งสองรายนี้เป็นทั้งนักลงทุนและลูกค้าของ Humanoid ไปพร้อมกัน รวมถึง Fubon Financial Holding Venture Capital จากไต้หวัน
นอกจากนี้ยังมี Aglaé Ventures ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของตระกูล Arnault ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Moet Hennessy Louis Vuitton (LVMH) กลุ่มบริษัทข้ามชาติสัญชาติฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Louis Vuitton, Fendi และ Bvlgari เข้าร่วมลงทุนในรอบนี้ด้วย

จากตลาดที่มีสหรัฐ-จีนเป็นตัวหลัก ยุโรปเริ่มมีผู้เล่นเพิ่มขึ้น
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่องราวความก้าวหน้าของหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์มักถูกเล่าผ่านสองประเทศหลักเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ จีน และสหรัฐ ยกตัวอย่างเช่น Figure AI บริษัทจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 39 พันล้านดอลลาร์ ส่วนบริษัท Tesla ก็กำลังปรับปรุงสายการผลิตเพื่อรองรับหุ่นยนต์ Optimus ของตนเอง
ขณะที่ในประเทศจีน บริษัท Unitree เพิ่งจะเคลียร์เส้นทางสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ หลังจากส่งมอบหุ่นยนต์ไปแล้วมากกว่า 5,500 ตัวในปีที่ผ่านมา ขณะที่คู่แข่งรายอื่นๆ ในจีนอย่าง AgiBot และ LimX ก็สามารถระดมทุนได้ในระดับหลักร้อยล้านดอลลาร์ต่อรอบเช่นกัน
จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่บริษัทด้านหุ่นยนต์ทั่วโลกในปี 2569 นี้ ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 56 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเกือบสองเท่าของยอดรวมในปีที่แล้ว เม็ดเงินส่วนใหญ่อย่างท่วมท้นยังคงกระจุกตัวอยู่ในสองประเทศดังกล่าวเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เมื่อ Humanoid เข้าร่วมวงกับบริษัท Neura Robotics ซึ่งเพิ่งระดมทุนได้ถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมิถุนายน รวมถึงบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รายอื่นๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Agile Robots, Oversonic จากอิตาลี และ Pal Robots จากสเปน ก็ทำให้เห็นได้ว่าขณะนี้ยุโรปกำลังมีแรงส่งที่สำคัญในอุตสาหกรรมนี้
Humanoid ระบุว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงสำคัญของระบบนิเวศเทคโนโลยีในยุโรป และมองว่าสหราชอาณาจักรและยุโรปภาคพื้นทวีปมีศักยภาพในการสร้างและขยายบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
เซีย ฮูค (Zia Huque) หุ้นส่วนผู้จัดการของไพรม์ มูฟเวอร์ส แล็บ กล่าวว่า เขาคาดว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะค่อยๆ รวมตัวกันอยู่รอบบริษัทผู้นำตลาดเพียงไม่กี่รายในสหรัฐ ยุโรป และจีน
ทำไม Humanoid เลือกใช้ ‘ล้อ’ แทนขาสองข้าง
จุดที่ทำให้ Humanoid แตกต่างจากบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รายอื่นๆ รวมถึงบริษัทเพื่อนบ้านในยุโรปที่พัฒนาหุ่นยนต์สองขาก็คือ Humanoid เลือกพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ล้อ แทนการเดินด้วยขาสองข้าง
สตาซิโนปูลอส กล่าวว่า ในภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 85-90% สามารถใช้หุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยล้อได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หุ่นยนต์สองขาที่เดินเหมือนมนุษย์ เนื่องจากหุ่นยนต์แบบใช้ล้อใช้พลังงานน้อยกว่า และสามารถเคลื่อนที่ไปทำงานในพื้นที่อุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การใช้ล้อยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย เพราะปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐาน ISO ที่กำหนดขึ้นมารองรับหุ่นยนต์สองขาสำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ความเสี่ยงคือ หุ่นยนต์สองขาอาจเสียสมดุลและล้มลงระหว่างการทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเมื่อนำหุ่นยนต์ไปทำงานร่วมกับคนในโรงงานหรือสถานประกอบการ
“ตอนนี้ยังไม่มีมาตรฐาน ISO ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีหุ่นยนต์สองขาสำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม เพราะหุ่นยนต์สามารถล้มลงได้ทุกเมื่อ” สตาซิโนปูลอส กล่าว
เจฟฟ์ เบิร์นสไตน์ (Jeff Burnstein) จากสมาคมเพื่อความก้าวหน้าด้านระบบอัตโนมัติในสหรัฐ ซึ่งทำงานในอุตสาหกรรมนี้มานานกว่า 40 ปี ก็ระบุในทิศทางเดียวกันว่า ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบสองขาโดยเฉพาะ
ในทางกลับกัน หุ่นยนต์ที่ใช้ล้อสามารถอ้างอิงมาตรฐานที่มีอยู่แล้วได้ ทั้งมาตรฐานสำหรับหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ หรือ AMR และมาตรฐานสำหรับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ทำงานร่วมกับมนุษย์
Humanoid คาดว่า HMND 01 จะสามารถผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรป สำหรับจำหน่ายในยุโรปได้ภายในปี 2570 บริษัทกำลังพัฒนาหุ่นยนต์แบบมีขาด้วยเช่นกัน แต่ในเวลานี้ยังให้ความสำคัญกับรุ่นที่ใช้ล้อมากกว่า
จาก 9 โครงการทดลอง สู่การนำหุ่นยนต์ไปทำงานจริง
Humanoid ระบุว่า บริษัทได้ดำเนินโครงการพิสูจน์แนวคิดไปแล้ว 9 โครงการ ครอบคลุมภาคโลจิสติกส์ การผลิต และการค้าปลีก ในช่วงปีที่ผ่านมา และมีโครงการที่ 10 กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ พร้อมทั้งมีแผนที่จะเริ่มโครงการนำร่องเชิงพาณิชย์ระยะยาว 3-6 เดือน ณ สถานที่ของลูกค้า โดยจะเริ่มในช่วงปลายปีนี้ ด้วยการใช้หุ่นยนต์รุ่น Beta ที่กำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ประกาศความร่วมมือกับ SAP, Nvidia, Bosch และ Siemens รวมถึงข้อตกลงขนาดใหญ่กับ Schaeffler เพื่อส่งมอบหุ่นยนต์จำนวนหลายพันตัวในอนาคต
“เงินทุนก้อนนี้ทำให้เรามีทรัพยากรมากพอที่จะเดินหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น และเปลี่ยนหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์จากเทคโนโลยีที่เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ให้กลายเป็นเครื่องมือภาคอุตสาหกรรมที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน” โซโคลอฟ กล่าว
ระบบเอไอ 4 ชั้น ควบคุมหุ่นยนต์หลายตัวให้ทำงานร่วมกัน
นอกเหนือจากตัวฮาร์ดแวร์ของหุ่นยนต์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ Humanoid นำเสนอคือระบบซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทมีชื่อว่า KinetIQ ซึ่งถูกออกแบบให้มีโครงสร้างเป็น 4 ชั้นซ้อนกัน
ชั้นบนสุดคือ ระบบประสานงานฝูงหุ่นยนต์แบบอัตโนมัติ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลงานจากระบบบริหารจัดการคลังสินค้า หรือระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรของลูกค้า แล้วกระจายงานไปยังหุ่นยนต์ที่มีอยู่ โดยพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้ง ระดับพลังงานที่ชาร์จไว้ และความสามารถในปัจจุบันของหุ่นยนต์แต่ละตัว เนื่องจากส่วนมือจับของหุ่นยนต์สามารถถอดเปลี่ยนได้
ชั้นถัดลงมาเป็นแบบจำลองภาษาเชิงภาพที่เป็นเทคโนโลยีสำเร็จรูปทั่วไป ทำหน้าที่แตกงานแต่ละชิ้นออกเป็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
ชั้นถัดมาเป็นแบบจำลองที่ Humanoid พัฒนาขึ้นเองโดยเฉพาะ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานในแต่ละขั้นตอนย่อย และชั้นสุดท้ายคือระบบควบคุมการเคลื่อนไหวทั้งร่างกายที่ควบคุมการเคลื่อนไหวจริงของหุ่นยนต์
เป้าหมายของการออกแบบระบบนี้คือ การสร้างฝูงหุ่นยนต์ที่ทำงานประสานสอดคล้องกัน ไม่ใช่เครื่องจักรเดี่ยวๆ ที่ต้องบริหารจัดการทีละตัว
ด้วยระบบสมอง 4 ชั้นนี้ที่ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ ทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้ด้วยความเร็วประมาณ 80% ของความเร็วมนุษย์ในบางประเภทงาน โดย Humanoid คาดหวังว่าจะสามารถเข้าใกล้และในที่สุดก็จะเหนือกว่าความเร็วของมนุษย์ได้
มุ่งสู่การเป็นเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมที่ใช้งานได้จริง
แม้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะยังไปไม่ถึงจุดนั้นอย่างสมบูรณ์ในขณะนี้ แต่ Humanoid มองเห็นว่าในอนาคตอันใกล้ หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์จะกลายเป็นเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง
เคลาส์ โรเซนเฟลด์ (Klaus Rosenfeld) ซีอีโอของ Schaeffler กล่าวว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงแนวคิดหรือเทคโนโลยีแห่งอนาคต กำลังเข้าใกล้การนำมาใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น บริษัทกำลังสนับสนุนหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพและน่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้
ด้าน Bosch ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรและนักลงทุนของ Humanoid ก็มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน โดย มาทิอัส พิลลิน (Mathias Pillin) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Robert Bosch GmbH กล่าวว่า บริษัทเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมากในธุรกิจหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดย Bosch จะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านการผลิตให้กับ Humanoid พร้อมให้คำปรึกษาและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ทั้งการออกแบบฮาร์ดแวร์ กระบวนการผลิต และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับ Humanoid เป้าหมายต่อไปคือการพิสูจน์ว่าหุ่นยนต์สามารถทำงานในสถานที่จริงได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถผลิตได้ในจำนวนมากพอที่จะนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ในภาพรวม ยุโรปเริ่มมีทั้งบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ได้รับเงินลงทุนระดับพันล้านดอลลาร์ และบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่เข้ามาสนับสนุนทั้งเงินทุน ความเชี่ยวชาญด้านการผลิต และการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง
ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จึงกำลังเข้าสู่ช่วงที่ไม่ได้มีเพียงการพัฒนาหุ่นยนต์ให้เดินหรือเคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์ แต่บริษัทต่างๆ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า หุ่นยนต์สามารถทำงานจริง ผลิตได้ในจำนวนมาก และทำงานร่วมกับมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างปลอดภัย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ตับพังได้แม้ไม่แตะเหล้า! 4 อาหาร กินให้น้อย “ทำร้ายตับ” ไม่ต่างจากแอลกอฮอล์

ไม่ดื่มเหล้าก็เสี่ยงโรคตับได้ เปิด 4 กลุ่มอาหารที่ควรกินให้น้อย เสี่ยงไขมันพอกตับไม่รู้ตัว
เมื่อพูดถึงโรคตับ หลายคนมักนึกถึงการดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับแรก จนเข้าใจว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้าย่อมไม่น่ามีปัญหาเกี่ยวกับตับ แต่ความจริงแล้ว โรคตับเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งไวรัสตับอักเสบ ภาวะอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ยาบางชนิด สารพิษ รวมถึงโรคทางพันธุกรรมบางประเภท
หนึ่งในโรคที่พบได้แม้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์คือ โรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม หรือ MASLD ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับน้ำหนักเกิน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ โรคนี้อาจไม่มีอาการชัดเจน แม้ในบางรายจะเริ่มมีการอักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้นแล้วก็ตาม
อาหารเพียงชนิดเดียวไม่ได้ทำให้ตับพังหรือกลายเป็นมะเร็งทันที แต่รูปแบบการกินที่ทำซ้ำต่อเนื่องอาจนำไปสู่น้ำหนักเกิน ไขมันสะสม และความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดโรคตับในระยะยาวได้
1. เครื่องดื่มรสหวาน น้ำตาลสูงแต่แทบไม่ทำให้อิ่ม
น้ำอัดลม ชานม เครื่องดื่มชูกำลัง ชาหรือกาแฟสำเร็จรูป และเครื่องดื่มบรรจุขวดหลายชนิด มีน้ำตาลเติมเพิ่มในปริมาณสูง เมื่อดื่มเป็นประจำ ร่างกายอาจได้รับพลังงานเกินความต้องการได้ง่าย เพราะเครื่องดื่มไม่ทำให้อิ่มเท่ากับอาหารที่ต้องเคี้ยว
น้ำตาลทรายประกอบด้วยกลูโคสและฟรุกโตส โดยตับมีบทบาทสำคัญในการจัดการฟรุกโตส เมื่อได้รับมากเกินความต้องการ โดยเฉพาะจากเครื่องดื่มหวาน อาจกระตุ้นการสร้างไขมันและสัมพันธ์กับความเสี่ยงไขมันพอกตับมากขึ้น สถาบัน NIDDK จึงแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวสูง โดยเฉพาะฟรุกโตสจากน้ำอัดลม ชาหวาน เครื่องดื่มกีฬา และน้ำผลไม้
น้ำผลไม้ดีต่อสุขภาพเสมอไปหรือไม่?
ผลไม้สดยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เพราะให้วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร แต่เมื่อนำมาคั้นหรือแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ปริมาณใยอาหารมักลดลงและสามารถดื่มน้ำตาลจากผลไม้หลายผลได้ภายในเวลาไม่นาน
องค์การอนามัยโลกระบุว่า แม้น้ำผลไม้จะไม่ได้เติมน้ำตาล แต่ส่วนใหญ่ยังมี “น้ำตาลอิสระ” ในปริมาณมาก จึงควรจำกัดและเลือกกินผลไม้ทั้งผลเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำผลไม้หนึ่งแก้วไม่ได้ทำให้เกิดไขมันพอกตับเฉียบพลันทันที ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับปริมาณ ความถี่ พลังงานรวม และสุขภาพของแต่ละคน
วิธีที่ทำได้ง่ายคือเลือกน้ำเปล่า กาแฟหรือชาที่ไม่เติมน้ำตาล และอ่านฉลากก่อนซื้อ โดยระวังทั้งน้ำตาลทราย ฟรุกโตส น้ำเชื่อม และน้ำผลไม้เข้มข้นที่ถูกเติมอยู่ในเครื่องดื่ม
2. ถั่วและธัญพืชเก็บไม่เหมาะสม เสี่ยงสารอะฟลาทอกซิน
ถั่วลิสง ข้าวโพด ธัญพืช และถั่วเปลือกแข็งที่เก็บไว้ในบริเวณร้อนชื้นหรือเก็บรักษาไม่เหมาะสม อาจปนเปื้อนเชื้อราบางชนิดซึ่งผลิตสารพิษที่เรียกว่า อะฟลาทอกซิน
สารดังกล่าวต่างจากอาหารในกลุ่มอื่น เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งตับ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า การได้รับอะฟลาทอกซินจากอาหารปนเปื้อนสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อย่างข้าวโพด ถั่วลิสง และถั่วต่างๆ
การเลือกหยิบเฉพาะเมล็ดที่ดูปกติจากถุงที่พบเชื้อราอาจไม่ปลอดภัย เพราะสารพิษไม่จำเป็นต้องกระจุกอยู่เฉพาะจุดที่มองเห็น การปรุงสุกทั่วไปก็ไม่ใช่วิธีที่เชื่อถือได้ว่าจะกำจัดอะฟลาทอกซินทั้งหมด
หากพบถั่วหรืออาหารแห้งมีเชื้อรา สีเปลี่ยน กลิ่นอับ รสขมผิดปกติ หรือเมล็ดเหี่ยว ควรทิ้งและไม่ควรลองชิมเพื่อพิสูจน์ ควรซื้อจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน เก็บในภาชนะปิดสนิท และหลีกเลี่ยงบริเวณที่ร้อนหรือชื้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ แนะนำให้ทิ้งถั่วที่ขึ้นรา เปลี่ยนสี หรือมีลักษณะผิดปกติ
3. ของทอดและอาหารไขมันสูง กินบ่อยเสี่ยงไขมันสะสม
อาหารทอดมักให้พลังงานสูง และอาจมีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ เกลือ รวมถึงแป้งชุบทอดในปริมาณมาก การกินบ่อยจึงเพิ่มโอกาสได้รับพลังงานเกิน น้ำหนักขึ้น และเกิดความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับไขมันพอกตับ
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างว่าอาหารทอดทุกชนิดมีไขมันทรานส์สูงนั้นไม่ถูกต้องเสมอไป ปริมาณไขมันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ น้ำมัน วิธีผลิต และระยะเวลาที่ใช้ทอด องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ พร้อมเลือกไขมันไม่อิ่มตัวจากปลา ถั่ว อะโวคาโด และน้ำมันพืชบางชนิดเป็นหลัก
ของทอดทำให้เกิดอะคริลาไมด์และมะเร็งตับจริงหรือ?
อะคริลาไมด์สามารถเกิดขึ้นเมื่ออาหารบางชนิดผ่านการทอด อบ หรือคั่วด้วยความร้อนสูง แต่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ ระบุว่า สารนี้พบเด่นในอาหารจากพืชที่มีแป้ง เช่น มันฝรั่ง ธัญพืช และกาแฟ ขณะที่เนื้อสัตว์ ปลา และผลิตภัณฑ์นมมักเกิดในระดับต่ำกว่าหรือแทบไม่เกิด
งานทดลองในสัตว์พบความเสี่ยงจากอะคริลาไมด์เมื่อได้รับในระดับสูง แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะกล่าวว่า การกินของทอดทั่วไปทำให้เกิดมะเร็งตับโดยตรง จุดที่ควรใส่ใจมากกว่าคือพลังงาน ไขมัน เกลือ และการกินอาหารทอดบ่อยจนส่งผลต่อน้ำหนักกับสุขภาพเมตาบอลิซึม
ไม่จำเป็นต้องเลิกกินของทอดทั้งหมด แต่ควรลดความถี่ เลี่ยงอาหารที่ทอดจนไหม้หรือสีเข้มมาก ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายรอบ และสลับกับการต้ม นึ่ง ตุ๋น หรืออบด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม
4. เนื้อสัตว์แปรรูป ไม่ได้ทำร้ายเฉพาะตับ
ไส้กรอก เบคอน แฮม ซาลามี และเนื้อรมควัน มักมีโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และสารที่ใช้ในกระบวนการถนอมอาหาร การกินบ่อยอาจทำให้ได้รับเกลือและพลังงานเกิน รวมถึงเบียดบังอาหารที่มีประโยชน์กว่า เช่น ปลา ถั่ว เต้าหู้ และผัก
เนื้อสัตว์แปรรูปมีหลักฐานชัดเจนที่สุดในเรื่องความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ไม่ใช่มะเร็งตับโดยตรง ส่วนข้อกล่าวอ้างว่าไนไตรต์จากเนื้อแปรรูปจะทำให้ตับต้อง “ล้างพิษจนล้า” หรือเกลือจะขัดขวางการไหลเวียนเลือดเข้าสู่ตับนั้น เป็นการอธิบายที่เกินหลักฐานทางการแพทย์
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับตับมากกว่าคือ เมื่อกินอาหารแปรรูป ไขมันสูง และพลังงานสูงเป็นประจำ อาจเพิ่มน้ำหนัก รอบเอว เบาหวาน และไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ MASLD
ทางเลือกที่เหมาะสมคือจำกัดเนื้อแปรรูปไม่ให้เป็นเมนูประจำ เลือกเนื้อสดไม่ติดมัน ปลา ไข่ ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง พร้อมกินผักและอาหารที่มีใยอาหารให้หลากหลาย
อาหารทั้ง 4 กลุ่มทำให้เป็นมะเร็งตับหรือไม่?
ไม่ควรเหมารวมว่าอาหารทั้ง 4 กลุ่มเป็นสารก่อมะเร็งตับโดยตรง ในรายการนี้ อะฟลาทอกซินเป็นสารที่มีหลักฐานชัดเจนว่าสัมพันธ์กับมะเร็งตับ ส่วนเครื่องดื่มหวาน ของทอด และเนื้อแปรรูปมักเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อม ผ่านน้ำหนักเกิน เบาหวาน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือไขมันพอกตับ
มะเร็งตับส่วนใหญ่มักเกิดบนพื้นฐานของโรคตับเรื้อรัง โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญประกอบด้วยไวรัสตับอักเสบบีและซี ตับแข็ง การดื่มแอลกอฮอล์หนัก อะฟลาทอกซิน และตับอักเสบจากภาวะไขมันพอกตับ
ดังนั้น การงดอาหารบางชนิดเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถป้องกันโรคตับได้ทั้งหมด หากยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ไม่ได้รับการตรวจหรือรักษา
ดูแลตับอย่างไร ไม่ต้องพึ่งอาหาร “ล้างพิษ”
กินอาหารให้หลากหลายและลดของแปรรูป
ไม่มีผัก ผลไม้ ชา หรือสมุนไพรชนิดใดที่สามารถล้างสารพิษออกจากตับได้ทันที ตับทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงและกำจัดสารต่างๆ อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว สิ่งที่ช่วยได้จริงคือไม่สร้างภาระเพิ่มด้วยพลังงาน น้ำตาล แอลกอฮอล์ หรือยาที่ไม่จำเป็น
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้อาหารสุขภาพดีตั้งอยู่บนหลักความเพียงพอ สมดุล พอดี และหลากหลาย โดยเน้นอาหารสดหรือผ่านการแปรรูปน้อย ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่ว พร้อมลดน้ำตาลอิสระ โซเดียม และไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
ขยับร่างกายและควบคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสม
การออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดไขมันในช่องท้อง และปรับสุขภาพเมตาบอลิซึม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่ทำกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางอย่างน้อย 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ พร้อมฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยกิจกรรมหนัก สามารถเริ่มจากเดินเร็ว ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ แล้วค่อยเพิ่มเวลาและความหนักตามความเหมาะสม
ตรวจไวรัสตับอักเสบและเช็กประวัติวัคซีน
ไวรัสตับอักเสบบีเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของมะเร็งตับทั่วโลก และสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ขณะที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ CDC แนะนำให้ผู้ใหญ่ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เรื่องวัคซีน
ไวรัสตับอักเสบซีก็มักไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้ CDC แนะนำให้ผู้ใหญ่ตรวจอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และตรวจเป็นระยะหากยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการรับเชื้อ
ไม่จำเป็นต้องเข้านอนก่อน 23.00 น. เพื่อให้ตับล้างพิษ
แนวคิดที่ว่าตับจะเริ่มล้างพิษเฉพาะช่วง 23.00–03.00 น. ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ ตับทำงานตลอดทั้งวันและกลางคืน อย่างไรก็ตาม การนอนให้เพียงพอและเป็นเวลายังมีประโยชน์ต่อการควบคุมความหิว น้ำหนักตัว ระดับน้ำตาล และสุขภาพโดยรวม
ไม่ใช่ทุกคนต้องอัลตราซาวนด์ตับทุก 6 เดือน
การตรวจเอนไซม์ตับและอัลตราซาวนด์ทุก 6 เดือนไม่ใช่ข้อกำหนดสำหรับคนทั่วไปทุกคน ความถี่ในการตรวจควรขึ้นอยู่กับอาการ ประวัติสุขภาพ ผลตรวจเดิม และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล
แนวทางของสมาคมโรคตับแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำการเฝ้าระวังมะเร็งตับทุก 6 เดือนด้วยอัลตราซาวนด์ร่วมกับการตรวจ AFP สำหรับผู้ป่วยตับแข็งและผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ได้แนะนำให้ทำแบบเดียวกันในประชาชนทั่วไป
อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยดูแล
โรคไขมันพอกตับและไวรัสตับอักเสบเรื้อรังอาจไม่มีอาการในระยะแรก บางคนจึงพบความผิดปกติจากการตรวจเลือดหรืออัลตราซาวนด์โดยบังเอิญ
ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน รอบเอวมาก เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนตรวจที่เหมาะสม
สรุป ไม่ดื่มเหล้าก็ต้องดูแลตับ
การไม่ดื่มแอลกอฮอล์ช่วยลดความเสี่ยงโรคตับได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมะเร็งตับทั้งหมด เพราะโรคเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับไวรัส น้ำหนักตัว เมตาบอลิซึม ยา สารพิษ และพันธุกรรม
เครื่องดื่มหวาน ของทอด และเนื้อแปรรูปควรถูกจำกัดเพราะอาจเพิ่มพลังงาน น้ำหนัก และปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิซึม ส่วนอาหารที่ขึ้นราหรือสงสัยว่าปนเปื้อนต้องทิ้งทันที เนื่องจากอะฟลาทอกซินมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งตับอย่างชัดเจน
วิธีปกป้องตับที่ได้ผลไม่ใช่การกินอาหารล้างพิษ แต่คือกินให้สมดุล ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก ลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ตรวจไวรัสตับอักเสบ และติดตามสุขภาพตามระดับความเสี่ยงของตัวเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 23/7/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 65,800.00 | 66,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,254.00 | 64,490.64 | 66,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,828.60 | 58,041.58 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,403.20 | 51,592.51 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,914.30 | 29,020.79 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,488.90 | 22,571.72 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,408.29 | 66,829.68 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 23/7/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 36.69 | 36.69 | 37.19 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 36.32 | 36.32 | 36.82 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 31.69 | 31.69 | 31.89 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 27.63 | 27.63 | – | – | – | – | – | – | 27.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 45.68 | – | – | 48.41 | – | 46.18 | 45.83 | – | 45.68 |
| ดีเซล | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| ดีเซล B20 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







