อสังหาฯ หรูภูเก็ตคึก ความต้องการไทย-ต่างชาติหนุนตลาดโตต่อเนื่อง

- ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับหรูในภูเก็ตเพิ่มสูงขึ้นจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่มองหาไลฟ์สไตล์และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะท้อนตัวตน
- ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านจากเมืองท่องเที่ยวสู่ “เมืองไลฟ์สไตล์ชายฝั่งระดับโลก” ดึงดูดนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยระยะยาว
- ตลาดอสังหาฯ ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของภาคท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขยายสนามบิน รวมถึงโรงพยาบาลและโรงเรียนนานาชาติ
นายฐิติวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Capstone Asset เปิดเผยว่า ความต้องการที่พักอาศัยระดับบนของภูเก็ตที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอสังหาริมทรัพย์ลักชัวรี่ โดยผู้ซื้อมองหาวิถีชีวิตที่สะท้อนตัวตน รสนิยมและประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง
ทั้งนี้ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ Character, Culture และ Branded Experience มากพอๆ กับทำเลหรือการลงทุน บริษัทจึงมองเห็นโอกาสในการนำเสนอ PEYLAA Phuket, Autograph Collection Residences
โดยล่าสุดมียอดขายกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งมาจากความต้องการทั้งจากชาวไทยและต่างชาติที่มองหาคุณภาพการใช้ชีวิตระยะยาว ซึ่งภูเก็ตยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งยังมีการเติบโตของ Luxury Lifestyle Living ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ Character, Culture และ Branded Experience มากพอๆ กับทำเลหรือการลงทุน
นายฐิติวัฒน์ กล่าวต่อไปอีกว่า ภูเก็ตกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จาก World-Class Tourism Destination ไปสู่‘Global Coastal Lifestyle City ที่สามารถดึงดูดทั้งนักลงทุน กลุ่มผู้อยู่อาศัยระยะยาว (Long-stay residents) และครอบครัวนานาชาติจากทั่วโลก
ดังนั้น ภูเก็ตจึงไม่ได้แข่งขันกับเพียงเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่กำลังแข่งขันกับ Lifestyle Destinations ระดับโลก และสิ่งที่ผู้คนมองหา คือคุณภาพชีวิต ประสบการณ์ และความรู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน (sense of belonging) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโครงการ PEYLAA Phuket
ข้อมูลจาก C9 Hotelworks ระบุว่า ภูเก็ตยังคงเป็นตลาด Branded Residences ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย จากความต้องการของผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับ branded management, lifestyle environment และคุณภาพการบริหารจัดการในระยะยาว
ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตคือการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานโดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในจังหวัดที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดของประเทศและมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี
ขณะเดียวกันสนามบินนานาชาติภูเก็ตก็อยู่ระหว่างแผนขยายเฟสใหม่เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่างๆ เช่น Phuket Expressway และโครงการพัฒนาเมืองในพื้นที่บางเทา-เชิงทะเล ซึ่งกำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของ Luxury Lifestyle บนเกาะ
ในด้าน Healthcare และ Wellness ภูเก็ตยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของโรงพยาบาลระดับนานาชาติ ศูนย์ Wellness และโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดกลุ่ม Long-stay Residents และครอบครัวต่างชาติให้เลือกใช้ชีวิตระยะยาวบนเกาะมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
จากกรุ๊ปทัวร์จีนสู่การย้ายฐานผลิตปักหมุด‘ไทย’บ้านหลังใหม่ทุนจีน

- ทุนจีนเปลี่ยนบทบาทจากนักท่องเที่ยวสู่การลงทุนระยะยาวในไทย ทั้งการทำธุรกิจ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ และการย้ายฐานการผลิต
- สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทจีนย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี
- การลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้จำนวนบริษัทจีนและแรงงานชาวจีนในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แซงหน้าญี่ปุ่นในด้านจำนวนใบอนุญาตทำงาน
- นักลงทุนจีนมองอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนค่าเช่าสูงกว่าในประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ
หลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึง “คนจีน” กับประเทศไทย! ภาพจำของหลายคนอาจยังเป็นกรุ๊ปทัวร์ รถบัส และย่านท่องเที่ยวชื่อดัง แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่า วันนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ทุนจีน” กับ “ประเทศไทย” กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแต่คือการเข้ามา “ตั้งหลัก” ทั้งในมิติของการลงทุน การทำธุรกิจ การเช่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการย้ายฐานการผลิต
สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย จำกัด เผยว่าเรื่องที่น่าสนใจ คือ แม้ในช่วงหลังจะมีข่าวด้านลบเกี่ยวกับความปลอดภัย หรือเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนในอดีต แต่ไทยกลับยังอยู่ใน “เรดาร์” ของชาวจีน
สะท้อนจากเว็บไซต์นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ของจีนหลายแห่งที่ยังจัดให้ไทยติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่ชาวจีนให้ความสนใจซื้ออสังหาฯ แทบไม่เคยหลุด Top 10 แต่ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “ซื้อคอนโด” เพราะสิ่งที่บทความเหล่านั้นกำลังขาย คือ “ผลตอบแทนจากประเทศไทย”
เมื่อไทยถูกขายในฐานะเครื่องจักรปั๊มค่าเช่า
หนึ่งในบทความที่ถูกแนะนำบนเว็บไซต์อสังหาฯ จีน มีหัวข้อประมาณว่า “สามารถปล่อยเช่าอสังหาฯ ในประเทศไทยได้หรือไม่ และค่าเช่าอยู่ระดับไหน” เนื้อหาไม่ได้พูดแค่เรื่องซื้อเพื่ออยู่อาศัย แต่ลงลึกถึงโมเดลปล่อยเช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการปล่อยเช่าระยะยาวผ่านนายหน้า
มีการวิเคราะห์กลุ่มผู้เช่าตั้งแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ คนทำงานต่างชาติ ไปจนถึงชาวต่างชาติที่ย้ายเข้ามาอยู่ระยะยาว ที่น่าสนใจ มีการระบุ “ช่วงค่าเช่าที่ตลาดต้องการสูง” ชัดเจน เช่น ค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนความต้องการ 16.1% ค่าเช่า 10,000-20,000 บาทต่อเดือน สูงสุดที่ 32.1% ค่าเช่า 20,000-35,000 บาทต่อเดือน อยู่ที่ 28.2%
แต่ไฮไลต์ คือ การพูดถึง “ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า”
บทความระบุว่าอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ สร้างผลตอบแทนสูง 7-8% ต่อปี เฉลี่ย 5.5-6% พร้อมเปรียบเทียบกับผลตอบแทนค่าเช่าในจีนที่อยู่เพียง 2.66% ไทย 6.46% ในมุมมองนักลงทุนจีน ไทยให้ผลตอบแทนมากกว่าจีนเกือบเท่าตัว แน่นอนว่า ตัวเลขลักษณะนี้อาจเป็น “มุมขายของ” ของบริษัทนายหน้า
“การทำผลตอบแทน 7-8% ในตลาดปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ วิธีคิดของนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่เมืองท่องเที่ยวราคาถูกอีกต่อไปแต่มองไทยเป็นสินทรัพย์ลงทุน”

จากนักท่องเที่ยวสู่ผู้ประกอบการและนักลงทุน
ในอดีต เวลาพูดถึงคนจีนในไทยสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ “ภาคการท่องเที่ยว” แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภาพเริ่มเปลี่ยน เพราะการเข้ามาของชาวจีน ขยายจาก “นักท่องเที่ยว” ไปสู่ “ผู้ลงทุน” ปัจจัยสำคัญมาจากสงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ
เมื่อสหรัฐตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีน บริษัทจำนวนมากจึงต้องมองหาฐานการผลิตใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น และ “ไทย” เป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญโดยเฉพาะบริษัทที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปสหรัฐและประเทศพันธมิตร
ตัวเลขจาก BOI สะท้อนภาพนี้ได้ชัด ปี 2560 นักลงทุนจีนได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเพียง 11,371 ล้านบาท แต่ปี 2568 พุ่งขึ้นเป็น 198,158 ล้านบาท แม้เป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และฮ่องกง แต่ถ้ามองที่ “จำนวนโครงการ” จีนขึ้นมาโดดเด่นมากเพราะมีถึง 984 โครงการมากกว่าสิงคโปร์ที่มี 425 โครงการอย่างชัดเจน
นั่นแปลว่าเม็ดเงินจีนอาจไม่ได้ใหญ่ที่สุดต่อโครงการแต่จำนวนผู้เล่นจีนที่เข้ามาในไทย “เพิ่มขึ้นมหาศาล” และถ้านับรวมฮ่องกง ภาพยิ่งชัดขึ้นอีก ปี 2566 นักลงทุนจากฮ่องกงได้รับอนุมัติ BOI เพียง 20,027 ล้านบาท แต่ปี 2568 เพิ่มเป็น 224,250 ล้านบาท
“การเติบโตระดับนี้สะท้อนว่าหลายบริษัทเร่งย้ายฐานหรือกระจายความเสี่ยงออกจากจีน”
เมื่อบริษัทจีนเพิ่ม คนจีนก็เพิ่มตาม
การลงทุนไม่ได้จบแค่การสร้างโรงงาน เพราะทุกโรงงาน ทุกบริษัทต้องมีคนเข้ามาดำเนินธุรกิจ นี่คือเหตุผลที่จำนวน “นิติบุคคลต่างชาติ” ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูล วันที่ 30 มี.ค.2569 ระบุว่า นิติบุคคลที่มีแหล่งทุนจากจีน มีทุนจดทะเบียนรวม 509,596 ล้านบาท อยู่อันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์
แต่แนวโน้มช่วง 3-4 ปีหลัง “จีน” และ “สิงคโปร์” คือ 2 ประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่สุดตรงกันข้ามกับญี่ปุ่นที่เริ่มเติบโตช้าลงอย่างชัดเจน จำนวนบริษัทจีนใหม่ในไทย เพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 51% นับตั้งแต่ปี 2565 และเมื่อบริษัทเพิ่มความต้องการพื้นที่สำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า และที่อยู่อาศัยก็เพิ่มตาม
ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ เริ่มเห็นบริษัทจีนขยายออกจากโซนพระราม 9 และรัชดาภิเษก ไปทำเลอื่นมากขึ้นเพราะพื้นที่เดิมเริ่มหายากและต้นทุนสูงขึ้น หลายบริษัทที่ไม่คุ้นกับกรุงเทพฯ อาจเริ่มต้นจากโซนที่ชาวจีนรู้จักก่อนจะกระจายไปยังพื้นที่ใหม่นี่คือสัญญาณสำคัญของ “การปักหลักระยะยาว”
คนจีนแซงญี่ปุ่นบนตลาดแรงงานไทย
อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง คือ จำนวนใบอนุญาตทำงาน อดีตญี่ปุ่นครองอันดับ 1 มาตลอดในฐานะชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยมากที่สุด แต่วันนี้ภาพเปลี่ยน! ข้อมูลเดือน พ.ย.2568 ระบุว่า ชาวจีนที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยมี 56,202 คน มากกว่าชาวญี่ปุ่นเท่าตัวที่มี 21,536 คน ย้อนกลับไปปี 2564ญี่ปุ่นยังนำอยู่ที่ 27,394 คนขณะที่จีนมี 24,571 คน
แต่หลังปี 2565 เป็นต้นมา ชาวจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสวนทางญี่ปุ่นที่ลดลงต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานต่างชาติแต่กำลังสะท้อน “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ที่เปลี่ยนไปจากเดิมพึ่งพาทุนญี่ปุ่นเป็นหลักเข้าสู่ยุคที่ “ทุนจีน” มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ
โอกาสของไทย &ความท้าทายในอนาคต
การเข้ามาของเงินทุนต่างชาติช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งตลาดสำนักงาน นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า โรงงานสำเร็จรูป รวมถึงตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะทำเลใกล้รถไฟฟ้า หรือพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมเพราะเมื่อชาวต่างชาติเข้ามาทำงานระยะยาวต้องมีที่อยู่อาศัย ต้องมีสำนักงาน และต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้จริงๆ กำลังทำให้ประเทศไทยเป็น “ทางเลือก” ของเอเชีย
แต่คำถามสำคัญ คือประเทศไทยพร้อมแค่ไหน กับการเติบโตลักษณะนี้เพราะถ้าการเข้ามาเป็นไปอย่างถูกต้องมีการลงทุนจริง จ้างงานจริงเสียภาษีจริง นี่อาจเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว แต่ถ้ามีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายถือครองแทนหรือลักลอบทำธุรกิจผิดประเภท สิ่งที่เป็น “โอกาส” วันนี้ก็อาจกลายเป็น “ปัญหา” ในอนาคตได้เช่นกัน
นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้ ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นแค่ “จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน” แต่กำลังเป็น “บ้านหลังใหม่ของทุนจีน” มากขึ้นทุกปี
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 22 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หวังเจรจาหยุดยิงสงคราม

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 22 พ.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.68 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากความหวังของตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงสงครามในตะวันออกกลาง
- การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังข้อมูลเศรษฐกิจออกมาผสมผสาน เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการแข็งค่าของเงินบาท
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีความเสี่ยงผันผวนสูงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 32.51-32.72 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้ออกมาผสมผสาน โดย ดัชนี PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม กลับปรับตัวลดลง สู่ระดับ 50.9 จุด (ดัชนี เกิน 50 จุด สะท้อนถึงภาวะขยายตัว) แย่กว่าคาด ขณะที่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต ได้ปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 55.3 จุด ดีกว่าคาด ส่งผลให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง พร้อมกับการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งมีส่วนช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) กลับสู่โซน 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทถูกชะลอลงแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามเดิม (เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวลง ส่วนราคาทองคำเริ่มแกว่งตัว Sideways)
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา (รวมถึงในช่วงนี้) ชี้ว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงไม่วางใจต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มีความไม่แน่นอนสูง และเราเชื่อว่า ผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่า การเจรจาหยุดยิงอาจมีความคืบหน้ามากขึ้น หากทั้งสองฝ่ายกลับสู่โต๊ะการเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน หลังผ่านช่วงประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งในกรณีที่การเจรจาหยุดยิงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น จนอาจนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้
ประเมินว่า อาจเห็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ รวมถึง การปรับตัวลดลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED) พร้อมกับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งอาจหนุนให้เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ในช่วงระยะสั้น (แนวรับสำคัญถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์)
อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า เช่น การเจรจาหยุดยิงยังคงมีความไม่แน่นอน เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หาก สถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน อาทิ สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เพื่อเร่งกดดันให้เกิดการเจรจาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น จะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และเราอาจต้องมองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและจะอยู่เหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้นานเกินช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ บรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED เสี่ยงที่ต้องกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อ พร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สร้างแรงกดดันหนักต่อราคาทองคำ ส่วนเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติมจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่จะแย่ลงชัดเจนในกรณีดังกล่าว
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
แม้ว่า ผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ขณะเดียวกัน ได้หนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI (โดยเฉพาะกลุ่ม Memory & Data Storage) อาทิ Sandisk +10.8%, Seagate Tech. +7.9% หลังรายงานผลประกอบการของ Nvidia ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด สะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่สดใสของธีม AI (แต่ผู้เล่นในตลาดใช้เป็นโอกาสในการขายทำกำไร Nvidia -1.8%) รวมถึงการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม Quantum Computing ตามรายงานข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้เงินสนับสนุนต่อธุรกิจดังกล่าว โดยแลกกับการถือหุ้นกลุ่ม Quantum Computing ของรัฐบาล อนึ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นค้าปลีก อย่าง Walmart -7.3% หลังรายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.17% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเพียง +0.09%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเล็กน้อย +0.04% หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น แม้จะพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจาก รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป นอกจากนี้ รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ของยูโรโซน ในเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวลดลงและออกมาแย่กว่าคาด มีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) บ้าง ซึ่งช่วยพยุงบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Sideways ระหว่างโซน 4.55%-4.64% โดยล่าสุด แกว่งตัวแถวโซน 4.57% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงท่าทีระมัดระวังตัว ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังไม่สามารถปรับตัวลดลงต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ จังหวะการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังถูกจำกัดโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน อนึ่ง เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจน ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 (ปรับมุมมองใหม่ล่าสุด) ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีหน้า (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลัง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1 -99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ ทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลง ได้ส่งผลให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) รีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ รวมถึง รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 87% ที่ BOE จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (เรามอง BOE คงดอกเบี้ยทั้งปี) และให้ โอกาสราว 65% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ (เรามอง ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในปีนี้)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ฟอร์มสุดร้อนแรง! “พิชฌามลณ์” ลิ่วรอบ 8 คน ศึกขนไก่มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026

การแข่งขันแบดมินตัน รายการ “มาเลเซีย มาสเตอร์ส 2026” ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ประเภทหญิงเดี่ยว รอบสอง “พิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ นักตบลูกขนไก่ไทย มืออันดับ 27 ของโลก พบกับ เหงียน ทุยลินห์ มือวางอันดับ 7 ของรายการ มืออันดับ 21 ของโลกจากเวียดนาม
ผลการแข่งขันปรากฏว่า “น้องพิ้งค์” เป็นฝ่ายทำได้เหนือกว่าเอาชนะไปได้ในเกมแรก 21-18 ก่อนที่เกมสอง จะคุมจังหวะเกมได้เหนือกว่าชัดเจนเอาชนะไปได้อีก 21-10 ทำให้รวมชนะ 2-0 เกม เดินหน้าผ่านเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้ายได้สำเร็จ
สำหรับรอบต่อไป นักตบลูกขนไก่ดาวรุ่งวัย 19 ปี จะเข้าไปพบกับ เฉิน ยู่เฟย นักแบดมินตันชาวจีน มืออันดับ 4 ของโลก ในวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
สธ.ประกาศ 2 ประเทศ เขตติดโรค ‘อีโบลา’ ขอปชช.เลี่ยงไป กลับเข้าไทยต้องแจ้ง

สธ. ประกาศ 2 ประเทศ ดีอาร์คองโก-ยูกันดา เขตติดโรคติดต่ออันตราย “อีโบลา” กรมควบคุมโรคเข้มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยง หลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
เมื่อ 20 พฤษภาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) พ.ศ. 2569 โดยกำหนดให้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การประกาศดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ และเพื่อรองรับความเสี่ยงจากผู้เดินทางที่มาจากประเทศที่มีการระบาด และช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมตามสถานการณ์
สำหรับแนวทางการดำเนินงานของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.มาตรการต้นทางและข้อปฏิบัติสำหรับสายการบิน ให้สายการบินแจ้งผู้เดินทางทุกคนที่มาจากเขตติดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา ลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้า โดยชาวต่างชาติต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ส่วนคนไทยลงทะเบียนผ่านระบบ Thai Health Pass ณ จุด Check-in รวมทั้งสายการบินต้องส่งรายชื่อผู้โดยสารจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานปลายทางรับทราบล่วงหน้าและคัดกรองอาการ รวมถึงประเมินความเสี่ยงของผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทางตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้ ขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ระบาดหากไม่มีความจำเป็น และต้องรายงานตัวต่อด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกครั้งเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ
2. มาตรการคัดกรอง ณ ท่าอากาศยานในประเทศ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะเข้าตรวจสอบ QR code ของผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด บริเวณประตูขาเข้า (Gate) หรือหน้าประตูเครื่องบินสำหรับเที่ยวบินตรงจากพื้นที่เสี่ยง ผู้เดินทางจากเขตติดโรคต้องยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อก่อนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการวัดไข้ซ้ำ สอบถามประวัติอาการป่วย และบันทึกข้อมูลที่อยู่ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นปัจจุบันลงในระบบ เพื่อใช้ในการติดตามเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน
“ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และระบบการแพทย์และการสาธารณสุข” นพ.มณเฑียรกล่าว
ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือร่างกายของผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว อาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีภาวะเลือดอออก
กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด และหากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงภายใน 21 วัน แล้วมีอาการไข้หรืออาการผิดปกติ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางแก่บุคลากรทางการแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
60 คำคมความรักภาษาอังกฤษ ให้ข้อคิดดีๆ หยิบไปตั้งแคปชั่นเก๋ๆ ได้เลย

รวมคำคมภาษาอังกฤษความหมายดีๆ เกี่ยวกับความรัก เลื่อนอ่านเลย!
- คําคมภาษาอังกฤษ รักตัวเอง
- คำคมความรักภาษาอังกฤษ ให้ข้อคิดดีๆ
- คำคมความรักภาษาอังกฤษ แคปชั่นภาษาอังกฤษ สำหรับคนกำลังอินเลิฟ
- คำคมความรักภาษาอังกฤษ แคปชั่นภาษาอังกฤษเศร้าๆ อกหัก
คําคมภาษาอังกฤษ รักตัวเอง
- Good love is to love yourself.
รักที่ดี คือการรักตัวเอง
- Loving yourself isn’t vanity; it’s sanity.
การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องไร้สาระ มันคือสติ
- If you have the ability to love, love yourself first.
หากคุณคิดที่จะรัก จงรักตัวเองก่อน
- Respect yourself and others will respect you.
เคารพตัวเองและคนอื่นจะเคารพคุณ
- To love oneself is the beginning of a lifelong romance.
การรักตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นของความรักตลอดชีวิต
- You are what you believe yourself to be.
คุณจะเป็นในสิ่งที่คุณเชื่อว่าตัวเองเป็น
- Be bold, be brave enough to be your true self.
จงกล้าหาญ จงกล้าพอที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ
- Love yourself instead of abusing yourself.
จงรักตัวเองให้มากกว่าทำร้ายตัวเอง
- To fall in love with yourself is the first secret to happiness.
การตกหลุมรักตัวเองเป็นความลับไปสู่ความสุข
- Self-love is the greatest middle finger of all time.
การรักตัวเองเป็นนิ้วกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
คำคมความรักภาษาอังกฤษ ให้ข้อคิดดีๆ
- The best proof of love is trust
หลักฐานของความรักที่ดีที่สุดคือความเชื่อใจ
- True love, It must be love No secret
ความรักที่แท้จริง ต้องเป็นความรัก ที่ไม่มีความลับ
- Love is like Game, Easy to start… Hard to finish
ควารักก็เหมือนกับเกมส์ ง่ายที่จะเริ่ม แต่ยากที่จะจบ
- To love it is no reason why love
ความรักมันไม่มีเหตุผลหรอกว่าทำไมถึงรัก
- Love is like war, Easy to begin but very hard to stop
ความรักก็เหมือนสงคราม ง่ายที่จะเริ่ม แต่ยากที่จะหยุด
- It really is The past does not exist
เรื่องจริงมันมีอยู่ว่า ที่ผ่านมาไม่มีอยู่จริง
- Loving someone is supposed to bring you up, not let you down
การรักใครสักคน ควรจะทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้น ไม่ใช่ดึงให้ตกต่ำลง
- There is no reason not to follow your heart
ไม่มีเหตุผลใด ที่จะไม่ทำตามหัวใจของคุณ
- Pleasure of love lasts but a moment. Pain of love lasts a lifetime
สุขของความรักคงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เจ็บของความรักคงอยู่ตลอดชีวิต
- Fall in love when you are ready, not when you are lonely
จงมีความรักเมื่อคุณพร้อม ไม่ใช่เมื่อคุณเหงา
- Good love is to love yourself
รักที่ดี คือการรักตัวเอง
- Love your beloved like there is no tomorrow
จงรักคนข้างๆ คุณราวกับว่าไม่มีพรุ่งนี้อีกแล้ว
- True love begins when nothing is looked for in return
รักแท้จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จากอีกฝ่าย
- Love or Friendship, one cannot serve to masters
ความรักหรือมิตรภาพ คุณเลือกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
- Follow your heart but take your brain with you
ทำตามหัวใจแต่อย่าลืมเอา “สมอง” ไปด้วยนะ
- Stop chasing the wrong one, the right one won’t run
อย่ามัวแต่ไล่ตามคนที่ไม่ใช่ คนที่ใช่เค้าวิ่งหนีเราหรอก
- Be with someone who isn’t already looking for your replacment
เลือกอยู่กับคนที่ไม่เคยมองหาคนมาแทนที่คุณดีกว่านะ
- Everything is beautiful when you look at it with love
ทุกอย่างจะสวยงามเมื่อคุณมองมันด้วยความรัก
- Fall in love with someone who make it impossible to love anyone else
จงรักคนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว นอกจากเขา
- Don’t settle for ANYbody just so you can have SOMEbody
อย่าตกลงคบกับใครก็ได้ เพียงเพราะคุณต้องการมีใครบางคนเคียงข้างกาย
- A smart girl knows how to love, but a smarter girl knows who to love
ผู้หญิงฉลาดจะเข้าใจความรัก แต่ผู้หญิงที่ฉลาดกว่าจะเลือกคนรักเป็น
- Being single is smarter than being in a wrong relationship
อยู่แบบโสดๆ เป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าการทนอยู่ในความสัมพันธ์แย่ๆ นะ
- Spend life with who makes you happy, not who you have to impress
ใช้ชีวิตกับคนที่ทำให้คุณมีความสุข ไม่ใช่คนที่คุณต้องทำตัวเองให้ดูดีตลอดเวลา
- Love will die if held too tightly, love will fly if held too lightly
รักจะเฉาตายถ้าจับไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้าจับไว้หลวมเกินไป
- Live Simply, Laugh Often, Love Deeply
จงใช้ชีวิตให้เรียบง่าย หัวเราะบ่อยๆ และรักอย่างลึกซึ้งที่สุด
- Love is like the wind, you can’t see it but you can feel it
ความรักก็เหมือนลม ถึงจะมองไม่เห็น แต่คุณสัมผัสถึงมันได้
- It’s easy to fall in love, but the hard part is finding someone to catch you
มันง่ายมากที่จะตกหลุมรักใครสักคน แต่มันยากมากที่จะเจอคนที่ใช่สำหรับใจเราจริงๆ
- Love isn’t something you find. Love is something that finds you
ความรักไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถจะค้นหาได้ เพราะความรักมักจะเป็นฝ่ายตามหาเราต่างหาก
- Life without love is like a tree without blossoms
ชีวิตที่ปราศจากความรัก ก็เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่มีดอก
- You can’t blame gravity for falling in love
คงไปโทษแรงโน้มถ่วงไม่ได้สำหรับคำว่าตกหลุมรัก
คำคมความรักภาษาอังกฤษ แคปชั่นภาษาอังกฤษสำหรับคนกำลังอินเลิฟ
- If I know what love is, it is because of you
ถ้าฉันรู้ว่าความรักคืออะไร นั่นก็เป็นเพราะคุณ
- You may hold my hand for a while, but you hold my heart forever
คุณอาจกุมมือฉันไว้ชั่วขณะ แต่คุณกุมหัวใจของฉันไว้ตลอดกาล
- The best time in my life is having you beside me
ความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันคือการมีเธออยู่ข้างๆ
- Every story is beautiful, but ours is my favorite
ทุกเรื่องราวล้วนสวยงาม แต่เรื่องราวของเราคือเรื่องโปรดของฉัน
- There are only two times I want to be with you, now and forever
มีเพียงแค่ 2 เวลาเท่านั้นที่ฉันจะอยากอยู่กับคุณ คือ.. ตอนนี้ และ ตลอดไป
- A day without sunshine is a day without you
วันที่หม่นหมองคือวันที่ไร้เงาคุณ
- The good things in life are better with you
สิ่งดีๆในชีวิตดีขึ้น เมื่อฉันอยู่กับคุณ
- I love you to the moon and back
ฉันรักเธอเท่ากับ(ระยะทาง)โลกถึงดวงจันทร์และจากดวงจันทร์กลับมายังโลก (มันไกลมาก รักมากแค่ไหน คิดดู!)
- If life is a movie you are the best part
ถ้าชีวิตคือหนังเรื่องหนึ่ง คุณคือตอนที่ดีที่สุดของเรื่องเลย
- I’m much more me when I’m with you
ฉันเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น เมื่อฉันอยู่กับคุณ
คำคมความรักภาษาอังกฤษ แคปชั่นภาษาอังกฤษเศร้าๆ
- Sometimes, Happy memories hurt the most
บางครั้งความทรงจำที่มีความสุขก็เป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด
- No reason to stay is a good reason to go
การไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อนั่นแหะ คือเหตุผลที่เราควรจะไป
- Less pain but not forget
เจ็บน้อยลงแต่ยังไม่ลืม
- It hurts when you have someone in your heart, but you can’t have them in your arms
มันเจ็บนะ เวลาที่คุณมีใครสักคนอยู่ในใจ แต่คุณไม่สามารถมีเขาในอ้อมกอดของคุณได้
- It’s okay to cry, the sky does it too
ร้องไห้ออกมาบ้างก็ได้ ขนาดท้องฟ้ายังทำเลย
- Don’t let the heart that didn’t love you, keep you from the one that will
อย่าปล่อยให้คนที่ไม่รักเรารั้งเราจากคนที่ดีกว่า
- He wants coffee, but you are tea, that’s that
เขาต้องการกาแฟ แต่คุณคือชา มันก็เป็นแบบนั้นแหละ
- It hurts to know I’ll never be on your mind
มันเจ็บนะ ที่ต้องรู้ว่า…ฉันไม่มีวันได้เป็นคนในใจของเธอ
- Flirtationship; More than friendship less than relationship
มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน
- Don’t cry for the person who doesn’t know the value of your tears
อย่าเสียน้ำตา ให้กับคนที่ไม่รู้ค่าของมัน
ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net
สายฟรีสะเทือน Google บีบโควตาใช้งาน Gemini เล็งเปิดเติมเงิน AI Credits

Google ปรับโควตาผู้ใช้ Gemini เวอร์ชันฟรี โดยเปลี่ยนจากการนับจำนวนครั้งเป็นการคำนวณตามปริมาณการประมวลผลจริง ทำให้คำสั่งที่ซับซ้อนใช้โควตาหมดเร็วขึ้น
เตรียมเปิดตัวระบบ “AI Credits” แบบเติมเงิน (Pay-As-You-Go) เป็นทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินเพื่อประมวลผลงานระดับสูงได้โดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจรายเดือน
มีการปรับลดราคาแพ็กเกจระดับสูง Google AI Ultra เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานระดับมืออาชีพและองค์กร
กูเกิล (Google) ประกาศปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและโครงสร้างการให้บริการแพลตฟอร์ม Google Gemini ครั้งสำคัญ ผ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในงาน Google I/O 2026 โดย ชิมริต เบน-แยร์ (Shimrit Ben-Yair) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ความร่วมมือและปัญญาประดิษฐ์ของกูเกิล ระบุว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวระบบ “เครดิต AI แบบเติมเงิน” (Pay-As-You-Go Top-Up AI Credits)
พร้อมยกเครื่องโครงสร้างราคาแพ็กเกจระดับสูง และปรับวิธีคำนวณโควตาผู้ใช้บริการฟรี สะท้อนภาพรวมธุรกิจบิ๊กเทคที่หันมาควบคุมต้นทุนพลังงานประมวลผล (Compute Power) อย่างเข้มงวดในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (AI Agents)
ตามรายงานจากข้อกำหนดการให้บริการฉบับใหม่ของ Google ระบุว่า เหตุผลในการนำระบบเติมเงินและจำกัดโควตารูปแบบใหม่มาใช้ เนื่องจากลักษณะการใช้งาน AI ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและกินทรัพยากรระบบแตกต่างกันอย่างมหาศาล
โดยคำสั่งประเภทข้อความธรรมดา (Text Prompt) มีอัตราการสิ้นเปลืองทรัพยากรประมวลผลหลังบ้านน้อยกว่าคำสั่งที่สั่งให้รันโค้ดซอฟต์แวร์หรือการสร้างโมเดลวิดีโอขั้นสูงอย่างมาก การคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายจึงไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของบริษัทอีกต่อไป
คุมเข้มผู้ใช้ฟรี สูตรคำนวณตามปริมาณประมวลผลจริง

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้งานเวอร์ชันฟรี (Free Tier) ในวงกว้าง Google ได้เปลี่ยนผ่านระบบควบคุมโควตาจากการนับจำนวนครั้งในการส่งข้อความ ไปสู่ระบบ “คำนวณตามปริมาณการประมวลผลจริง” (Compute-based Usage Limits)
กลไกใหม่นี้จะทำให้ผู้ใช้ที่สั่งงานประเภทการอัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือสั่งวิเคราะห์ฐานข้อมูลและวิดีโอยาว ถูกตัดสิทธิ์การใช้งานอย่างรวดเร็วเนื่องจากกินพลังงานประมวลผลสูง แม้จะเป็นการส่งคำสั่งเพียงครั้งเดียวก็ตาม นอกจากนี้ยังได้บังคับใช้ระบบล็อกเวลาไหลเวียน 5 ชั่วโมง (5-Hour Rolling Window) โดยเมื่อผู้ใช้ใช้งานจนเต็มขีดจำกัด พลังงานประมวลผลจะค่อย ๆ ทยอยคืนกลับมาให้ใช้งานได้อีกครั้งเมื่อคำสั่งเก่าในอดีตมีอายุครบ 5 ชั่วโมงแล้วเท่านั้น
ในขณะที่ระบบ “AI Credits” แบบเติมเงิน จะเข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและนักพัฒนาที่ต้องการประมวลผลงานระดับสูงชั่วคราว โดยไม่ต้องผูกมัดกับสัญญารายเดือน ซึ่ง Google ได้เริ่มนำร่องการใช้งานระบบเติมเงินนี้ไปแล้วบนแพลตฟอร์มระดับเอเจนต์อย่าง Google Antigravity และ Flow
ปรับฐานราคาแพ็กเกจ Google AI Ultra
ในแถลงการณ์ฉบับเดียวกัน Google ได้ประกาศปรับโครงสร้างราคาแพ็กเกจระดับองค์กรและมืออาชีพอย่าง Google AI Ultra เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานระดับสูง (Advanced Creators) และหัวหน้าทีมเทคนิค โดยแบ่งออกเป็นสองระดับราคาใหม่:
แพ็กเกจเริ่มต้นของ Google AI Ultra ปรับราคาลงมาอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,250 บาท) ต่อเดือน โดยเน้นจุดขายด้านการมอบโควตาการประมวลผลที่สูงกว่าแพ็กเกจ Pro ถึง 5 เท่า ผสานการทำงานร่วมกับโมเดล Gemini 3.5 Flash เพื่อความรวดเร็วในการทดสอบและแก้ไขระบบ พ่วงด้วยสิทธิ์เข้าใช้งานแพลตฟอร์มเอเจนต์อัจฉริยะ Google Antigravity ก่อนใคร พื้นที่จัดเก็บข้อมูลคลาวด์ขนาด 20TB และบริการ YouTube Premium
ขณะที่แพ็กเกจพรีเมียมสูงสุด ปรับลดราคาจากเดิม 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,125 บาท) ลงมาอยู่ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,500 บาท) ต่อเดือน โดยยังคงรักษาขีดความสามารถเดิมไว้ครบถ้วน รวมถึงการให้โควตาประมวลผลที่สูงกว่าแพ็กเกจ Pro ถึง 20 เท่า และฟีเจอร์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Project Genie ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสร้างโลกจำลอง 3 มิติจากฐานข้อมูลกูเกิล สตรีทวิว (Street View) รวมถึงสิทธิ์ร่วมทดสอบระบบการรันงานอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงในชื่อ Gemini Spark
การขยับตัวตามประกาศอย่างเป็นทางการของ Google ในครั้งนี้ ยืนยันถึงทิศทางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกที่มองว่า “พลังงานประมวลผล” (Compute) ได้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หรือสาธารณูปโภคที่มีต้นทุนผันแปรชัดเจน โมเดลธุรกิจในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบมิเตอร์จ่ายตามจริง เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการและการบริหารโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ไม่ใช่ของแพง! วิจัยเผย 4 อาหารบ้านๆ ที่ “มะเร็งกลัว” ลดเสี่ยงโรคถึง 30% แถมอร่อยด้วย

งานวิจัยเผย 4 อาหารจากพืชช่วยลดเสี่ยงมะเร็ง-เบาหวานได้ถึง 30% หลายคนกินอยู่แล้วแต่ยังไม่พอ
หลายคนอาจคิดว่าการดูแลสุขภาพต้องเริ่มจากอาหารเสริมหรือเมนูเฉพาะทางราคาแพง แต่ผลการศึกษาขนาดใหญ่ล่าสุดกลับชี้ว่า “อาหารธรรมดาใกล้ตัว” บางชนิด อาจเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเบาหวานชนิดที่ 2
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Healthy Longevity ได้ติดตามข้อมูลของผู้ใหญ่กว่า 400,000 คน อายุระหว่าง 35-70 ปี พบว่า ผู้ที่เน้นรับประทานอาหารจากพืชที่ดีต่อสุขภาพ มีความเสี่ยงเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิดลดลงได้ถึง 30% โดยผลลัพธ์ชัดเจนมากเป็นพิเศษในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 60 ปี
นักวิจัยยังพบอีกว่า ทุกการเพิ่มคะแนน “ดัชนีอาหารจากพืชเพื่อสุขภาพ” 10 คะแนน จะสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคที่ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งอาหารหลักที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ตัวช่วยสำคัญ” มีอยู่ 4 ประเภท
4 อาหารจากพืชที่งานวิจัยแนะนำ ช่วยลดเสี่ยงโรคเรื้อรัง
1. ธัญพืชไม่ขัดสี
ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต หรือโฮลวีต ถูกยกให้เป็นหนึ่งในอาหารสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตขัดสี
งานวิจัยชี้ว่า แม้จะกินอาหารจากพืช แต่หากยังเน้นแป้งขัดสี น้ำตาล หรืออาหารแปรรูปมากเกินไป ก็อาจไม่ได้ผลดีต่อสุขภาพอย่างที่คิด ตรงกันข้ามยังเพิ่มความเสี่ยงโรคได้อีกด้วย
2. ผักใบเขียว
ผักใบเขียวเป็นกลุ่มอาหารที่หลายคนรู้ว่าดี แต่กลับกินไม่เพียงพอในชีวิตประจำวัน ทั้งที่เป็นแหล่งสำคัญของวิตามิน ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ
ผลการศึกษาพบว่า คนที่เพิ่มสัดส่วนผักในแต่ละมื้ออย่างสม่ำเสมอ มีแนวโน้มเสี่ยงโรคเรื้อรังต่ำกว่าอย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมง่ายที่สุดที่ช่วยดูแลสุขภาพระยะยาวได้
3. ผลไม้
ผลไม้ธรรมชาติยังคงเป็นอีกกลุ่มอาหารที่นักวิจัยแนะนำ เพราะช่วยทดแทนขนมหวานและอาหารน้ำตาลสูงได้ดี
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ควรเลือกผลไม้สดมากกว่าผลไม้แปรรูปหรือเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล เพราะแม้จะมาจากผลไม้เหมือนกัน แต่ปริมาณน้ำตาลส่วนเกินอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
4. พืชตระกูลถั่ว
ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลูกไก่ หรือถั่วเหลือง เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่มีใยอาหารสูง และช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร
การเพิ่มพืชตระกูลถั่วในอาหารประจำวัน ยังเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดการบริโภคเนื้อแดงและอาหารไขมันสูง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด
อัลมอนด์ วอลนัท เมล็ดฟักทอง หรือเมล็ดทานตะวัน เป็นกลุ่มอาหารที่อุดมด้วยไขมันดีและสารอาหารสำคัญ เมื่อรับประทานในปริมาณเหมาะสม สามารถช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและรูปแบบการกินที่สมดุลได้
นักวิจัยระบุว่า อาหารกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างรูปแบบการกินแบบเน้นพืช ซึ่งสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในระยะยาว
แค่กิน “อาหารจากพืช” ยังไม่พอ ต้องเลือกให้ถูก
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่งานวิจัยนี้สะท้อนคือ ไม่ใช่อาหารจากพืชทุกชนิดจะดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะอาหารบางประเภทแม้ไม่มีเนื้อสัตว์ แต่กลับเต็มไปด้วยแป้งขัดสี น้ำตาล หรือผ่านการแปรรูปสูง
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า หากต้องการลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ ควรเน้นอาหารจากพืชธรรมชาติ เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และลดเนื้อแปรรูป รวมถึงอาหารหวานจัดหรือไขมันสูง
แม้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในแต่ละวัน แต่หากทำอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของสุขภาพที่ดีในระยะยาวได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 22/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 69,800.00 | 70,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,512.00 | 68,401.92 | 70,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,060.80 | 61,561.73 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,609.60 | 54,721.54 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,030.40 | 30,780.86 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,579.20 | 23,940.67 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,675.65 | 70,882.85 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 44.90 | 44.90 | 45.40 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 | 44.90 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 44.53 | 44.53 | 45.03 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 | 44.53 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.90 | 37.90 | 38.40 | 37.90 | – | 37.90 | 37.90 | 37.90 | 37.90 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.84 | 33.84 | – | – | – | – | – | – | 33.84 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 54.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 54.49 | – | – | 54.81 | – | 54.99 | 54.64 | – | 54.49 |
| ดีเซล | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 | 42.20 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 61.25 | 61.25 | 49.84 | 61.25 | – | – | – | – | 61.25 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







