สาระน่ารู้ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569

ที่ดินใจกลางเมืองร้อนฉ่า ทุนยักษ์ชิงปักหมุดมิกซ์ยูสแสนล้านดันราคาที่ดินพุ่ง

ที่ดินใจกลางเมืองร้อนฉ่า ทุนยักษ์ชิงปักหมุดมิกซ์ยูสแสนล้านดันราคาที่ดินพุ่ง

  • กลุ่มทุนขนาดใหญ่แข่งขันลงทุนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสมูลค่ามหาศาลในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงเทพฯ เช่น พระราม 4, เพลินจิต, สุขุมวิท
  • การลงทุนในโครงการระดับแสนล้านบาทเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาที่ดินในทำเลสำคัญใจกลางเมืองพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • เกิดการซื้อขายที่ดินทุบสถิติราคาสูงสุดของประเทศหลายครั้ง โดยล่าสุด บมจ.แสนสิริ ซื้อที่ดินย่านสารสินในราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา

ที่ดินในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงเทพมหานครยังคงเป็น สินทรัพย์หายากที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพอย่างสีลม สาทร เพลินจิต สุขุมวิท และพระราม 4 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รายล้อมด้วยอาคารสำนักงานเกรดเอ โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โรงแรมระดับลักชัวรี และเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อทุกมิติของเมือง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทไปจนถึงกว่าแสนล้านบาทได้เข้ามาปักหมุดในพื้นที่เหล่านี้ ส่งผลให้ภาพรวมของย่านธุรกิจใจกลางเมืองเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากศูนย์กลางการทำงานสู่การเป็น “เมืองในเมือง” ที่ผสานพื้นที่อยู่อาศัย การค้า การลงทุน และไลฟ์สไตล์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน

โดยเฉพาะแนวถนนพระราม 4 ที่ถูกจับตาในฐานะ CBDแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ หลังการเข้ามาของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่หลายแห่ง ขณะที่เพลินจิตและสุขุมวิทยังคงเป็นทำเลระดับซูเปอร์ไพรม์ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อกำลังสูงและนักลงทุนต่างชาติ ส่วนสีลมและสาทรยังรักษาสถานะศูนย์กลางธุรกิจดั้งเดิมที่มีความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานและที่อยู่อาศัยระดับบนอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางอุปทานที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งเหลืออยู่ไม่มาก ประกอบกับความต้องการลงทุนที่ยังมีต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาที่ดินในหลายทำเลสำคัญปรับตัวเพิ่มขึ้นและกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการยังคงแข่งขันสะสมแลนด์แบงก์เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในระยะยาว ท่ามกลางแนวโน้มการขยายตัวของเมืองและการหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

มิกซ์ยูสดันราคาที่ดินพุ่ง

อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นของราคาที่ดินในย่านศูนย์กลางธุรกิจ พบว่า มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวแปรหลักมาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาปักหมุดพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส กันมาก สะท้อนการวิเคราะห์ของคอลลิเออร์ส ประเทศไทย ที่ระบุว่าการ การปรับขึ้นของราคาที่ดินใจกลางเมือง สอดรับกับแผนการเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่ มากกว่า 10 โครงการในช่วงปี 2569-2572 ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงกว่า 4 แสนล้านบาท และจะมีบทบาทสําคัญในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจในอนาคต

โดยเฉพาะถนนพระราม 4 อย่างโครงการไฮไลต์ “วัน แบงค็อก” โครงการอภิมหาโปรเจ็กต์ บนที่ดินศักยภาพ 108 ไร่ ทำเลหัวมุมถนนวิทยุ-พระราม 4 มูลค่า สูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเปิดใช้พื้นที่ในเฟสแรก รวมถึง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” โครงการมิกซ์ยูส บนที่ดินเนื้อที่ 24 ไร่ มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ที่เปิดให้บริการแล้วเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ทำเลย่านพระราม 4 มูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาซื้อขายตลาดอยู่ที่ 3-3.5 ล้านบาทต่อตารางวา

หากย้อนไปก่อนหน้าที่จะมีโครงการยักษ์ดังกล่าวราว 10 ปีก่อน ราคาที่ดินบนถนนพระราม 4 อยู่ที่ 1-1.5 ล้านบาทต่อตารางวา เท่านั้น เนื่องจากเป็นทำเลที่ไม่ใช่ย่านธุรกิจการค้า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยและค่อนข้างเงียบสงบซึ่งจะต่างจากฝั่งสุขุมวิทตอนต้นอย่างเพลินจิต ชิดลม

อีกทำเลที่น่าจับตาโครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่ ย่านศูนย์กลางเมืองโครงการ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เฟส 2 ตั้งอยู่บนพื้นที่ดินเดิมของอดีตสถานทูตอังกฤษเนื้อที่23 ไร่ จากทั้งหมด 35 ไร่ หัวมุมถนนเพลินจิตตัดกับถนนวิทยุ(ด้านหลัง เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ) ที่มีเป้าหมายขยายมิกซ์ยูสลักชัวรีในย่านสุขุมวิทให้ใหญ่ขึ้นมีพื้นที่รีเทลเพิ่มขึ้น 200% มีออฟฟิศ โรงแรม และที่อยู่อาศัยครบวงจรในที่เดียว คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2572 โดยราคาที่ดินขณะนี้อยู่ที่กว่า 3 ล้านบาทต่อตารางวา ในขณะที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 2.1-2.2 ล้านบาทต่อตารางวา 

ทรัพย์สินจุฬาฯ-วชิราวุธ แลนด์ลอร์ดใหญ่

มาที่ที่ดินสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) เป็นพื้นที่ทำเลทองใจกลางเมืองย่านปทุมวัน เซ็นทรัล สยามสแควร์ สี่แยกปทุมวัน โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี2570 ซึ่งจะมาเติมเต็ม กับ “สยามสแควร์ วัน” (SQ1) ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และแหล่งรวมร้านอาหารชื่อดังของคนเมือง

สำหรับที่ดินของ PMCU เป็นหน่วยงานดูแลที่ดินทำเลทองเพื่อสร้างรายได้พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ 385 ไร่ ได้แก่ โซนสยามสแควร์ แหล่งรวมแฟชั่น สถาบันกวดวิชา และไลฟ์สไตล์ รวมถึงโครงการพื้นที่มิกซ์ยูสและอาคารสำนักงาน เช่นอาคารสยามสเคป (Siam Scape)

ขณะที่โซนสามย่าน  ศูนย์รวมธุรกิจและที่พักอาศัย ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนพญาไทตัดถนนพระรามที่ 4 มีโครงการสำคัญคือ สามย่านมิตรทาวน์ รวมถึงโซนสวนหลวง-สามย่านที่ย่านสตรีทฟู้ดและร้านอาหารชื่อดังตลอดแนวถนนบรรทัดทองที่กำลังมาแรงในขณะนี้

 อีกทำเลไฮไลต์ ที่ดินสำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สิน วชิราวุธวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในแลนด์ลอร์ดรายใหญ่โดยมีที่ดินผืนสำคัญทั้งในย่าน CBD อย่างถนนราชดำริ โดยเฉพาะซอยมหาดเล็กหลวง 1-3) กว่า 67 ไร่ จำนวน28แปลง ล่าสุดที่มีความเคลื่อนไหว ที่ดินโอบายาชิ ราชดำริ เนื้อที่ 6 ไร่ (รวมบ้านสมถวิล)มิกซ์ยูสมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ติดกับ สถานี BTS ราชดำริ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572 หลังจาก โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โรงแรมระดับลักชัวรี สูง 45 ชั้นจำนวน 509 ห้อง เปิดให้บริการไปแล้วเมื่อ1ธันวาคม2568 ภายใต้บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) เครือบมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ซึ่งพัฒนาบนพื้นที่เดิมของเพนนินซูล่า พลาซ่า ที่หมดสัญญาเช่าลง

SC-แสนสิริสร้างนิวไฮ

การสร้างนิวไฮของปิดดีลซื้อขายที่ดินของดีเวลลอปเปอร์ อีกตัวแปรสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ดิน อย่างบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือSC ปิดดีลซื้อที่ดินพร้อมอาคารศรีเฟื่องฟุ้ง ราคา สูงถึง ตารางวาละ 3 ล้านบาท ทำเลศักยภาพวิวสวนลุมพินี เนื้อที่รวมประมาณ 2 ไร่ 1 งาน 87 ตารางวา เมื่อปี 2567 พัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียมอัลตร้าลักชัวรี ราคาขายต่อตารางเมตรต้องมีหลัก 1 ล้านบาทขึ้นไป สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากส่งผลให้ราคาซื้อขายที่ดินทำเลพระราม 4 สูงกว่า 3.5 ล้านบาทต่อตารางวา

ย้อนไปก่อนหน้านี้ SC ปิดดีลประวัติศาสตร์ซื้อที่ดินย่านหลังสวน บ้านเก่าแก่บนที่ดิน1ไร่เศษ ของคนในตระกูลพิชัยรณรงค์สงครามซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนมาแตร์เดอีเมื่อปี 2560 โดยสร้างสถิติเป็นที่ดินฟรีโฮลด์ที่แพงที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้นด้วยราคา 3.1 ล้านบาท ต่อตารางวา เพื่อพัฒนาโครงการสโคปหลังสวน คอนโดมิเนียม อัลตร้าลักชัวรีภายใต้บริษัท สโคป จำกัด ซึ่ง SC ถือหุ้นใหญ่ โดยมีนายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ นั่งแท่นซีอีโอ อย่างไรก็ตามการปิดดีลประวัติศาสตร์ดังกล่าวนำมาซึ่งการซื้อขายที่ดินใจกลางเมือง ทะลุกว่า 3 ล้านบาทต่อตารางวาตามมา จนถึงปัจจุบัน 

เช่นเดียวกับ บมจ.แสนสิริ สร้างประวัติศาสตร์ปิดดีลที่ดินพร้อมอาคาร “ฮักส์ มอลล์” บนถนนสารสิน ย่านปทุมวันวิวสวนลุมพินีในราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา นับเป็น ที่ดินราคาสูงที่สุดของประเทศไทย โดยวางแผนพัฒนาโครงการ แฟล็กชิปคอนโดอัลตร้าลักชัวกว่า 1 ล้านบาทต่อตารางเมตร ซึ่งมีผลทำให้ที่ดินย่านถนนวิทยุ – หลังสวน ราคาทะลุไปที่4ล้านบาทต่อตารางวา ในเวลาอันรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามการปิดดีลที่ดินในราคาที่สูง สะท้อนความต้องการที่ดินฟรีโฮลด์ (Freehold) หรือการถือครองอสังหาริมทรัพย์แบบ “ขายขาด” อย่างมาก ในขณะที่ดินใจกลางเมืองค่อนข้างหายากและการซื้อขายได้มาในปัจจุบันมักจะเป็นการซื้อยกอาคารเก่าและทุบทิ้งพัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งการมองหาที่ดินแปลงว่างเปล่าเหมือนในอดีตไม่มีให้เห็นอีกแล้วยกเว้นย่านชานเมือง

จับตาที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์-เยาวราชผืนสุดท้าย

 ที่ดินที่พูดถึงกันมากย่านซูเปอร์ไพร์มแอเรียทำเลทองระดับอัลตร้าลักชัวรี เมื่อสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประกาศขายที่ดินแปลงใหญ่ 20 ไร่ บนถนนวิทยุ (ซอยต้นสน) ในขณะที่ทุนยักษ์ใหญ่พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในย่านเดียวกันอย่าง บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา มองว่าไม่สนใจโดยให้เหตุผลว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ได้อยู่ในแผน 5 ปีและมีที่ดินรอพัฒนาในมือมากพออยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม

ข้อมูลจาก คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ยืนยันว่ามีนักลงทุนจำนวน 1 รายให้ความสนใจประมูล ขณะราคาที่ดินประเมินไว้ที่ 3-3.2 ล้านบาทต่อตารางวา และที่เป็นไฮไลต์ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินฟรีโฮลด์หายากในย่านกลางใจเมือง

ขณะเดียวกันยังมีที่ดินอีกแปลงที่น่าสนใจตั้งอยู่ย่างเยาวราช เนื้อที่ 5 ไร่ เตรียมประกาศขายราคา 1.5 แสนบาทต่อตารางวา และมีนักลงทุนให้ความสนใจ ตั้งอยู่ใกล้กับที่ดินโครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราชของ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป หรือ AWC ปัจจุบันอยู่พัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘ตราเพชร’สบช่องบ้านใหม่ขายยาก คนหันมาซ่อมแซมบ้านเก่าสร้างโอกาสขาย

  • ตราเพชรปรับกลยุทธ์หันมาเจาะตลาดรีโนเวทและซ่อมแซมบ้านเก่า เพื่อสร้างโอกาสการขายใหม่ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว
  • เปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการเป็นผู้ขายวัสดุก่อสร้าง สู่การเป็นผู้ให้บริการครบวงจร (Total Solutions) ที่มีทั้งสินค้าและทีมช่างติดตั้ง เพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้าเรื่องผู้รับเหมา
  • ชูบริการหลักด้านหลังคา (Roof Solutions) และพื้น-ผนัง (SPC Solutions) โดยเน้นสร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพและแบรนด์ เจาะกลุ่มเป้าหมายอาคารขนาดใหญ่และบ้านพักอาศัย

ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง และผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ ว่าจะเติบโตอย่างไรในวันที่เค้กก้อนเดิมมีขนาดเล็กลงแต่สำหรับ “ตราเพชร” หรือ DRT กลับมองเห็นโอกาสอีกด้านหนึ่งนั่นคือ ตลาดรีโนเวทตลาดที่ไม่ได้อาศัยการสร้างบ้านใหม่ แต่เกิดจากเจ้าของบ้าน อาคารสำนักงาน โรงแรม และรีสอร์ท ที่ยังมีความจำเป็นต้องซ่อมแซม ปรับปรุง และยกระดับทรัพย์สินเดิมให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น

 วิกฤติอสังหาฯแรงผลักดันสู่ตลาดรีโนเวท

สาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจแต่ความต้องการปรับปรุงอาคารและที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ต่อเนื่องโดยเฉพาะอาคารที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการปรับปรุงอาคารให้ทันสมัย รองรับการใช้งานและการแข่งขันในอนาคตอีกด้านหนึ่ง

ปัญหาคลาสสิกของวงการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน งานล่าช้า งบประมาณบานปลาย หรือการหาช่างคุณภาพได้ยาก กำลังกลายเป็น Pain Point สำคัญของผู้บริโภคและนี่คือช่องว่างทางการตลาดที่ DRT ต้องการเข้าไปแก้ปัญหา

จากผู้ขายวัสดุก่อสร้าง สู่ผู้ให้บริการรีโนเวทครบวงจร

ที่ผ่านมา ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักรู้จักตราเพชรในฐานะแบรนด์วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หลังคาและไม้สังเคราะห์แต่วันนี้ บริษัทกำลังขยับบทบาทตัวเองสู่การเป็นผู้ให้บริการ “Total Solutions”หรือการนำสินค้าและบริการติดตั้งมารวมอยู่ในแพ็กเกจเดียวกลยุทธ์นี้ช่วยลดความยุ่งยากในการบริหารงานก่อสร้างของลูกค้า ขณะเดียวกันยังช่วยควบคุมคุณภาพงานและงบประมาณได้ดีขึ้นหัวหอกสำคัญของแผนรุกตลาดครั้งนี้ คือ

  •  Roof Solutionsบริการปรับปรุงและติดตั้งหลังคาแบบครบวงจร ตั้งแต่การเปลี่ยนหลังคาใหม่ (Re-Roof) ไปจนถึงการทาสีและฟื้นฟูสภาพหลังคาเดิม (Repaint)
  •  SPC Solutionsบริการติดตั้งพื้น ผนัง และบันได SPC พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ รองรับทั้งงานรีโนเวทเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย

ขายความมั่นใจ มากกว่าขายวัสดุ

สิ่งที่น่าสนใจคือ DRT ไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวแต่กำลังขาย “ความมั่นใจ” ให้กับลูกค้าเพราะในตลาดรีโนเวท ปัญหาหลักของผู้บริโภคจำนวนมากไม่ใช่การหาวัสดุก่อสร้างแต่คือการหาผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้จุดแข็งที่ DRT นำเสนอจึงประกอบด้วย

  •  ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมากกว่า 40 ปี
  •  ทีมติดตั้งมืออาชีพที่มีประสบการณ์จากโครงการอสังหาริมทรัพย์
  •  การส่งมอบงานตรงเวลา ลดความเสี่ยงจากปัญหาทิ้งงาน
  •  ราคาโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

กล่าวอีกมุมหนึ่ง บริษัทกำลังเปลี่ยนจากการขาย “สินค้า” ไปสู่การขาย “ผลลัพธ์ของงานรีโนเวท”

 เจาะโรงแรม ออฟฟิศ และขยายสู่บ้านพักอาศัย

ในระยะแรก DRT จะมุ่งเป้าไปยังอาคารขนาดใหญ่ที่มีความต้องการรีโนเวทสูงไม่ว่าจะเป็น โรงแรม รีสอร์ท อาคารสำนักงานซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลและปรับปรุงอาคารอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษามูลค่าทรัพย์สินขณะเดียวกัน บริษัทเริ่มขยายบริการสู่ตลาดบ้านพักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงจากจำนวนบ้านที่เข้าสู่รอบการซ่อมแซมและปรับปรุงเพิ่มขึ้นทุกปี

 ตลาดรีโนเวท กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่

หากมองในภาพใหญ่ สิ่งที่ DRT กำลังทำสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทยจากเดิมที่การเติบโตพึ่งพาการสร้างบ้านและโครงการใหม่เป็นหลักสู่ยุคที่รายได้จำนวนมากอาจมาจากการดูแล ปรับปรุง และยกระดับอาคารเดิม

โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่เอื้อให้เกิดการลงทุนโครงการใหม่จำนวนมากครึ่งปีหลัง 2569 DRT จึงเตรียมเดินหน้ารุกตลาดรีโนเวทเต็มรูปแบบ ผ่านการเข้าร่วมงานบ้านและสวนแฟร์ เพื่อแสดงศักยภาพผลิตภัณฑ์และบริการครบวงจรเพราะในวันที่ตลาดบ้านใหม่ยังโตช้า“บ้านเก่า” อาจกำลังกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ของตราเพชร

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 10 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ตะวันออกกลางร้อนแรง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 10 มิ.ย. อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิหร่านมีการโจมตีตอบโต้กัน
  • ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เงินดอลลาร์แข็งค่า และราคาทองคำปรับตัวลดลง
  • นักวิเคราะห์มองกรอบเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 32.75-33.15 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เพิ่มเติม

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.15 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง หลังจากที่ทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.75 ต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.78-32.95 บาทต่อดอลลาร์) ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น จากการที่ สหรัฐฯโจมตีอิหร่าน เพื่อเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านใช้โดรนโจมตีเฮลิคอปเตอร์ Apache ของสหรัฐฯ จนตกลงในพื้นที่แถวช่องแคบ Hormuz (ทางการสหรัฐฯ สามารถช่วยเหลือนักบินได้อย่างปลอดภัย) ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบรีบาวด์สูงขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ราคาทองคำได้ปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

แนวโน้มของค่าเงินบาท 

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่าง การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ไม่ได้มีความคืบหน้ามากนักในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดจะคงมุมมองระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือ “Cautiously Optimistic” และอาจให้น้ำหนักกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED เป็นสำคัญ ซึ่งในวันนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ 

โดยรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้มากกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางได้ ซึ่งจากสถิติในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา พบว่า เงินบาท (USDTHB) จะมีกรอบการแกว่งตัว +/- 1 SD ราว +0.10%/-0.30% สะท้อนว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้น เงินบาทมักจะเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้น หลังรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ 30 นาที (ส่วนใหญ่ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาต่ำกว่าคาด)

เราประเมินว่า หากอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาดชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI จะทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยอาจให้โอกาสไม่น้อยกว่า 25% ที่ FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ หนุนให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกดดันราคาทองคำและเงินบาทได้พอสมควร ซึ่งเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยโซนแนวต้านถัดไปอาจอยู่ในช่วง 33.15-33.25 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น พร้อมกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจถูกชะลอลงบ้าง หากผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกทยอยขายทำกำไรสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) แต่อาจคงสถานะเก็งกำไรธีมดังกล่าว ผ่าน Options ไว้บ้าง โดยเรามองว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเลือกที่จะเข้าแทรกแซงอย่างมีนัยสำคัญ หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงต่อเนื่อง และภาพ Macro เริ่มเอื้ออำนวยต่อการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่ลคายลง การเจรจาหยุดยิงคืบหน้ามากขึ้น รวมถึง ตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด เป็นต้น

ในทางกลับกัน หากอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง แต่อาจไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง แต่ในกรณีนี้ เรามองว่า ควรระวังความเสี่ยงที่อาจมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยการทำ Rate Check อีกครั้ง เพื่อกดดันบรรดาผู้เล่นที่มีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) ทำการปิดสถานะดังกล่าว ซึ่งหากประเมินจากสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทหลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ผ่านมา กอปรกับความเสี่ยงที่อาจเห็นเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ถ้ามีการเข้าแทรกแซงเกิดขึ้น เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นต่อ เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะขึ้นกับ การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน 

ทั้งนี้ เราเริ่มเห็นว่า แม้ราคาทองคำจะมีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้น แต่กลับไม่ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมากนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยเข้าซื้อราคาทองคำเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากมีกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลางเชิงบวก หรือราคาทองคำอาจรีบาวด์สูงขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่จะมาพร้อมกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทำให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมเข้าซื้อทองคำของผู้เล่นในตลาด

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาอีกครั้ง จากการที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตก จนทำให้สหรัฐฯ โจมตีตอบโต้ ได้กดดันให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะทยอยลดความเสี่ยงลง โดยเฉพาะในช่วงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED สะท้อนจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ อาทิ Apple -3.6% และ Tesla -3.0% รวมถึงบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง AMD -3.0% เป็นต้น ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.26% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.97% 

ทางฝั่ง ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง -0.50% แม้ว่าในช่วงแรกของการซื้อขาย ตลาดหุ้นยุโรปจะพอได้แรงหนุนบ้างจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลง ทว่าความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังอิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตกและมีการโจมตีตอบโต้กัน ได้กลับมากดดันบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้ายของการซื้อขาย ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม และหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 

ในส่วน ตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Down สู่โซน 4.53% แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะหลังอิหร่านได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตกและมีการโจมตีตอบโต้กลับจากฝั่งสหรัฐฯ ทว่า ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับตัวความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง กอปรกับ บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ทั้งนี้ เรามองว่า การปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.50% ทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (หรืออาจล่าช้ากว่าคาดบ้าง แต่ไม่เกินไตรมาส 3) และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้าน ตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หลังอิหร่านได้ยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ตก จนนำไปสู่การโจมตีตอบโต้กลับจากฝั่งสหรัฐฯ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (ที่กดดันให้เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์) ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6 -100.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทำให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่โซน 4,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ อย่าง WTI ได้บ้าง  

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของจีน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


มีลุ้นชนะได้มั้ย? เปิดชื่อคู่แข่ง “วอลเลย์บอลหญิงไทย” สัปดาห์สอง ศึกเนชันส์ลีก 2026

ถือเป็นสนามที่ต้องเรียกว่าชี้ชะตาการอยู่รอดในลีกสูงสุดของ “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ในวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) สัปดาห์ที่สอง ที่จะได้ลงเล่นในบ้านตัวเอง

โดย ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย สัปดาห์ที่สอง จะได้ลงเล่นในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันที่ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก, กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569

ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เราลองไปดูอันดับโลกของทีมที่จะต้องเจอทั้ง ยูเครน, บัลแกเรีย, แคนาดา และ เนเธอร์แลนด์ รวมถึงย้อนดูผลงานการเจอกันล่าสุดของคู่แข่งที่ “ทัพลูกยางสาวไทย” ต้องเจอกันก่อน

ยูเครน : อันดับ 16 โลก

ถือเป็นทีมน้องใหม่ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมในวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 เป็นครั้งแรก ทำให้ไม่เคยพบกับ ทีมไทย มาก่อน อย่างไรก็ตามผลงานในสัปดาห์แรกของ ยูเครน ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเมื่อเก็บชัยครั้งแรกได้สำเร็จ ก่อนจบสนามแรกด้วยสถิติชนะ 1 แพ้ 3 นัด

บัลแกเรีย : อันดับ 20 โลก

เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2025 โดย “ลูกยางสาวไทย” แพ้ไปแบบไม่ขาด 2-3 เซต (24-26, 13-25, 25-21, 25-22 และ 9-15)

แคนาดา : อันดับ 10 โลก

เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2025 โดย “ลูกยางสาวไทย” แพ้ไปแบบน่าเสียดาย 2-3 เซต (25-17, 23-25, 28-30, 25-23 และ 13-15)

เนเธอร์แลนด์ : อันดับ 8 โลก

เจอกันล่าสุดในการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์โลก 2025 โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” ที่ได้ลงเล่นในบ้านสู้แบบถวายหัวก่อนแพ้ไปแบบหวุดหวิด 2-3 เซต (23-25, 25-17, 23-25, 25-10 และ 14-16)

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ไม่ใช่แค่อาการทางจิต! ตกใจง่าย ร่วม 3 อาการนี้ อาจเป็นสัญญาณ “โรคหัวใจ” ที่คนไม่รู้

หากคุณตกใจง่าย ร่วมกับมี 3 อาการนี้ อาจะไม่ใช่แค่ตกใจธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือน โรคหัวใจ แพทย์เผยสัญญาณ และวิธีป้องกันหัวใจ 

โรคหัวใจเป็นหนึ่งในโรคอันตรายที่อาจถึงชีวิตได้หากตรวจพบไม่ทัน แต่หลายคนกลับไม่ตระหนักถึงสัญญาณเตือนของโรคเหล่านี้ หนึ่งในคำถามยอดฮิตคือ การตกใจง่ายเป็นสัญญาณของหัวใจอ่อนแอหรือไม่

แพทย์อธิบายการตกใจและหัวใจ

ดร. เหงียน ถิ ไห่ ดาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ทั่วไป ชี้แจงว่า “หัวใจอ่อนแอ” หมายถึงผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

การตกใจเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายต่อความเครียด ความวิตกกังวล หรือความกลัว ทำให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนอะดรีนาลินและคอร์ติซอล ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อหัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหากผู้ป่วยมีโรคหัวใจอยู่แล้ว

ดร. ย้ำว่าการตกใจเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายและไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหัวใจเสมอไป หากอาการตกใจเกิดร่วมกับอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออก คล้ายจะเป็นลม ควรรีบพบแพทย์ทันที

วิธีดูแลหัวใจให้แข็งแรง

  • อาหารสุขภาพ: รับประทานอาหารหลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และไขมันดี ปรุงอาหารด้วยการต้ม นึ่ง หรืออบ
  • ออกกำลังกาย: ทำกิจกรรมวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและควบคุมน้ำหนัก
  • เลิกสูบบุหรี่: การเลิกสูบอย่างเด็ดขาดลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน
  • ดูแลความดันและคอเลสเตอรอล: ตรวจสุขภาพเป็นประจำและปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์
  • เลือกคู่ชีวิตเหมาะสม: การมีชีวิตคู่ที่มีความสุขช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโตรอนโต

อาหารที่ช่วยปกป้องหัวใจ

ดร.แดนแนะนำให้เพิ่มดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อช่วยปรับปรุงการไหลเวียนเลือดและลดความเสี่ยงลิ่มเลือด นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยใยอาหารและไขมันดี ลดอาหารแปรรูปสูง

สังเกตอาการตัวเอง

การตกใจง่ายไม่จำเป็นต้องหมายถึงโรคหัวใจเสมอไป แต่หากเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น

  • อาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก
  • หายใจไม่ออก หายใจไม่ทัน
  • ใจสั่น เต้นไม่สม่ำเสมอ คล้ายจะเป็นลม

ต้องรีบพบแพทย์ การดูแลหัวใจอย่างครบวงจร ทั้งอาหาร ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ และมีชีวิตคู่ที่มีความสุข จะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


สแลงภาษาอังกฤษ ทางลัดสู่การคุยแชทและท่องโซเชียลแบบอินเตอร์ ไม่มีเอาท์

เคยไหมครับเวลาที่เราไถฟีด TikTok, Instagram หรือนั่งดูซีรีส์ฝรั่งเรื่องโปรด แล้วเจอตัวละครพูดคำสั้นๆ พิมพ์คอมเมนต์แปลกๆ ที่เรามั่นใจว่าไม่เคยเห็นในตำราเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน พอไปเปิดพจนานุกรมแปลตรงตัวก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ เพราะความหมายมันช่างห่างไกลจากบริบทเหลือเกิน สิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะนั่นคือโลกของ สแลงภาษาอังกฤษ (English Slang) ที่หมุนไวและเปลี่ยนเทรนด์กันแทบจะทุกวินาที

ในโลกยุคปี 2026 ภาษาอังกฤษไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือกระดาษข้อสอบแกรมม่าอีกต่อไป การเข้าใจภาษาพูดและคำฮิตติดปากของ native speaker คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงอรรถรสความบันเทิง และสื่อสารกับเพื่อนชาวต่างชาติได้อย่างลื่นไหล วันนี้ EngDuo Thailand มัดรวมคลังคำสแลงภาษาอังกฤษยอดฮิต พร้อมทริคการนำไปใช้ให้ดูเนียนเหมือนเป็นเจ้าของภาษามาฝากกันครับ

ทำไม “สแลงภาษาอังกฤษ” ถึงเป็นสิ่งสำคัญที่คนอยากเก่งจริงต้องรู้

การรู้ไวยากรณ์ที่แม่นยำเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่นั่นคือรากฐานของการเขียนและการสื่อสารที่เป็นทางการ แต่ถ้าเป้าหมายของคุณคือการ “เข้าสังคม” (Socializing) ทักษะการเข้าใจ สแลงภาษาอังกฤษ จะเป็นตัวช่วยพลิกโฉมให้คุณดูเป็นนักสื่อสารที่มีเสน่ห์ เข้าถึงง่าย และทันโลก เพราะสแลงคือสะท้อนวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture) และวิถีชีวิตที่เป็นปัจจุบันที่สุด

สำหรับคนรุ่นใหม่และคนทำงาน การรู้คำสแลงยังช่วยทลายกำแพงความอึดอัดเวลาต้องทำ Small Talk หรือคุยเล่นกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติในแชทกลุ่ม ทำให้เราดูเป็นคนเฟรนด์ลี่ ไม่แข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ และยังช่วยให้เราเข้าใจมุกตลกหรือนัยยะแฝงที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์และซีรีส์ได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องพึ่งซับไตเติลภาษาไทยเลยครับ

อัปเดตคลังคำศัพท์: สแลงภาษาอังกฤษยอดนิยมแยกตามหมวดหมู่

เพื่อให้คุณเก็บสะสมนำไปลองปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ผมขอแบ่งกลุ่มคำสแลงออกเป็น 3 สไตล์หลักๆ ที่คนนิยมใช้กันมากที่สุดในตอนนี้ครับ

1. สแลงยอดฮิตในโลกโซเชียลและแชทออนไลน์ (Social Media & Chat)

คำเหล่านี้คุณจะพบได้บ่อยมากตามคอมเมนต์ใต้โพสต์ หรือในกลุ่มแชทที่เป็นกันเอง

  • No cap: แปลว่า “เรื่องจริงไม่ได้โม้” หรือ “พูดจริงไม่ติงนัง” (คำว่า cap สแลงแปลว่าโกหก)
  • Flex: แปลว่า “อวด” หรือ “โชว์ของ” มักใช้กับการอวดไลฟ์สไตล์ ความสำเร็จ หรือของแบรนด์เนม
  • Slay: แปลว่า “ทำได้ดีมาก” “ปังมาก” หรือ “เริ่ดสุดๆ” ใช้ชื่นชมเวลาใครสักคนแต่งตัวสวยหรือทำผลงานได้ยอดเยี่ยม

2. สแลงที่ใช้บอกสถานะและความรู้สึก (Emotions & Status)

ช่วยเพิ่มสีสันเวลาต้องการระบายอารมณ์หรือเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้เพื่อนฟัง

  • Delulu: ย่อมาจาก Delusional แปลว่า “พวกชอบมโน” หรือ “คิดไปเอง” นิยมใช้แซวขำๆ ในหมู่เพื่อน
  • Rizzy / Rizz: ย่อมาจาก Charisma แปลว่า “เสน่ห์ล้นเหลือ” หรือ “สกิลการหยอดขั้นเทพ”
  • Ghost: (กริยา) แปลว่า “เท” หรือ “อยู่ๆ ก็หายไลน์ไม่ตอบ” มักใช้กับความสัมพันธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเงียบหายไปเฉยๆ

3. สแลงสายสตรีท ใช้ในชีวิตประจำวัน (Everyday Street Slang)

ประโยคสั้นๆ ที่เจ้าของภาษาชอบพูดติดปากเวลาสนทนาทั่วไป

  • Bet: แปลว่า “ได้เลย” “จัดไป” หรือ “ตกลงตามนั้น” (ใช้แทนคำว่า OK หรือ Deal)
  • Vibe Check: การประเมินบรรยากาศหรือตรวจสอบพลังงานของคนรอบข้างว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่

เทคนิคการใช้สแลงให้ดูเนียนและถูกกาลเทศะ (Language Register)

ข้อควรระวังข้อคิดสำคัญ: แม้ว่าการใช้คำสแลงจะช่วยให้คุณดูคูลและเป็นกันเอง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวังเสมอก็คือ “กาลเทศะ” ครับ สแลงจัดอยู่ในระดับภาษาที่ไม่เป็นทางการขั้นสุด (Highly Informal) ดังนั้น จึงควรใช้เฉพาะกับเพื่อนสนิท คนในวัยเดียวกัน หรือในพื้นที่โซเชียลส่วนตัวเท่านั้น

หลีกเลี่ยงการนำคำสแลงไปใส่ในอีเมลธุรกิจ การเขียน Resume สมัครงาน หรือการพูดคุยกับผู้ใหญ่และหัวหน้างานในที่ทำงานเด็ดขาดครับ เพราะอาจทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูขาดความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือได้

หากคุณเป็นสายลุยที่ชอบท่องโลกอินเทอร์เน็ต และต้องการเข้าไปตรวจสอบความหมายของคำสแลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลก เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ สามารถเข้าไปสืบค้นและศึกษาบริบทคำสแลงในฝั่งตะวันตกเพิ่มเติมได้ที่พจนานุกรมรวมสแลงออนไลน์ระดับโลกอย่าง Urban Dictionary ซึ่งเป็นคลังคำศัพท์ที่ขับเคลื่อนโดยผู้ใช้งานจริงทั่วโลก ช่วยให้คุณเข้าใจภาษาพูดได้อย่างลึกซึ้งและปลอดภัยก่อนนำไปใช้ครับ

ตารางสรุป: สแลงภาษาอังกฤษ ยอดนิยมประจำปี 2026 และวิธีนำไปแต่งประโยค

ลองดูตารางรวบรวมคำสแลงและตัวอย่างประโยคด้านล่างนี้ เพื่อให้คุณเห็นภาพการนำไปใช้งานจริงในบทสนทนาประจำวันครับ

คำสแลงภาษาอังกฤษความหมายภาษาไทยโทนความรู้สึก (Vibe)ตัวอย่างประโยคการใช้งาน
No capพูดจริงๆ ไม่ได้โม้จริงใจ / หนักแน่น“That concert was amazing, no cap!”
Flexอวด / โชว์เหนือขี้เล่น / แซวกัน“He’s just trying to flex his new car.”
Deluluชอบมโน / ชวนฝันขำขัน / เอ็นดู“Thinking he will text me back is so delulu.”
Ghostเท / เงียบหายไปตัดพ้อ / ผิดหวัง“We had a great date, but then she ghosted me.”
Betได้เลย / จัดไปวัยรุ่น / ทันสมัย“A: Want to grab some coffee? B: Bet!”
Slayปังมาก / ทำได้ดีมากชื่นชม / พลังบวก“Your outfit today is totally slaying!”

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ สแลงภาษาอังกฤษ (FAQs)

1. เด็กไทยที่ต้องการฝึกภาษาอังกฤษ ควรเริ่มจำสแลงตั้งแต่ตอนไหน? แนะนำให้เริ่มต้นหลังจากที่คุณพอมีคลังคำศัพท์พื้นฐานและแกรมม่าระดับต้นแล้วครับ การรู้สแลงจะช่วยเสริมให้ภาษาของคุณดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ไม่ควรยึดสแลงเป็นหลักในการเรียน เพราะอาจทำให้โครงสร้างไวยากรณ์หลักของคุณผิดเพี้ยนไปได้ครับ

2. สแลงในภาพยนตร์ฮิปฮอปหรือแนวสตรีท สามารถนำมาใช้พูดในออฟฟิศได้ไหม? ไม่แนะนำอย่างยิ่งครับ สแลงสายสตรีทจ๋าๆ หรือสแลงในวงการเพลงบางประเภทมักจะมีคำหยาบคายหรือภาษาระดับต่ำผสมอยู่ ซึ่งไม่เหมาะกับการนำมาใช้ในบริบทการทำงาน การเลือกใช้สแลงแนวบวกที่เข้าใจง่าย เช่น Slay หรือ Rizz ในการคุยเล่นช่วงพักกลางวันจะปลอดภัยกว่าครับ

3. ทำไมสแลงภาษาอังกฤษบางคำถึงเปลี่ยนความหมายไปจากคำเดิมในพจนานุกรม? เพราะสแลงคืองานศิลปะทางภาษาที่เกิดจากการเปรียบเปรยและการสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ครับ เช่น คำว่า Ghost ที่แปลว่าผี ถูกนำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในความสัมพันธ์ การจำสแลงจึงต้องเน้นการจำจากบริบท (Context) มากกว่าการเปิดดิกชันนารีตรงตัวครับ

4. มีวิธีการสังเกตอย่างไรว่าคำไหนเป็นคำสแลงที่ล้าสมัย (Outdated) ไปแล้ว? สังเกตได้จากสื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบันครับ หากคำไหนที่ศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติเลิกใช้ในคลิปสั้น หรือไม่มีปรากฏในคอมเมนต์ยุคปัจจุบันแล้ว คำนั้นก็อาจจะเริ่มล้าสมัยไปตามกาลเวลา การอัปเดตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นประจำจะช่วยให้คุณใช้คำที่สดใหม่เสมอครับ

5. ฝึกภาษาอังกฤษผ่านการจำสแลงบ่อยๆ จะช่วยให้สอบ IELTS หรือ TOEIC ผ่านไหม? คำสแลง ไม่มีคะแนนให้ ในการสอบวัดระดับสากลอย่าง IELTS หรือ TOEIC ครับ เพราะข้อสอบเหล่านั้นเน้นการวัดทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ (Academic English) และภาษาระดับทางการ การรู้สแลงอาจช่วยเรื่องทักษะการฟังภาพรวมได้บ้าง แต่ในการสอบเขียนและพูด ควรยึดหลักภาษาที่เป็นทางการและถูกต้องตามไวยากรณ์จะดีที่สุดครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


เอไอลดต้นทุนแต่กำลังซื้อหายไป ถอดบทเรียน ‘กับดักเลิกจ้าง’ กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ

  • การใช้เอไอแทนแรงงานลดต้นทุน ส่งผลดีต่อบริษัทระยะสั้น แต่ระยะยาวส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างวงกว้าง ทำให้กำลังซื้อโดยรวมในระบบเศรษฐกิจลดลง
  • บริษัทติดอยู่ในกับดักการเลิกจ้าง จากแรงกดดันด้านการแข่งขันที่ทำให้ทุกบริษัทจำเป็นต้องใช้เอไอเพื่อความอยู่รอด 
  • ผลกระทบสุดท้ายไม่ใช่แค่แรงงานที่ตกงาน แต่เป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ย้อนกลับมาทำร้ายภาคธุรกิจเองผ่านอุปสงค์ที่ลดลง
  • งานวิจัยเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ

นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ปลายปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่องค์กรในภาคธุรกิจเริ่มทดลองนำเอไอมาใช้ในงานหลากหลายประเภท ตั้งแต่งานบริการลูกค้า งานการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม ไปจนถึงงานเอกสาร และงานธุรการ

ช่วงแรกของการพูดคุยเกี่ยวกับเอไอมักเน้นไปที่ประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หลายองค์กรนำเสนอภาพของเอไอในฐานะ “ผู้ช่วย” ที่จะช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น และสร้างผลงานได้มากขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คำถามก็เริ่มเปลี่ยนจาก “เอไอช่วยคนทำงานอย่างไร” ไปสู่ “เอไอจะเข้ามาแทนคนได้มากแค่ไหน”

บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากเริ่มประกาศปรับโครงสร้างองค์กรควบคู่กับการลงทุนด้านเอไอ ผู้บริหารบางรายระบุอย่างเปิดเผยว่า ตำแหน่งงานบางประเภทอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนอีกต่อไป ขณะที่บางองค์กรเริ่มทดลองใช้ระบบอัตโนมัติทำงานที่เคยต้องใช้พนักงานจำนวนมาก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลในตลาดแรงงานทั่วโลกว่า การปฏิวัติด้านเอไออาจกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับแรงงานไปจากเดิม

ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เอไอ แต่อยู่ที่แรงจูงใจทางธุรกิจ

งานวิจัยเรื่อง The AI Layoff Trap หรือ “กับดักการเลิกจ้างด้วยเอไอ” ซึ่งจัดทำโดย เบรตต์ เฮเมนเวย์ ฟอล์ก (Brett Hemenway Falk) จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และ เจอร์รี ซูคาลาส (Gerry Tsoukalas) จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจยุคเอไอ นั่นคือ การแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ อาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเลิกจ้างมากเกินกว่าที่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม จนท้ายที่สุดกระทบทั้งแรงงาน และตัวบริษัทเอง

นักวิจัยตั้งคำถามว่า หากทุกบริษัทต่างรู้ว่าการเลิกจ้างในวงกว้างอาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว เหตุใดจึงยังไม่มีใครยอมชะลอการใช้เอไอ

คำถามนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสที่หลายองค์กรเริ่มนำเอไอมาใช้แทนแรงงานมากขึ้น โดยงานวิจัยยกตัวอย่างบริษัท Block ของ แจ็ก ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ที่ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก พร้อมระบุว่าเอไอทำให้งานบางตำแหน่งไม่จำเป็นอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลในสหรัฐพบว่า ในปี 2568 มีการเลิกจ้างมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และราว 55,000 ตำแหน่งเชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้งานโดยตรง

พนักงานไม่ได้เป็นแค่ต้นทุน แต่ยังเป็นฟันเฟืองของระบบเศรษฐกิจ

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เทคโนโลยีมักเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ตลาดแรงงานสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว 

อย่างไรก็ตาม ยุคของเอไอยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ากระบวนการสร้างงานใหม่จะเกิดขึ้นเร็วพอที่จะชดเชยการหายไปของงานเดิมหรือไม่ โดยงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การแทนที่แรงงานมีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างงานใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

นักวิจัยอธิบายว่า มุมของแต่ละบริษัท การใช้เอไอแทนแรงงานถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน แต่ผลกระทบจากการลดการจ้างงานกลับไม่ได้หยุดอยู่ภายในองค์กร เมื่อพนักงานสูญเสียรายได้ กำลังซื้อของผู้บริโภคก็ลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายของสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งลดพนักงานลงหลายพันคน บริษัทอาจเห็นต้นทุนลดลงทันที แต่พนักงานกลุ่มดังกล่าวเคยเป็นผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เมื่อรายได้หายไป การใช้จ่ายก็ลดลงตาม และผลกระทบดังกล่าวจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นทั้งระบบ

จุดสำคัญที่งานวิจัยพยายามชี้ให้เห็นคือ บริษัทที่ลดจำนวนพนักงานได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอย่างเต็มที่ แต่ผลเสียจากกำลังซื้อที่หายไปกลับถูกกระจายไปยังผู้เล่นรายอื่นในตลาด ทำให้แต่ละบริษัทไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

บริษัทมองเห็นกำไร แต่ไม่เห็นต้นทุนของระบบ

ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้บริหารจะตระหนักว่าการเลิกจ้างงานอาจสร้างความเสียหายในระยะยาว แต่แรงกดดันจากการแข่งขันก็ยังผลักดันให้ทุกบริษัทเดินหน้าใช้เอไอเพื่อลดต้นทุนต่อไป เพราะไม่มีใครต้องการเสียเปรียบคู่แข่ง 

สำหรับผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง การเลิกจ้างพนักงาน 1,000 คน อาจช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล แต่กำลังซื้อที่หายไปจากคน 1,000 คนนั้นถูกกระจายออกไปยังธุรกิจอีกหลายพันแห่ง ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาบริษัทต้นทางจึงมีเพียงเล็กน้อย

งานวิจัยพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า การใช้เอไอแทนพนักงานเป็น “กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอ” ไม่ว่าบริษัทอื่นๆ จะทำอะไร 

ในภาษาทฤษฎีเกม เรียกสิ่งนี้ว่า Dominant Strategy หรือกลยุทธ์ที่ครอบงำ ถ้าบริษัท ก อยากเป็นฝ่ายยับยั้งตัวเองโดยไม่ใช้เอไอ แต่คู่แข่งทุกรายใช้เอไอหมด บริษัท ก ก็ยังได้รับผลเสียจากกำลังซื้อที่ลดลงอยู่ดี แต่กลับไม่ได้ประหยัดต้นทุนแม้แต่บาทเดียว 

ทางกลับกัน ถ้าบริษัท ก ใช้เอไอ ก็จะได้ประหยัดต้นทุน ขณะที่แบกรับผลเสียเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน การใช้เอไอก็ให้ผลดีกว่าการไม่ใช้เสมอในระดับปัจเจกบริษัท

นักวิจัยเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การแข่งขันสู่หน้าผา” (Race to the Cliff) หรือการแข่งขันที่ทุกฝ่ายรู้ว่าปลายทางอาจสร้างปัญหา แต่ไม่มีใครสามารถหยุดตัวเองได้ เพราะหากบริษัทใดชะลอการใช้เอไอขณะที่คู่แข่งเดินหน้าต่อ บริษัทนั้นอาจเสียเปรียบด้านต้นทุนทันที 

ผลลัพธ์ที่ได้จึงคล้ายกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Prisoner’s Dilemma หรือสถานการณ์ที่การตัดสินใจซึ่งดูสมเหตุสมผลสำหรับแต่ละฝ่าย กลับนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่กว่าสำหรับทุกฝ่ายรวมกัน

นอกจากนี้ เอไอที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับทำให้แย่ลง นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Red Queen Effect” โดยอ้างอิงจากตัวละครในหนังสือ Through the Looking Glass ที่ต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลาเพียงเพื่อให้ยืนอยู่กับที่ได้ 

กล่าวคือ เมื่อเอไอมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ละบริษัทเห็นว่าการใช้เอไอมากกว่าคู่แข่งจะทำให้ตัวเองได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น แต่เมื่อทุกบริษัทคิดแบบนี้พร้อมกัน ส่วนแบ่งตลาดของทุกคนก็เท่าเดิม มีแต่ความเสียหายต่อกำลังซื้อรวมที่เพิ่มขึ้น

ใครเสียหาย และมากแค่ไหน

งานวิจัยไม่ได้สรุปว่าผู้แพ้มีเพียงแรงงานเท่านั้น แต่ระบุว่าบริษัทเองก็อาจเสียประโยชน์ในระยะยาวเช่นกัน ความเสียหายไม่ใช่แค่เรื่องของคนงานที่ตกงาน แต่เป็น “ความสูญเสียส่วนเกินทางเศรษฐกิจ” (Deadweight Loss) ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายแย่ลง 

เมื่อคนจำนวนมากสูญเสียรายได้ กำลังซื้อในตลาดลดลง ยอดขายของธุรกิจก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ผลลัพธ์จึงไม่ใช่การโยกย้ายผลประโยชน์จากคนงานไปสู่เจ้าของกิจการ แต่เป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย

ฝั่งคนงาน สูญเสียรายได้โดยตรงจากการตกงาน ฝั่งเจ้าของกิจการ แม้จะประหยัดต้นทุนจากแต่ละงานที่ใช้เอไอแทน แต่เมื่อทุกบริษัทเลิกจ้างพร้อมกัน อุปสงค์รวมในตลาดพังทลาย กำไรของทุกบริษัทก็ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหากมีการร่วมมือกันในระดับที่เหมาะสม 

นักวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า แม้แต่นักวางแผนสังคมที่ไม่ได้สนใจสวัสดิภาพของคนงาน สนใจแต่กำไรของเจ้าของกิจการอย่างเดียว ก็ยังเลือกให้ใช้เอไอแทนคนงานในระดับต่ำกว่าที่เกิดขึ้นในตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน เพราะให้กำไรรวมมากกว่า นั่นแปลว่า การใช้เอไอมากเกินไปในปัจจุบันเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจล้วนๆ ไม่ใช่ผลจากการเลือกที่เหมาะสม

เสนอเก็บภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ

นักวิจัยยังทดสอบข้อโต้แย้งหลายรูปแบบที่มักถูกเสนอในเวทีนโยบายสาธารณะ เช่น การฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัท การจัดสรรรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) การเก็บภาษีรายได้จากทุน หรือแม้แต่การเจรจากันเองระหว่างบริษัทต่างๆ 

ผลที่ได้คือ มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้แรงจูงใจพื้นฐานที่ผลักดันให้แต่ละบริษัทเร่งใช้เอไอได้

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพ และเพิ่มอุปสงค์ในตลาด แต่ไม่ได้เปลี่ยนแรงจูงใจของบริษัทในการใช้เอไอ เพราะการโอนเงินแบบไม่มีเงื่อนไขนั้นเพิ่มรายได้ให้ทุกคนเท่าๆ กัน ทั้งคนที่ยังมีงาน และคนตกงาน จึงไม่ได้เปลี่ยนสมการต้นทุน-ผลประโยชน์ที่บริษัทคำนวณในการตัดสินใจเลิกจ้าง 

ภาษีกำไรก็ไม่ได้ผลเช่นกัน เพราะการเก็บภาษีจากกำไรทั้งหมดในอัตราเดียวกันเปรียบเหมือนการคูณกำไรทั้งก้อนด้วยตัวเลขคงที่ บริษัทก็ยังเลือกระดับเอไอเท่าเดิม เพราะแรงจูงใจสัมพัทธ์ไม่เปลี่ยน 

การเจรจาต่อรองระหว่างบริษัทก็ล้มเหลว เพราะการใช้เอไอเป็น Dominant Strategy อยู่แล้ว ข้อตกลงใดๆ ที่ไม่มีการบังคับใช้จากภายนอกจะเปราะบาง บริษัทที่แอบผิดข้อตกลงจะได้เปรียบ และทุกบริษัทก็รู้เรื่องนี้ดี

ดังนั้น ข้อเสนอที่ผู้วิจัยมองว่าตรงจุดที่สุดคือ “ภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ” หรือ Automation Tax ในลักษณะเดียวกับภาษีที่ใช้จัดการผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “ภาษี Pigouvian” ตั้งชื่อตาม อาร์เธอร์ ซีซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ 

แนวคิดคือ รัฐเก็บภาษีต่อพนักงานหนึ่งคนที่ถูกแทนที่ด้วยเอไอ ในอัตราที่เท่ากับผลเสียที่บริษัทก่อขึ้นต่อผู้อื่นในตลาดแต่ไม่ได้รับผิดชอบ โดยให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการลดการจ้างงาน 

รายได้จากภาษีสามารถนำไปใช้สนับสนุนการฝึกทักษะใหม่หรือช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และลดผลกระทบต่อกำลังซื้อในระยะยาว นักวิจัยมองว่า ภาษีนี้อาจเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวได้

ขอบเขต และสิ่งที่งานวิจัยยังไม่ตอบ

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยยอมรับว่างานศึกษานี้เป็นแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่การพยากรณ์ว่าจะเกิดวิกฤติการว่างงานจากเอไออย่างแน่นอน 

พวกเขาระบุว่า หากเศรษฐกิจสามารถสร้างงานใหม่ และดูดซับแรงงานกลับเข้าสู่ระบบได้รวดเร็ว ปัญหาดังกล่าวอาจไม่รุนแรงจนสังเกตเห็นได้ แต่หากการแทนที่แรงงานเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าความสามารถในการปรับตัวของตลาดแรงงาน กลไกการแข่งขันระหว่างบริษัทอาจกลายเป็นตัวเร่งให้การเลิกจ้างขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ดาริโอ อาโมเดอิ (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic ได้เตือนว่า การแทนที่แรงงานด้วยเอไอจะ “สร้างความปั่นป่วนมากกว่าปกติ” กว้างกว่าและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีต 

หากการประเมินนั้นถูกต้อง แบบจำลองชี้ว่า ปัญหาจะรุนแรงที่สุดไม่ใช่ในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ แต่จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกตัวเป็นบริษัทจำนวนมาก และกำลังนำเอไอที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้พร้อมกัน

บทสรุปของงานวิจัยคือ การถกเถียงเรื่องเอไอไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าแรงงานที่ถูกแทนที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างไร แต่ควรถามด้วยว่าโครงสร้างการแข่งขันในเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ใช้เอไอเร็วเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้หรือไม่

เพราะหากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เริ่มต้นจากตลาดแรงงานอาจย้อนกลับมากระทบภาคธุรกิจเองในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


พริกไทยขาวกับพริกไทยดำ มาจากต้นเดียวกันจริงไหม? คำตอบที่หลายคนเพิ่งรู้

หากถามว่าพริกไทยขาวกับพริกไทยดำต่างกันอย่างไร หลายคนอาจตอบทันทีว่าเป็นพืชคนละชนิด หรือมาจากคนละต้น เพราะทั้งสี กลิ่น และรสชาติแตกต่างกันอย่างชัดเจน

แต่ความจริงแล้ว คำตอบอาจทำให้หลายคนแปลกใจ เพราะพริกไทยขาวและพริกไทยดำที่เราใช้ปรุงอาหารอยู่ทุกวันนั้น มาจากผลของต้นพริกไทยต้นเดียวกัน

แล้วเหตุใดพริกไทยจึงมีสีและรสชาติแตกต่างกัน?

พริกไทยขาวและพริกไทยดำ มาจากต้นเดียวกันจริง

ทั้งพริกไทยขาวและพริกไทยดำมาจากพืชชนิดเดียวกัน คือพริกไทย (Piper nigrum) ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่สายพันธุ์ แต่อยู่ที่ “ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว” และ “กระบวนการแปรรูป” หลังการเก็บเกี่ยว

พริกไทยดำ ทำอย่างไร?

พริกไทยดำได้จากผลพริกไทยที่ยังไม่สุกเต็มที่ หลังเก็บเกี่ยวจะนำไปตากหรืออบจนเปลือกด้านนอกเหี่ยวย่นและเปลี่ยนเป็นสีดำ

เปลือกที่แห้งนี้เองทำให้พริกไทยดำมีกลิ่นหอมแรงและรสเผ็ดจัดกว่าพริกไทยขาว จึงนิยมใช้ในเมนูเนื้อสัตว์ สเต๊ก หรืออาหารที่ต้องการกลิ่นเครื่องเทศชัดเจน

แล้วพริกไทยขาวล่ะ?

พริกไทยขาวเริ่มต้นจากผลพริกไทยเช่นเดียวกัน แต่จะปล่อยให้สุกจนเปลี่ยนเป็นสีแดง จากนั้นนำมาแช่น้ำเพื่อให้เปลือกนอกหลุดออก เหลือเพียงเมล็ดด้านในสีขาวครีม

เมื่อผ่านการตากแห้งจึงกลายเป็นพริกไทยขาวที่คุ้นเคย เพราะไม่มีเปลือกหุ้มอยู่ กลิ่นจึงนุ่มกว่า และรสเผ็ดจะออกลึกมากกว่าฉุน

ทำไมรสชาติจึงต่างกัน?

สาเหตุหลักมาจากสารประกอบที่อยู่ในเปลือกผลพริกไทย พริกไทยดำยังคงมีเปลือกอยู่ จึงมีกลิ่นหอมเข้มข้นและซับซ้อนกว่า

ส่วนพริกไทยขาวถูกลอกเปลือกออก จึงให้รสชาติที่สะอาดและนุ่มกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่อาหารบางประเภทนิยมใช้พริกไทยขาว เช่น

  • ต้มจืด
  • โจ๊ก
  • ก๋วยเตี๋ยว
  • ซุปใส

ขณะที่พริกไทยดำมักใช้ในอาหารตะวันตกและเมนูเนื้อสัตว์

แล้วพริกไทยเขียวกับพริกไทยแดงล่ะ?

หลายคนอาจไม่รู้ว่า

  • พริกไทยเขียว คือผลอ่อนที่เก็บสด
  • พริกไทยดำ คือผลอ่อนที่นำไปตากแห้ง
  • พริกไทยแดง คือผลที่สุกเต็มที่
  • พริกไทยขาว คือเมล็ดของผลสุกที่นำเปลือกออก

ทั้งหมดมาจากต้นเดียวกันแทบทั้งสิ้น

สรุปได้ว่า พริกไทยขาวกับพริกไทยดำไม่ได้มาจากคนละต้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นผลจากต้นพริกไทยชนิดเดียวกัน ความแตกต่างอยู่ที่ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวและวิธีแปรรูปหลังเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดสี กลิ่น และรสชาติที่แตกต่างกันจนหลายคนคิดว่าเป็นคนละชนิดมาตลอด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 10/6/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,100.0065,300.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,208.0063,793.2866,100.00
ทองรูปพรรณ 90%3,787.2057,413.95n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,366.4051,034.62n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,893.6028,706.98n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,472.8022,327.65n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,360.6266,107.00n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 10/6/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9543.1043.1043.6043.1043.1043.1043.1043.1043.10
แก๊สโซฮอล์ 9142.7342.7343.2342.7342.7342.7342.7342.7342.73
แก๊สโซฮอล์ E2038.1038.1038.6038.1038.1038.1038.1038.10
แก๊สโซฮอล์ E8534.0434.0434.04
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม50.9953.4449.8450.99
เบนซิน 9552.6953.4153.1952.8452.69
ดีเซล41.3041.3041.3041.3041.3041.3041.3041.3041.30
ดีเซลพรีเมี่ยม57.2557.2549.8457.2557.25
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า