สาระน่ารู้ประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2569

เมื่อคนไทยเริ่ม ‘ซื้อบ้านใหม่ไม่ไหว’ เกมใหม่อสังหาฯ ไม่ใช่ขาย แต่ปล่อยเช่า!

  • รายได้คนไทยโตไม่ทันราคาบ้านใหม่ ประกอบกับธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้คนจำนวนมากซื้อที่อยู่อาศัยไม่ไหว
  • ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ จากเดิมที่เน้นการขายขาด มาสู่การพัฒนาโครงการเพื่อปล่อยเช่าระยะยาวมากขึ้น
  • พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยหันไปซื้อบ้านมือสอง หรือเลือกเช่าที่อยู่อาศัยแทนการซื้อ ซึ่งส่งผลให้ตลาดเช่าเติบโตขึ้น

“บ้าน” คือเป้าหมายชีวิตของคนไทยจำนวนมากมีงานประจำ เก็บเงินดาวน์ กู้ธนาคาร แล้วผ่อนยาว 30 ปี แต่วันนี้ สมการนั้นเริ่มใช้ไม่ได้ เพราะในโลกความจริง “รายได้” ของคนไทย โตไม่ทัน “ราคาบ้าน” และเมื่อบ้านใหม่แพงขึ้นเร็วกว่าค่าแรง คนจำนวนมากกำลังถูกระบบผลักออกจากตลาด

ผลลัพธ์คือ คนไทยเริ่มหันไป “เช่า” มากขึ้น ขณะที่นักลงทุนและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ กำลังปรับเกมใหม่จากเดิมเคยเน้น “ขายขาด” สู่โมเดล “ถือทรัพย์กินค่าเช่า” มากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดอสังหาฯ ไทยที่กำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเงียบ ๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ปี 2569 อยู่ในภาวะ “ไม่ฟื้นตัว” และกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน หนึ่งในปัญหาใหญ่สุด คือรายได้ประชาชนโตไม่ทันราคาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะหลังโควิด-19 กำลังซื้อของคนระดับกลางถึงล่างอ่อนแรงลงชัดเจน

กลุ่มที่เห็นภาพชัดที่สุด คือ คนมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนที่การปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลงจาก 10% เหลือเพียง 7% พูดง่ายๆ ต่อให้ยังอยากซื้อบ้านแต่ธนาคาร “ไม่กล้าปล่อยกู้” ยิ่งในกลุ่มฟรีแลนซ์ คนไม่มีรายได้ประจำ หรือ คนที่มีภาระหนี้สูงยิ่งผ่านสินเชื่อได้ยากกว่าเดิม และเมื่อ “กู้ไม่ผ่าน” ตลาดบ้านใหม่จึงเริ่มชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คนเริ่มหนีซื้อ “บ้านมือสอง”

เมื่อบ้านใหม่แพงเกินเอื้อม คนไทยจำนวนมากเลือกหันไปหา “บ้านมือสอง” ข้อมูลสะท้อนชัดว่าสัดส่วนสินเชื่อบ้านมือสอง เพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 41% เหตุผลไม่ซับซ้อนเพราะบ้านมือสองมักได้ทำเลดีกว่า พื้นที่ใหญ่กว่า และราคาถูกกว่าบ้านใหม่ในทำเลใกล้กัน อีกมุมหนึ่ง ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาดอสังหาฯ ไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะที่ “บ้านใหม่” ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของคนส่วนใหญ่ แม้ราคาจะเริ่มลด คนก็ยังซื้อไม่ไหว 

สิ่งน่าสนใจคือแม้ตลาดจะชะลอ แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังมีสต็อกเหลืออยู่มหาศาล เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีหน่วยเหลือขายสะสมกว่า 221,805 หน่วย! ขณะเดียวกัน ราคาที่อยู่อาศัยหลายประเภทเริ่มลดลง อาทิ คอนโด ลดลง 3.6% ทาวน์เฮ้าส์ ลดลง 0.8% มีเพียงบ้านเดี่ยว ที่ยังเพิ่มขึ้น 1.2%

แต่คำถามสำคัญคือทำไมราคาลดแล้ว คนยังซื้อไม่ได้? คำตอบคือ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ราคาบ้าน” แต่อยู่ที่ “ความสามารถในการกู้” ของคนไทยกำลังลดลงต่อให้คอนโด ลดราคาแต่ถ้าธนาคารยังเข้มงวด คนก็ยังซื้อไม่ได้อยู่ดี วันนี้หลายบริษัทอสังหาฯ เจอ “รีเจ็กต์เรต” หรืออัตราถูกปฏิเสธสินเชื่อสูง 30-40%

ผู้พัฒนาอสังหาฯ เริ่มเปลี่ยนเกม

เมื่อบ้านขายยากขึ้น อสังหาฯ เริ่มปรับตัวครั้งใหญ่ ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเดิมเคยเน้นบ้านระดับล่างราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท วันนี้บริษัทเริ่มลดสัดส่วน ตลาดกลุ่มนี้ลงเพราะกำลังซื้อหายไปมาก และความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจ คือ พฤกษาเริ่มขยับตัวจากธุรกิจ “ขายบ้าน” ไปสู่ธุรกิจ “รายได้ประจำ”ทั้งโรงพยาบาล ธุรกิจรับสร้างบ้านรวมถึง “อพาร์ตเมนต์ให้เช่า” นี่คือสัญญาณสำคัญว่าแม้แต่ผู้ประกอบการเองก็เริ่มมองเห็นว่า “ตลาดเช่า” กำลังโตขึ้น

 จากขายบ้านสู่อพาร์ตเมนต์ให้เช่า

หนึ่งในโมเดลใหม่ที่มาแรง คือการพัฒนา “อพาร์ตเมนต์ให้เช่า” พฤกษาเปิดแบรนด์ “iPlern” โดยใช้แลนด์แบงก์เดิมพัฒนาเป็นอาคารเช่าแทนการขาย ปัจจุบันมี 3 อาคารย่านลำลูกกา-คลองสอง มีอัตราเช่าเต็ม 100%

สิ่งที่น่าสนใจ เดิมทีบริษัทอสังหาฯ ไทย นิยมโมเดล “ขายแล้วจบ” ได้เงินก้อนเร็ว หมุนทุนไว แต่วันนี้หลายบริษัทเริ่มยอมถือสินทรัพย์ระยะยาวเพื่อกินกระแสเงินสดจากค่าเช่าแทน เพราะวันที่คนซื้อไม่ไหว “ตลาดเช่า” กำลังเป็นธุรกิจที่มั่นคงกว่าเดิม

คอนโด ยังขายได้ ถ้าอยู่ใกล้รถไฟฟ้า

อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอ แต่คอนโด บางประเภทกลับยังไปต่อได้ดี โดยเฉพาะโครงการใกล้รถไฟฟ้า หรือแหล่งงานสำคัญ คนยังต้องการที่อยู่อาศัยเพียงแต่เลือก “ทำเล” มากขึ้นกว่าเดิมยิ่งราคาน้ำมันสูง การอยู่ใกล้รถไฟฟ้ากลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ

ทั้งสำหรับคนอยู่เองและนักลงทุนปล่อยเช่า ล่าสุดบริษัทเปิดโครงการใหม่ย่านบางขุนนนท์ ซึ่งอยู่ใกล้รถไฟฟ้า 3 สาย จุดน่าสนใจคือ แม้ตลาดจะชะลอแต่โครงการกลับมียอดขายแล้วถึง 90%และในจำนวนผู้ซื้อทั้งหมดประมาณ 30% คือ “นักลงทุน” สะท้อนว่า ในวันที่คนจำนวนหนึ่งซื้อบ้านไม่ไหวอีกกลุ่มกลับมองเห็นโอกาสจาก “ตลาดเช่า”

หันมา“เช่าระยะยาว” มากขึ้น ?

ที่ผ่านมา คนไทยนิยม “ซื้อบ้าน” มากกว่าเช่า ต่างจากหลายประเทศพัฒนาแล้วที่การเช่าเป็นเรื่องปกติ แต่สถานการณ์วันนี้อาจกำลังเปลี่ยน เมื่อราคาบ้านสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้โตช้า คนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจมองว่า

“การเช่า”อาจคุ้มกว่า  “เป็นหนี้ 30 ปี” โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่การเดินทาง คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการทำงาน กลายเป็นปัจจัยสำคัญกว่า “การมีโฉนด” สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดอสังหาฯ อาจไม่ใช่แค่ภาวะชะลอตัวชั่วคราว แต่อาจเป็น “การเปลี่ยนโครงสร้าง” ครั้งใหญ่

จากยุคที่ทุกคนอยากเป็นเจ้าของบ้านสู่ยุคที่ “คนจำนวนมากต้องเช่า”และ “เจ้าของทุนถือบ้านปล่อยเช่า” แทน ซึ่งถ้าแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปธุรกิจที่เติบโตที่สุดในอนาคตอาจไม่ใช่บริษัทที่ขายบ้านเก่งที่สุด แต่คือบริษัทที่บริหารสินทรัพย์ให้คนเช่าได้ดีที่สุดมากกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


อสังหาฯไทยก้าวสู่ Safe Haven บิ๊กเนมลุยเจาะกำลังซื้อตะวันออกกลาง

 กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว  กูรู-บิ๊กเนม ชี้เม็ดเงินต่างชาติยังไหล เข้าสู่อสังหาฯไทยต่อเนื่อง สะท้อนบทบาทไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางโลกผันผวน หลังสงครามสู้รบในตะวันออกกลาง 

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาคประเทศไทย กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของโลก หรือ Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ที่มองหาทั้งความมั่นคงในการลงทุน คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตข้ามประเทศ

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (REIC) สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า แม้กำลังซื้อภายในประเทศจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ที่ประมาณ 13,000 ยูนิตต่อปี หลังจากหดตัวในช่วงปี 2563-2564 ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ซื้อชาวต่างชาติก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่พึ่งพากำลังซื้อจากจีนเป็นหลัก สู่ฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรัสเซีย ไต้หวัน อินเดีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรปอื่น ๆ สะท้อนว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว

ด้านภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางโดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยอย่างชัดเจน

ในไตรมาสแรกปี 2569 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 7,170 ยูนิต แม้ตัวเลขจะดูสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า แต่ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของกำลังซื้ออย่างแท้จริงขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายยังชะลอการเปิดโครงการใหม่ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนตัว โดยทั้งปีคาดว่าจะมีอุปทานใหม่ราว 15,000-18,000 ยูนิต

ทั้งนี้ ตลาดต่างชาติยังเป็นความหวังสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการบ้านหลังที่สอง นักลงทุนระยะยาว กลุ่มผู้เกษียณอายุ และ Digital Nomadที่มองหาประเทศสำหรับพำนักระยะยาว หนึ่งในปัจจัยสนับสนุน คือแนวทางส่งเสริม Longstay Visa สำหรับผู้ซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ในโครงการที่เข้าร่วมกับบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา

สอดคล้องกับมุมมองของนายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL ในเครือ ORI ที่ระบุว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นลูกค้ากลุ่มตะวันออกกลางทยอยสอบถามซื้อคอนโดมิเนียมในไทยผ่านเอเจนต์มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการในจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับความนิยมมากกว่ากรุงเทพฯ ขณะที่บางส่วนต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวและใช้สิทธิ Thailand Long Stay Visa สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในสายตาของผู้ซื้อที่มองหาพื้นที่ปลอดภัยสำหรับอยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว

นอกจากนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท รวมถึงการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุน การอยู่อาศัย และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคในระยะยาว เช่นเดียวกับ นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิตประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บมจ. อนันดา เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าตลาดคอนโดมิเนียมลักชัวรี อัลตร้าลักชัวรี ทำเลกลางใจเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจยังมีกระแสตอบรับที่ดี สำหรับกลุ่มกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะต่างชาติ ส่งผลให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายค่ายต่างมองหาที่ดินพัฒนาโครงการต่อเนื่อง

ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อนันดาฯ เดินหน้าเจาะ กำลังซื้อต่างชาติเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Relocate to Thailand We Handle Everything” ที่ไม่ได้ขายเพียง ที่อยู่อาศัย แต่ขายการเริ่มต้นชีวิตใหม่ หัวใจสำคัญอยู่ที่การลดความซับซ้อนของการย้ายประเทศ ให้เหลือเพียงตัดสินใจ แล้วที่เหลือบริษัทจัดการให้ทั้งหมด

 สำหรับกลยุทธ์เด็ดคือการผูกสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่ากับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ผู้ซื้อที่เข้าเงื่อนไขสามารถรับสิทธิ์พำนักระยะยาว 1 ปี (Long Stay Visa) จากการลงทุน เริ่มต้น 3 ล้านบาท ส่งผลมีกลุ่มตะวันออกกลาง ให้ความสนใจเข้ามาใช้ชีวิตในระยะสั้น จากการเช่า  เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และโรงแรมของอนันดาฯเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มสร้างโอกาสซื้อที่อยู่อาศัยในระยะยาว

นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับโลก หรือ Global Wealth Ecosystem ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิต ลงทุน และวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกยกระดับในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คือสิ่งที่แสนสิริเรียกว่า“Infrastructure of Life” หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต ที่ครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ ความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเมืองสำคัญทั่วโลก

 มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับหลายสำนักวิเคราะห์ระดับโลกที่เริ่มจัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน “The World’s Last Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยสุดท้ายของโลก ท่ามกลางภาวะโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 ด้านนางสาว พิชชากร มีศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานเครือข่ายและลูกค้าต่างประเทศ บมจ.เอสซี แอสเสท เปิดเผยว่า บริษัทได้ ร่วมมือกับบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้สนับสนุนการพำนักระยะยาวของประเทศไทยเปิดตัวแคมเปญเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าชาวต่างชาติที่สนใจเข้ามาใช้ชีวิตระยะยาวในประเทศไทย โดยมอบสิทธิสมัครวีซ่าพำนักระยะยาว (Long Stay Visa) ระยะเวลา 1 ปี สำหรับผู้ที่ซื้อและโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯของ SC มูลค่า3 ล้านบาทขึ้นไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หวังเจรจาสงคราม

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 14 พ.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
  • ปัจจัยหลักที่หนุนการแข็งค่ามาจากความหวังว่าการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้
  • อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทถูกจำกัดจากตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงดอกเบี้ยสูง
  • นักวิเคราะห์มองกรอบเงินบาทวันนี้ที่ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงทั้งสองทิศทาง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.34 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง“ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.50 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ระหว่างโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.30-32.41 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และจังหวะย่อตัวลงบ้างของ ราคาทองคำ (XAUUSD) 

หลังรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 6.0% สูงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของ FED และคงประเมินว่า FED มีโอกาสราว 39% ที่อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ 

อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง ก่อนที่เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ ที่อาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ ขณะเดียวกัน บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้ลดทอนความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์เพิ่มเติม ทำให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นกลับสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และช่วยหนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงคืนที่ผ่านมา 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

โดยในช่วงนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ระหว่าง โซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรอลุ้น การเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ 

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรระวังความผันผวนของค่าเงินบาทบ้าง (โดยเฉพาะในฝั่งเงินบาทอ่อนค่าลง) ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เนื่องจากหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่กลับมาเชื่อว่า FED จะมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ จนกว่าจะเห็นแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เป็นรูปธรรม จนนำไปสู่การเปิดช่องแคบ Hormuz ได้  

คงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง แม้จะถูกกดดันโดยความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ได้ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ยังคงสามารถปรับตัวขึ้น อาทิ Tesla +2.7%, Nvidia +2.3% ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อ การเจรจา Trump-Xi summit ที่อาจช่วยทำให้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.58% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.20% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.79% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นแรงของบรรดาหุ้นอังกฤษ โดยเฉพาะฝั่งหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และการเงิน เช่น Rio Tinto +4.4%, HSBC +1.6% หลังจากเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองอังกฤษ ขณะเดียวกัน บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor สามารถรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดย ASML +4.8% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น ทดสอบโซน 4.50% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ FED ตามรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจา Trump-Xi summit และการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ โดยล่าสุด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4.47% เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงเกิน 4.40% มีความน่าสนใจมากขึ้น และเริ่มมีระดับ Break-Even Yield ที่สูงพอควร (บอนด์ยีลด์ สามารถปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างน้อย +50bps เมื่อประเมินจาก Duration ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ราว 8.1 ปี และ Convexity ราว 0.70) เริ่มสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย ไม่ว่าจะสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ ตลาดตอบสนองเชิงลบในกรณีที่ FED ภายใต้ประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง (Political Rate Cut) ที่อาจกดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.00% ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด ก่อนที่เงินดอลลาร์จะถูกกดดันบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความคาดหวังต่อการเจรจา Trump-Xi summit ซึ่งอาจช่วยให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงได้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 98.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.4-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามจังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า ความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจา Trump-Xi summit และมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังพอช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ กลับสู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนเมษายน รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และ คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 โดย Atlanta FED (GDPNow) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษ ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมีนาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (เราคงมองว่า BOE อาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ราว 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้) 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจา Trump-Xi summit ควบคู่ไปกับการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ทำความเข้าใจ! กติกาใหม่ FIVB ประเดิมใช้ครั้งแรก ศึกวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก 2026

วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) เตรียมที่จะเปิดฉากการแข่งขันในช่วงระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 26 กรกฎาคม 2026

โดย สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) เตรียมที่จะทดลองใช้กติกาใหม่ในการแข่งขันเนชันส์ลีก 2026 ครั้งนี้ รวมถึงรายการชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และการแข่งขันในระดับชิงแชมป์ทวีป ตลอดปี 2026

ซึ่งเป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือทำให้เกมการแข่งขันมีความรวดเร็ว ต่อเนื่อง เข้าใจง่าย และลดช่วงหยุดเกมที่ไม่จำเป็น ก่อนประเมินผลก่อนพิจารณาปรับใช้เป็นกติกาถาวรในอนาคต

12 กติกาใหม่ในการแข่งขันวอลเลย์บอลเนชันส์ลีก 2026

1. ผ่อนปรนการจับ “ดับเบิลคอนแทกต์” ในจังหวะเซต

การสัมผัสบอลสองจังหวะเล็กน้อยระหว่างการเซตบอล จะยังได้รับอนุญาต ตราบใดที่บอลยังอยู่ในฝั่งทีมตัวเอง โดย FIVB มองว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกมลื่นไหลมากขึ้น

2. ทีมรับสามารถเริ่มเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น

ผู้เล่นฝั่งรับจะสามารถเริ่มขยับตำแหน่งได้ทันที เมื่อผู้เสิร์ฟเริ่มต้นจังหวะการเสิร์ฟ ไม่จำเป็นต้องรอจังหวะสัมผัสบอลเหมือนที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มความเร็วของเกมรับและการเข้าทำ

3. เพิ่มโควตาเปลี่ยนตัวจาก 6 เป็น 8 ครั้งต่อเซต

แต่ละทีมจะสามารถเปลี่ยนตัวได้สูงสุด 8 ครั้งต่อเซต จากเดิม 6 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้โค้ชบริหารเกม และแก้แท็กติกระหว่างแข่งขันได้มากขึ้น

4. อนุญาตให้เลือกใช้งานลิเบอโร่ 2 คน

ทีมสามารถลงทะเบียนผู้เล่นได้ 12-14 คน และต้องมีลิเบอโร่อย่างน้อย 1 คน โดยสามารถเลือกใช้งานลิเบอโร่ได้สูงสุด 2 คน และต้องยืนยันรายชื่อก่อนแข่งขันไม่เกิน 1 ชั่วโมง

5. บอลโดนเพดานยังเล่นต่อได้ในบางกรณี

หากบอลสัมผัสเพดานหรือโครงสร้างเหนือสนามหลังการเล่นจังหวะแรกหรือจังหวะที่สอง และบอลยังตกกลับมาในแดนตัวเอง จะสามารถเล่นต่อได้ตามปกติ แต่หากบอลกระดอนข้ามไปยังฝั่งคู่แข่ง จะถือว่าเสียแต้มทันที

6. เข้มงวดเรื่องการอุ้มบอล และผลักบอล

FIVB จะบังคับใช้กฎเกี่ยวกับการจับ ยก ผลัก หรืออุ้มบอลในจังหวะรุกอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยอนุญาตเฉพาะการสัมผัสบอลระยะสั้นแบบ “ทิป” เท่านั้น

7. ใช้ระบบ “บุกมาร์ก ชาลเลนจ์” ระหว่างแรลลี่

ทีมสามารถมาร์กจังหวะที่ต้องการตรวจสอบไว้ระหว่างแรลลี่ได้ทันที โดยเกมจะยังดำเนินต่อไป ไม่หยุดการแข่งขันกลางแต้ม หลังจบแรลลี่ ทีมที่เสียแต้มสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ ชาลเลนจ์ กับจังหวะที่มาร์กไว้หรือไม่ ช่วยลดเวลาหยุดเกมและเพิ่มความต่อเนื่องในการแข่งขัน

8. เพิ่มการ ชาลเลนจ์ จังหวะสัมผัสบอลเกมรับ

จังหวะสัมผัสบอลในเกมรับและการรับเสิร์ฟ จะสามารถใช้ระบบ ชาลเลนจ์ ตรวจสอบได้เพิ่มเติม แต่ต้องมีภาพวิดีโอที่แสดงการสัมผัสอย่างชัดเจน จึงจะสามารถเปลี่ยนคำตัดสินได้

9. ลดช่วงหยุดเกมหลัง ชาลเลนจ์

หลังประกาศผล ชาลเลนจ์ แล้ว ทีมที่เป็นฝ่ายร้องขอ ชาลเลนจ์ จะไม่สามารถขอเวลานอกต่อเนื่องได้ทันที เพื่อลดการถ่วงเวลาและทำให้การแข่งขันดำเนินต่อเร็วขึ้น

10. ลดการใช้นกหวีดของผู้ตัดสิน

ผู้ตัดสินจะไม่เป่านกหวีดในจังหวะที่เห็นผลชัดเจน เช่น บอลออกชัดเจน ลูกเสิร์ฟไม่ข้ามตาข่าย หรือบอลโดนบล็อกออกนอกสนามโดยตรง เพื่อลดจังหวะหยุดเกมที่ไม่จำเป็น

11. เปิดโอกาสให้โค้ชพูดคุยกับผู้ตัดสินได้

หัวหน้าผู้ฝึกสอนสามารถเข้าไปสอบถามหรือยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับการ ชาลเลนจ์ รวมถึงขอคำอธิบายเกี่ยวกับคำตัดสินได้ แต่ยังคงห้ามการประท้วงหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

12. เพิ่มช่วงวอร์มเสิร์ฟ ทีมละ 90 วินาที

FIVB จะเพิ่มช่วงซ้อมเสิร์ฟแยกทีมละ 90 วินาทีในขั้นตอนวอร์มอัพก่อนแข่งขัน โดยทั้งสองทีมยังใช้ตาข่ายร่วมกันในช่วงซ้อมตบตามปกติ การปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความพร้อมของนักกีฬาก่อนลงแข่งขัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


คนรุ่นใหม่ 60-70% เผชิญวิกฤติ ‘Sleep crisis’ นอนน้อยก็ยังไม่หลับ

  • นอนน้อย = ทำให้เหนื่อย, นอนไม่หลับ = ทำให้พังทั้งระบบ คนรุ่นใหม่ 60-70% นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงต่อคืน ปัญหาไม่ใช่ “เวลานอน” แต่คือ “คุณภาพการนอน”
  • Sleep crisis คือ ภาวะที่มีปัญหาการนอนอย่างรุนแรง เช่น นอนไม่หลับ หลับไม่ลึก หรือหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายไม่ฟื้นตัว ง่วง สมาธิสั้น และสุขภาพแย่ลงในระยะยาว
  • การขาดการนอนเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ไม่สามารถแก้ไขได้ในคืนเดียว

ภาพของการนอนดึก ตื่นเช้า หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ กลายเป็นเรื่องปกติของคนจำนวนไม่น้อย สิ่งที่น่ากังวลคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่านี่คือ “ปัญหาสุขภาพ” แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานยุคใหม่ ทั้งที่ในความเป็นจริง การนอนหลับเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่สุดของการมีสุขภาพที่ดี ไม่ต่างจากการกินอาหารหรือการออกกำลังกาย

เมื่อการนอนถูกละเลยอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง จนนำไปสู่ “Sleep Crisis” หรือวิกฤติการนอนหลับ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่พบได้มากขึ้นในคนวัยทำงาน รวมถึงคนอายุน้อย

 “การนอนหลับ” เป็นกระบวนการทางประสาทสรีรวิทยาที่มีบทบาทสำคัญในเส้นทางชีวภาพที่สำคัญต่อสุขภาพของสมอง และร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันการนอนหลับเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่น และความผิดปกติของการนอนหลับอาจแพร่หลายในกลุ่มอายุเหล่านี้

การนอนหลับกินเวลามากกว่าหนึ่งในสามของชีวิตประจำวันของวัยรุ่น และเป็นเสาหลักที่สนับสนุนการฟื้นฟูทางสรีรวิทยาที่ถูกต้องของสมอง และภาวะสมดุลของร่างกาย รวมถึงการทำงานของสมองระดับสูง และการควบคุมอารมณ์รูปแบบการนอนหลับของวัยรุ่นประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา เนื่องจากการเจริญเติบโตของระบบฮอร์โมนสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นกลไกที่พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ อีกหลายชนิด แต่ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้ระยะเวลาการนอนหลับโดยรวมลดลง

นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงส่งผลต่อสมอง และร่างกาย

นพ.นิธิวัฒน์ ศรีกาญจนวัชร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรกรรม และ Longevity โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล อธิบายผ่านบทความ “Sleep Crisis หลับไม่พอ…ชีวิตก็ไม่พร้อม ภัยเงียบจากการนอนไม่หลับ” ว่าการนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อร่างกายในหลายระบบ แม้ในช่วงแรกอาจยังไม่แสดงอาการที่ชัดเจน แต่ผลเสียจะค่อยๆ สะสม และแสดงออกในรูปแบบที่หลากหลาย ในระดับฮอร์โมน การนอนน้อยทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้น

ขณะที่ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟู และการควบคุมความหิวลดลง ส่งผลให้หลายคนมีอาการหิวบ่อย ควบคุมอาหารยาก และน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ในด้านสมอง การนอนที่ไม่เพียงพอส่งผลต่อความจำ การตัดสินใจ และสมาธิ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะในงานที่ต้องใช้ความละเอียดหรือความรับผิดชอบสูง

มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า การนอนเพียง 5 ชั่วโมงต่อคืนติดต่อกัน 1 สัปดาห์ สามารถทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่คล้ายกับการมีอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

“ที่สำคัญ การนอนชดเชยในวันหยุด แม้จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่ไม่สามารถลบผลกระทบสะสมที่เกิดขึ้นในช่วงวันทำงานได้อย่างแท้จริง”

Sleep Crisis คนรุ่นใหม่ “นอนน้อยก็ยังไม่หลับ”

“นอนไม่พอ ร่างพังจริงไหม?” จากข้อมูลพบว่าชีวิตคนเมืองนอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงต่อคืน ส่งผลต่อฮอร์โมน อารมณ์ และน้ำหนัก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ 60-70% นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงต่อคืน  ซึ่งปัญหาไม่ใช่แค่ “เวลานอน” แต่คือ “คุณภาพการนอน”

Sleep crisis คือ ภาวะที่มีปัญหาการนอนอย่างรุนแรง เช่น นอนไม่หลับ หลับไม่ลึก หรือหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายไม่ฟื้นตัว ง่วง สมาธิสั้น และสุขภาพแย่ลงในระยะยาว

หลายคนนอนอยู่บนเตียงหลายชั่วโมง แต่ยังเลื่อนมือถืออยู่ และพอตื่นเช้ามาแล้ว “สมองตื้อ อารมณ์เหวี่ยง” ทั้งที่คิดว่าก็หลับไปแล้ว ภาวะที่คนรุ่นใหม่ไม่ได้นอนน้อยเพราะงานเยอะ แต่นอนน้อยเพราะ สมองไม่ยอมหลับ ทั้งที่ร่างกายโคตรเหนื่อย

ทำไมนอนไม่หลับ..แม้เหนื่อย

1.สมองยังไม่ปิดสวิตช์

แม้ร่างกายจะล้า แต่สมองยัง “ตื่นตัว” จากความคิด วิตกกังวล หรือข้อมูลที่ได้รับมาทั้งวัน โดยเฉพาะจากโซเชียลมีเดีย และมือถือ

2.แสงจากหน้าจอรบกวนฮอร์โมนการนอนหลับ

แสงสีฟ้าจากมือถือ / คอมพิวเตอร์ จะยับยั้งการหลั่ง เมลาโทนิน (Melatonin) ฮอร์โมนที่ทำให้เราง่วง และหลับลึก

3.ความเครียดสะสม

แม้จะไม่ได้เครียดมากในตอนนั้น แต่ความเครียดสะสมทั้งวันทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และร่างกายเข้าสู่โหมด “พร้อมสู้” แทนที่จะเข้าสู่โหมด “พักผ่อน”

4.พฤติกรรมก่อนนอนไม่เหมาะสม

เช่น กินหนักก่อนนอน ดื่มกาแฟช่วงเย็น ออกกำลังกายหนัก และดึกเกินไป ทำให้ร่างกายตื่นตัวเกินไปจนหลับยาก

5.วงจรการนอนเสีย (Sleep Cycle พัง)

นอน-ตื่น ไม่เป็นเวลา ทำให้นาฬิกาชีวิตรวน สมองไม่รู้ว่า “ตอนนี้ควรนอน” หรือ “ควรตื่น”

ผลที่ตามมาเมื่อ “นอนน้อย + ไม่หลับลึก”

การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ หรือแม้จะนอนแต่ไม่มีคุณภาพการนอนที่ดี เช่น หลับไม่ลึก หรือตื่นบ่อยๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมาก

  • สมอง และการทำงานของระบบประสาทเสื่อมลง :ส่งผลให้ความจำลดลง สมาธิสั้น และประสิทธิภาพการทำงานลดลง
  • ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ :ทำให้ร่างกายมีโอกาสติดเชื้อ และเจ็บป่วยบ่อยขึ้น
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น :จากความผิดปกติของฮอร์โมนควบคุมความหิว และความอิ่ม ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้น
  • เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ
  • ส่งผลต่อสุขภาพจิต :ทำให้เกิดความเครียด หงุดหงิด และมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า

จุดเชื่อมของการนอนที่หลายคนมองไม่เห็น

ร่างกายมนุษย์ทำงานตามจังหวะที่เรียกว่า “นาฬิกาชีวิต” ซึ่งควบคุมทั้งการตื่นตัว การนอนหลับ และการหลั่งฮอร์โมนในแต่ละช่วงเวลา

โดยทั่วไป ในช่วงกลางวันร่างกายจะอยู่ในภาวะพร้อมใช้งาน มีการตอบสนองต่ออินซูลินได้ดี เพื่อจัดการพลังงานจากอาหาร ขณะที่ในช่วงกลางคืน ร่างกายจะเปลี่ยนเข้าสู่โหมดพักผ่อน โดยมีการหลั่งเมลาโทนินเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนอน

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อวิถีชีวิตของเราไม่สอดคล้องกับจังหวะนี้ เช่น การกินอาหารมื้อใหญ่ในช่วงดึก ส่งผลให้ระดับอินซูลินยังคงสูงในช่วงที่ควรลดลง และรบกวนการหลั่งเมลาโทนิน

ในผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความผิดปกติจะยิ่งชัดเจนขึ้น เช่น การที่ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงในช่วงกลางคืน แม้อาจไม่ได้ต่ำถึงระดับน้ำตาลต่ำจริง แต่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด ส่งผลให้ตื่นกลางดึกโดยไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้ ภาวะอักเสบเรื้อรังยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารตั้งต้นที่ใช้สร้างสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการนอน ทำให้การหลับลึก และการนอนที่มีคุณภาพลดลง

จึงอาจกล่าวได้ว่า “การนอน” และ “ระบบเผาผลาญ” เป็นสองระบบที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และต้องได้รับการดูแลไปพร้อมกัน

คุณภาพ มากกว่าการนอนให้ครบชั่วโมง

การนอนหลับหนึ่งคืนไม่ได้เป็นเพียงการหลับยาวต่อเนื่อง แต่ประกอบด้วยหลายช่วงที่สลับกันไปเป็นรอบๆ ซึ่งแต่ละช่วงมีหน้าที่แตกต่างกัน

ช่วงการหลับลึก (Deep Sleep) เป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง หลั่งฮอร์โมนสำคัญ และกำจัดของเสียในสมอง ขณะที่ช่วงหลับฝัน (REM Sleep) มีบทบาทต่อการจัดเก็บความจำ การเรียนรู้ และการปรับสมดุลทางอารมณ์

หากช่วงการนอนทั้งสองส่วนนี้ลดลง แม้จะนอนครบจำนวนชั่วโมง ก็อาจรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น หรือมีสมาธิลดลง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” ของเวลาเข้านอน การนอนในเวลาที่ไม่แน่นอน หรือเปลี่ยนเวลาไปมาในแต่ละวัน จะทำให้โครงสร้างการนอนเสียสมดุล และลดประสิทธิภาพในการฟื้นฟู

หลายคนอาจสงสัยว่า หากนอนดึกแต่ยังนอนครบชั่วโมง จะถือว่านอนเพียงพอหรือไม่ คำตอบคือ แม้ร่างกายจะยังเข้าสู่การนอนหลับได้ แต่การนอนที่ไม่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต จะทำให้คุณภาพของการฟื้นฟูลดลง และอาจไม่สามารถทดแทนการนอนในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้อย่างสมบูรณ์

เช็กลิสต์ “กลุ่มเสี่ยง Sleep Crisis” หรือไม่

ปัญหาการนอนหลับส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก หากคุณมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าคุณอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของภาวะวิกฤตการณ์ด้านการนอนหลับ หรือ “Sleep Crisis” ซึ่งควรได้รับการดูแลอย่างจริงจัง เช็กลิสต์ง่ายๆ ดังนี้

  • ตื่นมาแล้วยังรู้สึกเหนื่อย ไม่สดชื่น
  • ง่วงนอนระหว่างวันบ่อยครั้ง จนส่งผลต่อการทำงานหรือเรียน
  • มีพฤติกรรมใช้มือถือหรือดูหน้าจอก่อนนอนทุกคืน
  • นอนครบ 7-8 ชั่วโมง แต่ยังรู้สึกสมองไม่ปลอดโปร่ง
  • มีอาการปวดหัวหรืออ่อนเพลียเรื้อรังตอนเช้า
  • ตื่นกลางดึกบ่อย หรือหลับๆ ตื่นๆ
  • รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือหงุดหงิดง่าย โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

หาก “ใช่” มากกว่า 3 ข้อ  ถึงเวลาจัดการวงจรการนอนแล้ว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัย และรับคำแนะนำที่เหมาะสม

5 วิธีจัดการภาวะ Sleep Crisis ฉบับง่ายๆ 

1.ปิดหน้าจออย่างน้อย 30 นาทีก่อนนอน

– ลดแสงสีฟ้าที่รบกวนฮอร์โมนหลับเมลาโทนิน

2.เข้านอน และตื่นเวลาเดิมทุกวัน

– ช่วยรีเซตนาฬิกาชีวิตให้ร่างกายรู้เวลาพักผ่อน

3.สร้างบรรยากาศห้องนอนผ่อนคลาย

– ใช้ไฟโทนอุ่น ปรับอุณหภูมิ และลดเสียงรบกวน

4.หลีกเลี่ยงกาเฟอีน และอาหารหนักก่อนนอน

– เลี่ยงกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลังหลังบ่าย และกินมื้อเย็นเบาๆ

5.ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมก่อนนอน

– อาบน้ำอุ่น ทำสมาธิ หรือฟังเสียงธรรมชาติเพื่อช่วยให้หลับง่ายขึ้น

การนอนที่ดี พื้นฐานของสุขภาพระยะยาว

แม้ในปัจจุบันจะมีตัวช่วยมากมาย เช่น อาหารเสริม หรือยานอนหลับ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การนอนหลับตามธรรมชาติยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูร่างกาย

ยานอนหลับอาจช่วยให้หลับได้เร็วขึ้นในบางสถานการณ์ แต่ไม่ได้ทำให้โครงสร้างการนอนเป็นไปตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ และในบางกรณีอาจลดช่วงการนอนที่สำคัญต่อการฟื้นฟู

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรตระหนักคือ “หนี้การนอน” ซึ่งเกิดจากการนอนน้อยสะสม การขาดการนอนเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ไม่สามารถแก้ไขได้ในคืนเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลสุขภาพในด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารหรือการออกกำลังกาย จะให้ผลลัพธ์ได้ไม่เต็มที่ หากการนอนยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ เราอาจไม่เห็นผลของการนอนในทันที แต่ผลของการ “นอนไม่พอ” จะค่อยๆ สะสมและปรากฏชัดในระยะยาว การกลับมาให้ความสำคัญกับการนอน จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกาย และจิตใจในระยะยาวอย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


50 คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ character อธิบายบุคลิกเป๊ะ พร้อมตัวอย่างประโยคใช้ได้จริง

คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “น้ำท่วมปาก” บ้างไหมครับ? เวลาที่ต้องแนะนำเพื่อนใหม่ให้หัวหน้าฟัง หรือต้องอธิบายลักษณะนิสัยของตัวเองในห้องสัมภาษณ์งาน แต่ในหัวกลับมีแค่คำว่า “He is good” หรือ “I am a hard worker” วนไปวนมา

จากประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีอยู่ในวงการ เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ และการเป็น Copywriter มานาน ผมพบว่าปัญหาใหญ่ของคนไทยไม่ใช่การไม่รู้คำศัพท์ครับ แต่คือการเลือกใช้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ character ที่ไม่หลากหลายและไม่ตรงกับบริบทจริง ทำให้การสื่อสารดูจืดชืด และบางครั้งอาจสื่อความหมายผิดไปจากที่เราต้องการ

ที่ Engduo เรามักจะเจอเคสผู้เรียนที่เก่ง Grammar มาก แต่พอต้อง ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ในเรื่องที่ต้องลงลึกถึงระดับอารมณ์และนิสัย (Personality Traits) กลับไปไม่เป็น บทความนี้ผมจึงตั้งใจรวบรวม 50 คำศัพท์ที่จะช่วยให้คุณอธิบาย “ตัวตน” ของใครสักคนได้อย่างมืออาชีพเหมือนเจ้าของภาษา พร้อมเทคนิคการนำไปใช้ให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดครับ

ทำไมการรู้ “คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ character” ถึงสำคัญต่อการทำงานและชีวิตประจำวัน?

การบรรยายลักษณะนิสัย (Character Description) ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมาท์มอยเพื่อนร่วมงานนะครับ แต่มันคือทักษะสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Building)

ลองนึกดูว่าถ้าคุณกำลังมองหา ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน เพื่อที่จะก้าวหน้าในสายอาชีพ การที่คุณสามารถบอกได้ว่า “My manager is visionary and approachable” (หัวหน้าของฉันเป็นคนมีวิสัยทัศน์และเข้าถึงง่าย) ย่อมสร้าง Impact ได้มากกว่าการพูดว่า “My manager is very good” อย่างแน่นอน

ข้อมูลจาก British Council ระบุว่าการใช้ Adjectives ที่เฉพาะเจาะจงจะช่วยเพิ่มระดับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในการสื่อสาร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของคุณในวงสนทนา

50 คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ character แบ่งตามหมวดหมู่การใช้งาน

เพื่อให้จำง่ายและนำไปใช้ได้ทันที ผมขอแบ่งคำศัพท์ออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ครับ:

1. หมวดบุคลิกเชิงบวก (Positive Traits) – ใช้ชมใครก็ประทับใจ

คำเหล่านี้เหมาะมากสำหรับการเขียน Resume หรือใช้ในการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษพื้นฐาน เพื่อสร้างมิตรภาพ

  1. Ambitious (ทะเยอทะยาน/มุ่งมั่น)
    • Example: “She is an ambitious woman who aims to become a CEO before 30.”
  2. Compassionate (มีความเมตตากรุณา/เห็นอกเห็นใจ)
    • Example: “He is very compassionate; he always helps the homeless in our neighborhood.”
  3. Diligent (ขยันขันแข็ง)
    • Example: “A diligent student like Mark deserves the highest scholarship.”
  4. Empathetic (ที่เข้าใจความรู้สึกผู้อื่น)
    • Example: “Good leaders need to be empathetic to understand their team’s struggles.”
  5. Frank (ตรงไปตรงมา/ไม่เสแสร้ง)
    • Example: “To be frank with you, I think we need to redo the whole project.”
  6. Generous (ใจกว้าง/มือเติบในทางที่ดี)
    • Example: “Our boss is very generous with year-end bonuses.”
  7. Humble (ถ่อมตัว)
    • Example: “Despite his massive success, he remains humble and kind.”
  8. Intuitive (มีสัญชาตญาณดี/เข้าใจอะไรง่าย)
    • Example: “As an artist, she is very intuitive about color choices.”
  9. Jovial (ร่าเริง/สนุกสนาน)
    • Example: “His jovial personality makes him the life of every party.”
  10. Kind-hearted (ใจดี)
    • Example: “She is a kind-hearted person who wouldn’t even hurt a fly.”
  11. Loyal (ซื่อสัตย์/จงรักภักดี)
    • Example: “Dogs are known for being the most loyal companions.”
  12. Meticulous (พิถีพิถัน/ละเอียดลออ)
    • Example: “The accountant was meticulous in checking every single receipt.”
  13. Optimistic (มองโลกในแง่ดี)
    • Example: “Even in a crisis, he stays optimistic and looks for solutions.”
  14. Persistent (ตื๊อ/ไม่ลดละความพยายาม)
    • Example: “If you want to master English, you must be persistent in your practice.”
  15. Reliable (พึ่งพาได้/ไว้ใจได้)
    • Example: “She is the most reliable person in our department.”

Pro Tip: หากคุณต้องการพัฒนาการออกเสียงคำเหล่านี้ให้เป๊ะ การ เรียนภาษาอังกฤษกับครูต่างชาติ จะช่วยให้คุณเห็นการขยับรูปปากและ Stress เสียงหนักเบาที่ถูกต้อง ซึ่งสำคัญมากสำหรับคำที่มีหลายพยางค์อย่าง “Meticulous” ครับ

2. หมวดบุคลิกเชิงลบ (Negative Traits) – รู้ไว้เพื่อเลี่ยงหรืออธิบายปัญหา

การเรียนรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ character ในเชิงลบจะช่วยให้คุณอธิบายปัญหาในที่ทำงานหรือชีวิตจริงได้อย่างชัดเจน (แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังนะครับ!)

  1. Arrogant (หยิ่งยโส/อวดดี)
    • Example: “He is so arrogant that he never listens to anyone’s advice.”
  2. Cynical (ชอบดูถูก/มองโลกในแง่ร้าย)
    • Example: “Don’t be so cynical about the new company policy.”
  3. Deceitful (หลอกลวง/ไม่ซื่อสัตย์)
    • Example: “The salesman was deceitful about the car’s history.”
  4. Grumpy (หงุดหงิดง่าย/ขี้โมโห)
    • Example: “He’s always grumpy in the morning before he has his coffee.”
  5. Hypocritical (มือถือสากปากถือศีล/หน้าไหว้หลังหลอก)
    • Example: “It’s hypocritical of him to tell us to work late when he leaves at 3 PM.”
  6. Impulsive (หุนหันพลันแล่น/ใจร้อน)
    • Example: “Buying that expensive watch was an impulsive decision.”
  7. Jealous (ขี้หึง/ขี้อิจฉา)
    • Example: “She felt jealous when her best friend got a promotion.”
  8. Lazy (ขี้เกียจ)
    • Example: “Success won’t come to those who are lazy.”
  9. Moody (อารมณ์แปรปรวน)
    • Example: “Teenagers are often moody due to hormonal changes.”
  10. Narrow-minded (ใจแคบ/ไม่เปิดรับสิ่งใหม่)
    • Example: “We can’t grow if the management remains narrow-minded.”
  11. Obnoxious (น่ารังเกียจ/นิสัยแย่จนน่ารำคาญ)
    • Example: “The guest was being obnoxious and loud in the restaurant.”
  12. Pessimistic (มองโลกในแง่ร้าย)
    • Example: “Being too pessimistic can drain your energy and motivation.”
  13. Sly (เจ้าเล่ห์)
    • Example: “He has a sly way of getting what he wants.”
  14. Stubborn (ดื้อรั้น)
    • Example: “My father is too stubborn to go to the doctor.”
  15. Vain (หลงตัวเอง)
    • Example: “He is so vain; he spends hours looking in the mirror.”

3. หมวดภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน (Professional & Leadership)

หากคุณกำลังเตรียมตัวสำหรับ ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์งาน หรือต้อง ภาษาอังกฤษพรีเซนต์งาน คำเหล่านี้คือ “Must-have” เลยครับ

  1. Adaptable (ปรับตัวเก่ง)
    • Example: “In this fast-paced industry, you need to be adaptable.”
  2. Assertive (มีความมั่นใจและกล้ายืนหยัด)
    • Example: “You should be more assertive during meetings to get your point across.”
  3. Conscientious (มีความรับผิดชอบ/รอบคอบ)
    • Example: “A conscientious employee always double-checks their work.”
  4. Decisive (เด็ดขาด/กล้าตัดสินใจ)
    • Example: “A leader must be decisive in times of uncertainty.”
  5. Innovative (มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์)
    • Example: “We are looking for innovative minds to join our R&D team.”
  6. Proactive (ทำงานเชิงรุก/ไม่รอสั่ง)
    • Example: “Being proactive will help you solve problems before they escalate.”
  7. Resilient (ล้มแล้วลุกไว/ทนทานต่ออุปสรรค)
    • Example: “The team was resilient enough to recover from the market crash.”
  8. Self-motivated (มีแรงจูงใจในตัวเอง)
    • Example: “Remote workers need to be highly self-motivated.”
  9. Tactful (มีกาลเทศะ/รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา)
    • Example: “He gave tactful feedback that didn’t offend anyone.”
  10. Versatile (มีความสามารถหลากหลาย)
    • Example: “She is a versatile designer who can handle web, print, and video.”

4. หมวดการเข้าสังคมและอารมณ์ (Social & Emotional)

คำศัพท์กลุ่มนี้ช่วยให้คุณอธิบายบุคลิกภาพลึกๆ ของคนได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับ การเรียนภาษาอังกฤษตัวต่อตัว ที่เน้นการสนทนาแบบ Deep Talk

  1. Affable (เป็นกันเอง/สุภาพน่ารัก)
    • Example: “He was an affable host who made everyone feel welcome.”
  2. Charismatic (มีเสน่ห์ดึงดูด)
    • Example: “The politician was so charismatic that he won the crowd easily.”
  3. Gregarious (ชอบเข้าสังคม/ติดเพื่อน)
    • Example: “Emma is a gregarious person who hates being alone.”
  4. Introverted (เก็บตัว)
    • Example: “As an introverted person, I prefer small gatherings over big parties.”
  5. Extroverted (ชอบแสดงออก/ชอบอยู่กับคนเยอะๆ)
    • Example: “His extroverted nature makes him a great salesperson.”
  6. Level-headed (สติมั่นคง/ใจเย็น)
    • Example: “We need a level-headed person to manage this crisis.”
  7. Observant (ช่างสังเกต)
    • Example: “An observant detective noticed the small clue on the floor.”
  8. Reserved (สำรวม/ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก)
    • Example: “He is quite reserved until you get to know him well.”
  9. Witty (ฉลาดแกมโกงในทางตลก/มีไหวพริบ)
    • Example: “She is famous for her witty remarks during interviews.”
  10. Zealous (กระตือรือร้นอย่างมาก/คลั่งไคล้)
    • Example: “The new interns are very zealous about their first project.”

ตารางเปรียบเทียบคำศัพท์: จากพื้นฐานสู่มืออาชีพ (Basic vs. Professional)

การเลือกใช้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ character ให้ดู Professional มากขึ้น จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของคุณได้ทันที ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้ครับ:

Basic Word (ทั่วไป)Professional Word (แนะนำ)ความแตกต่าง / บริบทที่ใช้เหมาะกับใคร
Good / NiceAffable / Amiableให้ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นกันเองและมีระดับกว่าแค่คำว่าใจดีคุยกับลูกค้า / เพื่อนร่วมงานใหม่
Hard-workingDiligent / Conscientiousเน้นความใส่ใจในรายละเอียดและความสม่ำเสมอเขียน Resume / ประเมินพนักงาน
SmartInnovative / Wittyเจาะจงว่าฉลาดแบบสร้างสรรค์ หรือฉลาดแบบมีไหวพริบชมเชยเพื่อนในโปรเจกต์
StrongResilientเน้นความแข็งแกร่งทางจิตใจและการกลับมาสู้ใหม่ได้ให้กำลังใจคนทำงาน
TalkativeGregariousเปลี่ยนจาก “พูดมาก” เป็น “ชอบเข้าสังคม” (ดูบวกกว่า)บรรยายบุคลิกภาพในเชิงบวก

เทคนิคการจำและนำไปใช้ (Expertise Sharing)

หลายคนถามผมว่า “ครูครับ/คะ หนูจำศัพท์ได้นะ แต่พอจะพูดจริงๆ มันนึกไม่ทัน”

จากประสบการณ์ที่ผมดูแลนักเรียนที่ ฝึกพูดชีวิตประจำวัน สิ่งที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การท่องจำครับ แต่คือการ “Mapping”

  1. Map กับคนรู้จัก: ลองนึกถึงเพื่อนหรือดาราที่คุณชอบ 1 คน แล้วเลือก คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ character 3 คำไปติดป้ายกำกับเขาไว้ เช่น “Lisa Blackpink is charismaticdiligent, and humble.”
  2. ใช้วิธีการเปรียบเทียบ (Contrast): จำเป็นคู่ครับ เช่น Optimistic (บวก) คู่กับ Pessimistic (ลบ) จะทำให้สมองเชื่อมโยงข้อมูลได้ไวขึ้น
  3. ฝึกใช้ในประโยคที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง: ถ้าคุณต้อง ฝึกพูดเพื่อความมั่นใจ ให้เริ่มจากการอธิบายตัวเองในกระจกทุกเช้าครับ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคำศัพท์บอกลักษณะนิสัย

Q: Character กับ Personality ต่างกันอย่างไร? A: ตามคำนิยามของ Cambridge DictionaryCharacter มักหมายถึงคุณธรรมหรือลักษณะนิสัยลึกๆ ที่สะท้อนถึงตัวตนและจริยธรรม (เช่น ความซื่อสัตย์) ส่วน Personality มักหมายถึงลักษณะภายนอกที่แสดงออกต่อสังคม (เช่น ความร่าเริง)

Q: ควรใช้คำศัพท์เชิงลบ (Negative Traits) ในที่ทำงานตอนไหน? A: ควรใช้เฉพาะในบริบทของการแก้ปัญหา (Problem-solving) หรือการประเมินที่ต้องการความตรงไปตรงมา แต่ควรตบท้ายด้วยวิธีการแก้ไขเพื่อรักษาความเป็นมืออาชีพครับ

Q: มีเทคนิคการจำศัพท์เยอะๆ ในเวลาอันสั้นไหม? A: แนะนำให้จัดกลุ่มศัพท์ตามอารมณ์ครับ และที่สำคัญที่สุดคือต้อง “Output” ออกมาบ่อยๆ การมีคู่ซ้อมอย่างการเรียน ภาษาอังกฤษออนไลน์ จะช่วยให้คุณจำได้นานกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียวถึง 10 เท่า!

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


AI Agents เปลี่ยนเกมพัฒนาซอฟต์แวร์ จากนักพัฒนาสู่ ‘บอสของ AI’

  • อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กำลังเปลี่ยนจากการใช้ AI เป็นเพียงผู้ช่วยเขียนโค้ด ไปสู่การใช้ “AI Agents” ที่สามารถทำงานได้ครบวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDLC)
  • บทบาทของนักพัฒนาจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้เขียนโค้ดโดยตรง ไปสู่การเป็น “บอสของ AI” หรือ Business Tech Partner ที่ทำหน้าที่ควบคุมและบริหารจัดการ AI Agents ให้ทำงานตามเป้าหมาย
  • แนวโน้มการพัฒนาจะเปลี่ยนจาก “Vibe Coding” ไปสู่ “Spec-Driven Development” 
  • การนำ AI Agents มาใช้ในระดับองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพ, ความปลอดภัย, และการกำกับดูแล

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กำลังขยับจากการใช้ AI เป็นเพียงผู้ช่วยเขียนโค้ด ไปสู่การใช้ AI Agents ที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบครบวงจร…

เชาวลิต รัตนกรไกรศรี รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโซลูชั่นองค์กร ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวในงาน “GitHub BKK Roadshow 2026 : The Influence of Agentic AI and AI Agents on SDLC” ว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ 

จากเดิมที่ AI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด ไปสู่รูปแบบ “Agentic AI” และ “AI Coding Agents” ที่สามารถเข้าใจบริบท ทำงานต่อเนื่อง และสนับสนุนการทำงานของทีมพัฒนาได้ตลอดวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDLC)

ไมโครซอฟท์มองว่า การพัฒนาซอฟต์แวร์ยุค AI ต้องคำนึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และ Governance มากกว่าความเร็วเพียงอย่างเดียว

แนวคิด AI Vibe Coding เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกับ AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ในระดับองค์กร จำเป็นต้องยกระดับสู่ Spec-Driven Development เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปตามข้อกำหนดที่ชัดเจน และต่อยอดสู่ Governance ที่สามารถควบคุม ตรวจสอบ และบริหารความเสี่ยงได้ตลอดเส้นทาง SDLC

แก้ปม ‘Technical Debt’

เขามีมุมมองว่า โลกเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหา “Technical Debt” หรือภาระงานและข้อจำกัดสะสมด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก ทำให้ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์มีงานค้างอยู่ในระบบจำนวนมาก และไม่สามารถส่งมอบงานได้ทันกับความต้องการทางธุรกิจ

ขณะเดียวกัน นักพัฒนาจำนวนมากยังต้องใช้เวลาไปกับงานที่ไม่ใช่การเขียนโค้ดโดยตรง เช่น การเก็บ Requirement การออกแบบระบบ การวางแผน การทดสอบ และการ Deploy ระบบ

การ์ทเนอร์ ระบุว่า เวลากว่า 60% ของนักพัฒนาไม่ได้หมดไปกับการเขียนโค้ด แต่เป็นกระบวนการอื่นใน SDLC ทำให้การเพิ่ม Productivity ขององค์กรไม่สามารถพึ่งพา AI Coding Assistant เพียงอย่างเดียวได้

หากต้องการเพิ่ม Productivity ได้ 1-2 เท่า จะใช้แค่ Coding Assistant ไม่พอ แต่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ Agentic SDLC ที่ AI ทำหน้าที่เป็นสมาชิกในทีม ช่วยสนับสนุนงานตลอด SDLC

มุ่งสู่การเป็น ‘Frontier Firms’

ที่น่าจับตามองคือแนวโน้ม “Digital Workforce” ที่ AI Agents เหล่านี้แตกต่างจากแชตบอททั่วไป เนื่องจากมีความสามารถด้าน “Reasoning” เข้าใจบริบท และสามารถทำงานต่อเนื่องร่วมกับมนุษย์ได้

องค์กรทุกขนาดจึงกำลังมุ่งไปสู่การเป็น “Frontier Firms” หรือองค์กรที่นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานหลัก โดยเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบแบบดั้งเดิม ไปสู่การสร้างแอปพลิเคชันและบริการที่ผสาน AI เข้าไปในกระบวนการทำงาน

แนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ต่อจากนี้ จะเปลี่ยนจาก “Vibe Coding” ไปสู่ “Spec-Driven Application Development” ซึ่ง AI สามารถดึงบริบทจากการประชุมหรือบทสนทนา มาแปลงเป็น Requirement และ Specification ได้อัตโนมัติ

เทรนด์ต่อไปจะไม่ใช่ Vibe Coding อย่างเดียวอีกแล้ว แต่จะเป็น Spec-Driven Development ที่ผสาน AI Agents หลายรูปแบบเข้ากับกระบวนการพัฒนา

อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามคือ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ แนวคิด “Security by Default” จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มและองค์กรเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้การใช้ AI ในระดับองค์กรสามารถตรวจสอบ ควบคุม และบริหารความเสี่ยงได้

เปลี่ยนโฉมงาน ‘พัฒนาซอฟต์แวร์’

ศุภกิจ ยงวิทิตสถิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิวชั่น โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการโซลูชันคลาวด์และดิจิทัลสำหรับองค์กร พันธมิตรของไมโครซอฟท์ประเทศไทย กล่าวว่า AI Vibe Coding และ GitHub Copilot เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการยกระดับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในองค์กร

ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการนำ AI ไปใช้งานอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของการออกแบบกระบวนการทำงาน การกำหนดมาตรฐาน และการวาง Governance ที่ชัดเจน เพื่อให้ AI สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย ควบคุมได้ และสอดคล้องกับบริบทขององค์กร

ความท้าทายของหลายองค์กรวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมือ แต่คือการนำ AI ไปใช้งานในระดับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม การใช้งาน AI ในระดับองค์กรจำเป็นต้องมีแนวทาง Security by Default การสร้างมาตรฐานที่ชัดเจน และธรรมาภิบาลที่สามารถกำกับการทำงานของ AI ได้ตลอดวงจร SDLC

ในฐานะพันธมิตรของไมโครซอฟท์ฟิวชั่น โซลูชั่นมุ่งเข้าไปสนับสนุนองค์กรในลักษณะ End-to-End ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ ออกแบบกระบวนการพัฒนา ยกระดับสู่ Spec-Driven Development การบูรณาการ AI เข้ากับระบบเดิมรวมถึงการวางโครงสร้างด้านความปลอดภัยและ Governance

วันนี้การใช้งาน GitHub Copilot ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักพัฒนาอีกต่อไป แต่เริ่มขยายไปยัง Project Manager, Infrastructure, Data Analyst และ Operations มากขึ้น จากเดิมโปรแกรมเมอร์ทำหน้าที่เขียนโค้ด กำลังเปลี่ยนไปสู่บทบาท Business Tech Partner

เครื่องมือ AI เริ่มเข้ามาช่วยแก้ Pain Point เดิมขององค์กร ทั้งในด้าน Productivity ความเร็วในการพัฒนา และการลดต้นทุน โดยผลลัพธ์เบื้องต้นที่หลายองค์กรพบ คือ สามารถเพิ่มผลิตภาพและความเร็วได้ราว 30-50%

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เทียบชัด “ข้าว 5 ชนิด” คนไทยกินทุกวัน จัดอันดับค่าน้ำตาล กินอย่างไรเพื่อสุขภาพ

เทียบชัด “ข้าว 5 ชนิด” แบบไหนน้ำตาลสูง คนคุมน้ำตาลต้องรู้ ข้าวชนิดไหนกินแล้วน้ำตาลขึ้นเร็ว

หลายคนมักมีความเชื่อว่า ข้าวชนิดไหนก็คือน้ำตาลเหมือนกัน แต่ในทางโภชนาการแล้ว ข้าวแต่ละชนิดส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีตัวชี้วัดสำคัญคือ ค่าดัชนีน้ำตาล หรือ Glycemic Index (GI) ซึ่งเป็นค่าที่บอกว่าอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตนั้นๆ ถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วเพียงใด

หากเราเรียงลำดับข้าวที่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงได้เร็วที่สุด ไปจนถึงช้าที่สุด สามารถสรุปได้ดังนี้

น้ำตาลในข้าวแต่ละชนิด

กลุ่มข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลสูง (น้ำตาลพุ่งสูงเร็ว)

1. ข้าวขาว ถือเป็นข้าวที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลได้เร็วที่สุด เนื่องจากผ่านกระบวนการขัดสีจนเหลือเพียงส่วนของเนื้อแป้งขาวบริสุทธิ์ ทำให้สูญเสียใยอาหารและรำข้าวไปเกือบทั้งหมด ร่างกายจึงย่อยและดูดซึมเป็นน้ำตาลได้ทันที

2. ข้าวหอมมะลิ แม้จะเป็นข้าวที่ได้รับความนิยมสูงเพราะความนุ่มและกลิ่นหอม แต่ข้าวหอมมะลิจัดอยู่ในกลุ่มที่มีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานขณะที่ข้าวสุกใหม่และยังร้อนอยู่ โครงสร้างแป้งจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ง่ายและรวดเร็ว

3. ข้าวเหนียว ข้าวเหนียวมีโครงสร้างแป้งส่วนใหญ่เป็น อะมิโลเพกติน (Amylopectin) ซึ่งมีกิ่งก้านสาขามาก ทำให้เอนไซม์ในร่างกายเข้ามาย่อยได้ง่าย ส่งผลให้ระดับน้ำตาลพุ่งขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว และถึงแม้จะให้ความรู้สึกอิ่มนานในช่วงแรก แต่ปริมาณพลังงานที่สูงทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินออกมามาก จนอาจนำไปสู่อาการหิวเร็วหลังจากนั้น

กลุ่มข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง (ดีต่อการคุมน้ำตาล)

1. ข้าวกล้อง เนื่องจากข้าวกล้องคือข้าวที่ผ่านการกะเทาะเปลือกออกเพียงอย่างเดียว โดยที่ยังมีรำข้าวและจมูกข้าวอยู่ครบถ้วน ใยอาหารเหล่านี้เองที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นแนวกั้น ช่วยชะลอการเปลี่ยนแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆ สูงขึ้นอย่างช้าๆ และคงที่

2. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ถือเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล เนื่องจากมีดัชนีน้ำตาลอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง โดดเด่นด้วยใยอาหารที่สูงมาก รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแอนโทไซยานิน ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญและลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีกว่าข้าวชนิดอื่นๆ

ข้อแนะนำสำคัญในการรับประทาน

แม้การเลือกชนิดของข้าวจะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ปริมาณในการรับประทาน และองค์ประกอบในมื้ออาหารนั้นๆ

  • ปริมาณคือหัวใจ: แม้จะเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่หรือข้าวกล้อง หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย น้ำตาลสะสมก็สามารถสูงขึ้นได้เช่นกัน
  • การทานคู่กับใยอาหาร: การทานข้าวควบคู่ไปกับผักและโปรตีนที่มีคุณภาพ จะยิ่งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลให้ช้าลงไปอีกขั้น

เพื่อให้การดูแลสุขภาพเห็นผลได้ชัดเจนที่สุด ควรรับประทานข้าวในปริมาณที่เหมาะสมกับกิจกรรมในแต่ละวัน และเลือกข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีเป็นหลักเพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 14/5/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a71,550.0071,750.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,625.0070,115.0072,550.00
ทองรูปพรรณ 90%4,162.5063,103.50n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,700.0056,092.00n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,081.2531,551.75n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,618.7524,540.25n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,792.7572,658.09n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 14/5/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9544.0543.3544.5544.0544.0544.0544.0544.0544.05
แก๊สโซฮอล์ 9143.6842.9844.1843.6843.6843.6843.6843.6843.68
แก๊สโซฮอล์ E2037.0536.3537.5537.0537.0537.0537.0537.05
แก๊สโซฮอล์ E8532.9932.2932.99
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม51.5455.0949.8451.54
เบนซิน 9553.6455.0654.1453.7953.64
ดีเซล41.4540.7541.4541.4541.4541.4541.4541.4541.45
ดีเซลพรีเมี่ยม61.2561.2549.8461.2561.25
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า