สต็อกบ้าน 2.1 แสนหน่วย 4 ปีระบายหมด แต่ทำไมอสังหาฯ ยังไม่วิกฤติ?

- แม้มีสต็อกบ้านเหลือขายกว่า 2.1 แสนหน่วย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาระบายหมดใน 4 ปี แต่ยอดขายโดยรวมยังเติบโต โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ยังเป็นที่ต้องการสูง
- ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์โดยเปิดโครงการใหม่น้อยลง แต่หันไปเน้นโครงการขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อเจาะตลาดบนที่กำลังซื้อยังแข็งแกร่ง
- ภาวะตลาดเป็นการ “ปรับสมดุล” ไม่ใช่วิกฤตฟองสบู่ เนื่องจากการชะลอเปิดโครงการใหม่ช่วยให้สต็อกเดิมค่อยๆ ถูกระบายออกไป ในขณะที่ยอดขายยังคงเพิ่มขึ้น
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในช่วง “ชะลอ แต่ไม่ชะงัก” แม้กำลังซื้อระดับกลาง-ล่างอ่อนแรง โครงการใหม่เปิดน้อยลง และยังมีบ้านเหลือขายกว่า 210,000 หน่วย แต่ยอดขายกลับเติบโต โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ยังเป็นสินค้าขายดีที่สุด ภาพทั้งหมดกำลังสะท้อนว่า ผู้ประกอบการกำลังปรับเกมครั้งใหญ่ เพื่อเอาตัวรอดในเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่
เปิดโครงการน้อยลงแต่มูลค่าสูงขึ้น
ข้อมูลจาก AREA ระบุว่า ครึ่งแรกปี 2569 มีโครงการเปิดใหม่เพียง 97 โครงการลดลง 15.7% จากปีก่อนแต่สิ่งที่น่าสนใจคือ จำนวนหน่วยกลับเพิ่มขึ้นเป็น17,045 หน่วยและมูลค่าโครงการพุ่งเป็น152,742 ล้านบาทเพิ่มขึ้นถึง 37.3%นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการไม่ได้ “ลงทุนลดลง” แต่กำลังเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
โดยหันไปพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่มีความคุ้มค่ากว่าค่าเฉลี่ยจำนวนยูนิตต่อโครงการเพิ่มจาก135 หน่วย เป็น 176 หน่วยสะท้อนว่าผู้ประกอบการกำลังเดิมพันกับโครงการที่มีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมขณะเดียวกัน ราคาขายเฉลี่ยต่อยูนิตขยับจาก7.17 ล้านบาท เป็น 8.90 ล้านบาทแสดงให้เห็นว่าตลาดระดับล่างกำลังอ่อนแรง ขณะที่ผู้ประกอบการเลือกโฟกัสสินค้าราคาสูงมากขึ้น
ทำไมบางโครงการต้องหยุดขาย?
แม้ภาพรวมตลาดยังเดินหน้า แต่ครึ่งปีแรกมีโครงการหยุดขายแล้ว 6 โครงการมูลค่ารวมเกือบ24,000 ล้านบาท สาเหตุไม่ได้มาจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัย
- 31% ไม่ผ่านการอนุมัติ EIA
- 22% พัฒนาสินค้าไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
- 19% ไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร
- 7% เลือกทำเลผิดสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาฯ วันนี้ ไม่ใช่แค่ “ขายไม่ได้” แต่คือการวางแผนผิดตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ
คอนโดครองแชมป์ตอบโจทย์คนซื้อ
ครึ่งปีแรกปี 2569 ตลาดขายที่อยู่อาศัยได้รวม 26,780 หน่วยสินค้าที่ขายดีที่สุดคือ คอนโดมิเนียมมีจำนวน 14,439 หน่วย หรือคิดเป็นเกือบ54% ของยอดขายทั้งหมดตามมาด้วย ทาวน์เฮาส์ 6,820 หน่วย บ้านเดี่ยว 3,393 หน่วยเหตุผลสำคัญคือ คอนโดยังเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย ซื้อได้ง่าย ขายต่อคล่อง และปล่อยเช่าได้ง่ายทำให้ยังเป็นตัวเลือกอันดับแรกของทั้งผู้ซื้ออยู่เองและนักลงทุน
บ้านเหลือขาย 2.1 แสนหน่วยใช้เวลา4 ปีหมด
แม้ยอดขายจะเติบโต แต่ตลาดยังมีสินค้าคงค้างสูงถึง210,112 หน่วย AREA ประเมินว่า หากไม่มีโครงการใหม่เปิดเพิ่มเลย จะต้องใช้เวลาราว 49.5 เดือน หรือประมาณ 4ปีจึงจะระบายสต็อกทั้งหมดได้เมื่อดูตามประเภทสินค้า พบว่า
- อันดับ 1 ทาวน์เฮาส์ เหลือขาย 68,831 หน่วย (32.8%)
- อันดับ 2 คอนโดมิเนียมเหลือขาย 61,543 หน่วย(29.3%)
- อันดับ 3 บ้านเดี่ยวเหลือขาย51,739 หน่วย (24.6%) ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้คอนโดจะขายดีที่สุด แต่ก็ยังมีสต็อกจำนวนมาก เพียงแต่หมุนเวียนได้เร็วกว่าเซกเมนต์อื่น
AREA คาดว่า ปี 2569 จะมียอดขายทั้งปีประมาณ 57,000 หน่วยสูงกว่าปีก่อนที่ทำได้ 50,472 หน่วยในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการกลับเปิดโครงการใหม่ลดลงการที่ยอดขายยังเพิ่ม แต่การเปิดโครงการใหม่ชะลอลง ทำให้สต็อกเดิมค่อย ๆ ถูกระบายออก
จึงยังไม่ใช่สัญญาณของภาวะฟองสบู่เหมือนในอดีตกล่าวอีกมุมหนึ่ง ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “ปรับสมดุล” มากกว่าจะเป็นช่วง “ฟองสบู่”
คนกลาง-ล่างซื้อยาก แต่ตลาดบนยังไปต่อ
ภาพที่ชัดที่สุดของปีนี้ คือ กำลังซื้อของตลาดระดับกลางถึงล่างยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจผู้ซื้อจำนวนมากกู้ไม่ผ่าน รายได้ไม่โต และความสามารถในการผ่อนลดลง ทำให้บ้านระดับราคาปานกลางขายได้ยากขึ้นในทางกลับกัน ตลาดระดับบนยังคงไปได้ดี เพราะกลุ่มผู้ซื้อได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่า และยังมีกำลังซื้ออยู่
ตัวเลขทั้งหมดกำลังบอกว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต แต่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ “ขายยากขึ้น”ผู้ประกอบการจึงต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง เลือกทำเลให้แม่น และพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากกว่าเดิม
ในวันที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ คนที่อยู่รอดอาจไม่ใช่คนที่สร้างโครงการได้มากที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจผู้ซื้อได้ดีที่สุด เพราะต่อจากนี้ “ความแม่นยำ” จะสำคัญกว่า “ความเร็ว” ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
SMR แตกต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิมอย่างไร

เจาะเทคโนโลยี SMR เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก รองรับ AI Data Center พร้อมเหตุผลที่หลายประเทศเร่งลงทุน และไทยควรเตรียมตัวอย่างไร บทความโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)
เมื่อกล่าวถึงพลังงานนิวเคลียร์ หลายคนมักนึกถึงโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีกำลังผลิตมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน และต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล
SMR ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ข้อจำกัดเหล่านั้น
SMR เป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก มีกำลังผลิตโดยทั่วไปประมาณ 20 – 300 เมกะวัตต์ต่อหน่วย ขณะที่ Microreactor มีขนาดเล็กกว่านั้น อยู่ในช่วง 1 – 20 เมกะวัตต์
แนวคิดสำคัญของ SMR คือการผลิตอุปกรณ์หลักจากโรงงาน (Factory-built) ก่อนขนส่งไปประกอบ ณ พื้นที่ติดตั้ง ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ลดระยะเวลาก่อสร้าง และขยายกำลังผลิตแบบ “ต่อโมดูล” ตามความต้องการของระบบไฟฟ้า
กล่าวง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว วันนี้สามารถเริ่มต้นจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แล้วค่อย ๆ เพิ่มกำลังผลิตเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ความปลอดภัยที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น
SMR รุ่นใหม่ไม่ได้พัฒนาเพียงให้มีขนาดเล็กลง แต่ยังเปลี่ยนแนวคิดด้านความปลอดภัย
เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลายแบบใช้ Passive Safety (ระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ) ซึ่งหมายถึงระบบที่อาศัยหลักการทางธรรมชาติ เช่น แรงโน้มถ่วง การพาความร้อน และการไหลเวียนของของไหล โดยสามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าหรือการสั่งงานจากมนุษย์ และใช้ Safety-by-Design (การออกแบบให้มีความปลอดภัยตั้งแต่ต้น)
ซึ่งเป็นแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุและลดผลกระทบหากเกิดเหตุผิดปกติ เครื่องปฏิกรณ์จึงสามารถระบายความร้อนด้วยการไหลเวียนของสารหล่อเย็นตามธรรมชาติหรือด้วยแรงโน้มถ่วง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบจ่ายไฟฟ้าภายนอกในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ บางเทคโนโลยียังใช้แนวคิด Inherent Safety (ความปลอดภัยโดยคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวระบบ) ซึ่งหมายถึงการที่ตัวเครื่องปฏิกรณ์และเชื้อเพลิงมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยธรรมชาติ ไม่ได้อาศัยเพียงอุปกรณ์ป้องกันหรือระบบควบคุม ตัวอย่างเช่น เมื่ออุณหภูมิของเครื่องปฏิกรณ์สูงขึ้น ปฏิกิริยานิวเคลียร์จะลดลงเองโดยอัตโนมัติ ทำให้กำลังความร้อนลดลงและช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
นอกจากนี้ การมีขนาดเล็กลงยังช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงและลดขนาดพื้นที่วางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน (Emergency Planning Zone) เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่
ทำไมหลายประเทศจึงลงทุนกับ SMR
ปัจจุบันหลายประเทศกำลังพัฒนา SMR อย่างจริงจัง สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และรัสเซีย ต่างมีโครงการวิจัย พัฒนา หรือเตรียมก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์รุ่นใหม่
เทคโนโลยีมีความหลากหลาย ทั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR แบบหล่อเย็นด้วยน้ำ (Light Water SMRs) ซึ่งต่อยอดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน และ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR รุ่นที่ 4 (Generation IV SMRs) ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยก๊าซ โซเดียม หรือสารหล่อเย็นชนิดอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย
หัวใจของการแข่งขันด้านเทคโนโลยี SMR คือการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตชิ้นส่วน การก่อสร้าง การกำกับดูแล ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร ประเทศที่สร้างความพร้อมในด้านเหล่านี้ได้ก่อน จะมีความได้เปรียบทั้งในด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเติบโตของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในอนาคต
SMR กับ AI Data Center
SMR ได้รับความสนใจมากขึ้นในยุค AI เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ
หากมองในภาพรวมของระบบพลังงาน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) จะช่วยผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำในช่วงที่มีทรัพยากรธรรมชาติเอื้ออำนวย ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage) ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะสั้น ส่วนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) สามารถทำหน้าที่เป็นกำลังผลิตฐาน (Baseload) โดยผลิตและจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อผสานกับ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ซึ่งช่วยบริหารจัดการการผลิตและการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ และ การตอบสนองด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) ซึ่งเป็นการปรับลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ตามสัญญาณจากระบบไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าจะมีทั้งความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน สามารถรองรับการเติบโตของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center) ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร
ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องตัดสินใจสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR ในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบพลังงานเพื่อรองรับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center) ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลก
การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี บุคลากร และอุตสาหกรรมพลังงานจึงเป็นประเด็นที่ไม่อาจรอได้ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการดึงดูดการลงทุน การสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยดำเนินการได้ช้า ประเทศอาจสูญเสียโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก และยังคงเผชิญข้อจำกัดของการเป็นประเทศรายได้ปานกลางต่อไป
การเตรียมความพร้อมครอบคลุมการพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนงานวิจัย การปรับปรุงกฎหมาย การจัดทำมาตรฐานด้านความปลอดภัย การพัฒนาระบบกำกับดูแล และการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคม เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมและมีทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรเดินหน้าลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) พลังงานลม (Wind) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การใช้ประโยชน์จากความเย็นของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Cold Energy) และศูนย์ข้อมูลสีเขียว (Green Data Center) ควบคู่กันไป เนื่องจากระบบไฟฟ้าแห่งอนาคตจะอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อให้แต่ละเทคโนโลยีทำหน้าที่ตามจุดแข็งของตนเอง และเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของระบบผลิตไฟฟ้าที่หลายประเทศกำลังศึกษาและพัฒนา เพื่อรองรับโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีนี้ได้รับการพิจารณาให้ทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงานอื่น ๆ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พร้อมทั้งสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญคือการกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบพลังงานให้สามารถรองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ประเทศมีทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลายและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต
หากประเทศไทยสามารถวางแผนระบบพลังงานอย่างเป็นระบบ โดยผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การใช้ประโยชน์จากความเย็นของก๊าซธรรมชาติเหลว และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR ให้ทำงานร่วมกันตามบทบาทและจุดแข็งของแต่ละเทคโนโลยี
ประเทศไทยจะมีระบบไฟฟ้าที่สามารถรองรับการเติบโตของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์สีเขียวของอาเซียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนพื้นฐานของความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน และนวัตกรรมในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 27 ก.ค.69 ‘แข็งค่า’ กระแสเจรจาหยุดยิง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 27 ก.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากการที่นักลงทุนคลายกังวล หลังมีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมกลับมาเจรจาหยุดยิง
- ข่าวการเจรจาส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลงและเงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งเป็นผลดีต่อค่าเงินบาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.20- 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.57-33.73 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน เตรียมกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น เหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ส่วนเงินดอลลาร์ได้ทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง

สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานและมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุม FED, BOE และ BOJ รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ฝั่งสหรัฐฯ
แนวโน้มค่าเงินบาท
เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) อาจชะลอลงบ้าง ในระยะสั้น สอดคล้องกับโมเมนตัมการอ่อนค่าของที่อ่อนกำลังลงล่าสุด หลังเริ่มมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมกลับมาเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ของตลาดการเงินฝั่งเอเชีย
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย ของ FED
เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น
ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์นี้ ต้องระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED, BOE และ BOJ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดค่าเงิน รวมถึงราคาทองคำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยในเบื้องต้น หากผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางเป็นไปตามที่เราประเมินไว้ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านแถว 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวรับถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.60 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ แม้จะเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk แต่มีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ และ FED ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน หรือเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ย
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ที่แม้เราจะคาดว่า คณะกรรมการ FOMC จะมีมติให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น อาจทำให้คณะกรรมการฯ มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED (แม้อาจไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลมากนัก ไม่ต่างกับ Statement ผลการประชุม FOMC ที่อาจสั้นลงเช่นเดียวกับการประชุมในเดือนมิถุนายน) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ล่าสุดทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านได้หยุดการโจมตีตอบโต้ อีกทั้งเริ่มมีกระแสข่าว ทั้งสองฝ่ายเริ่มกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ทำให้ ราคาพลังงาน อย่าง ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรง ในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม รวมถึงรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ เนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการจากบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor พอสมควร
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเราประเมินว่า BOE อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% ตามเดิม หลังอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ BOE อาจย้ำจุดยืนพร้อมปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอาจมีบางส่วนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยได้ หลังราคาพลังงานได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสที่ 2 อัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนกรกฎาคม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนกรกฎาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อย่างใกล้ชิด โดยเราประเมินว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% โดยให้เหตุผลถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า BOJ จะยังคงย้ำจุดยืนทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อ เปิดโอกาสให้ BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ในช่วงปลายปี สู่ระดับ 1.25% ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามว่า BOJ จะส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น และมากกว่า 1 ครั้ง หรือไม่ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงหนัก เพิ่มความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ของ BOJ รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่จีนได้
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลัง (Capacity Utilization) ในเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ที่อาจได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Boom บ้าง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
“อากาเนะ” เชือด “เฉิน ยู่เฟย” คว้าแชมป์แบดมินตัน ไชน่า โอเพ่น สมัยที่ 2

อากาเนะ ยามากูชิ นักแบดมินตันมือ 3 ของโลกจากญี่ปุ่น โชว์ฟอร์มสุดแกร่ง ต้อนชนะเจ้าถิ่น เฉิน ยู่เฟย มือ 4 ของโลก 2-0 เกม ในศึกแบดมินตันระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 “ไชน่า โอเพ่น 2026” รอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 2
การแข่งขันแบดมินตันรายการ ไชน่า โอเพ่น 2026 รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ชิงเงินรางวัลรวม 2,000,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 68,000,000 บาท) ที่เมืองฉางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 เป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ
ไฮไลท์สำคัญอยู่ในประเภทหญิงเดี่ยว อากาเนะ ยามากูชิ มืออันดับ 3 ของโลกจากญี่ปุ่น ลงสนามพบกับ เฉิน ยู่เฟย มืออันดับ 4 ของโลกจากจีน เจ้าถิ่น
เกมแรก ทั้งสองฝ่ายเปิดเกมแลกกันอย่างสูสี ตีรับและสวนกลับด้วยความอดทน กระทั่งช่วงปลายเกม อากาเนะ อาศัยความคล่องตัว การดักทางหน้าเน็ตที่แม่นยำ และจังหวะบุกตบทำแต้มหนีห่าง ก่อนจะปิดเกมแรกไปได้ก่อนที่ 21-18
เข้าสู่เกมสอง เฉิน ยู่เฟย พยายามเร่งเกมบุกเข้าใส่เพื่อหวังดึงสถานการณ์กลับมา แต่ทาง อากาเนะ ยังคงเล่นได้อย่างเหนียวแน่น เกมรับที่รวดเร็วส่งผลให้ขนไก่สาวเจ้าถิ่นเริ่มตีเสียเองในจังหวะสำคัญ สุดท้าย อากาเนะ เป็นฝ่ายควบคุมจังหวะเกมไว้ได้ทั้งหมด ปิดแมตช์ไป 21-16 เอาชนะไปได้ 2-0 เกม
ส่งผลให้ อากาเนะ ยามากูชิ คว้าแชมป์ ไชน่า โอเพ่น 2026 ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นสมัยที่ 2 ต่อจากปี 2017 พร้อมรับเงินรางวัลแชมป์ไป 140,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,732,000 บาท)
สรุปผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศคู่อื่นๆ ที่น่าสนใจ
- ประเภทชายเดี่ยว: โจว เทียนเฉิน (มืออันดับ 6 ของโลก / ไชนีส ไทเป) ชนะ โทม่า จูเนียร์ โปปอฟ (มืออันดับ 16 ของโลก / ฝรั่งเศส) 2-1 เกม (21-15, 7-21, 21-13)
- ประเภทชายคู่: ฟาจาร์ อัลเฟียน กับ มูฮัมหมัด โชฮิบุล ฟิครี้ (คู่มืออันดับ 2 ของโลก / อินโดนีเซีย) ชนะ คิม วอนโฮ กับ โซว ซอนแจ (คู่มืออันดับ 1 ของโลก / เกาหลีใต้) 2-1 เกม (16-21, 21-19, 21-19)
- ประเภทหญิงคู่: ลิว เชงซู กับ ตัน หนิง (คู่มืออันดับ 1 ของโลก / จีน) ชนะ ยูกิ ฟูกูชิมะ กับ มายุ มัตสึโมโตะ (คู่มืออันดับ 3 ของโลก / ญี่ปุ่น) 2-0 เกม (21-14, 21-19)
- ประเภทคู่ผสม: เกา ซินวา กับ เฉิน ฟางฮุ้ย (คู่มืออันดับ 6 ของโลก / จีน) ชนะ เฝิง หยางเจ๋อ กับ หวง ตงปิง (คู่มืออันดับ 1 ของโลก / จีน) 2-1 เกม (25-23, 20-22, 21-1
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
“โรคกระเพาะ” เกิดจากอะไร? เฉลยความจริง คนเข้าใจผิดกันมานาน อาหารอาจไม่ใช่สาเหตุหลัก

โรคกระเพาะเกิดจากอะไร? กินข้าวไม่ตรงเวลาทำให้เป็นจริงไหม รู้สาเหตุที่แท้จริง พร้อมวิธีดูแลให้ถูกจุด
ปวดแสบลิ้นปี่ ท้องอืด อิ่มเร็ว หรือคลื่นไส้ หลายคนมักสรุปทันทีว่าเป็น “โรคกระเพาะ” และโยนความผิดให้พฤติกรรมกินข้าวไม่ตรงเวลา แต่ในทางการแพทย์ คำว่าโรคกระเพาะที่คนทั่วไปใช้ อาจครอบคลุมตั้งแต่กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะ ไปจนถึงอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งแต่ละภาวะมีสาเหตุและแนวทางรักษาไม่เหมือนกัน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการพยายามกินอาหารให้ตรงเวลา แต่ต้องหาคำตอบว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจากอะไร เพราะหากต้นเหตุเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือผลจากยาบางชนิด การปรับเวลาอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และปล่อยไว้นานอาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
“โรคกระเพาะ” ไม่ได้หมายถึงโรคเดียว
คำว่า “โรคกระเพาะ” เป็นคำเรียกรวมที่คนทั่วไปใช้กับอาการผิดปกติบริเวณช่องท้องส่วนบน แต่ในความเป็นจริงอาจหมายถึงหลายภาวะ ได้แก่
- กระเพาะอาหารอักเสบ คือภาวะที่เยื่อบุกระเพาะเกิดการอักเสบ
- เยื่อบุกระเพาะเสียหาย หรือ gastropathy ซึ่งเยื่อบุกระเพาะถูกทำลาย แต่อาจพบการอักเสบเพียงเล็กน้อยหรือไม่พบเลย
- แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น คือการเกิดแผลเปิดบริเวณเยื่อบุทางเดินอาหาร
- อาการอาหารไม่ย่อย หรือ dyspepsia ซึ่งทำให้ปวดหรือแสบท้องส่วนบน อิ่มเร็ว แน่นท้อง คลื่นไส้ หรือเรอบ่อย โดยบางรายตรวจไม่พบแผลหรือความผิดปกติทางโครงสร้างที่ชัดเจน
ภาวะเหล่านี้อาจมีอาการคล้ายกันมาก จึงไม่สามารถวินิจฉัยจากตำแหน่งที่ปวดหรือความรู้สึกแสบท้องเพียงอย่างเดียวได้
อาการแบบไหนที่คนมักเรียกว่าโรคกระเพาะ?
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวด แสบ หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณลิ้นปี่ อิ่มเร็วกว่าปกติ แน่นท้องหลังอาหาร ท้องอืด คลื่นไส้ และเรอบ่อย บางคนอาจปวดขณะท้องว่างหรือมีอาการรบกวนในช่วงกลางคืน ขณะที่ผู้ป่วยกระเพาะอักเสบบางรายอาจไม่มีอาการเลยก็ได้
อย่างไรก็ตาม อาการแสบร้อนกลางอกหรือมีน้ำรสเปรี้ยวย้อนขึ้นคออาจเกี่ยวข้องกับโรคกรดไหลย้อนมากกว่า ส่วนอาการปวดท้องจากนิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อน หรือโรคอื่นในช่องท้องก็อาจคล้ายกับโรคกระเพาะได้ จึงควรพบแพทย์หากอาการเป็นซ้ำหรือไม่ดีขึ้น
โรคกระเพาะเกิดจากอะไร? สาเหตุหลักอาจไม่ใช่การกินข้าวผิดเวลา
1. การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori
เชื้อ Helicobacter pylori หรือ H. pylori เป็นสาเหตุสำคัญของกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังและแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะและทำให้กลไกป้องกันกระเพาะอ่อนแอลง
ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการ แต่บางรายมีอาการปวดหรือแสบท้องส่วนบน และหากตรวจพบเชื้อจำเป็นต้องได้รับยาตามสูตรที่แพทย์กำหนด ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะอาจรักษาไม่หายและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา
2. การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และนาพรอกเซน สามารถลดสารที่ช่วยปกป้องเยื่อบุกระเพาะ เมื่อใช้บ่อย ใช้ในขนาดสูง หรือใช้ต่อเนื่อง จึงอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะระคายเคือง เกิดการอักเสบ แผล หรือเลือดออกได้
ความเสี่ยงอาจสูงขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ที่เคยมีแผลในกระเพาะ ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน หากเป็นยาที่แพทย์สั่งสำหรับรักษาโรคหัวใจหรือโรคประจำตัว ไม่ควรหยุดยาเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและปรับการรักษาอย่างเหมาะสม
3. แอลกอฮอล์ บุหรี่ และสิ่งที่ระคายเคืองกระเพาะ
การดื่มแอลกอฮอล์มากอาจทำลายหรือระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะ ส่วนการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผล ทำให้แผลหายช้าลง และเพิ่มโอกาสที่แผลจะกลับมาเป็นซ้ำ
อาหารรสจัด กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำอัดลม หรืออาหารไขมันสูงไม่ได้เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะสำหรับทุกคน แต่อาจกระตุ้นให้อาการปวด แสบ ท้องอืด หรือกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นในบางราย จึงควรสังเกตอาการของตัวเองมากกว่างดอาหารทุกชนิดแบบเหมารวม
4. ภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อบุกระเพาะและโรคบางชนิด
กระเพาะอักเสบบางประเภทเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเซลล์ในเยื่อบุกระเพาะ หรือสัมพันธ์กับโรคอื่น เช่น โรคโครห์น การไหลย้อนของน้ำดี และภาวะเจ็บป่วยรุนแรง แต่พบได้น้อยกว่าการติดเชื้อ H. pylori และการใช้ยา NSAIDs
ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจต้องตรวจเลือด ส่องกล้อง หรือตัดชิ้นเนื้อเพื่อหาสาเหตุ เพราะการรักษาจะแตกต่างจากอาการปวดท้องทั่วไป
5. อาหารไม่ย่อยแบบไม่มีความผิดปกติทางโครงสร้าง
ผู้ที่ปวดลิ้นปี่ อิ่มเร็ว หรือแน่นท้องเรื้อรังบางราย เมื่อเข้ารับการตรวจแล้วอาจไม่พบแผลหรือโรคที่อธิบายอาการได้ชัดเจน แพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็น อาหารไม่ย่อยชนิดฟังก์ชัน หรือ functional dyspepsia
ภาวะนี้อาจเกี่ยวข้องกับความไวของเส้นประสาทในกระเพาะ การเคลื่อนไหวและการขยายตัวของกระเพาะที่ผิดปกติ รวมถึงความเครียด ความวิตกกังวล หรือปัจจัยอื่นร่วมกัน ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยคิดไปเอง แต่อาการอาจเกิดจากการทำงานของระบบทางเดินอาหารที่ผิดปกติแม้ไม่พบแผล
กินข้าวไม่ตรงเวลาทำให้เป็นโรคกระเพาะจริงหรือ?
การกินอาหารไม่ตรงเวลาไม่ใช่สาเหตุหลักที่ได้รับการยืนยันว่าทำให้เกิดแผลในกระเพาะโดยตรง สาเหตุสำคัญของแผลส่วนใหญ่ยังคงเป็นการติดเชื้อ H. pylori และการใช้ยา NSAIDs
งานด้านโภชนาการยังไม่พบว่าอาหารหรือรูปแบบการกินเพียงอย่างเดียวมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิด ป้องกัน หรือรักษาแผลในกระเพาะ ดังนั้นความเชื่อที่ว่า “ไม่กินข้าวตรงเวลาแล้วกรดจะกัดกระเพาะจนเป็นแผล” จึงเป็นคำอธิบายที่ง่ายเกินไปและไม่ครอบคลุมสาเหตุที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้หิวเป็นเวลานาน กินมื้อใหญ่ กินเร็ว หรือรับประทานอาหารปริมาณมากในครั้งเดียว อาจทำให้อาการปวดแสบลิ้นปี่ คลื่นไส้ แน่นท้อง หรือกรดไหลย้อนกำเริบในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาหารไม่ย่อยชนิดฟังก์ชันหรือมีโรคในระบบทางเดินอาหารอยู่เดิม
พูดง่าย ๆ คือ การกินไม่ตรงเวลาอาจกระตุ้นอาการ แต่ไม่ได้เป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะทุกกรณี การกินให้เป็นเวลาจึงช่วยลดอาการในบางคนได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อ H. pylori หรือรักษาแผลที่เกิดจากยาได้
เครียดทำให้เป็นโรคกระเพาะหรือไม่?
ความเครียดในชีวิตประจำวันไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของแผลในกระเพาะเหมือนที่เคยเข้าใจกัน แต่ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถส่งผลต่อการทำงานของสมองและระบบทางเดินอาหาร ทำให้บางคนไวต่อความเจ็บปวด คลื่นไส้ แน่นท้อง หรืออิ่มเร็วง่ายขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อเครียด หลายคนอาจนอนน้อย กินอาหารไม่เป็นเวลา สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นทางอ้อม ส่วนความเครียดทางร่างกายขั้นรุนแรง เช่น การบาดเจ็บหนัก แผลไหม้รุนแรง หรือภาวะวิกฤตในโรงพยาบาล สามารถทำให้เยื่อบุกระเพาะเสียหายได้ แต่เป็นคนละภาวะกับความเครียดจากการเรียนหรือการทำงานทั่วไป
แพทย์ตรวจหาโรคกระเพาะอย่างไร?
แพทย์จะเริ่มจากสอบถามลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เป็น โรคประจำตัว ประวัติการใช้ยาแก้ปวด ยาละลายลิ่มเลือด อาหารเสริม แอลกอฮอล์ และประวัติโรคทางเดินอาหารในครอบครัว ก่อนตรวจร่างกายและพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเสี่ยง
การตรวจหาเชื้อ H. pylori อาจทำได้ด้วยการตรวจลมหายใจ ตรวจอุจจาระ หรือเก็บชิ้นเนื้อระหว่างการส่องกล้อง ส่วนการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นช่วยให้แพทย์มองเห็นเยื่อบุหลอดอาหาร กระเพาะ และลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงตรวจหาแผล เลือดออก หรือความผิดปกติอื่นได้โดยตรง
เมื่อเป็นโรคกระเพาะแล้ว รักษาอย่างไร?
การรักษาต้องเลือกตามสาเหตุ ไม่ควรใช้เพียงยาแก้ปวดท้องหรือยาลดกรดซ้ำ ๆ โดยไม่ตรวจหาต้นเหตุ เพราะยาอาจช่วยให้อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่โรคหรือแผลยังคงอยู่
- หากตรวจพบเชื้อ H. pylori แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดการหลั่งกรดตามสูตรที่เหมาะสม ผู้ป่วยต้องกินยาให้ครบและเข้ารับการตรวจยืนยันว่าเชื้อหายแล้วหลังจบการรักษา
- หากเกิดจากยา NSAIDs แพทย์อาจให้หยุด ลดขนาด หรือเปลี่ยนยา พร้อมพิจารณายาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor หรือ PPI แต่ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวเอง
- หากเป็นแผลในกระเพาะ อาจใช้ยากลุ่ม PPI หรือยากลุ่ม H2 blocker เพื่อช่วยลดกรดและเปิดโอกาสให้แผลหาย
- หากเป็นอาหารไม่ย่อยชนิดฟังก์ชัน การรักษาอาจประกอบด้วยยาลดกรด ยาช่วยการเคลื่อนไหวของกระเพาะ การปรับอาหาร และการดูแลความเครียดตามอาการของแต่ละคน
แนวทางของ American College of Gastroenterology ระบุว่า ผู้ที่รักษาเชื้อ H. pylori ควรได้รับการตรวจยืนยันการกำจัดเชื้อหลังจบการรักษา ไม่ควรตัดสินจากการที่อาการปวดท้องหายไปเพียงอย่างเดียว
วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการปวดหรือแสบท้อง
- กินอาหารในปริมาณพอเหมาะ หากกินมื้อใหญ่แล้วแน่นท้อง อาจแบ่งเป็นมื้อเล็กลง และหลีกเลี่ยงการกินเร็วหรือกินจนแน่นเกินไป
- สังเกตอาหารที่กระตุ้นอาการ ไม่จำเป็นต้องงดอาหารทุกอย่าง แต่ควรจดว่าอาหารชนิดใดทำให้ปวด แสบ ท้องอืด หรือคลื่นไส้มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะระคายเคืองและทำให้แผลหายช้า
- อย่าซื้อยาแก้ปวดกินต่อเนื่องเอง โดยเฉพาะยาในกลุ่ม NSAIDs หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องชนิดและขนาดที่เหมาะสม
- กินยาตามคำสั่งให้ครบ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะสำหรับกำจัดเชื้อ H. pylori ไม่ควรหยุดเมื่ออาการดีขึ้น
- พักผ่อนและจัดการความเครียด เพราะแม้ความเครียดไม่ใช่สาเหตุหลักของแผล แต่สามารถกระตุ้นให้อาการทางกระเพาะรุนแรงขึ้นได้
หากต้องซื้อยาลดกรดหรือยาบรรเทาอาการกินเอง ควรอ่านฉลากและสอบถามเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์ มีโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ หรือใช้ยาประจำหลายชนิด หากอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นบ่อยควรพบแพทย์แทนการซื้อยากินต่อเนื่อง
ป้องกันโรคกระเพาะได้อย่างไร?
แม้ไม่สามารถป้องกันอาการผิดปกติของกระเพาะได้ทุกกรณี แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการใช้ยาแก้ปวดอย่างระมัดระวัง ไม่เพิ่มขนาดหรือใช้ยาหลายชนิดซ้ำกันเอง งดสูบบุหรี่ ลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และเข้ารับการรักษาหากตรวจพบเชื้อ H. pylori
การกินอาหารเป็นเวลาและไม่ปล่อยให้หิวจัดอาจช่วยให้บางคนมีอาการน้อยลง แต่ไม่ควรให้ความสำคัญกับเวลาอาหารจนมองข้ามสาเหตุหลัก หากมีอาการปวดท้องบ่อย ควรตรวจสอบยาที่ใช้อยู่และพบแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อหรือส่องกล้องหรือไม่
อาการแบบไหนควรพบแพทย์?
ควรนัดพบแพทย์หากมีอาการปวดหรือแสบท้องเกิดขึ้นบ่อย ไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเอง อิ่มเร็วมากผิดปกติ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ กลืนลำบาก อาเจียนบ่อย อ่อนเพลีย หรือสงสัยว่ามีภาวะโลหิตจาง
ควรไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการอาเจียนเป็นเลือด อาเจียนมีลักษณะคล้ายกากกาแฟ ถ่ายดำเหนียวหรือมีเลือดปน ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หน้าท้องกดเจ็บมาก เวียนศีรษะ เป็นลม หัวใจเต้นเร็ว หรือมีอาการคล้ายภาวะช็อก เพราะอาจเป็นสัญญาณของเลือดออกหรือแผลทะลุในระบบทางเดินอาหาร
สรุปแล้ว กินอาหารไม่ตรงเวลาเป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะหรือไม่?
คำตอบคือ การกินอาหารไม่ตรงเวลาอาจทำให้อาการปวด แสบ หรือแน่นท้องกำเริบในบางคน แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของแผลในกระเพาะ ต้นเหตุที่พบบ่อยกว่าคือการติดเชื้อ H. pylori และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ขณะที่ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งอาจมีภาวะกระเพาะอักเสบ อาหารไม่ย่อยชนิดฟังก์ชัน หรือโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน
ดังนั้น การกินให้ตรงเวลาอาจช่วยให้รู้สึกสบายท้องขึ้น แต่ไม่ควรถูกใช้แทนการตรวจวินิจฉัย หากอาการเกิดซ้ำ รุนแรง หรือมีสัญญาณอันตราย ควรพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรักษาให้ถูกจุด มากกว่าทนปวดหรือซื้อยากินเองไปเรื่อย ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
วิธีอธิบายอาการเจ็บป่วยเป็นภาษาอังกฤษ

อาการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่ลองคิดดูว่า ถ้ามันดันเกิดตอนที่เราไม่ได้อยู่ในประเทศตัวเองล่ะ จะลำบากขนาดไหน การอธิบายอาการเจ็บป่วยอย่างถูกต้องให้แก่คุณหมอทราบ เป็นสิ่งที่อาจชี้เป็นชี้ตายได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะการพูดเป็นภาษาอังกฤษด้วยแล้ว วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันว่า อาการเจ็บป่วยในภาษาอังกฤษพูดแบบไหนได้บ้าง
1. ปวดหัว
อาการปวดหัวนั้น เรารู้ว่าต้องพูดว่า I have a headache. แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น เราอาจจะต้องอธิบายมากกว่านั้นเช่น I have a severe headache. (ปวดหัวรุนแรง) I have an acute headache. (ปวดหัวเฉียบพลัน) หรือ I have chronic headaches. (ปวดหัวเรื้อรัง) นอกจากนี้ เรายังสามารถอธิบายเพิ่มได้อีกว่าปวดหัวทำให้รู้สึกอย่างไร เช่น throbbing (ปวดตุบๆ) dull (ปวดตื้อๆ) หรือ stabbing (ปวดหัวจี๊ด) headache เป็นต้น
2. ปวดท้อง
เรานิยมพูดว่า I have a stomach ache. เพื่อบอกว่าเราปวดท้อง แต่อาการนี้สามารถอธิบายแบบเจาะจงได้อีกว่า I have an upset stomach. หรือ I have an indigestion. (ปวดท้องแบบอาหารไม่ย่อย) หรือถ้าเป็นสาวๆ อาจมีอาการปวดประจำเดือน หรือ I have period cramps. โดยถ้าไม่แน่ใจว่าปวดท้องแบบไหน เราอาจจะชี้ตำแหน่งแล้วพูดว่า I have pain in this area. ก็ได้เช่นกัน
3. ปวดอื่นๆ
นอกจากปวดหัวปวดท้องแล้ว เราอาจจะมีการปวดหลัง (back pain) ปวดฟัน (toothache) เจ็บหน้าอก (chest pain) โดยวิธีที่ง่ายก็คือ ใส่ชื่ออวัยวะไว้ข้างหน้า ตามด้วยคำว่า pain จะเซฟที่สุด
4. หายใจไม่ออก
ถ้าพูดง่ายๆเลยก็คือ I can’t breathe. (ฉันหายใจไม่ออก) แต่เราสามารถพูดอีกอย่างได้ว่า I have trouble breathing. นอกจากนี้ ถ้าเราหายใจไม่สะดวก เราสามารถพูดได้ว่า I’m short of breath. โดยที่สาเหตุการหายใจไม่สะดวก อาจจะมาจากการมีน้ำมูก (I have a runny nose.) หรือรูจมูกอุดตัน (I have a stuffy nose.)
5. มีผื่นขึ้น
การมีผื่นขึ้นสามารถพูดได้ว่า I have a rash. ซึ่งอาจเกิดได้จากอาการแพ้ที่เรารู้ตัวอยู่แล้ว หรือแพ้จากสาเหตุอื่น ถ้าเรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราแพ้อะไร เราสามารถพูดได้ว่า I’m allergic to เช่น I’m allergic to nuts. (ฉันแพ้ถั่ว) ซึ่งเราสามารถอธิบายได้ว่ามีผื่นขึ้นตรงไหน เช่น I have a rash on my neck. (ผื่นขึ้นคอ) หรือถ้าเราไม่รู้ว่าแพ้อะไร เราอาจจะต้องอธิบายว่าเราไปทำอะไรมาก่อนหน้านี้ หรือโดนแมลงกัดต่อยหรือเปล่า (insect bites) เพื่อให้คุณหมอได้ข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด
6. มีอาการบวมแดง
เราสามารถพูดอธิบายว่ามีอาการบวมแดงเกิดขึ้นที่ไหน เช่น My ankle is red and swollen. (ข้อเท้าของฉันบวมแดง) โดยเราสามารถอธิบายได้ว่าส่วนไหนในร่างกายที่บวมแดง โดยเราสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ว่ามีอาการอะไรควบคู่มาบ้างเช่น I feel itchy on my ankle. (ข้อเท้าคัน) หรือ My ankle is stiff and sore (ข้อเท้าแข็งและปวด) เป็นต้น
7. ท้องเสีย ท้องผูก
อาการปวดท้องอาจส่งผลให้เกิดอาการตามมา เช่น I’m having diarrhea. (ท้องเสีย) I’m having constipation. (ถ่ายไม่ออก) โดยการปวดท้องจากการกินอาหารแปลกๆในต่างแดน อาจทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ (food poisoning) ได้ง่ายกว่าปกติ โดยอาการอาจรวมถึงการคลื่นไส้ (I feel nauseous.) อาการเวียนหัว (I feel dizzy.) และอาจมีการอาเจียนตามมา (I have been vomiting for 2 hours. – ฉันอ้วกมาสองชั่วโมงแล้ว)
8. มีไข้
เราสามารถพูดว่า I’ve got a fever. (ฉันมีไข้) โดยที่สามารถพูดได้ว่ามีไข้กี่องศา เช่น I have a fever of 39 degrees Celsius. (มีไข้ 39 องศาเซลเซียส) โดยเราสามารถขยายได้อีกว่ารู้สึกอย่างไรตอนเป็นไข้ เช่น I have trouble sleeping. (นอนไม่ได้) I’m sweating all the time. (เหงื่ออกตลอดเวลา) หรือ I feel cold and shivery. (รู้สึกหนาวสั่น)
9. มีอาการลงน้ำหนักแล้วเจ็บ
เราสามารถอธิบายได้ว่าส่วนใดของร่างกายเราที่ลงน้ำหนักแล้วเจ็บ เช่น My foot hurts when I put pressure on it. (เท้าของฉันเจ็บเมื่อลงน้ำหนัก) หรือ My arm hurts when I press it. (แขนเจ็บเวลาที่ฉันกด) หรือ This area hurts when I touch it. (ส่วนนี้แค่แตะก็เจ็บแล้ว) เป็นต้น
10. บอกเล่าว่าเกิดอาการขึ้นนานแค่ไหนแล้ว
สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เราต้องพูดเป็นว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อไร เพื่อให้คุณหมอวินัจฉัยได้ถูก เช่น I started experiencing the symptoms one day ago. (ฉันเริ่มมีอาการเหล่านี้หนึ่งวันแล้ว) โดยที่ถ้าเราคิดว่ามันเกิดหลังจากเราไปทำอะไรมา เราก็ควรบอกด้วย เช่น I got this after I …..(มันเกิดขึ้นหลังจากที่ฉัน…) การสื่อสารเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เราควรรู้ โดยเฉพาะคนที่กำลังเตรียมเรียนต่อต่างประเทศ นอกจากจะติวภาษาอังกฤษหรือหาโรงเรียนฝึกภาษาก่อนไปนอกแล้ว เราควรฝึกการพูดภาษาอังกฤษที่จำเป็นในชีวิตประจำวันด้วย หวังว่าข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ตั้งใจพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษบ้างนะจ๊ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
ครม.จ่อคุม ‘พาวเวอร์แบงก์-แบตเตอรี่ลิเทียม’ บังคับผ่าน มอก.ก่อนขาย

- กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอ ครม. กำหนดให้พาวเวอร์แบงก์ แบตเตอรี่ลิเทียม และแบตเตอรี่นิกเกิลเป็นสินค้าควบคุม
- สินค้ากลุ่มดังกล่าวจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนการผลิต นำเข้า หรือวางจำหน่ายในประเทศ
- มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุ้มครองผู้บริโภคจากเหตุลุกไหม้หรือระเบิด โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในกลางปี 2570
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้ แบตเตอรี่ระบบนิกเกิล แบตเตอรี่ระบบลิเทียม และพาวเวอร์แบงก์ เป็นสินค้าควบคุม โดยสินค้าที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนออกสู่ตลาด
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงมาตรฐานให้ทันต่อเทคโนโลยี หลังแบตเตอรี่และพาวเวอร์แบงก์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขณะที่เหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
การทบทวนมาตรฐานดังกล่าว อ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 62133 โดยแยกมาตรฐานแบตเตอรี่ออกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ได้แก่ มอก. 62133 เล่ม 1-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบนิกเกิล และ มอก. 62133 เล่ม 2-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบลิเทียม พร้อมปรับปรุง มอก. 2879-2567 สำหรับพาวเวอร์แบงก์ เพื่อให้มาตรฐานทั้งระบบมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
เพิ่มเข้มงวดความปลอดภัย
สาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบการป้องกันการคายประจุเกิน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนต่ออุณหภูมิสูง และความร้อนจากการชาร์จซ้ำ รวมถึงต้องแสดงข้อมูลและคำเตือนการใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค
“หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 3 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ภายในกลางปี 2570 โดยเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิต การนำเข้า และการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 1 ปีหลังมาตรฐานมีผลใช้บังคับ”
การยกระดับมาตรฐานดังกล่าว จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าไทย ลดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งประชาสัมพันธ์ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และเข้มงวดการตรวจสอบเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการบังคับใช้มาตรฐานใหม่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและลดต้นทุนความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากสินค้าคุณภาพต่ำในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
7 อาหารใกล้ตัวที่เป็นมิตรต่อไต พร้อมคำแนะนำในการเลือกทานอย่างเหมาะสม

แม้ไตจะทำงานหนักทุกวัน ทั้งการกรองของเสีย ควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุ รวมถึงช่วยรักษาความดันโลหิต แต่หลายคนกลับเริ่มดูแลเมื่อมีปัญหาแล้วเท่านั้น การเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและเหมาะสมจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพไตในระยะยาว
1. แอปเปิลแดง
จุดเด่น
- ใยอาหารเพคติน
- วิตามินซี
- โพลีฟีนอล
ช่วยเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหาร และมีสารต้านอนุมูลอิสระ
2. แอปเปิลเขียว
มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย
อุดมด้วย
- ไฟเบอร์
- วิตามินซี
- สารต้านอนุมูลอิสระ
เหมาะเป็นของว่างแทนขนมหวาน
3. กระเทียม
มีสารอัลลิซิน
ให้กลิ่นเฉพาะตัว
นิยมใช้แทนเครื่องปรุงรสเค็มบางส่วน ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารโดยไม่ต้องเติมเกลือมาก
4. องุ่น
มีสารเรสเวอราทรอลและโพลีฟีนอล
รวมถึงวิตามินหลายชนิด
ควรกินในปริมาณเหมาะสม เพราะมีน้ำตาลตามธรรมชาติ
5. เลมอน
อุดมด้วยวิตามินซี
สามารถนำมาปรุงอาหารหรือทำน้ำดื่มโดยไม่เติมน้ำตาล
ช่วยเพิ่มรสชาติแทนการเติมเกลือในบางเมนู
6. กะหล่ำปลี
เป็นผักที่มีใยอาหาร
วิตามินซี
วิตามินเค
นิยมใช้ในเมนูสุขภาพ
7. ดอกกะหล่ำและพริกหวานแดง
ให้วิตามินซีสูง
มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด
ช่วยเพิ่มสีสันและคุณค่าทางโภชนาการให้กับมื้ออาหาร
สรุป
ไม่มีอาหารชนิดใดที่ช่วย “บำรุงไต” ได้เพียงลำพัง แต่การรับประทานผักและผลไม้หลากหลาย ควบคู่กับการลดโซเดียม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพโดยรวม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของไตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นโรคไตหรือมีข้อจำกัดด้านการรับประทานอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนเลือกบริโภคผักและผลไม้บางชนิด เนื่องจากอาจต้องควบคุมปริมาณโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัส
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 27/7/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 64,800.00 | 65,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,189.00 | 63,505.24 | 65,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,770.10 | 57,154.72 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,351.20 | 50,804.19 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,885.05 | 28,577.36 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,466.15 | 22,226.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,340.93 | 65,808.50 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 27/7/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 36.69 | 36.69 | 37.19 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 36.32 | 36.32 | 36.82 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 | 36.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 31.69 | 31.69 | 31.89 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 27.63 | 27.63 | – | – | – | – | – | – | 27.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 45.68 | – | – | 48.41 | – | 46.18 | 45.83 | – | 45.68 |
| ดีเซล | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 | 36.69 |
| ดีเซล B20 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 | – | 31.69 | 31.69 | 31.69 | 31.69 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







