สาระน่ารู้ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

‘วัลลภา’ ทายาทเจ้าสัวเจริญ เปิดตัว ‘ม็อกซี่ พัทยา’ เสริมแกร่งอาณาจักรโรงแรม 1,400 ห้องในมิกซ์ยูส ‘Aquatique’

‘AWC’ ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ‘แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล’ เปิดตัวโรงแรม ‘ม็อกซี่ พัทยา ดิ อควาทีค’ (Moxy Pattaya The Aquatique) ขนาด 400 ห้องพัก พร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2576 เสริมศักยภาพโครงการ ‘อควาทีค’ (Aquatique) มิกซ์ยูสระดับแฟลกชิป ร่วมสร้างการเติบโตของ ‘พัทยา’ ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ประกาศขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามสัญญาบริหารโรงแรม Moxy Pattaya The Aquatique เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายธุรกิจโรงแรมและการบริการภายในโครงการแฟลกชิป Aquatique พัทยา พร้อมผลักดันพัทยาสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

โรงแรม Moxy Pattaya The Aquatique เมืองพัทยา มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2576 ประกอบด้วยห้องพักประมาณ 400 ห้อง โดยเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ไลฟ์สไตล์เอกลักษณ์ของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ ด้วยแนวคิดการบริการที่เข้าถึงง่าย พื้นที่ส่วนกลางที่มีชีวิตชีวา และบรรยากาศที่ส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างผู้คน โรงแรมมุ่งนำเสนอประสบการณ์การเข้าพักที่แตกต่าง สนุกสนาน และเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์

Aquatique จะเป็นโครงการแฟลกชิปภายใต้แนวคิดเดสติเนชั่นที่ครบวงจร (Integrated Destination) ของ AWC ซึ่งพัฒนาร่วมกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ระดับโลก เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ในเมืองพัทยา สร้างกลุ่มธุรกิจโรงแรมระดับโลกที่ปัจจุบันมีห้องพักรวมกว่า 1,400 ห้อง ครอบคลุมตั้งแต่โรงแรมไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมไปจนถึงระดับอัลตร้าลักชัวรี พอร์ตโฟลิโอภายในโครงการประกอบด้วยโรงแรม อควาทีค พัทยา ออโตกราฟ คอลเลคชัน และ เจดับบลิว แมริออท พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา อควาทีคย์ ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางหลากหลายกลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่อาคารโรงแรมรวม (Hotel Gross Floor Area: GFA) มากกว่า 154,000 ตารางเมตร

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง AWC และแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ต่อเนื่องความมุ่งมั่นระยะยาว ในการร่วมพัฒนาโครงการแฟลกชิปบนจุดหมายปลายทางในทำเลศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญ การนำแบรนด์ระดับโลกอย่าง เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน มาเป็นจุดเด่นของ Aquatique และการต่อยอดด้วยแนวคิดไลฟ์สไตล์อย่าง Moxy Pattaya The Aquatique จะช่วยเสริมศักยภาพเฉพาะตัวของพัทยาให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โครงการแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ของ AWC ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน สิ่งแวดล้อม และทุกภาคส่วน สอดคล้องกับพันธกิจสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า (Building Better Future)”

นายแบรด เอ็ดแมน รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเพิ่มเติมว่า แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล มีความยินดีที่ได้สานต่อความร่วมมือกับ AWC ด้วยการเปิดตัวโรงแรม Moxy Pattaya The Aquatique ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการร่วมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก โครงการ Aquatique มีความโดดเด่นจากการออกแบบประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งการพักผ่อน ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง และการท่องเที่ยวไว้ในจุดหมายปลายทางเดียวอย่างลงตัว

โดย Moxy Pattaya The Aquatique จะเข้ามาเติมเต็มสีสันให้กับโครงการด้วยเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่โดดเด่น ทั้งการออกแบบที่ทันสมัย บรรยากาศที่มีชีวิตชีวา และพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้เชื่อมโยง และร่วมสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจ เรามั่นใจว่าความร่วมมือกับ AWC ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมร่วมส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและสร้างคุณค่ายั่งยืนให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนในระยะยาว

วิสัยทัศน์ Aquatique คือการมุ่งขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy  ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Destination-led” เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศในระยะยาว ความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลสะท้อนกลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ของ AWC ผ่านโมเดลการพัฒนาที่มุ่งเสริมศักยภาพเฉพาะของแต่ละจุดหมายปลายทาง และตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก โครงการตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองพัทยา ภายในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา

องค์ประกอบสำคัญของโครงการ ได้แก่

  • จุดหมายปลายทางแห่งไลฟ์สไตล์ระดับเวิลด์คลาส ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีกริมชายหาดให้เช่ากว่า 110,000 ตารางเมตร นำเสนอประสบการณ์ความบันเทิงที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล, จุดหมายปลายทางด้านกีฬา อาหารและเครื่องดื่มริมชายหาด และการใช้ชีวิตเชิงประสบการณ์ตลอดแนวชายหาดของเมืองพัทยาเข้าไว้ด้วยกัน
  • แหล่งความบันเทิงขนาดใหญ่ระดับสากล ประกอบด้วยสวนน้ำแบบในร่มและกลางแจ้ง ขนาดใหญ่กว่า 16,000 ตารางเมตร ดำเนินการโดยพันธมิตรชั้นนำระดับโลกด้านความบันเทิงและประสบการณ์รูปแบบใหม่
  • บริการด้านเวลเนสแบบครบวงจร ประกอบด้วยการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมผ่านศาสตร์แห่งสายน้ำระดับสากล ที่ผสานบริการด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ เวลเนสระดับลักชัวรี ฟิตเนส การฟื้นฟูร่างกาย และการเสริมสมรรถนะทางกาย เพื่อตอบรับความต้องการด้านสุขภาวะแบบองค์รวมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


บ้านมือหนึ่ง-บ้านมือสองแข่งเดือด ลดราคากระหน่ำเร่งระบายสต็อก

  • ตลาดบ้านใหม่และบ้านมือสองแข่งขันกันรุนแรง โดยต่างฝ่ายต่างลดราคาและจัดโปรโมชั่นเพื่อเร่งระบายสต็อกที่ล้นตลาด
  • การที่โครงการบ้านใหม่ลดราคาลงมาก ทำให้ราคาขายใกล้เคียงกับบ้านมือสอง ส่งผลให้เจ้าของบ้านมือสองต้องปรับลดราคาลงตามเพื่อแข่งขัน
  • ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง และสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้กำลังซื้อลดลง

ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอ ตลาดอสังหาริมทรัพย์แข่งขันรุนแรง ผู้ประกอบการโครงการบ้านใหม่เร่งออกแคมเปญลด แลก แจก แถมทั้งการปรับลดราคา การสนับสนุนค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิประโยชน์ ฟรีทุกรายการเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและเร่งปิดการขาย ขณะที่ตลาดบ้านมือสองได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากผู้ซื้อเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างบ้านใหม่กับบ้านมือสองมากขึ้น

ส่งผลให้เจ้าของบ้านและโบรกเกอร์ขายบ้านมือสองจำนวนไม่น้อย ต้องเช็กความเคลื่อนไหวของตลาดบ้านมือหนึ่ง และปรับลดราคาลงตาม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เร่งระบายสต็อกเช่นเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการบ้านใหม่เท่านั้น แต่ยังส่งแรงกดดันมายังตลาดบ้านมือสอง ซึ่งต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการกำหนดราคาให้สอดคล้องกับภาวะตลาดและกำลังซื้อที่ยังเปราะบางในปัจจุบัน

แบงก์เข้ม บ้านใหม่-บ้านมือสอง กอดคอร่วง

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปีหลัง 2569 ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรัฐช่วยพยุง สถานการณ์อาจจะเลวร้ายกว่านี้ อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดบ้านใหม่และบ้านมือสองไม่ต่างกัน ซึ่งต่างอยู่ในภาวะประคองธุรกิจ เนื่องจากอยู่ภายใต้สถาบันการเงินแหล่งเดียวกันและเข้มงวดสินเชื่อไม่ต่างกัน

 แม้ความต้องการซื้อบ้านยังมีทั้งสองกลุ่มแต่มักถูกปฎิเสธสินเชื่อโดยระบุว่ากำลังซื้อไม่ถึงหรือรายได้ไม่เพียงพอกับการซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคานี้ ขณะเดียวกัน ตลาดทั้งสองกลุ่มต่างเร่งระบายสต็อก ใช้กลยุทธ์ลด แลก แจก แถมเช่นเดียวกัน และใช้มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และจดจำนอง เหมือนกัน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ จะต่างกันตรงที่ บ้านมือสองอาจมีสภาพที่เก่ากว่า แต่มีข้อได้เปรียบเลือกทำเลในเมืองได้ อย่างไรก็ตามภายใต้วิกฤตกำลังซื้อหาย หนี้ครัวเรือนยังสูง สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ทั้งบ้านมือหนึ่งและมือสองต้องกอดคอกันรับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สอดคล้องกับนายประเสริฐแต่ดุลยสาธิต นายกกิติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังยังชะลอตัว ท่ามกลางสต็อกที่มีอยู่มากถึงกว่า 1.3 ล้านล้านบาทกว่า 2 แสนหน่วยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่มีปัจจัยบวกจากการต่ออายุมาตรรัฐเข้ามาสนับสนุน ขณะผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ และจัดทำแคมเปญระบายสต็อกเก่าโดยเฉพาะฟรีโอน ฟรีทุกรายการจูงใจคนซื้อบ้าน แม้จะมีมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง สะท้อนถึงกำลังซื้อที่หายไป คนไม่กล้าตัดสินใจเพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจ ที่สำคัญด่านใหญ่สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ซึ่งทั้งตลาดบ้านมือหนึ่งและมือสองมีผลกระทบไม่ต่างกัน

ครึ่งหลังกระเตื้องแต่ยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านยังพุ่ง

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 น่าจะมีทิศทางที่ดีกว่าครึ่งปีแรกเล็กน้อย แต่ยังเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญคือการที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองรวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV (Loan to Value)ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ซื้อและกระตุ้นการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง

อีกปัจจัยบวกที่สำคัญคือการที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ซื้อและกระตุ้นการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ที่พบว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าการโอน 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ เพียงแต่ผู้ซื้อเลือกซื้อในระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบยังมีนํ้าหนักมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง กำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบาง และที่สำคัญที่สุดคือ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จากการสำรวจของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร พบว่าในปี 2568 อัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้ารายย่อย (Reject Rate) อยู่ที่ประมาณ 40% ขณะที่ผลสำรวจครึ่งปีแรก 2569 อัตราเฉลี่ยยังอยู่ในระดับประมาณ 40% เช่นกัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า ปัญหาหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในวันนี้ไม่ใช่ Demand แต่คือ Access to Credit ผู้ซื้อยังมี แต่ผู้ซื้อจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ หากไม่สามารถแก้ปัญหาคอขวดด้านสินเชื่อได้ ต่อให้มีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มเติม ตลาดก็จะฟื้นตัวได้อย่างจำกัด

บ้านมือหนึ่งใช้กลไกราคาใกล้เคียงบ้านมือสอง

ในส่วนของการแข่งขันด้านราคา มองว่าเป็นกลไกของตลาด ผู้ประกอบการหลายรายมีสต็อกคงค้างจากช่วงที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งการลดราคาและการเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น ฟรีค่าโอน ฟรีเฟอร์นิเจอร์ หรือสนับสนุนดอกเบี้ย เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ ทำให้ราคาสุทธิของบ้านใหม่ในหลายโครงการลดลงมาใกล้เคียงกับบ้านมือสอง

ภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านมือสอง เพราะเมื่อราคาห่างกันไม่มาก ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งย่อมเลือกบ้านใหม่ที่ได้รับการรับประกันคุณภาพและมีแพ็กเกจส่งเสริมการขายมากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่ง บ้านมือสองมีจุดแข็ง เรื่องทำเลในเมือง ขนาดที่ดินที่ใหญ่กว่า และความคุ้มค่าของราคาต่อพื้นที่ใช้สอย ข้อมูลของ REIC สะท้อนว่าตลาดบ้านมือสองยังมีบทบาทสำคัญ โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 บ้านมือสองคิดเป็นประมาณ 67% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ขณะที่บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนประมาณ 33%

พิษเศรษฐกิจคนขายบ้านดันทรัพย์มือสองทะลัก

 ด้านนายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) ภาพรวมยอดโอนกรรมสิทธิ์ปี 2568 ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง จำนวน 3.1 แสนหน่วยทั่วประเทศ เมื่อเทียบก่อนโควิดมียอดโอนกรรมสิทธิ์เกือบ 4 แสนหน่วย ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ แยกเป็นบ้านมือหนึ่ง 38% และบ้านมือสอง 62%เมื่อเทียบสัดส่วนปริมาณบ้านมือสองที่เพิ่มขึ้นจากพิษเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่นำบ้านออกขาย สวนทางกับบ้านใหม่ที่มีปริมาณลดลง

หากย้อนไปในปี 2567 บ้านมือสองในตลาดมีเพียง 1.2 แสนหน่วยห่างกันเพียงปีเดียวกลับพบว่าปี 2568 มีบ้านมือสองเพิ่มขึ้นเป็นสต็อกสะสมในตลาดมากถึง 2.2-2.3 แสนหน่วยทั่วประเทศ สะท้อนจากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง คนนำบ้านออกขาย โดยมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่บ้านมือสองเพิ่มขึ้นกว่าแสนหน่วยภายใน 1 ปี เกิดจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจซบเซา สถาบันเข้มงวดสินเชื่อ ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับบ้านมือหนึ่ง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการจะลดการเปิดตัวลงเรื่อยๆ สะท้อนจากตัวเลข บ้านใหม่เคยเปิดตัวปีละกว่า 1 แสนหน่วยทั่วประเทศ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงกว่า 5 หมื่นหน่วยต่อปีส่วนสต็อกบ้านใหม่อยู่ที่ 2.1 แสนหน่วย ใช้เวลาขาย 4-5 ปี ขณะที่บ้านมือสอง ใช้เวลาระบายสต็อก 2 ปี เนื่องจากราคาถูก และต่อรองลดราคาลงได้ถึง 50% ทั้งนี้ในไตรมาสแรกปีนี้โอนกรรมสิทธิ์ไป 3.3 หมื่นหน่วย

บ้านใหม่ดัมพ์ราคากระทบบ้านมือสองลดตาม

 นายวสันต์กล่าวต่อว่า  จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง ตลาดบ้านมือหนึ่งลดราคาลง เฉลี่ย 10-30% ออกแคมเปญใหญ่อยู่พรี 4 ปี แถมฟรีโอน เช่นบ้านเดี่ยวราคา 4 ล้านบาทในต่างจังหวัด ลดราคาลง1ล้านบาทโดยใช้กลยุทธ์ไม่ต่างกับแคมเปญรถยนต์อีวี ส่งผลให้บ้านมือสองต้องถอยตาม และคอยติดตามสถานการณ์บ้านมือหนึ่งอย่างใกล้ชิด และทันทีที่บ้านมือหนึ่งลดราคา บ้านมือสองจะต้องลดราคาลง แม้ว่าปกติราคาจะถูกกว่าบ้านมือหนึ่งประมาณ 20-30% ก็ตาม และหากสภาพบ้านต้องซ่อมแซมจะลดราคาลงอีกไม่ตํ่ากว่า 50%

เปิดทำเลเสี่ยงสต็อกล้น-ซื้อบ้านก่อนตัดสินใจ

 อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างหนัก สำหรับบ้านมือหนึ่ง คือโซนปริมณฑล ปทุมธานี, นนทบุรี, นครปฐม และโซนภาคตะวันออก ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา รวมถึงทำเลคอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาทที่มีอุปทานล้นเกิน เช่น ติวานนท์ -นวลฉวีเป็นโซนที่ต้องระมัดระวังสูงสุดเนื่องจากราคาปรับลดลงเฉลี่ย 8.3%ในระยะเวลาเพียง 1 ปี ขณะทำเลของบ้านมือสองที่ถือว่าเสี่ยงที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.เสี่ยงด้านกายภาพและภัยพิบัติ นํ้าท่วม บ้านทรุดตัว 2.เสี่ยงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างรถติดหนัก ห่างไกล และ 3.เสี่ยงต่อราคาตกหรือขายไม่ออกในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ดาวโจนส์ร่วง 500 จุด รับราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์

ดาวโจนส์ร่วง 500 จุด หลังราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ สงครามอิหร่าน-สหรัฐเข้าสู่ช่วงอันตราย ทรัมป์ขู่ถล่มครั้งใหญ่ ขณะที่หุ้น Alphabet และ Tesla ดิ่งลงหนัก  

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับตัวลดลงในวันพฤหัสบดี (23 ก.ค. 69) เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันนักลงทุนก็กำลังประเมินผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก โดยเฉพาะผลประกอบการของ Alphabet ที่ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สูงขึ้น  

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ร่วงลง 506.93 จุด หรือ 0.97% ปิดที่ 51,711.65 จุด  ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.21% ปิดที่ 7,408.30 จุด  

ดัชนีแนสแด็ก Nasdaq Composite ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีถ่วงดุลเป็นส่วนใหญ่ ร่วงลง 2.15% ปิดที่ 25,137.69 จุด  

ดัชนี Nasdaq ถูกกดดันอย่างหนักจากการร่วงลง 7% ของหุ้น Alphabet และการดิ่งลงถึง 14% ของหุ้น Tesla ภายหลังการประกาศผลประกอบการ  

ราคาน้ำมันดิบกดดันตลาดหุ้น

ราคาน้ำมันดิบสร้างแรงกดดันต่อหุ้นมากขึ้น หลังจากที่ราคาทะยานขึ้นเมื่อกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากเตหะราน อ้างว่าได้โจมตีเรือน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสองลำในทะเลแดง เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจขยายวงกว้าง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ขู่จะทิ้งระเบิดทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน  

“นับจากนี้ไป ทุกครั้งที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยิงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะด้วยขีปนาวุธ จรวด โดรน หรืออาวุธหรืออุปกรณ์ใด ๆ ก็ตาม สหรัฐอเมริกาจะทิ้งระเบิดและทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าหนึ่งแห่ง รวมถึงสิ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับหรือภายในกรุงเตหะราน เมืองหลวง” ประธานาธิบดีระบุในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social  

ต่อมาในวันพฤหัสบดี สำนักข่าวแอ็กซิออส (Axios) รายงานว่า ทรัมป์ กล่าวว่าเขากำลัง “พิจารณาการโจมตีครั้งใหญ่” ต่ออิหร่าน โดยเขาบอกกับสำนักข่าวว่า การโจมตีดังกล่าวจะ “ใหญ่กว่าที่เคยมีมา” พร้อมเสริมว่า “ผมใกล้จะตัดสินใจแล้ว เราเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้แล้ว” อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีไม่ได้ระบุเส้นตายในการตัดสินใจครั้งนี้  

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) พุ่งขึ้น 7% ปิดที่ 100.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบสหรัฐ เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ปรับขึ้น 6% ปิดที่ 92.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งเบรนท์และ WTI ซื้อขายที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามเมื่อเดือนที่แล้ว  

ยีลด์บอนสหรัฐพุ่งขึ้นจากกังวลเงินเฟ้อ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ปรับตัวสูงขึ้นควบคู่ไปกับราคาน้ำมัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเหนือระดับ 4.7% ชั่วคราว แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ก็ปรับขึ้นเช่นกัน โดยแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 4.37%  

รอสส์ เมย์ฟีลด์ นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Baird ระบุว่า ระดับของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี “น่าจะมีความสำคัญมากกว่า” ต่อมุมมองของตลาดเกี่ยวกับเส้นทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) โดยขณะนี้ การซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยชี้ให้เห็นว่า มีโอกาสมากกว่า 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นจากราว 52% เมื่อสัปดาห์ก่อน ตามข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch  

เขากล่าวกับซีเอ็นบีซี ว่า “มันเป็นเรื่องที่มองข้ามได้ยาก [เกี่ยวกับความขัดแย้ง] ไม่ใช่แค่เพราะราคาน้ำมัน แต่ยังเพราะแรงกดดันตลอดทั้งเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรด้วย ปัจจัยพื้นฐานในตอนนี้ ผมคิดว่า ทำให้ตลาดมีโอกาสยืนระยะได้ในระยะยาว หรืออย่างน้อยก็ในระยะกลาง แต่ในช่วงสองถึงสามเดือนข้างหน้า ประเด็นจะวนกลับมาเกี่ยวกับอิหร่านอีกครั้ง”  

นอกจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันแล้ว ตลาดหุ้นยังถูกถ่วงจากหุ้น Alphabet หลังจากบริษัทแม่ของ Google ปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุน (capital expenditures) ปี 2026 เป็นระหว่าง 195,000 ล้านดอลลาร์ ถึง 205,000 ล้านดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ยังคงแข็งแกร่ง การปรับเพิ่มจากกรอบคาดการณ์เดิมที่ 180,000–190,000 ล้านดอลลาร์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้จ่ายของกลุ่ม “ไฮเปอร์สเกลเลอร์” (ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่) ที่ทุ่มลงทุนด้าน AI  

หุ้นของกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์รายใหญ่อื่น ๆ อย่าง Meta Platforms, Microsoft และ Amazon ก็ปิดในแดนลบในวันพฤหัสบดีเช่นกัน  

สำหรับ Tesla ราคาหุ้นดิ่งลงหลังจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้รายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่พลาดความคาดหวังอย่างมาก นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทก็เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ในช่วงเวลาดังกล่าว  

ทั้ง Tesla และ Alphabet ต่างรายงานกระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ติดลบในไตรมาสที่สองเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก .bangkokbiznews.com


3 โปรสาวไทยเปิดสวย! เมียว-พราว-แพตตี้ รั้งที่ 9 ร่วม ศึกสกอตติช โอเพ่น 2026

“โปรเมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, “โปรพราว” ชเนตตี วรรณแสน และ “โปรแพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ เปิดฉากได้อย่างยอดเยี่ยม เก็บคนละ 1 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 9 ร่วม หลังจบรอบแรก กอล์ฟ ISPS HANDA Women’s Scottish Open 2026 ที่ประเทศสกอตแลนด์

การแข่งขันกอล์ฟ แอลพีจีเอ ทัวร์ รายการ ISPS HANDA Women’s Scottish Open 2026 ที่ประเทศสกอตแลนด์ เปิดฉากการแข่งขันรอบแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีนักกอล์ฟสาวไทยลงประชันวงสวิงหลายราย

ผลปรากฏว่า “โปรเมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ, “โปรพราว” ชเนตตี วรรณแสน และ “โปรแพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ ทำผลงานดีที่สุดในบรรดานักกอล์ฟไทย หลังเก็บสกอร์คนละ 1 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 9 ร่วม

ส่วนตำแหน่งผู้นำร่วมหลังจบรอบแรกเป็นของ ลอเรน คัฟลิน โปรสาวจากสหรัฐอเมริกา และ เจนนี่ ชิน จากเกาหลีใต้ ซึ่งต่างทำสกอร์ 6 อันเดอร์พาร์ เท่ากัน

ผลงานนักกอล์ฟไทย รอบแรก

  • อันดับ 9 ร่วม (-1): ปาจรีย์ อนันต์นฤการชเนตตี วรรณแสนปภังกร ธวัชธนกิจ
  • อันดับ 21 ร่วม (+1): เอรียา จุฑานุกาลอาภิชญา ยุบลอัญชิสา อุตมะ

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


บุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าคร่าชีวิตปีละ 7 หมื่นราย เศรษฐกิจพัง 3.5 แสนล้าน

นักวิชาการเผย “บุหรี่/ยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้า” คร่าชีวิตคนไทยกว่า 70,000 รายต่อปี สูญเสียเศรษฐกิจกว่า 3.5 แสนล้านบาท ร้อยละ 80 เป็นความสูญเสียจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แนะควรปรับอัตราภาษีตามปริมาณให้สะท้อนต้นทุนทางเศรษฐกิจของบุหรี่แต่ละซอง

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา  โรงแรม Vic 3 กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และเครือข่ายวิชาการ จัดการแถลงข่าว “ภาระโรค vs ภาษี : ทางเลือกและทางรอดของการควบคุมยาสูบ”

นายรักษพล สนิทยา หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เปิดเผยผลวิจัยล่าสุด ‘รายงานการศึกษาภาระทางเศรษฐศาสตร์ของโรคที่เกิดจากการบริโภคยาสูบในประเทศไทย ปี 2567’ พบว่า  การบริโภคยาสูบเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทย 70,795 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 11.2 ของการเสียชีวิตทั้งหมดของประเทศ โดยการสูบบุหรี่/ยาสูบเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตมากที่สุด รองลงมาคือ การได้รับควันบุหรี่มือสอง การใช้บุหรี่ไฟฟ้า และการใช้ยาสูบชนิดเคี้ยว ตามลำดับ

ค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.5 แสนล้านบาท

การบริโภคยาสูบสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย สูงถึง 352,589 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มูลค่าความสูญเสียดังกล่าว สูงถึงร้อยละ 213.2 ของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 และสูงกว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า

นอกจากนี้ มากกว่าร้อยละ 80 ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งหมด เกิดจากการสูญเสียผลิตภาพจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่ก่อให้เกิดการสูญเสียจากการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ชี้ให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของภาระโรคและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รองลงมาคือการได้รับควันบุหรี่มือสอง

ขณะที่บุหรี่ไฟฟ้า แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วนความเสียหายยังไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่ แต่ได้เริ่มสร้างผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างชัดเจนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้สะท้อนว่าต้นทุนทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากการบริโภคยาสูบมีมูลค่าสูงกว่ารายได้จากภาษียาสูบหลายเท่า จึงเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนการดำเนินมาตรการควบคุมยาสูบอย่างเข้มข้น ทั้งด้านภาษี การบังคับใช้กฎหมาย และการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน

กลุ่มอายุ 15-29 ปี มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุด

ดร.ชยุตม์ พินิจค้า นักวิจัยมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวถึง ‘การประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ปี 2567’ โดยผลการศึกษา พบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าส่งผลให้คนไทยเสียชีวิตราว 770 รายต่อปี และสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) มากกว่า 39,000 ปี ความสูญเสียดังกล่าวครอบคลุมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้โดยตรง และผลกระทบทางอ้อมจากผู้ใช้บางส่วนที่เปลี่ยนไปสูบบุหรี่มวนในภายหลัง (Gateway effect)

การสูญเสียปีสุขภาวะส่วนใหญ่เกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าการเจ็บป่วย โดยโรคที่ก่อให้เกิดภาระโรคสูงสุด ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง รองลงมาคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคซึมเศร้า ตามลำดับ

จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบว่า แม้ภาพรวมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบจะไม่เปลี่ยนแปลงจาก 5 ปีก่อน แต่รูปแบบการบริโภคเปลี่ยนไป ซึ่งการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15-29 ปี มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.6 เป็นร้อยละ 8.4 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งในจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 1.6 ล้านคน พบว่า ร้อยละ 35 หรือมากกว่า 1 ใน 3 มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

นอกจากนี้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 19 หรือประมาณ 304,000 คน เป็นผู้หญิง ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า เด็ก เยาวชน กลุ่มวัยเริ่มทำงาน และผู้หญิง เป็นกลุ่มสำคัญที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้า แม้ประเทศไทยมีมาตรการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการปราบปรามการจำหน่ายและการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งเร่งดำเนินมาตรการป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าในทุกรูปแบบในเด็กและเยาวชน

ปรับอัตราภาษี ควบคุมการสูบบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า

ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านภาษียาสูบ กล่าวว่า หลายมาตรการอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของประเทศไทย ในการควบคุมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยเฉพาะการเก็บภาษีสรรพสามิตจากบุหรี่ซิกาแรตเพื่อเพิ่มราคาขายปลีก

มาตรการภาษีสรรพสามิตมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ จากโครงสร้างเก่าเป็นโครงสร้างและอัตราใหม่ที่เป็นระบบผสม ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 โดยมีทั้งอัตราตามปริมาณและอัตราตามมูลค่า 2 อัตรา (ตลาดบนและตลาดล่าง) โดยกำหนดไว้ว่าจะปรับให้เป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 40 ของราคาขายปลีก ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่กำหนด

หลังจากล่าช้ามา 2 ปี ก็ได้มีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 โดยเพิ่มอัตราตามปริมาณที่เก็บจากบุหรี่ซิกาแรตทุกราคา และเพิ่มอัตราตามมูลค่า ที่ยังคงมี 2 อัตราเช่นเดิม ซึ่งมีข้อสังเกตว่าอัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลงเหมือนในอดีต ในขณะที่รายรับภาษีสรรพสามิตกลับลดลง

บทเรียนที่ได้จากการวิเคราะห์การปรับโครงสร้างและอัตราภาษีสรรพสามิตเดิมที่ใช้มากว่า 30 ปี  เป็นโครงสร้างและอัตราภาษีใหม่ที่แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ในปี 2560 และโครงสร้าง 2 ระดับ ที่มีอัตราใหม่สูงขึ้นในปี 2564 ได้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอย่างไรบ้าง มีทางเลือกอื่นหรือไม่ มีได้กี่แบบ แต่ละแบบอาจส่งผลกระทบอะไร ซึ่งผลการศึกษาจากข้อมูลจริงที่ได้รับจากกรมสรรพสามิต ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของโครงสร้างและอัตราภาษี 2 อัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่การปรับโครงสร้างและอัตราภาษีใหม่ ทั้งอัตราตามปริมาณและอัตราตามมูลค่า

โดยชี้ให้เห็นจุดอ่อนของการใช้อัตราภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา ที่แบ่งตลาดบุหรี่ซิกาแรตเป็นตลาดบนและตลาดล่าง เพราะจูงใจให้อุตสาหกรรมบุหรี่ซิกาแรตแจ้งราคาขายปลีกต่ำหรือไม่ปกติเพื่อเลี่ยงภาระภาษี ซึ่งเรื่องสำคัญนี้เป็นปัญหาของประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ไม่ใช่ปัญหาทางด้านสุขภาพ เพราะอัตราภาษียิ่งสูงยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมการสูบบุหรี่ อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าควรปรับอัตราภาษีตามปริมาณให้สะท้อนต้นทุนทางเศรษฐกิจของบุหรี่แต่ละซอง ที่จะช่วยควบคุมการสูบบุหรี่ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเพิ่มรายรับภาษีสรรพสามิตไปพร้อมกันด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


คำศัพท์เมื่อต้องไปออกกำลังกาย

เพราะการที่เราจะเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษได้นั่น เกิดจากการที่ใช้งานเป็นประจำ และแน่นอนว่าในการออกกำลังกาย บางครั้งเราก็หนีไม่พ้นภาษาอังกฤษเช่นกัน  วันนี้ วอลล์สตรีทอิงลิช จะเอาคำศัพท์ และประโยค ที่ต้องใช้เมื่อเราต้องออกกำลังกายมาผากกัน ว่าแต่มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

Fitness 

ก่อจะเริ่มต้นไปไหน เรามาแก้ความเข้าใจผิด และทำความเข้าใจดีกว่า 

คนไทยมักเข้าใจผิดว่า “ฟิตเนส” คือสถานที่ออกกำลังกาย ฝรั่งอาจจะงงกันได้ง่ายๆ เพราะในความเป็นจริงของภาษษอังกฤษ คำนี้แปลว่า “สมรรถภาพของร่างกาย” ไม่ใช่สถานที่ออกกำลังกายอย่างที่เราเข้าใจ และถ้าจะสื่อความหมายของสถานที่ต้องใช้คำว่า “Fitness center” หรือใช้คำว่า “gym” แทนนะ น่าจะดีกว่า 

เช่น I’m gonna go to the fitness center. (ฉันอยากจะไปยิมเซ็นเตอร์) 

Abs

สำหรับคำศัพท์ Abs หลายคนอาจจะไม่คุ้นตา แต่คำนี้ย่อมาจาก Abdominal muscles หมายถึง กล้ามเนื้อหน้าท้อง และเราเรียกกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ฟิตเฟิร์มว่า six-pack abs นั่นเอง 

เช่น I’d like to train my abs. (ฉันอยากฝึกกล้ามหน้าท้อง) 

Exercises กับ Work out 

จริงอยู่ที่คำว่า exercise แปลว่าออกกำลังกาย แต่ถ้าให้ใช้ในการการตอบคำถาม หรือใช้ในการสนทนาแล้ว เราจะไม่ใช้คำว่า exercise แต่จะใช้คำว่า work out  แทน

ถึงแม้ว่า ทั้ง exercise และ work out ทั้งสองตัวเป็นกริยาเหมือนกัน แต่ work out เป็น phrasal verb หรือกลุ่มคำกริยาที่ชาวต่างชาติจะใช้ในความหมายของการออกกำลังกายมากที่สุดนั่นเอง 

ดังนั้นถ้าอยากจะตอบว่าชอบออกกำลังกาย ให้ตอบว่า  I like to work out. (ฉันชอบออกกำลังกาย) จะดีกว่า

Cardio 

คำนี้เป็นศัพท์เฉพาะเมื่อพูดถึงเรื่องของหัวใจ แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแล้ว  คำว่า cardio นี้ เป็นการเรียกรูปแบบการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต แบบย่อๆ นั่นเอง

โดยเป็นการออกกำลังกายประเภท cardiovascular exercise ครับ โดยจะเป็นรูปแบบการเน้นการออกกำลังกายที่จะทำการเผลผลาญแคลอรี่ในร่างกาย ช่วยเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนดี สามารถช่วยลดความตึงเครียดได้ อีกทั้งยังช่วยให้ปอดและหัวใจแข็งแรงอีกด้วย

Warm up 

คือการอบอุ่นร่างกาย เป็นการทำให้ร่างกายอบอุ่นโดยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการไหลเวียนโลหิต ทำให้ข้อต่อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อยืดหยุ่น ลดความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บขณะออกกำลังกาย แน่นอนว่านอกจากใช้ในการออกกำลังกาย คำนี้ยังใช้ในเชิงการเตรียมตัว เตรียมพร้อม เพราะรออะไรสักอย่างอีกด้วย

Cool down 

cool down คำนี้หลายคนน่าจะคุ้นชินกันดี และถ้าใครที่ชบออกกำลังกายน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า นี่คือการออกกำลังกายให้ช้าลง จนหยุดออก ทำเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนจะเลิกออกกำลังกายนั่นเอง

Body weights 

คำนี้จะหมายถึง การออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักของตัวเอง โดยเราสามารถแยกย่อยลงไปได้อีก ตามประเภทของการใช้งาน เช่น 

  • squat การฝึกท่าสควอท เป็นการนั่งยองๆ เหมือนนั่งเก้าอี้อากาศ
  • lunge เป็นการฝึกต้นขา
  • crunch ฝึกความแข็งแรงของหน้าท้อง
  • push-up การฝึกท่าดันพื้น หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ วัดพื้น, วิดพื้น นั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


‘ตู้เย็นสำหรับมนุษย์’ นวัตกรรมจากญี่ปุ่น ช่วยชีวิตคนทำงานกลางแจ้งในยุคโลกเดือด

  • ญี่ปุ่นพัฒนานวัตกรรม “ตู้เย็นสำหรับมนุษย์” (Do Hiemon Box) เพื่อช่วยให้คนทำงานกลางแจ้ง เช่น คนงานก่อสร้างและในโรงงาน สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด
  • ตัวตู้ทำงานโดยการเป่าลมเย็นจัดอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียสไปยังจุดสำคัญของร่างกาย เช่น ศีรษะ คอ และหลัง เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายและบรรเทาอาการอ่อนเพลียจากความร้อน
  • ออกแบบมาให้เคลื่อนย้ายสะดวกด้วยล้อลาก และประหยัดพลังงานกว่าเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง
  • มีราคาจำหน่ายเครื่องละประมาณ 300,000 บาท และเริ่มมีการติดตั้งนำร่องให้ประชาชนทั่วไปได้ทดลองใช้ฟรีที่เมืองมาเอบาชิ

ญี่ปุ่น” เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว และอุณหภูมิก็พุ่งสูงทำลายสถิติ จนต้องมีคำศัพท์ใหม่ “โคคุโช” (Kokusho) หรือ “ความร้อนที่โหดร้าย” ใช้เรียกวันที่อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนจนพัดลมก็เอาไม่อยู่ บริษัทต่าง ๆ จึงเริ่มคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนเกินจะรับไหว 

ตู้เย็นสำหรับมนุษย์” เป็นนวัตกรรมล่าสุด ที่กำลังสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกโซเชียล ซึ่งเป็นตู้ทำความเย็นสำหรับบุคคลหนึ่งคน ออกแบบมาเพื่อแช่เย็นร่างกายของมนุษย์โดยเฉพาะ

อุปกรณ์นี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “โด ฮิเอมอน บ็อกซ์” (Do Hiemon Box) พัฒนาโดยบริษัท SDRS ผู้ผลิตระบบทำความเย็นและตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และจัดจำหน่ายโดย Trusco Nakayama ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากตู้จำหน่ายเครื่องดื่มแช่เย็น ที่พบเห็นได้ทั่วไปทุกมุมถนนในญี่ปุ่น

ภายในตู้นี้ จะรักษาอุณหภูมิคงที่ไว้ที่ 15 องศาเซลเซียสตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้าไป เมื่อผู้ใช้งานนั่งลงบนเก้าอี้ที่ติดตั้งมาให้ จะมีลมเย็นจัดอุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซลเซียส เป่าตรงไปยังจุดสำคัญของร่างกาย ได้แก่ ศีรษะ คอ ไหล่ และหลัง ซึ่งเป็นจุดที่ช่วยระบายความร้อนได้ดีที่สุด

ทางผู้ผลิตระบุว่า ผู้ใช้จะรู้สึกเย็นขึ้นอย่างชัดเจนภายในเวลาเพียง 5 นาที และการพักผ่อนภายในตู้ประมาณ 10 นาทีสามารถช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียจากความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่จะปิดเครื่องอัตโนมัติหลังใช้งานครบ 20 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเย็นจัดจนเกินไป

นวัตกรรมนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่มคนที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ร้อนระอุ เช่น ไซต์งานก่อสร้าง โรงงาน และโกดังสินค้า โดยตัวตู้กินไฟเพียงครึ่งหนึ่งของเครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนที่ทั่วไป อีกทั้งสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกด้วยล้อลาก จึงไม่ต้องติดตั้งงานระบบให้ยุ่งยาก สนนราคาอยู่ที่เครื่องละ 1.5 ล้านเยน (ประมาณ 300,000 บาท)

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่เผชิญกับความร้อนรุนแรง โดยในปี 2025 มีผู้ป่วยที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยโรคลมแดด สูงถึง 100,000 ราย ดังนั้นตู้เย็นสำหรับมนุษย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ในช่วงฤดูร้อน โดยขณะนี้เริ่มมีการนำร่องติดตั้งให้ประชาชนใช้งานได้ฟรี ที่ศาลาว่าการเมืองมาเอบาชิ ในจังหวัดกุนมะ เพื่อเป็นจุดพักหลบภัยความร้อนแก่ประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์ยังมีการตั้งข้อสังเกตและกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพ โดยบางส่วนมองว่าการเปลี่ยนอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วอาจทำให้ร่างกายเกิดสภาวะช็อกได้ ขณะที่บางคนมองว่าวิดีโอโฆษณาดูโอเวอร์เกินจริง เหมือนเป็นมุกตลกมากกว่านวัตกรรมทางการแพทย์ที่จริงจัง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ก่อนนอน ดื่มชาอะไรดี? 6 ชาที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น นักกำหนดอาหารแนะนำ

ก่อนนอน ดื่มชาอะไรดี ตอบเลย หากอยากดื่มชาก่อนนอน ควรเลือกชาที่ไม่มีคาเฟอีน เช่น ชาคาโมมายล์ ชากะทกรก ชาลาเวนเดอร์ หรือชาแมกโนเลียบาร์ก เพราะอาจช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้ดีขึ้น ขณะที่ชาดำ ชาเขียว หรือชาที่มีคาเฟอีน อาจทำให้นอนหลับยากกว่าเดิม

บทความนี้รวบรวม 6 ชาที่นักกำหนดอาหารแนะนำสำหรับดื่มก่อนนอน พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยที่สนับสนุน เพื่อช่วยเลือกชาที่เหมาะกับการพักผ่อนในแต่ละคืน

6 ชาช่วยให้นอนหลับ ที่นักโภชนาการแนะนำ ดื่มก่อนนอนช่วยผ่อนคลาย

การดื่มชาอุ่นๆ ก่อนนอนเป็นกิจวัตรที่หลายคนนิยม เพราะช่วยให้ร่างกายและจิตใจรู้สึกสงบมากขึ้น งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ชาบางชนิดมีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยลดความเครียด กระตุ้นการผ่อนคลายของระบบประสาท และอาจช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้นเมื่อดื่มเป็นประจำ

1. ชาคาโมมายล์ (Chamomile Tea)

ชาคาโมมายล์เป็นหนึ่งในชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการดื่มก่อนนอน เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ชื่อ Apigenin ที่ช่วยจับกับตัวรับในสมอง ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล และช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

  • ช่วยให้ผ่อนคลาย
  • ลดความวิตกกังวล
  • ส่งเสริมคุณภาพการนอน

2. ชาเลมอนบาล์ม (Lemon Balm Tea)

เลมอนบาล์มเป็นสมุนไพรในตระกูลมินต์ที่มีกลิ่นหอมสดชื่น งานวิจัยพบว่าอาจช่วยเพิ่มคุณภาพการนอน โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะเครียดหรือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากมีสารโรสมารินิกแอซิด (Rosmarinic Acid) ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของ GABA ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผ่อนคลายของสมอง

3. ชาเขียว (Green Tea)

แม้ชาเขียวจะมีคาเฟอีน แต่ชาเขียวชนิดคาเฟอีนต่ำก็อาจช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เพราะมีกรดอะมิโน L-Theanine ที่ช่วยลดความเครียด ทำให้สมองรู้สึกสงบ และช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายก่อนเข้านอน

หากไวต่อคาเฟอีน ควรเลือกชาเขียวสูตรคาเฟอีนต่ำหรือหลีกเลี่ยงการดื่มใกล้เวลาเข้านอน

4. ชาแพสชันฟลาวเวอร์ (Passionflower Tea)

ชาแพสชันฟลาวเวอร์เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับเป็นครั้งคราว หรือมีอาการนอนหลับยากจากความเครียด โดยมีข้อมูลว่าช่วยเพิ่มระดับ GABA ในสมอง ซึ่งช่วยลดการทำงานของระบบประสาทและทำให้รู้สึกสงบมากขึ้น

สามารถดื่มร่วมกับสมุนไพรอย่างคาโมมายล์หรือเลมอนบาล์ม เพื่อเสริมฤทธิ์ในการผ่อนคลายได้

5. ชาเปลือกแมกโนเลีย (Magnolia Bark Tea)

เปลือกแมกโนเลียถูกใช้ในแพทย์แผนจีนและญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน โดยมีสารสำคัญอย่าง Magnolol และ Honokiol ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของ GABA ทำให้สมองผ่อนคลาย และอาจช่วยปรับสมดุลวงจรการนอนหลับ

งานวิจัยบางชิ้นยังพบว่าอาจช่วยให้นอนหลับดีขึ้นและช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าในผู้หญิงหลังคลอดได้

6. ชาทัลซีผสมอัชวากันดา (Tulsi Ashwagandha Tea)

ชาสมุนไพรสูตรนี้ได้รับความนิยมในศาสตร์อายุรเวท โดย ทัลซี (Holy Basil) ช่วยลดความเครียด ส่วน อัชวากันดา (Ashwagandha) เป็นสมุนไพรกลุ่ม Adaptogen ที่ช่วยปรับสมดุลการตอบสนองต่อความเครียดและระดับคอร์ติซอล จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกิจวัตรผ่อนคลายก่อนนอน

เคล็ดลับการเลือกชา ก่อนเข้านอน

  • เลือกชาที่ไม่มีคาเฟอีน หรือมีคาเฟอีนต่ำ
  • ดื่มเป็นกิจวัตรก่อนนอนทุกวัน เพื่อให้ร่างกายจดจำเวลาในการพักผ่อน
  • ควรดื่มก่อนเข้านอนประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อลดการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก
  • อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง เพราะชาบางชนิดอาจมีส่วนผสมของคาเฟอีน
  • หากตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มชาสมุนไพร

ชาสำหรับช่วยให้นอนหลับ ที่ได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการ ได้แก่ ชาคาโมมายล์ ชาเลมอนบาล์ม ชาแพสชันฟลาวเวอร์ ชาเปลือกแมกโนเลีย ชาเขียวคาเฟอีนต่ำ และชาทัลซีผสมอัชวากันดา ซึ่งล้วนมีสารจากธรรมชาติที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ชาไม่ใช่ยารักษาอาการนอนไม่หลับ หากมีปัญหาการนอนเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 24/7/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a64,350.0064,550.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,160.0063,065.6065,350.00
ทองรูปพรรณ 90%3,744.0056,759.04n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,328.0050,452.48n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,872.0028,379.52n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,456.0022,072.96n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,310.8865,352.94n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 24/7/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9536.6936.6937.1936.6936.6936.6936.6936.6936.69
แก๊สโซฮอล์ 9136.3236.3236.8236.3236.3236.3236.3236.3236.32
แก๊สโซฮอล์ E2031.6931.6931.8931.6931.6931.6931.6931.69
แก๊สโซฮอล์ E8527.6327.6327.63
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม47.7948.4449.8447.79
เบนซิน 9545.6848.4146.1845.8345.68
ดีเซล36.6936.6936.6936.6936.6936.6936.6936.6936.69
ดีเซล B2031.6931.6931.6931.6931.6931.6931.6931.69
ดีเซลพรีเมี่ยม50.0549.2549.8449.2550.05
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า