อนันดา เปิดเกมใหม่ปั้นแบรนด์“URBANIO VOGUE” เจาะนิชมาร์เก็ต

- อนันดาเปิดตัวแบรนด์บ้านแนวราบใหม่ “URBANIO VOGUE” เพื่อขยายธุรกิจและเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม
- สร้างความแตกต่างด้วยการแข่งขันด้าน “ดีไซน์” และ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” แทนการแข่งด้านขนาดและทำเลแบบเดิม
- ชูจุดเด่นของโครงการวิลล่า 3.5 ชั้น ด้วยฟังก์ชันพิเศษ เช่น พื้นที่ Double Volume สูง 5.70 เมตร และลิฟต์ส่วนตัว
- ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพย่านวิภาวดี-แจ้งวัฒนะ เพื่อตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการบ้านแนวราบในเมืองที่เดินทางสะดวก
ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ชื่อของ “อนันดาฯ” ถูกจดจำในฐานะผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มขยายบทบาทสู่ตลาดแนวราบมากขึ้นการเปิดตัว “URBANIO VOGUE” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มสินค้าใหม่ในพอร์ต แต่สะท้อนกลยุทธ์การสร้าง “New Engine” เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในระยะต่อไป
บริษัทต้องการพัฒนาสินค้าที่แตกต่างจากตลาดเดิม และมองเห็นโอกาสจากกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche Market) ที่ต้องการบ้านซึ่งสะท้อนตัวตนและมีพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้นแนวคิดดังกล่าว จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา “URBANIO VOGUE” ภายใต้การวางตำแหน่งเป็น Blue Ocean ในตลาดบ้านแนวราบย่านแจ้งวัฒนะตลาดใหม่ของคนเมือง ที่ต้องการ “บ้านไม่เหมือนใคร”
จุดที่น่าสนใจของ URBANIO VOGUE คือการพยายามสร้าง “New Segment” ในตลาดบ้านแนวราบจากเดิมที่ตลาดบ้านลักชัวรีแข่งขันกันด้านขนาดและทำเล อนันดาฯ กลับเลือกแข่งขันผ่าน “ดีไซน์” และ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย”บ้านถูกออกแบบในรูปแบบวิลล่า 3.5 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 312 ตารางเมตร พร้อมแนวคิด “Expanding Living Possibilities” ที่ให้ความสำคัญกับ Space / Function / Flexibility
รายละเอียดหลายจุดสะท้อนการเจาะกลุ่มลูกค้าคนเมืองยุคใหม่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ Double Volume สูง 5.70 เมตร ลิฟต์ส่วนตัว พื้นที่ Mezzanine สำหรับการทำงานหรือสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์ รวมถึง Penthouse Master Bedroom ขนาดกว่า 52 ตารางเมตร ที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวเต็มชั้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “พื้นที่” ในมุมมองของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงเพียงขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่คือพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวิถีชีวิตที่หลากหลาย
ทำเลเมือง ยังเป็นหัวใจสำคัญของตลาด
แม้จะเน้นเรื่องดีไซน์และฟังก์ชัน แต่ “ทำเล” ยังเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาURBANIO VOGUE ตั้งอยู่บนย่านวิภาวดี-แจ้งวัฒนะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโซนที่มีศักยภาพจากการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคม ทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีชมพู รวมถึงทางด่วนและสนามบินดอนเมืองสิ่งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของตลาดแนวราบในปัจจุบัน ที่ผู้ซื้อยังต้องการ “พื้นที่ใหญ่ขึ้น” แต่ไม่ต้องการแลกกับการใช้เวลาเดินทางที่มากขึ้นหรือกล่าวอีกมุมหนึ่ง คือคนเมืองยังต้องการ “บ้านแนวราบในเมือง” มากกว่าการขยับออกไปชานเมืองเหมือนในอดีต
เกมอสังหาฯ ยุคใหม่ แข่งกันที่ “ความแตกต่าง”
ในวันที่ตลาดอสังหาฯ เผชิญแรงกดดันทั้งจากกำลังซื้อ ต้นทุน และการแข่งขันสูง การสร้างสินค้าแบบ Mass อาจไม่เพียงพออีกต่อไปผู้ประกอบการจึงเริ่มหันมาแข่งขันผ่าน “Character ของสินค้า” มากขึ้นการเปิดตัว URBANIO VOGUE ของอนันดาฯ จึงสะท้อนภาพของตลาดอสังหาฯ ยุคใหม่ ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงราคา โปรโมชั่น หรือจำนวนยูนิตแต่กำลังแข่งขันกันว่า ใครสามารถสร้าง “บ้านที่สะท้อนตัวตนของผู้ซื้อ” ได้ชัดเจนกว่ากันและนั่นอาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของตลาดแนวราบในช่วงต่อจากนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
SC เปิดเกมกลางปี อัดโปรแรง 0% 60 เดือน ขนบ้าน คอนโด 89 โครงการบุกพารากอน

- เอสซี แอสเสท จัดงาน “SC Days 2026” ที่สยามพารากอน โดยรวบรวมบ้านและคอนโด 89 โครงการ ราคาเริ่ม 2.09-100 ล้าน
- ชูแคมเปญไฮไลต์ “ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 60 เดือน” เพื่อลดภาระและกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ซื้อ
- มอบส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 10 ล้านบาท พร้อมกิจกรรม Lucky Draw ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.5 ล้าน
หลังแคมเปญ “SC is NOW” ในช่วงต้นเดือน พ.ค. ได้รับกระแสตอบรับที่ดี SC จึงต่อยอดโมเมนตัมทันที ด้วยการจัดงาน “SC Days 2026” ภายใต้แนวคิด “Own the New SC”ครั้งนี้ SC รวบรวมโครงการทั้งพร้อมอยู่และอยู่ระหว่างก่อสร้างรวม 89 โครงการ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2.09-100 ล้านบาท มาเปิดขายกลางลานแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 26-31 พฤษภาคมนี้สิ่งที่น่าสนใจ คือ นี่ไม่ใช่แค่งานแฟร์ขายบ้านทั่วไป แต่เป็นการ “รวมพอร์ต” ทุกเซ็กเมนต์ของ SC มาโชว์ศักยภาพในจังหวะที่ตลาดกำลังต้องการแรงกระตุ้นใหม่
โปร 0% 60 เดือนกระตุ้นคนตัดสินใจ
ไฮไลต์สำคัญของงาน คือแคมเปญ “ดอกเบี้ย 0% สูงสุด 60 เดือน” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระช่วงเริ่มต้นของผู้ซื้อบ้านเพราะในยุคที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องภาระระยะยาว “ค่างวดช่วงแรก” กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจSC จึงไม่ได้แข่งขันด้วยการลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้ “โครงสร้างการผ่อน” เป็นเครื่องมือดึงกำลังซื้อกลับเข้าสู่ตลาดนอกจากนี้ ยังมีส่วนลดสูงสุด 10 ล้านบาท รวมถึงกิจกรรม Lucky Draw แจกทองคำและของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท เพื่อเร่งการตัดสินใจในช่วงจัดงาน
ไม่ได้ขายแค่บ้าน แต่กำลังขาย “ตัวตนใหม่ของแบรนด์”
อีกจุดที่สะท้อนทิศทางใหม่ของ SC คือการเปิดพื้นที่ “Feel the New SC” ครั้งแรก ณ ลานพาร์ค พารากอน ชั้น Mหลังประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา SC กำลังพยายามเปลี่ยนภาพตัวเองจาก “ผู้พัฒนาอสังหาฯ” ไปสู่แบรนด์ที่ขายประสบการณ์การใช้ชีวิตมากขึ้นภายในงานถูกแบ่งเป็น 7 โซน เพื่อให้คนสัมผัสตัวตนของแบรนด์ผ่านรูป รส กลิ่น เสียง และกิจกรรมที่ร่วมออกแบบกับคนดังจากหลากหลายวงการ
รวมถึงการนำ Voucher โรงแรมในเครืออย่าง The Standard Pattaya, KROMO Bangkok และ YANH Ratchawat มาจำหน่ายในราคาพิเศษทั้งหมดนี้สะท้อนว่า SC ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่บริษัทขายบ้านอีกต่อไป แต่กำลังสร้าง “Ecosystem ด้านการใช้ชีวิต” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่บ้าน โรงแรม ไปจนถึงประสบการณ์ของผู้บริโภค
สิ่งที่ SC กำลังทำ อาจสะท้อนภาพใหญ่ของตลาดอสังหาฯ ในปี 2026 ได้ชัดเจนขึ้นเพราะเมื่อกำลังซื้อไม่ได้โตเหมือนเดิม การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่ใครมีบ้านสวยกว่า แต่คือใครทำให้ลูกค้า “รู้สึกอยากเป็นเจ้าของ” ได้มากกว่าและงาน “SC Days 2026” อาจเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ในวันที่ตลาดชะลอ แบรนด์ที่กล้าสร้างประสบการณ์ใหม่ อาจกลายเป็นผู้ที่ได้เปรียบที่สุดในเกมนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามอิหร่าน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 20 พ.ค. อ่อนค่าลงที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ จากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากความไม่แน่นอนในการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
- ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.55-32.85 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.85 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้างทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.61-32.76 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง อีกทั้งประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงออกมาขู่ว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากการเจรจาล้มเหลว ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสเกือบ 80% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงอีกครั้ง หลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลงบ้างในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวไปได้ในช่วงระหว่างวัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอติดตามสองปัจจัยสำคัญ ทั้ง รายงานการประชุม FOMC ของ FED และ รายงานผลประกอบการของ Nvidia ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ที่ชัดเจน หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
อนึ่ง เรามีความกังวลว่า หากผู้เล่นในตลาดผิดหวังต่อรายงานผลประกอบการของ Nvidia อาจทำให้ ตลาดเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ชัดเจน ซึ่งในช่วงแรกอาจเห็นการแข็งค่าขึ้นของ เงินดอลลาร์ได้บ้าง แต่หากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง จะเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง จากการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ได้ (โดยอาจไม่จำเป็นต้องเข้าแทรกแซงจริง เพียงแค่ทำ Rate Check อาจหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นได้พอควร) นอกจากนี้ หากบรรดาหุ้นเทคฯ ปรับตัวลงหนัก อาจนำไปสู่การ Unwind Yen carry trade ได้บ้าง ซึ่งสามารถเป็นอีกปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงระยะสั้นได้ และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หรืออย่างน้อยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ไม่ยาก
เราคงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ได้กดดันให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงท่าทีระมัดระวังและเดินหน้าขายทำกำไรบรรดาหุ้นเทคฯ อาทิ Alphabet -2.3% และ Amazon -2.1% ส่วน Nvidia ย่อลง -0.8% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของ Nvidia ในช่วงวันพุธนี้ (After-market close) ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีก และหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.67% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.84%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.19% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบ้าง (แม้ความไม่แน่นอนของการเจรจาจะกดดันตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้ายของการซื้อขาย) นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป เช่นเดียวกับการรีบาวด์ขึ้นบ้างของตลาดหุ้นอังกฤษ หลังภาพการจ้างงานอังกฤษที่ชะลอลงกว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แฟนไทยมีเสียว! เปิดอันดับโลกใหม่ วิว กุลวุฒิ หลังจบศึกไทยแลนด์ โอเพ่น

การแข่งขันแบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 21 ซึ่งทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมาเป็นรายการ แบดมินตัน โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 ที่ประเทศไทย
โดยจากการประกาศอันดับคะแนนใหม่จาก สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ฉี ยู่ฉี นักแบดมินตันจีน ยังครองมือ 1 โลกได้อย่างเหนียวแน่น เป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกัน ด้วยการมี 108,905 คะแนน
ขณะที่ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชาวไทย ที่แม้จะจบรายการด้วยตำแหน่งรองแชมป์ แต่ก็ถูกหักคะแนนไป 1,400 แต้ม เนื่องจากมีดีกรีเป็นถึงแชมป์เก่า ทำให้ แอนเดอร์ส แอนทอนเซ่น นักตบลูกขนไก่เดนมาร์ก ที่คว้าแชมป์ไทยแลนด์ โอเพ่น 2026 ที่รั้งอันดับ 3 ทำแต้มไล่จี้ทันที

อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทชายเดี่ยว
1. ฉี ยู่ฉี (จีน) 108,905 คะแนน
2. กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ไทย) 96,865 คะแนน
3. แอนเดอร์ส แอนทอนเซ่น (เดนมาร์ก) 95,455 คะแนน
4. คริสโต โปปอฟ (ฝรั่งเศส) 85,962 คะแนน
5. โจนาธาน คริสตี้ (อินโดนีเซีย) 83,631 คะแนน
6. โจว เทียน เฉิน (ไต้หวัน) 82,080 คะแนน
7. หลี่ ชื่อเฟิง (จีน) 74,783 คะแนน
8. หลิน ชุนยี่ (ไต้หวัน) 73,414 คะแนน
9. โคได นาราโอกะ (ญี่ปุ่น) 69,400 คะแนน
10. อเล็กซ์ ลาเนียร์ (ฝรั่งเศส) 68,565 คะแนน
28. พณิชพล ธีระรัตน์สกุล (ไทย) 45,255 คะแนน
สำหรับรายการต่อไป “ทัพแบดมินตันไทย” จะลงแข่งขันในศึก “มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026” รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 18-24 พฤษภาคม 2569
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ไทย ‘โรคฝีดาษวานร’ แนวโน้มแพร่กระจายเพิ่มขึ้น พฤติกรรมเสี่ยงแนบชิดคนแปลกหน้า

กรมควบคุมโรค เตือนไทยระวัง ‘โรคฝีดาษวานร’ แนวโน้มแพร่กระจายเพิ่มขึ้น ย้ำเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงแนบชิด-มีเพศสัมพันธ์คนแปลกหน้า
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ โรคฝีดาษวานร (Mpox) โดยกองระบาดวิทยา ประเทศไทยมีผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,074 ราย และมีผู้เสียชีวิต 16 ราย โดยในสัปดาห์ที่ 18 และ 19 (26 เมษายน – 9 พฤษภาคม 2569) ได้รับรายงานผู้ป่วยยืนยัน Mpox Clade Ib รายใหม่ 2 ราย
- รายแรกเป็นชายไทย เริ่มป่วย 22 เมษายน 2569 มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลแปลกหน้า
- รายที่สองชายไทย มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการสัมผัสแนบชิด/เนื้อแนบเนื้อ ในพื้นที่ท่องเที่ยวเกี่ยวเนื่องกับเทศกาลที่มีคนแออัดเป็นระยะเวลานาน
นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานจากผู้ประสานกฎอนามัยระหว่างประเทศว่า พบผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และมีพฤติกรรมเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลแปลกหน้าในแหล่งท่องเที่ยว ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มอายุ 25 – 40 ปี โดยปัจจัยเสี่ยงหลักยังคงเป็นการสัมผัสแนบชิด/เนื้อแนบเนื้อ ที่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
“Mpox clade Ib มีแนวโน้มแพร่กระจายเพิ่มขึ้น โดยตรวจพบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 จนถึงปัจจุบัน ผู้ป่วย Mpox clade Ib สะสม 18 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 ได้รับรายงานทั้งสิ้น 6 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 4 ราย ความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสแนบชิด/เนื้อแนบเนื้อ”นพ.มณเฑียรกล่าว
นพ.มณเฑียร กล่าวอีกว่า โรคฝีดาษวานรยังคงพบผู้ป่วยต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสแนบชิด/เนื้อแนบเนื้อกับผู้ที่มีอาการ และการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลแปลกหน้าหรือที่มีตุ่มผื่นที่สงสัยการติดเชื้อที่ผิวหนัง
ขอให้ประชาชนตระหนักในการป้องกันตนเองอย่างสม่ำเสมอ และกรมควบคุมโรคได้กำชับให้หน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับเฝ้าระวัง คัดกรอง และติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวและสถานบริการที่มีความเสี่ยง รวมทั้งเร่งสื่อสารความเสี่ยงไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า โรค Mpox สามารถป้องกันได้ หากประชาชนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลแปลกหน้า ในสถานที่ท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม หรือผ่านการนัดหมายผ่านโซเชียลมีเดีย รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสแนบชิด การใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย และหมั่นสังเกตอาการของตนเอง หากพบความผิดปกติควรรีบเข้ารับการตรวจโดยเร็ว และขอเน้นย้ำมาตรการป้องกันโรค ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแนบชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มหนอง
- งดใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
- หมั่นล้างมือ
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- และหลีกเลี่ยงการมีคู่นอนกับบุคคลแปลกหน้า
หากมีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ผื่น หรือตุ่มหนอง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศหรือร่างกาย ร่วมกับมีประวัติเสี่ยงภายใน 21 วัน ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
กรมควบคุมโรค ยืนยันว่า ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังและการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ ขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบสาธารณสุข และร่วมมือกันป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รวมคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ตั้งแต่แบบซึ้งๆ ไปจนถึงแบบมืออาชีพฉบับปี 2026

วันเกิดเป็นโอกาสพิเศษที่เราจะได้แสดงความยินดีและความปรารถนาดีต่อคนรอบข้าง การส่งคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เพียงแค่การทำตามมารยาท แต่เป็นการแสดงถึงความใส่ใจและความเป็นสากลในการสื่อสาร ไม่ว่าคุณจะส่งข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย เขียนการ์ด หรือพูดต่อหน้า การมีประโยคเก๋ๆ ไว้ใช้งานจะช่วยให้คุณดูน่าประทับใจยิ่งขึ้น
ทำไมการใช้คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ถึงช่วยสร้างความประทับใจได้มากกว่า
ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน การส่งคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ช่วยให้สารของคุณดูทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น นอกจากนี้ ภาษาอังกฤษยังมีสำนวนและวลีที่สั้น กระชับ แต่กินใจ ซึ่งบางครั้งภาษาไทยอาจไม่สามารถสื่ออารมณ์ได้ในแบบเดียวกัน การเลือกใช้คำที่เหมาะสมจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของคุณให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
พื้นฐานการส่งคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ สำหรับเพื่อนสนิท
สำหรับเพื่อนที่รู้ใจกัน การใช้คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ แบบเป็นกันเองจะช่วยสร้างรอยยิ้มได้เสมอ แทนที่จะใช้คำว่า Happy Birthday แบบเดิมๆ ลองเปลี่ยนเป็นวลีที่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เช่น “Stay fabulous!” หรือ “HBD to my partner in crime!” ซึ่งแสดงถึงความสนิทสนมได้อย่างดีเยี่ยม
คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ในบริบทวัยทำงานและธุรกิจ
การส่งคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ให้กับหัวหน้า ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงาน จำเป็นต้องเน้นความสุภาพและเป็นมืออาชีพ การใช้ประโยคที่อวยพรให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน (Professional growth) หรือความสุขในชีวิตส่วนตัว จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและแสดงถึงวุฒิภาวะในการสื่อสารของคุณ
ยกระดับความซึ้งด้วยคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ สำหรับคนพิเศษ
เมื่อต้องส่งข้อความถึงแฟนหรือคนในครอบครัว คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ควรจะมีความหมายลึกซึ้ง (Meaningful) การใช้คำอธิบายถึงความขอบคุณที่มีเขาอยู่ในชีวิต หรือการสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างกัน เป็นการใช้ภาษาเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่งดงามที่สุด
คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ แบบสั้นๆ สำหรับสายโซเชียลมีเดีย
หากคุณต้องการโพสต์รูปภาพลง Instagram หรือ Facebook คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ แบบสั้นๆ แต่ได้ใจความ (Short & Sweet) เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุด เช่น “Another year older, another year wiser” หรือ “Cheers to a new chapter!” ซึ่งเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปี 2026 อย่างมาก
เทคนิคการเขียนการ์ด อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ให้ดูจริงใจ
หัวใจสำคัญของการเขียนการ์ดคือการใส่รายละเอียดส่วนตัวลงไป การนำคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ มาปรับแต่งโดยอ้างถึงความทรงจำดีๆ ที่มีร่วมกัน จะช่วยให้ผู้รับรู้สึกว่าคำอวยพรนั้นถูกสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพียงแค่การคัดลอกมาจากอินเทอร์เน็ต
คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ใหญ่ที่เคารพรัก
การสื่อสารกับผู้อาวุโสต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ควรเน้นไปที่เรื่องของสุขภาพ (Good health) และความสงบสุขในชีวิต (Peace and joy) เพื่อแสดงถึงความกตัญญูและความปรารถนาดีที่แท้จริง
การตอบกลับคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ เมื่อมีคนมาอวยพรเรา
เมื่อได้รับคำอวยพรแล้ว การกล่าวขอบคุณอย่างมีชั้นเชิงก็สำคัญไม่แพ้กัน การรู้คำศัพท์ในการขอบคุณและตอบกลับคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ จะช่วยให้บทสนทนาสมบูรณ์แบบและแสดงถึงมารยาททางสังคมที่ดีของคุณ
ฝึกฝนการออกเสียงคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ให้ดูเป็นธรรมชาติ
การพูดคำอวยพรด้วยสำเนียงและจังหวะที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ได้มาก การฝึกเน้นเสียงในคำสำคัญ เช่น “Fantastic”, “Wonderful” หรือ “Incredible” จะทำให้คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ของคุณฟังดูมีความสุขและจริงใจยิ่งขึ้น
สรุปความสำคัญของการเลือกใช้คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ในโอกาสต่างๆ
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้คำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ แบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ความจริงใจ” ที่ส่งผ่านตัวอักษรหรือคำพูดออกไป การเตรียมตัวและศึกษาประโยคที่หลากหลายจะช่วยให้คุณพร้อมสำหรับทุกโอกาสพิเศษที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี
ตารางเปรียบเทียบคำอวยพรวันเกิดตามระดับความสัมพันธ์
| ระดับความสัมพันธ์ | โทนของประโยค | ตัวอย่างคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ |
| เพื่อนสนิท (Close Friends) | สนุกสนาน / กันเอง | Have a blast! / Party hard! / To many more memories! |
| ทางการ (Business/Boss) | สุภาพ / สุขุม | Wishing you continued success. / Many happy returns. |
| คนรัก (Significant Other) | อบอุ่น / ซาบซึ้ง | You’re my world. / So grateful for you. / Happy birthday, love. |
| ผู้ใหญ่ (Elders) | เคารพ / นอบน้อม | Wishing you health and longevity. / May your day be blessed. |
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ
HBD กับ Happy Birthday ใช้แทนกันได้ทุกกรณีไหม?
HBD เป็นคำย่อที่เหมาะสำหรับการแชทหรือโซเชียลมีเดียกับเพื่อนครับ หากเป็นทางการหรือเขียนการ์ด แนะนำให้ใช้ Happy Birthday ตัวเต็มจะดูสุภาพกว่ามากครับ
“Many happy returns” มีความหมายว่าอย่างไร?
เป็นคำ อวยพรวันเกิดภาษาอังกฤษ ที่เป็นทางการและคลาสสิกมากครับ หมายถึงขอให้ความสุขนี้ย้อนกลับมาหาคุณอีกในทุกๆ ปีที่ครบรอบวันเกิดครับ
ถ้าลืมอวยพรวันเกิดคนอื่น ต้องพูดว่าอย่างไร?
สามารถใช้คำว่า “Belated Happy Birthday!” หรือ “Happy belated birthday!” ได้เลยครับ เป็นการอวยพรย้อนหลังที่สุภาพและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
ควรใช้คำว่า “Wish you” หรือ “Wishing you”?
ทั้งคู่ใช้ได้ครับ แต่ “Wishing you…” มักจะให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติมากกว่าในการเขียนการ์ดอวยพรครับ
คำว่า “Age is just a number” เหมาะจะใช้อวยพรใคร?
เหมาะสำหรับอวยพรเพื่อนหรือคนรู้จักที่มีอารมณ์ขันและมีพลังในการใช้ชีวิตครับ เป็นการแซวเล่นๆ ว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขแต่ใจยังวัยรุ่นอยู่
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ฮีเลียมขาด – ค่าขนส่งพุ่ง สงครามอิหร่านฉุดซัพพลายเชนชิปโลก ขณะ AI ยังหนุนตลาด

- ความขัดแย้งตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก ทำให้เกิดความเสี่ยงขาดแคลนก๊าซฮีเลียม
- สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้นทุนการผลิตชิปสูงขึ้น ทั้งจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น
- บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง TSMC และ Infineon ออกมาเตือนถึงผลกระทบต่อต้นทุนและความสามารถในการทำกำไร
- กระแสความต้องการชิปสำหรับเอไอที่แข็งแกร่งยังคงเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
ช่วงฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยี นักลงทุนจำนวนมากยังคงแสดงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม บริษัทที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเอไอ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เริ่มออกมาเตือนว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านกำลังสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และทำให้เส้นทางการขนส่งสินค้ารวมถึงวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเริ่มได้รับผลกระทบ
หนึ่งในปัญหาที่บริษัทผู้ผลิตชิปกำลังกังวลคือ ความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในกระบวนการผลิตชิป โดยเฉพาะก๊าซฮีเลียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นอย่างมากในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อเสถียรภาพของการผลิตพลังงานและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดวัตถุดิบหลายชนิดที่อุตสาหกรรมชิปต้องใช้
บริษัทผลิตชิปและผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายแห่งได้กล่าวถึงผลกระทบดังกล่าวในการประกาศผลประกอบการรอบล่าสุด
Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC ผู้ผลิตชิปจากไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปให้กับบริษัทเอไอรายสำคัญอย่าง Nvidia ระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เนื่องจากราคาสารเคมีและก๊าซบางชนิดที่ใช้ในการผลิตชิปมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ Foxconn บริษัทผู้รับจ้างผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งผลิตสินค้าหลากหลายประเภทให้กับบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ระบุว่า เหตุการณ์ในตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของบริษัทในปีนี้
ด้าน Infineon Technologies ผู้ผลิตชิปจากเยอรมนี เปิดเผยว่า ต้นทุนของโลหะมีค่า พลังงาน และค่าขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม
ฟรานซิสโก เจโรนิโม (Francisco Jeronimo) นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาด International Data Corporation กล่าวกับ CNBC ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจรุนแรงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี
เขากล่าวว่า ราคาก๊าซ พลังงาน และค่าขนส่งอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายไตรมาส แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายลงก็ตาม พร้อมระบุว่า แม้จะมีการหยุดยิง ความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทันที
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่บริษัทผู้ผลิตชิปกำลังกังวลคือ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
ก๊าซฮีเลียมเป็นตัวอย่างของวัตถุดิบที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตชิป เนื่องจากใช้ในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยก๊าซชนิดนี้ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นเป็นผลพลอยได้จากการผลิตก๊าซธรรมชาติ
ประเทศกาตาร์ซึ่งเป็นผู้ส่งออกฮีเลียมรายใหญ่อันดับสองของโลก และเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านที่ทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง
ข้อมูลจากบริษัทวิจัย S&P Global ระบุว่า ในปี 2025 กาตาร์มีส่วนแบ่งตลาดฮีเลียมมากกว่า 30% ของตลาดโลก
นอกจากฮีเลียมแล้ว วัตถุดิบอื่นที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เช่น โบรมีนและอะลูมิเนียม ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้ซื้อชิปในยุโรปต้องจ่ายราคาสูงขึ้นและเริ่มนำวัตถุดิบสำรองมาใช้ หลังจากสงครามทำให้การขนส่งทางอากาศหยุดชะงัก
เจโรนิโม กล่าวว่า บริษัทผู้ผลิตชิปต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อลดการพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป ในระยะสั้น TSMC ใช้กลยุทธ์เพิ่มสต็อกวัตถุดิบสำรองและกระจายแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน
เวนเดลล์ หวง (Wendell Huang) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ TSMC กล่าวในการประชุมนักลงทุนเมื่อเดือนเมษายนว่า บริษัทมีนโยบายพัฒนาแหล่งจัดหาวัตถุดิบจากหลายประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายผู้จัดหาทั่วโลกที่มีความหลากหลายมากขึ้น และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในแต่ละภูมิภาค
บริษัทอีกแห่งที่ได้รับผลกระทบคือ VAT Group ผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งระบุว่า บริษัทต้องปรับเส้นทางการขนส่งสินค้าใหม่เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง
แม้บริษัทจะระบุว่าแนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 2569 ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่รายงานระบุว่า ยอดขายในไตรมาสแรกได้รับผลกระทบประมาณ 20-25 ล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 25.5-32 ล้านดอลลาร์
เซบาสเตียน นาจี (Sebastien Naji) นักวิเคราะห์จากบริษัทวิเคราะห์การลงทุน William Blair กล่าวว่า ปัญหาที่ผู้ผลิตชิปกำลังเผชิญมากที่สุดในขณะนี้คือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
เขาอธิบายว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไป ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับที่สองและสามจะเริ่มปรากฏชัดขึ้น เช่น ต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น กำไรของซัพพลายเออร์ลดลง และต้นทุนการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลเอไอที่เพิ่มสูงขึ้น
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า สิ่งที่บริษัทเปิดเผยในฤดูกาลประกาศผลประกอบการครั้งนี้อาจเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นของแรงกดดันที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะต้องเผชิญ หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงยืดเยื้อ
นาจี กล่าวว่า หากการปิดกั้นเส้นทางการขนส่งหรือข้อจำกัดด้านพลังงานยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงฤดูร้อน บริษัทเทคโนโลยีอาจต้องกลับมาประเมินความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานอีกครั้งในการประกาศผลประกอบการรอบถัดไป
จนถึงช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้ ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิปจากญี่ปุ่น Advantest ระบุในการประกาศผลประกอบการว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากความกังวลว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว
บริษัทระบุว่า แม้ผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการในขณะนี้ยังมีจำกัด แต่ต้นทุนบางประเภท เช่น ค่าขนส่ง เริ่มเพิ่มสูงขึ้นแล้ว และอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานได้ในอนาคต
แม้ว่าบริษัทผู้ผลิตชิปหลายแห่งจะเริ่มเตือนถึงความเสี่ยงดังกล่าว แต่นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นระบุว่า กระแสการลงทุนในเอไอยังคงช่วยพยุงความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ไมเคิล ฟิลด์ (Michael Field) หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นของบริษัทวิเคราะห์การลงทุนของ Morningstar กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเอไอในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นมาก จนทำให้ผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านห่วงโซ่อุปทานยังไม่ส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้น
ข้อมูลจากดัชนี PHLX Semiconductor Sector Index ซึ่งรวมบริษัทชิปขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนซื้อขายในสหรัฐจำนวน 30 บริษัท แสดงให้เห็นว่า ดัชนีดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 41% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นหัวใจของเอไอในปัจจุบัน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
กินได้ไม่กลัวอ้วน! แพทย์เผย 6 ผลไม้ เหมาะกินช่วงเย็น ช่วยคุมความดัน-น้ำตาล ดูแลลำไส้

กินผลไม้ตอนเย็นดีไหม? แพทย์เผย 6 ผลไม้เหมาะกินช่วง ช่วยคุมความดัน-น้ำตาล-ลดคอเลสเตอรอล แถมดูแลลำไส้
หลายคนเชื่อว่าการกินผลไม้ตอนเย็นอาจทำให้อ้วน น้ำตาลพุ่ง หรือส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหาร จนเลือกเลี่ยงผลไม้หลังพระอาทิตย์ตกไปโดยปริยาย แต่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกลับมองต่างออกไป เพราะหากเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสม การกินผลไม้ในช่วงเย็นอาจช่วยดูแลสุขภาพได้มากกว่าที่คิด
เรื่องนี้ได้รับความสนใจหลังกรณีของ “นางหวัง” หญิงชาวจีนวัย 58 ปี ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลสูงมานาน แม้แพทย์จะเคยแนะนำให้เพิ่มการกินผักและผลไม้ แต่เธอกลับหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ช่วงเย็นอย่างเด็ดขาด เพราะกังวลว่าจะเพิ่มภาระให้ร่างกายและทำให้อาการทรุดลง
อย่างไรก็ตาม ในการตรวจติดตามอาการครั้งต่อมา แพทย์สังเกตเห็นพฤติกรรมดังกล่าว และอธิบายว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูง ไม่ได้จำเป็นต้องงดผลไม้ตอนเย็นเสมอไป หากเลือกผลไม้ที่เหมาะสม ก็อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้
หลังจากนางหวังเริ่มปรับพฤติกรรม และกินผลไม้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องประมาณ 3 เดือน ผลตรวจสุขภาพพบว่าระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลของเธอลดลงอย่างชัดเจน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ กินผลไม้ให้ถูกเวลา ช่วยลดเสี่ยงโรคเรื้อรัง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระบุว่า ผลไม้เป็นแหล่งของวิตามิน ใยอาหาร และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง
ข้อมูลจากสาขาเวชศาสตร์ป้องกันของสมาคมการแพทย์แผนจีน ยังระบุว่า การกินผลไม้ในปริมาณเหมาะสมทุกวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้สูงถึง 60% โดยเฉพาะหากเลือกผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ หรือค่า GI ต่ำในช่วงเย็น จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย
6 ผลไม้เหมาะกินตอนเย็น ช่วยอิ่มท้อง-ดีต่อสุขภาพ
1. แอปเปิล
แอปเปิลมีค่า GI ต่ำเพียง 36 อุดมไปด้วยใยอาหารและเพคติน ซึ่งช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและชะลอการดูดซึมน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง แนะนำให้กินวันละ 1 ผลขนาดกลาง
2. บลูเบอร์รี
บลูเบอร์รีมีสารแอนโทไซยานินสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยดูแลหลอดเลือดและลดความเสียหายของเซลล์ ค่า GI อยู่ที่ประมาณ 40 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมไขมันในเลือดและความดันโลหิต โดยกินเพียง 20-30 กรัมต่อวันก็เพียงพอ
3. กีวี
กีวีมีวิตามินซี ไฟเบอร์ และโพแทสเซียมสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและช่วยควบคุมความดันโลหิต อีกทั้งยังช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องผูกช่วงกลางคืน
4. ส้มโอ
ส้มโอหรือเกรปฟรุต มีค่า GI ต่ำเพียง 25 ให้พลังงานไม่สูง และมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยให้อิ่มท้องโดยไม่เพิ่มภาระต่อระบบย่อยอาหาร
5. สตรอว์เบอร์รี
สตรอว์เบอร์รีมีพลังงานต่ำ ให้เพียงประมาณ 32 แคลอรีต่อ 100 กรัม อีกทั้งยังมีใยอาหารสูง ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
6. เชอร์รี
เชอร์รีเป็นผลไม้ที่มีค่า GI ต่ำมากเพียง 22 อุดมไปด้วยแอนโทไซยานินและธาตุเหล็ก ช่วยดูแลหลอดเลือดและบำรุงร่างกาย อีกทั้งยังย่อยง่าย เหมาะเป็นของว่างยามค่ำคืน
6 วิธี กินผลไม้ตอนเย็นให้ได้ประโยชน์สูงสุด
- ควรกินผลไม้ช่วงเวลา 19.00-20.00 น. เพราะระบบย่อยอาหารยังทำงานได้ดี
- ควบคุมปริมาณรวมให้อยู่ประมาณ 200-350 กรัมต่อวัน
- หลีกเลี่ยงการกินผลไม้ขณะท้องว่าง เพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร
- ไม่ควรกินผลไม้เย็นจัดจากตู้เย็นทันที โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเลือกผลไม้ค่า GI ต่ำ เช่น เชอร์รี สตรอว์เบอร์รี หรือส้มโอ
- ควรกินควบคู่กับการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
แม้ผลไม้จะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “ช่วงเวลา” และ “ปริมาณ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกผลไม้ให้เหมาะกับร่างกายและโรคประจำตัว จะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 20/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,050.00 | 69,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,464.00 | 67,674.24 | 70,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,017.60 | 60,906.82 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,571.20 | 54,139.39 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,008.80 | 30,453.41 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,562.40 | 23,685.98 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,625.91 | 70,128.80 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 20/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.90 | 44.90 | 45.40 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 44.53 | 44.53 | 45.03 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 54.49 | – | – | 55.06 | – | 54.99 | 54.64 | – | 54.49 |
| ดีเซล | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 61.25 | 61.25 | 49.84 | 61.25 | – | – | – | – | 61.25 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







