อิสราเอล-ยุโรป-ออสเตรเลียปักหมุด‘พะงัน’ ดันเงินลงทุนอสังหาฯทะลุ 7.9 พันล้าน

- เกาะพะงันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จากต่างชาติมูลค่ารวมกว่า 7,940 ล้านโดยมีกำลังซื้อหลักมาจากอิสราเอล ยุโรป และออสเตรเลีย
- ตลาดวิลล่าและบ้านพักตากอากาศเป็นเซกเมนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 6,830 ล้าน
- เกาะพะงันกำลังเปลี่ยนบทบาทจากแหล่งท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางการลงทุนและบ้านหลังที่สองสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการอยู่อาศัยระยะยาว
เกาะพะงันกำลังเปลี่ยนบทบาทจากจุดหมายท่องเที่ยวชื่อดัง สู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติอย่างเต็มตัว หลังเม็ดเงินลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยพุ่งแตะ 7,940 ล้าน ขณะที่กำลังซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอิสราเอล ยุโรป และออสเตรเลีย กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ดันตลาดวิลล่าและบ้านพักตากอากาศเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลาง Second Home และการลงทุนระยะยาวแห่งใหม่ของอ่าวไทย
ต่างชาติปักหมุด “พะงัน” ดันตลาดอสังหาฯ โตต่อเนื่อง
ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยบนเกาะพะงันในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนบทบาทใหม่ของเกาะในฐานะตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ
ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายรวม 41 โครงการ จำนวน 438 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 7,940 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม บ้านพักตากอากาศ และบ้านจัดสรร สะท้อนโครงสร้างตลาดที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัว (Expanding Phase) และมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์รองรับความต้องการจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วิลล่าครองตลาด กวาดเม็ดเงินกว่า 6.8 พันล้าน
ตลาดบ้านพักตากอากาศยังคงเป็นเซกเมนต์หลักของเกาะพะงัน โดยมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย 26 โครงการ รวม 294 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 6,830 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดของตลาด
ทำเลยอดนิยมยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ฝั่งตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ อาทิ แม่หาด หาดยาว และหาดหินกอง ซึ่งโดดเด่นด้านวิวทะเล ความเป็นส่วนตัว และบรรยากาศแบบรีสอร์ต ส่งผลให้ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อระดับกลางถึงบนที่มองหาทั้งบ้านพักระยะยาวและการลงทุนปล่อยเช่าในรูปแบบ Vacation Rental
ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมมีโครงการเปิดขายเพียง 4 โครงการ รวม 66 ยูนิต มูลค่าประมาณ 380 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ศักยภาพอย่างศรีธนูและหาดยาว ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม Wellness Living และ Digital Nomad ที่กำลังเติบโต ด้านตลาดบ้านจัดสรรมี 11 โครงการ รวม 78 ยูนิต มูลค่าราว 730 ล้านบาท เจาะกลุ่มผู้ต้องการที่อยู่อาศัยถาวรหรือกึ่งถาวรในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าวิลล่าลักชัวรี
อิสราเอล-ยุโรป-ออสเตรเลีย แรงซื้อหลักของเกาะ
คอลลิเออร์สระบุว่า กำลังซื้อจากต่างชาติยังเป็นหัวใจสำคัญของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อจากอิสราเอล ยุโรป และออสเตรเลีย ที่มีบทบาทชัดเจนในการขับเคลื่อนตลาดวิลล่าและบ้านพักตากอากาศ
ในจำนวนนี้ กลุ่มนักลงทุนและผู้ซื้อจากอิสราเอลถือเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่เติบโตโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนิยมซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวควบคู่กับการปล่อยเช่า ทำให้พื้นที่ที่มีความสงบ ใกล้ธรรมชาติ และมีชุมชนชาวต่างชาติรองรับ กลายเป็นทำเลยอดนิยมอย่างต่อเนื่อง
อุปทานใหม่เร่งตัว รับดีมานด์ระยะยาว
ข้อมูลตลาดยังพบว่า ในช่วงปี 2567-2568 มีบ้านพักตากอากาศเปิดขายใหม่รวม 231 ยูนิต โดยเฉพาะปี 2568 ที่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดถึง 131 ยูนิต ถือเป็นการขยายตัวในอัตราที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
การเพิ่มขึ้นของอุปทานสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อศักยภาพของเกาะพะงัน ทั้งจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวคุณภาพ ความต้องการที่พักระดับลักชัวรี และแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตระยะยาวในประเทศไทย
ทั้งนี้ โครงการส่วนใหญ่ยังคงใช้รูปแบบการถือครองสิทธิแบบ Leasehold ระยะเวลา 30 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านกฎหมายการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ และตอบโจทย์การลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว
3 ทำเลดาวเด่นตอบโจทย์คนต่างไลฟ์สไตล์
หากพิจารณาพฤติกรรมผู้ซื้อ พบว่าความต้องการเริ่มแบ่งชัดเจนตามรูปแบบการใช้ชีวิต
ศรีธนู-หินกอง กลายเป็นศูนย์กลางของชาวยุโรปและกลุ่มดิจิทัลโนแมด ด้วยจุดเด่นด้าน Wellness Lifestyle ชุมชนต่างชาติที่แข็งแรง คาเฟ่สุขภาพ และสตูดิโอโยคะจำนวนมาก ทำให้พื้นที่นี้ถูกมองเป็นมากกว่าจุดหมายท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตระยะยาว
หาดยาว-หาดสลัด-แม่หาดได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ซื้อระดับบนที่มองหาความเป็นส่วนตัว วิวทะเล และอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี โดยภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและชายฝั่งสวยงามช่วยเพิ่มมูลค่าให้โครงการวิลล่าอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วน ท้องศาลา-บ้านใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านโครงสร้างพื้นฐานของเกาะ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า เนื่องจากสามารถเข้าถึงท่าเรือ ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกได้สะดวกตลอดทั้งปี
จากเกาะปาร์ตี้สู่เมืองลงทุนระดับโลก
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์บนเกาะพะงันในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural Growth Phase) อย่างชัดเจน โดยไม่ได้ขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ตลาดที่อยู่อาศัยและการลงทุนระดับนานาชาติ
การเพิ่มขึ้นของอุปทานใหม่ การหลั่งไหลของกำลังซื้อจากต่างประเทศ และการแบ่งบทบาทของแต่ละทำเลตามไลฟ์สไตล์ผู้ซื้อ สะท้อนว่า “เกาะพะงัน” กำลังเปลี่ยนผ่านจากเกาะท่องเที่ยวชื่อดัง สู่หนึ่งในจุดหมายอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกแห่งใหม่ของไทยที่น่าจับตาในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ทำเลย่านรัชดาฯ สุดฮอต SC คว้าที่ดินปั๊มซัสโก้ ตารางวาละ 1ล้าน ปั้นศูนย์กลางธุรกิจ

- บริษัท เอสซี แอสเสท (SC) เข้าซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของปั๊มน้ำมันซัสโก้ (SINOPEC SUSCO) บนถนนรัชดาภิเษก เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่
- ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง ใกล้ MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ ซึ่งเป็นจุดตัดรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสีส้ม ส่งผลให้ราคาที่ดินในย่านนี้พุ่งสูงเกินตารางวาละ 1 ล้านบาท
- ทำเลรัชดาฯ กำลังเป็นที่จับตาของนักลงทุน โดยมีที่ดินแปลงใหญ่หลายแปลงกำลังรอการพัฒนาและซื้อขาย เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ตามผังเมืองในอนาคต
ที่ดินทำเลย่านรัชดาภิเษกเกิดแรงกระเพื่อมอีกครั้ง เมื่อ บิ๊กทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ของตระกูลชินวัตร ปิดดีลซื้อที่ดินแปลงงาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมัน SINOPEC SUSCO (ซัสโก้) สาขารัชดาภิเษก (สาขาแรกของการร่วมทุนไทย-จีน) หลังหมดสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินเดิม และยุติการให้บริการภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 นี้
สำหรับที่ดินดังกล่าวนับเป็นแปลงที่ดินศักยภาพ ตั้งอยู่หัวมุมถนนรัชดาฯ ตรงข้าม Big C รัชดา ใกล้ สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายรถไฟฟ้า MRT ใต้ดิน สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ –มีนบุรี) กับ MRT ใต้ดินสายสีน้ำเงิน โดยขนาดแปลงที่ดินเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3-5 ไร่ โดยราคาที่ดินที่ปิดดีลอยู่ที่ตารางวาละ 1 ล้านบาท
ในขณะที่บางแปลงบอกขายในราคา 1.1 -1.3 ล้านบาทต่อตารางวา นับเป็นราคาที่สูง เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ราคาต่อตารางวาไม่ถึง 1 ล้านบาท
ที่ดินทำเลย่านรัชดาฯ มีความเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตามที่ดินทำเลย่านรัชดาฯ มีทั้งแปลงที่เคลื่อนไหวและแปลงที่รอพัฒนา โดยแปลงที่เคลื่อนไหวนอกจากที่ดินแปลงปั๊ม SINOPEC SUSCO (ซัสโก้) สาขารัชดาภิเษก ทำเลไม่ห่างกันมากนัก ติดสถานี MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ จะเป็นที่ดินของนายสาธิต วิทยาการ อดีตนักธุรกิจโรงพยาบาลชื่อดัง เนื้อที่ 19 ไร่ ประกาศขาย ในราคา 1.1 หมื่นล้านบาทหรือตารางวาละ 1.5 ล้านบาทต่อตารางวา
ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินที่เหลือจากการตัดขาย 8 ไร่ ให้กับ AIA Thailand เมื่อปี 2564 ปัจจุบัน เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ “เอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์รัชดาภิเษก” (AIA Capital Center) ที่เป็นไฮไลต์ ซึ่งเป็นแปลงที่ดินติดกัน เนื้อที่ 24 ไร่ ปัจจุบัน ยังเป็นพื้นที่ปลูกมะนาว ของ บริษัท แหลมทองสหการ หรือแหลมทองค้าสัตว์ ของนายยงศักดิ์ คณาธนะวนิชย์ ปัจจุบันได้เสียชีวิตลงและตั้งเป็นกองมรดกให้กับทายาทเป็นผู้ดูแล
ที่ดินแปลงใหญ่เทขาย
ที่ดินอีกแปลงที่น่าจับตาเป็นของ นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานกรรมการบริหารบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เนื้อที่ 13 ไร่ ปัจจุบันประกาศขาย โดยก่อนหน้านี้ มีแผนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส มูลค่า 7,000 ล้านบาท ทำเลติดกับบิ๊กซี MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯพัฒนาโดย We Retail ในเครือพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค
ขณะแปลงที่ดินที่มีความเคลื่อนไหวพัฒนา ได้แก่ ที่ดินแปลงของบริษัทอสมท. เนื้อที่ 50 ไร่ มีแผนเปิดให้เอกชนประมูลเช่าระยะยาว 30 ปี
ที่เป็นไฮไลต์ ที่ดินแปลง 73 ไร่ของบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา มีแผนพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ หนึ่งในแผน 5 ปีมูลค่า 1.1 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากย่านรัชดาฯ มีการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาสูงและเป็นโซนการขยายตัวของที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ต่อมาจากย่านศูนย์กลางเมืองหรือกรุงเทพชั้นใน ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่จะประกาศใช้ปลายปี 2570 กำหนดให้ย่านนี้ เป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ เพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) และพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) รับการพัฒนาและรถไฟฟ้าสายใหม่ในนอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 15 มิ.ย.69 ‘แข็งค่า‘ สงครามอิหร่านคลี่คลาย

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 15 มิ.ย. แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ จากข่าวสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ
- สถานการณ์ความขัดแย้งที่คลี่คลายลง ทำให้ตลาดลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า
- แนวโน้มเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น แต่ยังคงเผชิญความผันผวนสูง โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาคือผลการประชุมของธนาคารกลางสำคัญและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.71 บาทต่อดอลลาร์
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00- 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.56-32.78 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าว สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ที่จะนำไปสู่การยุติสงครามและเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้พอสมควร (จากโอกาสราว 80% เหลือราว 60%) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง พร้อมหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาท
เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED นับตั้งแต่ตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และล่าสุด กระแสข่าวการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เปิดโอกาสให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยตอบรับในเชิงบวกต่อพัฒนาการของสถานการณืในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ของ FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ (BOJ และ BOE) ขณะเดียวกัน เราประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ตอบรับข่าวข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน อาจไม่ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมากนัก กลับกัน อาจกดดันเงินบาทได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยเข้าซื้อทองคำ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่อาจลดสถานะถือครองทองคำไปพอควรแล้ว ตั้งแต่ราคาทองคำปรับตัวลงหนักในช่วงก่อนหน้า
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED โดยในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น (การลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการไม่เกิดขึ้นจริง) หรือผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง ว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจทยอยอ่อนค่าลง ตอบรับกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ แต่การอ่อนค่าอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED อีกทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังมีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพ
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด และความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อนำไปสู่การยุติสงคราม พร้อมทั้งรอลุ้น การประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOJ FED และ BOE
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ทั้งนี้ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีสัญญาณความคืบหน้ามากขึ้น ตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา จนทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่า ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบ Hormuz ได้ในเร็ววันนี้ รวมถึง การประชุม FOMC ของ FED ในเดือนมิถุนายน ซึ่งแม้เราจะประเมินว่า FED อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ที่มีอดีตประธาน FED Jerome Powell ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ FOMC ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การสื่อสารของ FED (โดยเฉพาะประธาน FED คนใหม่ในช่วง Press Conference) ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของ FED อย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจ และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot โดยเราประเมินว่า Dot Plot ใหม่ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยลดดอกเบี้ยลงสู่ Long-Run Rate ที่ไม่ต่างจาก Dot Plot เดือนมีนาคม ทั้งนี้ ในช่วงก่อนตลาดรับรู้กระแสข่าว สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลง (MOU) ที่จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 82% ในปี 2026 ก่อนที่จะปรับลดเหลือราว 64% หลังรับรู้ข่าว MOU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
- ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่การประชุม ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งเรามองว่า BOE อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% หลังพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในส่วนของราคาพลังงานมีความใกล้เคียงกับ Scenario B ที่ BOE ได้ประเมินไว้ กอปรกับ ภาพรวมเศรษฐกิจอังกฤษ และตลาดแรงงานไม่ได้แข็งแกร่งมากจน BOE กังวลความเสี่ยงการเกิด Second Round Effect ที่จะยังเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE (รวมถึงผลการโหวตในการประชุมครั้งนี้) และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอังกฤษ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ยอดค้าปลีก และ ข้อมูลตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ยอดผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน และดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเยอรมนี รวมถึงยูโรโซน โดย ZEW (ZEW Survey)
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 1.00% พร้อมส่งสัญญาณทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการปรับนโยบายการเงินของ BOJ และนอกเหนือจากการประชุมของ BOJ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง 25bps สู่ระดับ 5.75% หลังเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.75% เช่นกัน เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.35% และ 2.00% ตามลำดับ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนในเดือนพฤษภาคม อาทิ ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม ยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) รวมถึง รายงานข้อมูล ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสอง (Home Prices) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของไทย ในเดือนพฤษภาคม ที่อาจยังคงได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI ที่ยังช่วยหนุนยอดการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของไทย ทว่า ยอดการนำเข้าอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการลงทุนใน Data Center ทำให้โดยรวม ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
การตั้งเราเตอร์ Wi-Fi ในห้องนอน กระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็ง จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

เช็กให้ชัด ข่าวลือ การมี Wi-Fi ในห้องนอนทำให้เกิดมะเร็ง จริงหรือไม่?
มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์ว่าการตั้งเราเตอร์ Wi-Fi ในห้องนอนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ทำให้ผู้ใช้งานกังวล กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือรองรับ
คำถาม
จริงหรือไม่ที่การตั้ง Wi-Fi ในห้องนอนสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้?
การตรวจสอบ
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีอิเล็กทรอนิกส์อธิบายว่า Wi-Fi ปล่อยคลื่นวิทยุ (Radio Waves) ซึ่งอยู่ในกลุ่มรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าแบบไม่ทำไอออน (Non-ionizing Radiation) มีพลังงานต่ำ ไม่สามารถทำลายเซลล์หรือ DNA ของมนุษย์ได้ จึงไม่สามารถก่อให้เกิดการกลายพันธุ์หรือมะเร็ง
ทั้งนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือไมโครเวฟ อาจปล่อยรังสีมากกว่า Wi-Fi แต่ยังอยู่ในระดับปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
องค์การอนามัยโลก (WHO) และคณะกรรมการระหว่างประเทศด้านการป้องกันรังสีไม่ทำไอออน (ICNIRP) ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารังสีจาก Wi-Fi ทำให้เกิดมะเร็ง
หลายคนเกิดความกังวลเพราะ WHO เคยจัดให้รังสีในกลุ่มความถี่วิทยุเป็นประเภท 2B ซึ่งหมายถึงอาจก่อมะเร็งได้ แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า Wi-Fi เป็นสาเหตุ และกลุ่ม 2B ยังรวมถึงสิ่งที่เราพบได้ในชีวิตประจำวันเช่น กาแฟ หรืออาหารหมักดอง ขณะที่สารที่มีหลักฐานแน่ชัดว่าก่อมะเร็ง เช่น แอลกอฮอล์หรือบุหรี่ จะอยู่ในกลุ่ม 1
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างรังสีไม่ทำไอออนกับรังสีทำไอออน ซึ่งรังสีทำไอออน เช่น รังสี X-ray หรือ CT scan เท่านั้นที่สามารถทำลาย DNA และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง
ข้อเท็จจริง
สรุปสั้น เคลียร์ ตอบแบบฟันธง: การมี Wi-Fi ในห้องนอนไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่อย่างไรก็ตาม ควรใช้ข้อมูลจากแหล่งวิชาการและหน่วยงานที่เชื่อถือได้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 ประจำวันที่ 15 มิ.ย. 69 เช็กผลทุกคู่

สรุปผลฟุตบอลโลก 2026 วันนี้ ประจำวันที่ 15 มิ.ย. 69 เกาะติดผลการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม
“อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ประเดิมสนามในศึกฟุตบอลโลก 2026 สุดโหดเป็นฝ่ายรัวถล่่ม คูราเซา ทีมน้องใหม่บอลโลก ไปแบบยับเยิน 7-1 โดยเกมนี้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ทำคนเดียวสองประตู ส่งผลให้นำเป็นจ่าฝูง กลุ่มอี
ขณะที่ในกลุ่มเอฟ “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ ลงเล่นนักแรกพบกับ ญี่ปุ่น ก่อนจบลงด้วยการเสมอกันไปแบบสนุก 2-2 ซึ่ง “ซามูไรบลู” ไล่ตามตีเสมอถึง 2 ครั้ง แบ่งกันไปทีมละหนึ่งแต้ม
สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026
วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569
กลุ่มอี
- เยอรมนี 7-1 คูราเซา
- ไอวอรี่ โคสต์ 1-0 เอกวาดอร์
กลุ่มเอฟ
- เนเธอร์แลนด์ 2-2 ญี่ปุ่น
- สวีเดน 4-1 ตูนิเซีย
- ติดตามตารางบอลโลก 2026 ล่าสุด โปรแกรมแข่งวันนี้-พรุ่งนี้ ครบทุกคู่ในช่วงฟุตบอลโลก 2026 นี้ เชิญชวนแฟนลูกหนังร่วมกิจกรรมสนุกๆ ด้วยการโหวตทายผลทีมชนะ-แพ้ทั้ง 104 แมตช์ ร่วมไปกับ 3 อินฟลูเอนเซอร์ฟุตบอลชื่อดังระดับประเทศอย่าง เจ๊ดำ, กุ๊ก NR และ โทนคุง ร่วมโหวตได้ที่ >>> https://www.sanook.com/sport/worldcup/
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘เอไอแทนคน’จุดเสี่ยงเศรษฐกิจ คนตกงานสูญรายได้ ฉุดกำลังซื้อกระทบศก.ทั้งระบบ

- การนำ AI มาใช้แทนแรงงานเพื่อลดต้นทุน ทำให้เกิดการเลิกจ้างวงกว้าง ส่งผลให้ประชาชนสูญเสียรายได้และกำลังซื้อลดลง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
- แม้บริษัทจะได้ประโยชน์จากการลดต้นทุน แต่ผลเสียจากกำลังซื้อที่หดตัวจะกระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ซึ่งงานวิจัยเรียกว่า “กับดักการเลิกจ้างด้วยเอไอ” ที่สุดท้ายจะกระทบธุรกิจเอง
- แรงกดดันจากการแข่งขันทำให้บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้ AI แทนคนเพื่อความอยู่รอด แม้จะรู้ว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาวก็ตาม
- มีข้อเสนอให้เก็บ “ภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ” จากบริษัทที่ใช้ AI แทนคน เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือและพัฒนาทักษะแรงงานที่ได้รับผลกระทบ
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ระบบเศรษฐกิจอีกระลอก เมื่อองค์กรทั่วโลกลุยปลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง และนำเอไอเข้ามาทำงานแทนที่เพื่อลดต้นทุน แต่เมื่อคนทำงานถูกเลิกจ้าง สูญเสียรายได้ กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายสินค้าบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
งานวิจัย The AI Layoff Trap หรือ ‘กับดักเลิกจ้างด้วยเอไอ’ บ่งชี้ว่า แม้เอไอจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุนให้ธุรกิจ แต่การแทนที่แรงงานวงกว้างอาจทำให้รายได้ และกำลังซื้อผู้คนลดลงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่ไม่กระทบเฉพาะคนทำงาน แต่รวมถึงธุรกิจ และเศรษฐกิจทั้งระบบด้วย
นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ปลายปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลเอไอ ขณะที่องค์กรภาคธุรกิจเริ่มทดลองนำเอไอมาใช้ในงานหลายประเภท ตั้งแต่งานบริการลูกค้า งานการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม ไปจนถึงงานเอกสาร และงานธุรการ
การพูดคุยเกี่ยวกับเอไอช่วงแรก มักเน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หลายองค์กรชูภาพเอไอในฐานะ “ผู้ช่วย” ที่จะช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น และสร้างผลงานได้มากขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คำถามเริ่มเปลี่ยนจาก “เอไอช่วยคนทำงานอย่างไร” ไปสู่ “เอไอจะเข้ามาแทนคนได้มากแค่ไหน”
บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากปรับโครงสร้างองค์กรคู่กับการลงทุนเอไอ ผู้บริหารบางราย เผยว่า ตำแหน่งงานบางประเภทไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนอีกต่อไป ขณะที่บางองค์กรเริ่มทดลองใช้ระบบอัตโนมัติทำงานแทนพนักงาน ทำให้เกิดความกังวลในตลาดแรงงานทั่วโลกว่า การปฏิวัติด้านเอไอกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับแรงงานไปจากเดิม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เอไอแต่คือแรงจูงใจธุรกิจ
งานวิจัยเรื่อง The AI Layoff Trap หรือ “กับดักการเลิกจ้างด้วยเอไอ” โดย เบรตต์ เฮเมนเวย์ ฟอล์ก (Brett Hemenway Falk) จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และ เจอร์รี ซูคาลาส (Gerry Tsoukalas) จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนในระบบเศรษฐกิจยุคเอไอ นั่นคือ การแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ อาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเลิกจ้างมากเกินกว่าที่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม จนท้ายที่สุดกระทบทั้งแรงงาน และตัวบริษัทเอง
นักวิจัยตั้งคำถามว่า หากทุกบริษัทต่างรู้ว่าการเลิกจ้างในวงกว้างอาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว เหตุใดจึงยังไม่มีใครยอมชะลอการใช้เอไอ
งานวิจัยยกตัวอย่างบริษัท Block ของ แจ็ก ดอร์ซีย์ ที่ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก พร้อมระบุว่า เอไอทำให้งานบางตำแหน่งไม่จำเป็นอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลในสหรัฐพบว่าปี 2568 มีการเลิกจ้างมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และราว 55,000 ตำแหน่งเชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้งานโดยตรง
พนง.ไม่ได้เป็นต้นทุนแต่เป็นฟันเฟืองศก.
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เทคโนโลยีมักเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ตลาดแรงงานสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยุคของเอไอไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า กระบวนการสร้างงานใหม่จะเกิดขึ้นเร็วพอที่จะชดเชยการหายไปของงานเดิมหรือไม่ งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การแทนที่แรงงานมีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างงานใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้น
นักวิจัยอธิบายว่า มุมของแต่ละบริษัท การใช้เอไอแทนแรงงานถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถแข่งขัน แต่ผลกระทบจากลดการจ้างงาน กลับไม่ได้หยุดอยู่ภายในองค์กร เมื่อพนักงานสูญเสียรายได้ กำลังซื้อผู้บริโภคก็ลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายของสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งลดพนักงานลงหลายพันคน บริษัทอาจเห็นต้นทุนลดลง แต่พนักงานกลุ่มดังกล่าวเคยเป็นผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เมื่อรายได้หายไป การใช้จ่ายก็ลดลงตาม และผลกระทบดังกล่าวจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นทั้งระบบ
จุดสำคัญที่งานวิจัยพยายามชี้ให้เห็นคือ บริษัทที่ลดจำนวนพนักงานได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอย่างเต็มที่ แต่ผลเสียจากกำลังซื้อที่หายไปกลับถูกกระจายไปยังผู้เล่นรายอื่นในตลาด
บริษัทมองเห็นกำไรแต่ไม่เห็นต้นทุนระบบ
ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้บริหารจะตระหนักว่าการเลิกจ้างงานอาจสร้างความเสียหายในระยะยาว แต่แรงกดดันจากการแข่งขันก็ยังผลักดันให้ทุกบริษัทเดินหน้าใช้เอไอเพื่อลดต้นทุนต่อไป เพราะไม่มีใครต้องการเสียเปรียบคู่แข่ง
สำหรับผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง การเลิกจ้างพนักงาน 1,000 คน อาจช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล แต่กำลังซื้อที่หายไปจากคน 1,000 คนนั้นถูกกระจายสู่ธุรกิจอีกหลายพันแห่ง ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาบริษัทต้นทางจึงเล็กน้อย งานวิจัยพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า การใช้เอไอแทนพนักงานเป็น “กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอ”
ในภาษาทฤษฎีเกม เรียกสิ่งนี้ว่า Dominant Strategy หรือกลยุทธ์ที่ครอบงำ ถ้าบริษัท ก อยากเป็นฝ่ายยับยั้งตัวเองโดยไม่ใช้เอไอ แต่คู่แข่งทุกรายใช้เอไอหมด บริษัท ก ก็ยังได้รับผลเสียจากกำลังซื้อที่ลดลงอยู่ดี แต่กลับไม่ได้ประหยัดต้นทุนแม้แต่บาทเดียว ทางกลับกัน ถ้าบริษัท ก ใช้เอไอ ก็ประหยัดต้นทุน ขณะที่แบกรับผลเสียเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์เป็นแบบไหน การใช้เอไอก็ให้ผลดีกว่าการไม่ใช้เสมอในระดับปัจเจกบริษัท
นักวิจัยเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การแข่งขันสู่หน้าผา” (Race to the Cliff) หรือการแข่งขันที่ทุกฝ่ายรู้ว่าปลายทางอาจสร้างปัญหา แต่ไม่มีใครสามารถหยุดตัวเองได้ เพราะหากบริษัทใดชะลอใช้เอไอขณะที่คู่แข่งเดินหน้าต่อ บริษัทนั้นอาจเสียเปรียบด้านต้นทุนทันที
เสนอเก็บภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ
นักวิจัยยังทดสอบข้อโต้แย้งหลายรูปแบบที่มักถูกเสนอในเวทีนโยบายสาธารณะ เช่น การฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัท การจัดสรรรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) การเก็บภาษีรายได้จากทุน หรือแม้แต่การเจรจากันเองระหว่างบริษัทต่างๆ ผลคือ มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้แรงจูงใจพื้นฐานที่ผลักดันให้แต่ละบริษัทเร่งใช้เอไอได้
ข้อเสนอที่ผู้วิจัยมองว่าตรงจุดที่สุดคือ “ภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ” หรือ Automation Tax ในลักษณะเดียวกับภาษีที่ใช้จัดการผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “ภาษี Pigouvian” ตั้งชื่อตาม อาร์เธอร์ ซีซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ
แนวคิดคือ รัฐเก็บภาษีต่อพนักงานหนึ่งคนที่ถูกแทนที่ด้วยเอไอ ในอัตราที่เท่ากับผลเสียที่บริษัทก่อขึ้นต่อผู้อื่นในตลาดแต่ไม่ได้รับผิดชอบ โดยให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการลดการจ้างงาน
รายได้จากภาษีสามารถนำไปใช้สนับสนุนการฝึกทักษะใหม่หรือช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และลดผลกระทบต่อกำลังซื้อในระยะยาว นักวิจัยมองว่า ภาษีนี้อาจเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวได้
นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic เตือนว่า การแทนที่แรงงานด้วยเอไอจะ “สร้างความปั่นป่วนมากกว่าปกติ” กว้างกว่าและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีต
บทสรุปของงานวิจัยคือ การถกเถียงเรื่องเอไอไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าแรงงานที่ถูกแทนที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างไร แต่ควรถามด้วยว่าโครงสร้างการแข่งขันในเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ใช้เอไอเร็วเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้หรือไม่ เพราะหากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เริ่มต้นจากตลาดแรงงานอาจย้อนกลับมากระทบภาคธุรกิจเองในที่สุด
เทคสหรัฐปลดคนแล้วกว่า 1.5 แสนคน
ขณะที่ การปลดพนักงานในภาคเทคโนโลยีของสหรัฐ ปี 2026 ยังดำเนินต่อไป มีจำนวนรวมมากกว่า 150,000 ตำแหน่งแล้ว แม้รายงานการจ้างงานเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาจะออกมาแข็งแกร่ง แต่ “ภาคเทคโนโลยี” ยังลดพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทชาลเลนเจอร์ เกรย์ แลนด์คริสต์มาส ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีปลดพนักงาน 38,242 คนในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการลดตำแหน่งงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี และนับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน มีตำแหน่งงานในภาคเทคโนโลยีหายไปแล้วมากกว่า 123,000 ตำแหน่ง ขณะที่รายงานของบริษัททรูอัป ประเมินตัวเลขดังกล่าวไว้สูงกว่าที่ 150,526 ตำแหน่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนพ.ค. ได้แก่ Meta เริ่มปลดพนักงาน 8,000 คนตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้า ส่วน Intuit ปลดพนักงานราว 3,000 คน ทั้งยังมีการปลดพนักงานครั้งใหญ่จาก Wix, Cisco, LinkedIn และ GM ส่วนเดือนเม.ย. มีพนักงานเกือบ 12,000 คนถูกปลดออกจากงาน รวมถึงจาก Disney, Amazon และ Snap ส่วนเดือนมี.ค. เป็นเดือนที่มีตัวเลขสูงที่สุด โดยมีผู้ได้รับผลกระทบเกือบ 50,000 คน
หลายบริษัทต่างระบุถึงสาเหตุสำคัญของการปลดพนักงานว่า มาจากการเพิ่มการลงทุนใน AI
ทรูอัประบุว่า การปลดพนักงานดูเหมือนจะเกิดขึ้นในอัตราที่ “เร็วกว่าปีก่อน” โดยตลอดปี 2025 มีพนักงานในภาคเทคโนโลยีมากกว่า 245,000 คนถูกเลิกจ้าง
Oracle-Meta นำทีมเลิกจ้าง
ภาคเทคโนโลยีที่ประกาศลดจำนวนพนักงานในปีนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการคลาวด์ ไปจนถึงบริษัทเกมรายใหญ่ หลายแห่งระบุว่าปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น
Oracle ปรับลดพนักงานจำนวนมากในเดือนมี.ค. ท่ามกลางรายงานว่าบริษัทต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้าน Meta เริ่มทยอยปลดพนักงานราว 8,000 คนในเดือนพ.ค. พร้อมยกเลิกตำแหน่งงานที่เปิดรับอีก 6,000 ตำแหน่ง เพื่อเปิดทางสำหรับการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้น ขณะที่ Cisco ประกาศปลดพนักงานเกือบ 4,000 คน โดยจะนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจชิป เครือข่าย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้ AI ภายในองค์กร
ส่วน LinkedIn เตรียมลดพนักงาน 5% หรือประมาณ 875 คน ขณะที่ Coinbase, Cloudflare, ClickUp และ Wix ต่างประกาศลดจำนวนพนักงานพร้อมส่งสัญญาณชัดเจนถึงการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ด้าน Salesforce หนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกเริ่มปลดพนักงานในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ AI และระบบคลาวด์
ไม่ได้เลย์ออฟแค่ในภาคเทคโนโลยี
กระแสลดจำนวนพนักงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคเทคโนโลยี แต่ลามไปยังหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน ค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต ไปจนถึงโลจิสติกส์
เอสเต ลอเดอร์ (Estee Lauder) บริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ของโลก เพิ่มเป้าลดจำนวนพนักงานเป็น 9,000-10,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่วางแผนไว้ไม่เกิน 7,000 ตำแหน่ง
ไฮเนเกน (Heineken) ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก เผยว่ากำลังลดพนักงานสูงสุด 6,000 ตำแหน่ง ท่ามกลางภาวะตลาดเบียร์ที่ซบเซา และการปิดโรงงานผลิตบางแห่งนอกทวีปยุโรป
ยูพีเอส (UPS) บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์รายใหญ่ของสหรัฐ เตรียมลดพนักงานด้านปฏิบัติการเพิ่มเติมอีก 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ หลังจากเพิ่งปลดพนักงานไปแล้ว 48,000 ตำแหน่งในปี 2025 ส่งผลให้ยอดลดพนักงานสะสมในช่วงสองปีแตะ 78,000 ตำแหน่ง ส่วนไนกี้ (Nike) ก็ประกาศลดพนักงานรอบที่สองของปี พนักงานได้รับผลกระทบ 1,400 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสายงานเทคโนโลยี หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดพนักงานไปแล้ว 775 คน ส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยงานกระจายสินค้า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ติว TOEIC รวมเทคนิคสปีดคะแนนพุ่งทะลุเป้า ทางลัดฉบับคนเวลาน้อย

เคยรู้สึกไหมครับว่า ต่อให้เราเปิดดูคลิปสอนภาษาอังกฤษใน YouTube วันละหลายชั่วโมง หรือพยายามจำศัพท์มากแค่ไหน แต่พอไปลองทำข้อสอบจำลองทีไร คะแนนก็ยังนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม แถมที่เจ็บใจที่สุดคือทำพาร์ทอ่านไม่ทันไปเกือบ 30 ข้อ! ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่งภาษาอังกฤษหรอกครับ แต่อาจเป็นเพราะคุณยังไม่รู้ “สูตรลัด” และ “วิธีคิด” ในการทำข้อสอบที่เป็นระบบ การ ติว TOEIC จึงไม่ใช่แค่การมานั่งเรียนแกรมม่าตั้งแต่ศูนย์ แต่มันคือการฝึกไหวพริบและติดอาวุธเทคนิคเพื่อไปโกยคะแนนในห้องสอบต่างหากครับ
ในตลาดแรงงานยุค 2026 ที่เต็มไปด้วยความต้องการบุคลากรสายอินเตอร์ การมีคะแนน TOEIC ที่สวยหรู (ระดับ 700-800 ขึ้นไป) คือแต้มต่อมหาศาลในการอัปเงินเดือนและคว้าโอกาสในบริษัทข้ามชาติชั้นนำ วันนี้ EngDuo Thailand จะมาชี้เป้าจุดดักควายในข้อสอบ พร้อมแชร์เทคนิคการ ติว TOEIC เชิงรุกที่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและสปีดคะแนนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีเวลาเตรียมตัวน้อยครับ!
ความต่างระหว่างการเรียนภาษาทั่วไปกับการ “ติว TOEIC” เชิงรุก
หลายคนมักสับสนและใช้เวลาไปกับการนั่งท่องเที่ยวพจนานุกรม หรือเรียนหลักไวยากรณ์ขั้นสูงที่แทบไม่มีออกในข้อสอบเลย การ ติว TOEIC ที่ถูกต้องจะมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจพฤติกรรมของข้อสอบ (Exam Behavior) และการบริหารเวลาครับ ข้อสอบ TOEIC เป็นข้อสอบ Speed Test ที่วัดความอึดและการตัดสินใจเฉียบขาดในเวลาที่จำกัด
ดังนั้น การติวที่มีประสิทธิภาพจึงเน้นการสอนให้ผู้สอบ “มองตาทะลุถึงคำตอบ” สังเกตเห็นคำใบ้ (Clues) ที่ข้อสอบจงใจทิ้งไว้ในโจทย์ และตัดช้อยส์ที่หลอกลวงออกไปได้ในเวลาไม่กี่วินาที ช่วยเปลี่ยนจากโหมดที่ต้องมานั่งแปลยารีขยายความทุกบรรทัด มาเป็นโหมดสแกนหาคะแนนได้อย่างแม่นยำครับ
3 เทคนิคเทพลัดพาร์ท Listening & Reading ที่ช่วยเซฟเวลาได้มหาศาล
เพื่อให้การ ติว TOEIC ของคุณเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในการสอบรอบถัดไป ลองนำ 3 คาถาลัดนี้ไปฝึกฝนให้ขึ้นใจครับ
- 1. เทคนิคตัดช้อยส์เสียงพ้องใน Part 2 (Similar Sounds Trap): ในพาร์ทฟังคำถาม-คำตอบ ช้อยส์ไหนที่มีคำศัพท์ออกเสียงคล้ายหรือพ้องเสียงกับคำในโจทย์ ให้เดาไว้ก่อนเลยครับว่าร้อยละ 90 เป็นช้อยส์ลอก ข้อสอบมักจะหลอกหูเราให้กดเลือกคำที่คุ้นเคย ทั้งที่ความหมายไปคนละทิศละทางครับ
- 2. สูตรสแกนหาความสัมพันธ์ของคำพาร์ทไวยากรณ์ (Parts of Speech Hack): ใน Part 5 อย่าเพิ่งเสียเวลาอ่านโจทย์ตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ดูคำที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังช่องว่าง (Blank) ก่อนเสมอ หากหน้าช่องว่างเป็น Article (a, an, the) และหลังช่องว่างเป็นคำนาม จุดนั้นมักจะต้องการคำคุณศัพท์ (Adjective) เติมคำตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลความหมายครับ
- 3. อ่านคำถามก่อนอ่านเนื้อเรื่องใน Part 7 (Question-First Strategy): บทความในพาร์ทอ่านยาวมาก หากคุณอ่านเนื้อเรื่องก่อนคุณจะลืมรายละเอียดเมื่อมาเจอคำถาม ให้เปลี่ยนมาอ่านโจทย์และไฮไลท์คีย์เวิร์ด (เช่น ชื่อคน, ตัวเลข, วันที่) แล้วค่อยกลับไปกวาดสายตาหาในเนื้อผ้าจะช่วยประหยัดเวลาได้กว่าครึ่งครับ
Pro-Tip สำหรับสายสอบเร่งด่วน:
การทำข้อสอบ TOEIC พาร์ท Reading สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความยากของศัพท์ แต่คือการบริหารเวลาครับ แนะนำให้แบ่งเวลาเป็นสูตร 30-30-40 คือ ใช้เวลาทำ Part 5 และ Part 6 รวมกันไม่เกิน 30 นาที เพื่อเหลือเวลาอีก 45 นาทีเต็มๆ ไปลุยกับบทความยาวใน Part 7 การซ้อมจับเวลาตั้งแต่ตอนติวจะช่วยลดความตื่นตระหนกในวันสอบจริงได้ดีที่สุดครับ
ตารางวิเคราะห์: คัมภีร์เจาะลึกข้อสอบ TOEIC รายพาร์ทและกลยุทธ์ทำคะแนน
เพื่อให้คุณวางแผนการ ติว TOEIC ได้อย่างตรงจุด ลองดูตารางสรุปจุดหลุดที่คนพลาดบ่อยและกลยุทธ์แก้ไขแบบติวเตอร์มืออาชีพด้านล่างนี้ครับ
| พาร์ทข้อสอบ (TOEIC Part) | จำนวนข้อ | จุดที่คนมักพลาด (Common Pitfall) | กลยุทธ์ติวลัดสปีดคะแนน (Hack) | เวลาเฉลี่ยที่ควรใช้ |
| Part 1: Photographs | 6 ข้อ | มโนภาพไปเองนอกเหนือจากที่เห็นในรูป | โฟกัสที่คำกริยา (Action) และสิ่งของที่เด่นที่สุดในภาพ | ไม่เกิน 5 วินาทีหลังจบเสียง |
| Part 2: Question-Response | 25 ข้อ | โดนหลอกด้วยคำพ้องเสียงและคำถามซ่อนรูป | จับคำแรกของคำถาม (Wh-Questions) และตัดช้อยส์เสียงคล้าย | ตอบทันทีหลังสิ้นเสียงพูด |
| Part 3 & 4: Conversations / Talks | 69 ข้อ | อ่านโจทย์ข้อถัดไปไม่ทัน ทำให้รวนยาว | กาคำตอบให้เสร็จในพริบตา แล้วใช้เวลาช่วงอ่านทวนไปล่วงหน้า | ใช้เวลาตามเสียงเทปคั่น |
| Part 5: Incomplete Sentences | 30 ข้อ | นั่งแปลศัพท์ทุกคำจนเสียเวลาชีวิต | แยกประเภทโจทย์ (Grammar vs Vocab) ดูโครงสร้างหน้า-หลัง | ไม่เกิน 20 วินาทีต่อข้อ |
| Part 6: Text Completion | 16 ข้อ | เลือกคำเชื่อมประโยค (Transitions) ผิดบริบท | อ่านประโยคข้างหน้าและข้างหลังเพื่อดูความตรรกะเชื่อมโยง | ไม่เกิน 30 วินาทีต่อข้อ |
| Part 7: Reading Comprehension | 54 ข้อ | สมาธิหลุด อ่านไม่ทันเพราะเนื้อเรื่องยาวพืด | ใช้เทคนิค Scanning หาคีย์เวิร์ด และข้ามไปทำข้อศัพท์ก่อน | เฉลี่ย 1 นาทีต่อข้อ |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ ติว TOEIC (FAQs)
1. ควรเริ่ม ติว TOEIC ก่อนวันสอบจริงนานแค่ไหนถึงจะปลอดภัยที่สุด?
สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานปานกลาง แนะนำให้เวลาติวและตะลุยโจทย์อย่างจริงจังประมาณ 3-4 สัปดาห์ครับ แต่สำหรับผู้ที่ทิ้งร้างภาษาอังกฤษไปนานหรือไม่มีพื้นฐานเลย ควรแบ่งเวลาล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน โดยเดือนแรกเน้นการรื้อฟื้นไวยากรณ์หลักและสะสมศัพท์ธุรกิจ และเดือนที่สองเน้นการติวเทคนิคลัดและจับเวลาทำข้อสอบเสมือนจริงครับ
2. ในการติวพาร์ทฟัง เราควรฝึกฟังสำเนียงไหนเป็นพิเศษ?
ข้อสอบ TOEIC ใช้สำเนียงสากลผสมผสานกัน 4 สำเนียงหลักครับ คือ อเมริกัน (US), บริติช (UK), ออสเตรเลีย (AU) และแคนาดา (CA) แนะนำให้ฝึกฟังผ่านพอดแคสต์หรือสื่อข่าวจากหลากหลายค่ายเพื่อให้หูคุ้นเคย โดยเฉพาะสำเนียงออสเตรเลียและบริติชที่มักจะมีการรวบเสียงสูง ซึ่งผู้เข้าสอบชาวไทยมักจะติดขัดมากที่สุดครับ
3. แกรมม่าเรื่องไหนที่มีออกสอบบ่อยที่สุดใน Part 5 และ Part 6?
เรื่องที่ออกสอบเป็นสัดส่วนมากที่สุดและสามารถติวเก็บคะแนนได้ไวคือ Parts of Speech (ประเภทของคำ), Tenses (กาลเวลา), Subject-Verb Agreement (ความสอดคล้องของประธานและกริยา) และ Pronouns (คำสรรพนาม) ครับ การจำสูตรสังเกตคำลงท้าย (Suffixes) เช่น -tion เป็นนาม, -ive เป็นคุณศัพท์ จะช่วยให้ทำข้อสอบพาร์ทนี้ได้ไวขึ้นมหาศาลครับ
4. หากทำข้อสอบพาร์ท Reading ไม่ทันจริงๆ ควรใช้วิธีดิ่ง (เดาคำตอบ) อย่างไรให้ได้คะแนน?
หากเหลือเวลา 2 นาทีสุดท้ายแต่ยังเหลือข้อสอบอีกเยอะ แนะนำให้เลือกดิ่งตัวอักษรใดตัวอักษรหนึ่งยาวไปเลยครับ (เช่น C ล้วน หรือ D ล้วน) ไม่แนะนำให้กาแบบสลับฟันปลาไปมา เพราะในทางสถิติการดิ่งดิ่งตัวอักษรเดียวจะมีโอกาสกระจายโดนข้อที่ถูกมากกว่า และที่สำคัญคือข้อสอบ TOEIC ไม่มีระบบหักคะแนนข้อผิด ดังนั้นห้ามทิ้งว่างไว้เด็ดขาดครับ
5. คะแนนสอบ TOEIC สามารถนำไปใช้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ไหม?
วัตถุประสงค์หลักของ TOEIC คือการวัดทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานและการสื่อสารเชิงธุรกิจครับ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะหลักสูตรอินเตอร์หรือการเรียนต่อต่างประเทศ) มักจะกำหนดให้ใช้คะแนน IELTS หรือ TOEFL เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มีบางคณะหรือบางสถาบันในไทยที่อนุญาตให้ใช้คะแนน TOEIC ยื่นจบหรือยื่นเข้าศึกษาต่อได้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละสถาบันให้ชัดเจนครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ผลไม้ที่หวานกว่าน้ำตาล 250 เท่า! แต่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง แถมช่วยต้านมะเร็ง

ในห้วงเวลาที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ “หล่อฮังก๊วย” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะ “สารให้ความหวานจากธรรมชาติ” ที่มาพร้อมสรรพคุณทางยาอันน่าทึ่ง โดยเฉพาะความสามารถในการช่วยป้องกันโรคมะเร็งและเป็นมิตรต่อผู้ป่วยเบาหวาน
ทำความรู้จักกับ “หล่อฮังก๊วย” สมุนไพรคู่บ้าน
หล่อฮังก๊วย (Monk Fruit) หรือที่มีชื่อเรียกในภาษาเวียดนามว่า Quả la hán มีต้นกำเนิดจากแถบกวางสีและกุ้ยหลิน ประเทศจีน สำหรับในประเทศไทยและเวียดนาม ผลไม้ชนิดนี้ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยมักนำผลแห้งมาต้มเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายในช่วงฤดูร้อน ให้รสชาติหวานละมุน ชุ่มคอ และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับยาแก้ไอ ขับเสมหะ และบำรุงระบบทางเดินอาหาร
หวานจัดชัดเจน…แต่ “ไร้แคลอรี่”
จุดเด่นที่สุดของหล่อฮังก๊วยคือ ความหวาน ข้อมูลจาก Healthline ระบุว่า ความหวานของมันเข้มข้นกว่าน้ำตาลทรายถึง 100 – 250 เท่า ซึ่งความหวานนี้ไม่ได้มาจากน้ำตาลโดยตรง แต่มาจากสารที่ชื่อว่า โมโกรไซด์ (Mogroside) ซึ่งเป็นสารประกอบเฉพาะตัวที่พบมากในผลไม้ชนิดนี้ ทำให้มันกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้ที่ต้องการจำกัดน้ำตาล
ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยเบาหวาน: หวานแต่ไม่กระตุ้นอินซูลิน
แม้จะหวานจัด แต่หล่อฮังก๊วยกลับไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดเหมือนน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อมข้าวโพด เนื่องจากไม่มีแคลอรี่และไม่มีคาร์โบไฮเดรต
- ผลการวิจัย: วารสาร Health ได้อ้างถึงผลการทดลองในสัตว์พบว่า หนูที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 เมื่อได้รับสารสกัดจากหล่อฮังก๊วยร่วมกับโยเกิร์ต มีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
สรรพคุณต้านมะเร็งและต้านการอักเสบ
สาร โมโกรไซด์ ในหล่อฮังก๊วยไม่ได้ให้แค่ความหวาน แต่ยังมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ:
- ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยยับยั้งโมเลกุลที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ และป้องกันการถูกทำลายของ DNA
- ยับยั้งเซลล์มะเร็ง: งานวิจัยในปี 2022 พบว่าสารโมโกรไซด์มีศักยภาพในการชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปอดในหนูทดลอง
ข้อควรระวังและวิธีเลือกซื้อ
แม้ว่าอาการแพ้หล่อฮังก๊วยจะพบได้น้อยมาก แต่เนื่องจากมันอยู่ในตระกูลเดียวกับแตงและน้ำเต้า (Cucurbitaceae) ผู้ที่แพ้พืชตระกูลนี้ควรระมัดระวัง หากมีอาการลมพิษ หายใจลำบาก ชีพจรเต้นเร็ว หรือบวมบริเวณลิ้น ควรหยุดรับประทานทันที
คำแนะนำ: ปัจจุบันสารสกัดหล่อฮังก๊วยมักถูกนำไปผสมกับสารให้ความหวานชนิดอื่น (เช่น Erythritol) ดังนั้นก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ควรตรวจสอบฉลากส่วนประกอบให้ถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับคุณประโยชน์ตามที่ต้องการ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 15/6/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,500.00 | 66,700.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,299.00 | 65,172.84 | 67,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,869.10 | 58,655.56 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,439.20 | 52,138.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,934.55 | 29,327.78 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,504.65 | 22,810.49 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,454.92 | 67,536.59 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 15/6/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.30 | 42.30 | 42.80 | 42.30 | 42.30 | 42.30 | 42.30 | 42.30 | 42.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.93 | 41.93 | 42.43 | 41.93 | 41.93 | 41.93 | 41.93 | 41.93 | 41.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.30 | 37.30 | 37.80 | 37.30 | – | 37.30 | 37.30 | 37.30 | 37.30 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.24 | 33.24 | – | – | – | – | – | – | 33.24 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 50.99 | 53.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 50.99 |
| เบนซิน 95 | 51.89 | – | – | 53.41 | – | 52.39 | 52.04 | – | 51.89 |
| ดีเซล | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 | 39.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 55.25 | 55.25 | 49.84 | 55.25 | – | – | – | – | 55.25 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







