สาระน่ารู้ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2569

VLC Group รุกธุรกิจการศึกษา ปักหมุดย่านเชิงทะเลเปิดตัว ‘NLCS Phuket’

  • VLC Group กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตในภูเก็ตและเขาหลัก ประกาศขยายธุรกิจเข้าสู่ภาคการศึกษา
  • ร่วมมือกับเครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักร “NLCS International” เปิดโรงเรียนนานาชาติ North London Collegiate School (NLCS) Phuket
  • โรงเรียนจะตั้งอยู่ในย่านเชิงทะเล ภูเก็ต เป็นรูปแบบสหศึกษาสำหรับนักเรียนไป-กลับและนักเรียนประจำ เปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6
  • มีกำหนดเปิดทำการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2571 เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการศึกษาและสนับสนุนการเติบโตของภูเก็ต

การขยายตัวของเมืองภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุด “VLC Group” กลุ่มธุรกิจครอบครัวจิรายุส  เจ้าของโรงแรมและรีสอร์ตระดับพรีเมียมหลายแห่งในภูเก็ตและเขาหลัก ประกาศก้าวสำคัญ

ด้วยการลงนามข้อตกลงกับเครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักร “NLCS International” เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ North London Collegiate School (NLCS) Phuket ในย่านเชิงทะเล  รับกระแสความต้องการที่เติบโตอย่างรวดเร็วนอกกรุงเทพฯ สำหรับครอบครัวในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย 

VLC Group ซึ่งเป็นเจ้าของเครือโรงแรมดังอย่าง Merlin Phuket Hotels and Resorts พอร์ตโฟลิโอด้านโรงแรมและการบริการของเครือประกอบด้วย Phuket Marriott Resort & Spa, Merlin Beach, Courtyard by Marriott Phuket, Patong Beach Resort, Le Méridien Khao Lak Resort & Spa, Khaolak Merlin Resort และ Phuket Merlin Hotel 

ณรุจ จิรายุส กรรมการผู้จัดการ VLC Group และ NLCS Phuket กล่าวว่า  VLC Group วางวิสัยทัศน์ระยะยาวมุ่งสนับสนุนการเติบโตของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับครอบครัว การศึกษา และการพัฒนาชุมชน ด้วยการนำรูปแบบการศึกษาของโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในสหราชอาณาจักรมาสู่ตลาดการศึกษานานาชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย

“ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่โดดเด่นเรื่องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ยังมีช่องว่างในตลาดสำหรับโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการสูง และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักร ในฐานะธุรกิจครอบครัวที่เติบโตมาจากภูเก็ต เรามองว่าการศึกษาเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตในก้าวต่อไปของเกาะนี้ ภายใต้เป้าหมายช่วยให้ภูเก็ตเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการสร้างชุมชน”

ทั้งนี้ โรงเรียนชั้นนำมักเป็นศูนย์กลางในการสร้างชุมชนรอบตัว ซึ่งได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้วในสถานที่อย่างดูไบและเกาะเชจู ซึ่งภาคการศึกษามีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นนานาชาติ

สำหรับ NLCS Phuket  จะสนับสนุนการพัฒนาภูเก็ตให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีความเป็นเลิศของภูมิภาค

โรงเรียนระดับท็อปจากอังกฤษสู่ใจกลางภูเก็ต

North London Collegiate School ก่อตั้งขึ้นในปี 2393 โดย Frances Mary Buss ผู้บุกเบิกด้านการศึกษา ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักรในการจัดอันดับ The Sunday Times Parent Power Guide 2026 โรงเรียน 

NLCS ได้รับรางวัล Independent Secondary School of the Year, Independent International Baccalaureate School of the Year และ Independent Secondary School of the Year in London อีกทั้งในตารางจัดอันดับ NLCS ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงเรียนหญิงอันดับหนึ่งของสหราชอาณาจักร พร้อมคว้าอันดับสองในกลุ่มโรงเรียนทั้งหมดในลอนดอน และอันดับสามในระดับประเทศจากทุกโรงเรียนทั่วสหราชอาณาจักร และล่าสุดรางวัล Independent Secondary School of the Year 2026

สำหรับวิทยาเขตภูเก็ต จะถูกพัฒนาเป็นโรงเรียนพรีเมียมแบบสหศึกษา (Co-education) ตั้งอยู่ในย่าน เชิงทะเล ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่ง โดยจะเปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รองรับทั้งรูปแบบนักเรียนไป-กลับและโรงเรียนประจำ (Boarding School) 

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและระบบโรงเรียนประจำ

โรงเรียนแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับนักเรียนได้ถึง 1,000 – 1,500 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยระดับโลก อาทิ อาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสระว่ายน้ำขนาด 50 เมตร และสนามเทนนิสในร่มหอพักนักเรียนที่ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับนักเรียนจากทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย

การมีระบบโรงเรียนประจำถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวในภูมิภาคไม่ต้องส่งบุตรหลานไปเรียนไกลถึงต่างประเทศ แต่สามารถเข้าถึงการศึกษาระบบอังกฤษที่เข้มข้นได้ในบรรยากาศของภูเก็ต ซึ่งมีความพร้อมด้านการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ 

สัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมภูเก็ต

การประกาศเปิดตัว NLCS Phuket สอดคล้องกับคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่มองว่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยเติบโตถึง 9.7% ในปี 2568 การเข้ามาของโรงเรียนชั้นนำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานการศึกษา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้ที่ต้องการพำนักระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก และการจ้างงานในท้องถิ่น

North London Collegiate School Phuket มีกำหนดเปิดทำการอย่างเป็นทางการในไตรมาส 3 ปี 2571 นับเป็นก้าวสำคัญของ VLC Group ที่เปลี่ยนโฉมจากผู้ให้บริการด้านการพักผ่อน สู่ผู้สร้างรากฐานอนาคตให้กับชุมชนภูเก็ตและภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน

ผนึกร่วมมือพันธมิตรทั่วโลก

NLCS International ร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกในการพัฒนาโรงเรียนที่สะท้อนปรัชญาการศึกษาของโรงเรียนต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นด้านวิชาการ การดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่หลากหลาย ปัจจุบันเครือข่ายโรงเรียนของ NLCS ครอบคลุมทั้ง NLCS Jeju, NLCS Dubai, NLCS (Singapore), NLCS Kobe และ NLCS Hong Kong ซึ่งมีกำหนดเปิดในปี 2570

Daniel Lewis กรรมการผู้จัดการ NLCS International กล่าวว่า หัวใจสำคัญของทุกโรงเรียนในเครือ NLCS คือวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่มีร่วมกัน และความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการปลูกฝังความรักในการเรียนรู้อย่างยั่งยืน แต่ละโรงเรียนดำเนินงานภายใต้ชุดคุณค่าที่ตั้งอยู่บนความเชื่อร่วมกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาอันโดดเด่นของ North London Collegiate School

ระบบโรงเรียนประจำจะเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ NLCS Phuket ซึ่งเปิดโอกาสให้ครอบครัวสามารถเข้าถึงการศึกษาของ NLCS ได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมศักยภาพของภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาระดับภูมิภาค เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อยู่ใกล้ครอบครัว ประเทศบ้านเกิด และศูนย์กลางการเดินทางสำคัญของเอเชียมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ออฟฟิศล้นเมือง เกมเปลี่ยน ตึกเก่าไม่ปรับ เสี่ยงไร้ผู้เช่า

  • ตลาดอาคารสำนักงานเผชิญภาวะซัพพลายล้นตลาด ทำให้อำนาจต่อรองเปลี่ยนจากเจ้าของอาคารไปอยู่ที่ผู้เช่าซึ่งมีตัวเลือกมากขึ้น
  • พฤติกรรมการทำงานแบบ Hybrid Work ทำให้ความต้องการพื้นที่สำนักงานเปลี่ยนไป องค์กรต้องการพื้นที่ขนาดเล็กลงและมีความยืดหยุ่น
  • ผู้เช่ายุคใหม่ไม่ได้พิจารณาแค่ทำเลที่ตั้ง แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการใช้งาน, ประสบการณ์, และมาตรฐานอาคารเขียวมากขึ้น
  • อาคารเก่าจำเป็นต้องปรับตัวและปรับปรุงภาพลักษณ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการไม่มีผู้เช่า

ยุคที่ “ทำเลดี” อย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป เมื่อตลาดอาคารสำนักงานไทยกำลังเข้าสู่เกมใหม่ที่ผู้เช่าถือไพ่เหนือกว่า ท่ามกลางซัพพลายทะลัก และพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนเร็ว เจ้าของอาคารจึงต้องเร่งปรับตัว เพราะวันนี้ไม่ใช่แค่แข่งขันกันเรื่องราคา แต่กำลังแข่งกันว่า “ใครตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ได้มากกว่า”

อำนาจต่อรองจากเจ้าของตึกไปอยู่ในมือผู้เช่า

ตลาดอาคารสำนักงานไทยในวันนี้ กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากภาวะ “ซัพพลายล้นตลาด” ขณะที่ดีมานด์ไม่ได้โตทันเหมือนในอดีตผลที่เกิดขึ้น คือเกมการต่อรองเปลี่ยนฝั่งอย่างชัดเจนจากเดิมเจ้าของอาคารเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข กลายเป็นผู้เช่าที่มีตัวเลือกมากขึ้น และเลือกได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม

ภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มองว่า วันนี้ผู้เช่าไม่ได้มองแค่ “โลเกชัน” อีกต่อไป แต่เริ่มชั่งน้ำหนักระหว่าง “ราคา” กับ “คุณภาพการใช้งาน” อย่างจริงจังเพราะในภาวะเศรษฐกิจที่ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น องค์กรจำนวนมากกำลังพยายามใช้พื้นที่ให้คุ้มที่สุด และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นนั่นทำให้อาคารสำนักงานที่ “ปรับตัวเร็ว” จะได้เปรียบมากกว่าอาคารที่ยังใช้โมเดลเดิม

ตึกเกรด B-C กำลังมีโอกาสใหม่

เรื่องที่น่าสนใจคือ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ใช่ข่าวร้ายของทุกคนเพราะในอีกด้าน อาคารเกรด B และ C กลับมีโอกาส “อัปเกรดตัวเอง” เพื่อแทรกขึ้นมาแข่งขันกับอาคารระดับบนได้พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองว่า อาคารเกรด C สามารถพัฒนาให้ใกล้เคียงเกรด B ได้ ขณะที่เกรด B ก็สามารถยกระดับประสบการณ์ให้แข่งขันกับเกรด A ได้เช่นกันแม้บางข้อจำกัด เช่น ทำเลนอกเมือง จะเปลี่ยนไม่ได้แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้ คือ “ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน”และนั่นกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันรอบใหม่

Hybrid Work ออฟฟิศใหญ่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

อีกหนึ่งแรงสั่นสะเทือนสำคัญ คือพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปหลังยุคโควิดเมื่อองค์กรจำนวนมากใช้ Hybrid Work หรือ Work from Home ทำให้หลายบริษัทเริ่มลดขนาดสำนักงาน และมองหาพื้นที่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นจากเดิมที่นิยมเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ระยะยาว

ปัจจุบันกลับมีความต้องการ “ห้องขนาดเล็ก” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Startup หรือองค์กรที่ต้องการควบคุมต้นทุนแนวโน้มนี้ ทำให้เจ้าของอาคารต้องเริ่ม “คิดใหม่” เรื่องการจัดสรรพื้นที่ไม่ใช่แค่ปล่อยเช่าทั้งชั้นเหมือนในอดีต แต่ต้องแบ่งพื้นที่ให้หลากหลาย และตอบโจทย์ผู้เช่าแต่ละประเภทมากขึ้น พลัสฯ ยกตัวอย่าง “อาคารสิริภิญโญ” ที่มีการปรับแยกพื้นที่เช่าให้เล็กลง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยเช่าได้ดีขึ้น

 อาคารยุคใหม่ต้องยืดหยุ่น บริการSubscription

สิ่งที่ผู้เช่าต้องการในวันนี้ ไม่ใช่แค่ออฟฟิศ แต่คือ “บริการที่ยืดหยุ่น”หลายองค์กรไม่ได้ใช้ออฟฟิศเต็มเวลาอีกแล้ว บางแห่งเข้าใช้งานเฉพาะบางวัน บางช่วงเวลา หรือมีการทำงานล่วงเวลานอกเวลาปกตินี่ทำให้การบริหารอาคารต้องเปลี่ยนจากระบบตายตัว ไปสู่โมเดลที่ยืดหยุ่นมากขึ้นตั้งแต่ระบบเข้า-ออกอาคาร การใช้ไฟฟ้านอกเวลา ไปจนถึงการจัดการพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อาคารสำนักงานกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “อสังหาริมทรัพย์” ไปสู่ “ธุรกิจบริการ”

Green Building  Smart Building ไม่ใช่ทางเลือก

ในอดีต มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอาจเป็นเพียง “จุดขายเสริม”แต่วันนี้กำลังกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ขององค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่มีนโยบายด้าน ESG ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน LEED, WELL, G-Green หรือ MEA Energy Awards ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเช่ามากขึ้นขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ หรือ Smart Building ก็เริ่มกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดเพราะช่วยทั้งลดต้นทุนพลังงาน และเพิ่มประสบการณ์ใช้งานให้ผู้เช่า

รีโนเวตทั้งตึก อาจไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม พลัสฯ มองว่า การแข่งขันไม่ได้แปลว่าต้องลงทุนมหาศาลเสมอไปเพราะสิ่งแรกที่ผู้เช่ามองเห็น คือ “ภาพลักษณ์อาคาร”ดังนั้น บางครั้งการปรับเพียงบางจุด เช่น ล็อบบี้ ทางเข้า ฟาซาด หรือพื้นที่ส่วนกลาง ก็สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของผู้เช่าได้ทันทีและยังสามารถทยอยลงทุนเป็นเฟส ตามงบประมาณที่มี

สุดท้ายแล้ว ตลาดอาคารสำนักงานกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ขนาด” หรือ “ความใหม่” อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกต่อไปแต่ผู้ชนะ จะเป็นอาคารที่เข้าใจว่าผู้เช่ากำลังเปลี่ยนไปอย่างไรเพราะในวันที่ลูกค้ามีทางเลือกมากกว่าเดิมอาคารที่ยังอยู่รอดได้ อาจไม่ใช่อาคารที่ดีที่สุดแต่คืออาคารที่ “ปรับตัวเก่งที่สุด” ในเกมธุรกิจรอบนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 25 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ตอบรับกระแสข่าวหยุดยิง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 25 พ.ค. แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากกระแสข่าวความคืบหน้าในการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
  • ข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.51 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่า” ขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.65 บาทต่อดอลลาร์ 

กรอบค่าเงินบาท สัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00 – 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.43-32.70 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ผู้เล่นในตลาดต่างมีความคาดหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงในเบื้องต้น ซึ่งอาจนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ ซึ่งภาพดังกล่าว ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยให้โอกาสราว 78% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงพอควร หลังผู้เล่นในตลาดกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมากขึ้น โดยล่าสุด ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียของเช้าวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม ได้มีกระแสข่าวมากขึ้น ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ที่จะนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตอบรับกระแสข่าวดังกล่าว ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้นำเข้า (โฟลว์ธุรกรรมปลายเดือน) แถวโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีแนวรับสำคัญถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า จะเห็นได้ เมื่อมีการเจรจาหยุดยิงมีรูปธรรมชัดเจน 

แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงและการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนได้ เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง โดยมีโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงได้ ทว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลับมาหนุนเงินดอลลาร์ได้ไม่ยาก

สัปดาห์ที่ผ่านมา มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน มีความคืบหน้าไปพอสมควร และอาจมีการประกาศข้อตกลงเบื้องต้นในระยะสั้นนี้ ซึ่งเป้นไปได้ว่า จะมีทั้งการประกาศหยุดยิง (เพื่อเดินหน้าการเจรจา) พร้อมกับ การเริ่มทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าว (หากเกิดขึ้นจริง) อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้บ้างและอาจมีการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนเมษายน รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง คาดการณ์ครั้งที่ 2 ของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปี 2026 และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ อนึ่ง ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 95% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (และมีโอกาสราว 48% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า)

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของBOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 91% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสราว 59% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะยังคงรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การเมืองอังกฤษ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดพนัน (Prediction Markets) ต่างประเมินว่า นายกฯ อังกฤษ Sir Keir Starmer อาจลงจากตำแหน่งภายในปีนี้ (โอกาสราว 66% ที่จะลงจากตำแหน่งก่อนเดือนกันยายน)

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (Official Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนพฤษภาคม รวมถึงรายงานผลกำไรภาคธุรกิจอุตสาหกรรม (Industrial Profits) ในเดือนเมษายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราเงินเฟ้อพื้นที่กรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยมีโอกาสราว 76% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ทั้งธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) และธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% และ 2.50% ตามลำดับ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ทั้ง RBNZ และ BOK อาจสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 126bps และ 115bps ตามลำดับ (Implied Policy Rate จาก OIS Curve) ภายในระยะเวลา 1 ปี ข้างหน้า สะท้อนถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า บรรดาธนาคารกลางอาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่เสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น จนทะลุกรอบเป้าหมายของธนาคารกลาง

▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า การส่งออกของไทยยังคงได้แรงหนุนจากเทรนด์การเติบโตของ AI (Data Center) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor โดยภาพดังกล่าวอาจยังคงสะท้อนผ่าน ยอดการส่งออกในเดือนเมษายนที่อาจขยายตัว +20%y/y อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าจะพุ่งขึ้น +29%y/y ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนจะยังคง “ขาดดุล” ราว 5.3 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เดือนเมษายน ที่ควรจะสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคการผลิตของไทยมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


บทสรุปทุกโควตา ในศึก ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025-26

“ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025-26 มาครอง หลังโกยแต้มได้มากที่สุดในตาราง 85 คะแนน ถือเป็นการได้แชมป์อีกครั้งในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่เป็นแชมป์ไร้พ่ายเมื่อฤดูกาล 2003-04

ขณะที่อันดับ 2 ตกเป็นของ “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ ที่พลาดสะดุดในช่วงโค้งสุดท้ายเก็บไปได้ 78 คะแนน และอันดับ 3 “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ที่กลับมาสู่ฟอร์มเก่งโกยแต้ม 71 คะแนน คว้าตั๋วลุยถ้วยใหญ่ยุโรปได้สำเร็จ

ส่วน “แชมป์เก่า” ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้หลุดฟอร์มน่าใจหายแพ้ในลีกไปมากถึง 12 เกม จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ของตาราง มี 60 คะแนน

ไปดูกันที่โซนท้ายตารางกันบ้าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, เบิร์นลีย์, วูล์ฟแฮมป์ตัน คือ 3 ทีมที่ต้องหล่นชั้นไปเล่น ลีก แชมเปียนชิพ ในฤดูกาลหน้า

บทสรุปโควตาต่างๆ และทีมตกชั้น

ทีมได้โควตา ยูฟ่า ชปล. : อาร์เซนอล (แชมป์), แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลลา, ลิเวอร์พูล
ทีมได้โควตา ยูฟ่า ยูโรปา ลีก : บอร์นมัธ, ซันเดอร์แลนด์
ทีมได้โควตา ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก : ไบรท์ตัน
ทีมตกชั้น : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, เบิร์นลีย์, วูล์ฟแฮมป์ตัน

อันดับดาวซัลโว ฤดูกาล 2025-26

1. เออร์ลิง ฮาลันด์ (แมนฯ ซิตี้) 27 ประตู
2. อิกอร์ ติอาโก้ (เบรนท์ฟอร์ด) 22 ประตู
3. อองตวน เซเมนโย (แมนฯ ซิตี้) 17 ประตู
4. โอลลี วัตกินส์ (แอสตัน วิลลา) 16 ประตู
5. ชูเอา เปโดร (เชลซี), มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ (ฟอเรสต์) 15 ประตู
7. โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน (ลีดส์), วิคเตอร์ โยเคเรส (อาร์เซนอล) 14 ประตู

ผู้รักษาประตูเก็บคลีนชีต ฤดูกาล 2025-26

1. ดาบิด รายา (อาร์เซนอล) 19 เกม
2. จานลุยจิ ดอนนารุมมา (แมนฯ ซิตี้) 15 เกม
3. ดีน เฮนเดอร์สัน (คริสตัล พาเลซ), ยอร์เย เปโตรวิช (บอร์นมัธ), จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน) 11 เกม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ยาเม็ด ‘เอนซิทรีลเวียร์’ ป้องกันโควิด-19 หลังสัมผัสเชื้อ

  • ยาเอนซิทรีลเวียร์ (Ensitrelvir) เป็นยาต้านไวรัสชนิดเม็ดสำหรับรับประทาน ที่ผลวิจัยยืนยันว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพหลังสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย
  • ควรเริ่มรับประทานยาภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากผู้ป่วยเริ่มมีอาการ โดยผลการศึกษาพบว่าช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป่วยลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ยานี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ที่ต้องอาศัยร่วมกับผู้ติดเชื้อ เพื่อป้องกันอาการรุนแรง

ในช่วงที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดหลักทั่วโลก การป้องกันตนเองให้รอดจากการติดเชื้อทำได้เพียงการสวมหน้ากากาอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างจากผู้อื่น  ส่วนวัคซีนโควิด-19 ในชว่งแรกก็หาได้ยากสำหรับประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย

และแม้ปัจจุบันสถานการณ์ของโรค จะกลายเป็นการติดเชื้อตามฤดูกาลและระบาดขึ้นในบางช่วง แต่เชื้อไวรัสตัวนี้ก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไป สามารถทำให้คนติดเชื้อขึ้นได้เสมอ และส่งผลให้อาการอาจรุนแรงขึ้นในกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยง

แต่ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัย เรื่อง “Ensitrelvir for Covid-19 Postexposure Prophylaxis in Household Contacts” ตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine (NEJM) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวข้องกับ “ยาเอนซิทรีลเวียร์” เป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน สำหรับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 หลังสัมผัสในผู้สัมผัสใกล้ชิดในครัวเรือน
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค :BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายผ่านเฟซบุ๊กถึงผลการศึกษาวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร NEJMนี้ว่า ได้ยืนยันถึงความสำเร็จของยาต้านไวรัสชนิดกินที่มีชื่อว่า เอนซิทรีลเวียร์ (Ensitrelvir) ซึ่งสามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่บุคคลนั้นไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่เรามียาเม็ดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้จริงหลังการสัมผัสเชื้อ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ในการรับมือกับโรคที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน การติดเชื้อภายในครอบครัวหรือในหมู่ผู้ที่พักอาศัยร่วมกันถือเป็นช่องทางหลักที่ทำให้โควิด-19 แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งในบ้านล้มป่วย โอกาสที่คนอื่นๆ จะติดเชื้อตามไปด้วยนั้นมีสูงมาก

“ที่ผ่านมาเรามีเพียงมาตรการป้องกันเบื้องต้นเช่นการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง หรือการแยกตัวผู้ป่วย ซึ่งในทางปฏิบัติมักจะไม่เพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด”ดร.อนันต์ระบุ

ดร.อนันต์ อธิบายด้วยว่า ยาเอนซิทรีลเวียร์เข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ โดยการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่าสองพันคนพบว่า หากผู้ที่พักอาศัยร่วมกับผู้ป่วยโควิด-19 เริ่มรับประทานยานี้ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ยานี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป่วยเป็นโควิด-19 ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลการทดลองระบุว่าผู้ที่ได้รับยาเอนซิทรีลเวียร์มีอัตราการป่วยเพียงไม่ถึงสามเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับยา (กลุ่มที่ได้ยาหลอก) มีอัตราการป่วยสูงถึงเก้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นการลดความเสี่ยงลงได้มากกว่าครึ่ง

นอกจากประสิทธิภาพในการป้องกันโรคแล้ว ยาเอนซิทรีลเวียร์ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่พบจากการศึกษาวิจัยนั้นมีเพียงเล็กน้อยและแทบไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก รูปแบบของยาที่เป็นยาเม็ดสำหรับรับประทานยังช่วยให้การนำไปใช้จริงเป็นเรื่องง่ายดายและสะดวกสบาย ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสามารถรับประทานยาต่อเนื่องเพียงแค่ห้าวันตามที่แพทย์สั่ง

หัวใจสำคัญที่ทำให้ยาตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงซ่อนอยู่ในกลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ เมื่อเรารับประทานยาเอนซิทรีลเวียร์เข้าไป ตัวยาจะพุ่งเป้าไปที่การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า 3C-like protease

ซึ่งเปรียบเสมือน “กรรไกรระดับโมเลกุล” ที่ไวรัสโควิด-19 จำเป็นต้องใช้ในการตัดแต่งชิ้นส่วนโปรตีนของตัวมันเอง เพื่อนำไปประกอบร่างและสร้างไวรัสตัวใหม่ๆ ขึ้นมา เมื่อกรรไกรนี้ถูกยาเข้าไปล็อกและทำลายการทำงาน เชื้อไวรัสก็จะไม่สามารถแบ่งตัวหรือเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ของร่างกายเราได้อีกต่อไป

การหยุดยั้งวงจรชีวิตของไวรัสตั้งแต่เนิ่นๆ นี้เองที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรามีเวลาจัดการกับเชื้อที่หลงเหลืออยู่ ทำให้ไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายจนก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ ความน่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ เอนไซม์โปรตีเอสที่เป็นเป้าหมายโจมตีของยานี้ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่พบได้ในไวรัสโคโรนาแทบทุกสายพันธุ์ และเป็นส่วนที่ไม่ค่อยเกิดการกลายพันธุ์เหมือนกับโปรตีนหนาม (Spike protein) ที่อยู่ภายนอกตัวไวรัส

จากกลไกการออกฤทธิ์ที่เข้าไปจัดการกับจุดอ่อนสำคัญซึ่งใช้ร่วมกันในตระกูลไวรัสโคโรนานี้เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ประเมินว่า ยาเอนซิทรีลเวียร์ไม่เพียงแต่จะใช้ได้ผลดีกับเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพสูงมากที่จะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธสำคัญในด่านหน้า เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจอุบัติขึ้นได้อีกในอนาคต
ดร.อนันต์ ระบุอีกว่า แม้ว่ายาตัวนี้จะได้รับการพิสูจน์และนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ความตื่นตระหนกจากการระบาดใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่มันกลับมีความหมายมากสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะเมื่อคนกลุ่มนี้ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ ยาเอนซิทรีลเวียร์จะเป็นเสมือนเกราะป้องกันที่ช่วยลดความสูญเสียและป้องกันไม่ให้พวกเขาต้องเจ็บป่วยรุนแรง

“การค้นพบนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางวิชาการแพทย์ แต่ยังเป็นความหวังใหม่ที่ช่วยให้เราทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากไวรัสโคโรนาในอนาคตได้อย่างอุ่นใจมากยิ่งขึ้น”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘ดีอี’ จ่อเปิดตัว AI Passport เปิดลงทะเบียนมิ.ย.นี้ เคาะ 5 ล้านสิทธิ์ หนุนคนไทยใช้ AI ตัวดังฟรี

  • กระทรวงดีอีเตรียมเปิดตัวโครงการ “AI Passport” ในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อให้คนไทย 5 ล้านคนได้สิทธิ์ใช้เครื่องมือ AI ชั้นนำระดับโลกฟรีเป็นเวลา 1 ปี
  • โครงการรวบรวม Generative AI ชื่อดังกว่า 15 ราย เช่น ChatGPT, Gemini และ Claude ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน
  • ใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาทจากกองทุนดีอี โดยประเมินว่ามีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 7 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าการสมัครใช้บริการเองมาก
  • สิทธิ์การใช้งาน 5 ล้านสิทธิ์จะไม่ใช่สิทธิ์ถาวร หากผู้ได้รับสิทธิ์ไม่เข้าใช้งานในเวลาที่กำหนด ระบบจะดึงสิทธิ์คืนเพื่อจัดสรรให้ผู้ที่ต้องการใช้งานจริง
  • การเข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง (Pro) จะต้องผ่านการเรียนหลักสูตรออนไลน์ในระบบเพื่อรับโทเคนสำหรับปลดล็อก เป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะไปพร้อมกัน

รายงานข่าวจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีเตรียมเดินหน้าโครงการ AI Passport เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนไทยเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกได้ฟรี ผ่านแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมบริการ Generative AI ชั้นนำประมาณ 15 รายไว้ในระบบเดียว

โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) วงเงิน 1,600 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ใช้งาน 5 ล้านคน เป็นระยะเวลา 1 ปี

สำหรับโครงการ AI Passport ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันการสมัครใช้บริการ AI แบบรายแพลตฟอร์มมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยบางบริการมีค่าบริการระดับ 700-1,000 บาทต่อเดือน

โดยขณะที่โครงการนี้จะรวมเครื่องมือ AI หลายรายไว้ในระบบเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกใช้งานได้ตามความถนัดและลักษณะงาน โดยไม่ต้องสมัครแยกหลายบัญชี หรือแบกรับค่าใช้จ่ายเองเป็นรายแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้น ต้นทุนเฉลี่ยของโครงการต่อคนต่อวัน จะอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับการสมัครใช้บริการ AI เชิงพาณิชย์ทั่วไป ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ AI ฟรี แต่เป็นการสร้างช่องทางให้คนไทยจำนวนมากเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ การทำงาน การสร้างอาชีพ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ส่วนสิทธิ์ใช้งานจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ จะไม่ใช่สิทธิ์แบบตายตัว แต่จะมีระบบบริหารจัดการสิทธิ์เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง หากผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่เข้าใช้งานภายในระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะตัดสิทธิ์และนำไปจัดสรรให้ประชาชนรายอื่น เพื่อป้องกันการกักสิทธิ์โดยไม่เกิดประโยชน์ และทำให้โครงการสามารถกระจายโอกาสไปยังผู้ที่ต้องการใช้งานจริงได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนต้องการใช้ ฟีเจอร์ขั้นสูง หรือบริการระดับ Pro ของเครื่องมือ AI บางประเภท จะต้องเรียนหลักสูตรออนไลน์ที่จัดไว้ในระบบก่อน เมื่อเรียนครบตามเงื่อนไขจึงจะได้รับโทเคน เพื่อนำไปปลดล็อกการใช้งาน AI ระดับสูง โดยรัฐบาลจะไม่เปิดให้ซื้อโทเคนเพิ่ม แต่ใช้การเรียนรู้เป็นเงื่อนไขหลัก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนอัปสกิลและรีสกิลด้าน AI ไปพร้อมกับการใช้งานจริง ทั้งนี้ หลักสูตรจะมาจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ  และพันธมิตรอื่นๆ โดยผู้เรียนจะได้รับใบรับรอง (Certificate) เพื่อนำไปต่อยอดด้านการเรียนและการทำงานในอนาคต

ด้านรูปแบบการใช้งาน ขณะนี้ได้คัดเลือกผู้รับจ้างพัฒนาระบบแล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบเว็บไซต์ รวมถึงเตรียมเปิดใช้งานควบคู่กับแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทั้งผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

โดยหน้าจอของระบบจะมีลักษณะเป็นแดชบอร์ดกลาง ให้ผู้ใช้งานเลือกเครื่องมือ AI ที่ต้องการใช้จากรายการในระบบเดียว ผู้ใช้งานจึงสามารถเลือกใช้เครื่องมือ AI แต่ละรายตามความถนัดและลักษณะงาน โดยอาจสลับใช้งานระหว่าง Generative AI แต่ละตัว หรือเครื่องมืออื่นๆ ได้จากหน้าจอเดียว

รายละเอียดเกี่ยวกับระบบโทเคนของโครงการ AI Passport เช่น การนำโทเคนที่ได้จากการเรียนไปใช้ร่วมกันได้ทุกแพลตฟอร์มหรือแยกตามบริการ AI แต่ละราย จะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ขณะที่กระทรวงดีอีเตรียมเปิดให้บริการทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากและลดความเสี่ยงระบบล่ม โดยโครงการมีแผนเปิดตัวในเดือน มิ.ย.69 หลังระบบมีความพร้อม เพื่อผลักดันให้ประชาชนเข้าถึง AI ได้กว้างขึ้น ควบคู่กับการยกระดับทักษะดิจิทัลผ่านการเรียนรู้และการใช้งานจริงในระบบเดียว

นอกจากนี้ AI Passport ยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา National Super App หรือแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐในอนาคต ซึ่งมีเป้าหมายลดความซ้ำซ้อนของแอปพลิเคชันภาครัฐ และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการดิจิทัลของรัฐได้สะดวกขึ้น

โดยมีแนวคิดเชื่อมโยงบริการสำคัญ เช่น ทางรัฐ, Thai ID และหมอพร้อม ให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น แทนการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบแยกส่วนจนเกิดความซ้ำซ้อนทั้งด้านงบประมาณและประสบการณ์ใช้งานของประชาชน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้ เกิดจากอะไร? เผยสาเหตุที่ทำให้คุณ “ใบ้กิน” พร้อมวิธีแก้ไขให้พูดคล่อง

ลองนึกภาพตามนะครับ… คุณกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมที่มีชาวต่างชาติ หรือยืนต่อหน้าฝรั่งที่เดินเข้ามาถามทาง ในหัวของคุณตอนนี้มีคำศัพท์ลอยล่องอยู่เต็มไปหมด คุณรู้ว่าคำว่า “ทางแยก” คืออะไร “ตรงไป” คืออะไร แต่พอจะอ้าปากพูดจริง ๆ ลิ้นกลับแข็ง ทื่อไปหมด สุดท้ายก็ได้แต่ตอบว่า “Yes, No, OK” หรือไม่ก็ยิ้มแห้ง ๆ กลับไป ทั้งที่ในใจอยากจะระเบิดประโยคภาษาอังกฤษออกมาใจจะขาด

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และคุณไม่ใช่คนเดียวที่เจอครับ “จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้” เป็น Pain Point อันดับต้น ๆ ของคนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษมานานหลายปีแต่ไม่ได้ใช้จริง จากประสบการณ์ของทีมงาน Engduo ที่ได้คลุกคลีกับผู้เรียนมานับหมื่นคน เราพบว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การที่คุณ “ไม่รู้” แต่เป็นเรื่องของ “ทักษะการดึงออกมาใช้” ต่างหาก

วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร และเราจะเปลี่ยนจากการเป็น “พจนานุกรมเคลื่อนที่” ให้กลายเป็น “นักสื่อสารที่มั่นใจ” ผ่านการ เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ที่เน้นผลลัพธ์จริงได้อย่างไร

1. ทำไมเราถึง “จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้” : เมื่อสมองกับปากทำงานไม่สามัคคีกัน

หลายคนสงสัยว่า “ฉันก็สอบผ่าน Grammar นะ ศัพท์ยาก ๆ ในข้อสอบก็แปลได้หมด แต่ทำไมพอเจอสถานการณ์จริงถึงใบ้กิน?”

สาเหตุแรกที่ต้องเข้าใจคือเรื่องของ Passive Vocabulary vs. Active Vocabulary ครับ

จากข้อมูลของ Cambridge Assessment English ระบุว่า มนุษย์เรามีคลังคำศัพท์สองชุด ชุดแรกคือคำศัพท์ที่เรา “รู้จักเมื่อเห็นหรือได้ยิน” (Passive) และชุดที่สองคือคำศัพท์ที่เรา “สามารถนำมาใช้พูดหรือเขียนได้เอง” (Active)

ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือ เรามี Passive Vocabulary ที่ใหญ่มากจากการอ่านหนังสือและดูหนัง แต่เรามี Active Vocabulary ที่เล็กนิดเดียว เพราะเราขาดการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร อย่างสม่ำเสมอ

สาเหตุหลักที่ทำให้คุณพูดไม่ออก:

  • การแปลจากไทยเป็นอังกฤษในหัว: เรามักจะคิดประโยคเป็นภาษาไทยก่อน แล้วค่อย ๆ หาคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาวางเรียงตามโครงสร้างไวยากรณ์ กระบวนการนี้ใช้เวลานานเกินไปสำหรับการสนทนาจริง
  • ความกลัวที่จะผิด (Perfectionism): กลัวว่า Grammar จะไม่เป๊ะ กลัวสำเนียงไม่ชัด ความกังวลนี้ส่งผลให้สมองส่วนหน้าทำงานช้าลง
  • ขาดการฝึกฝนแบบ Output: เราเน้นการ Input (อ่าน/ฟัง) มากเกินไป จนลืมไปว่าการพูดคือ “ทักษะกล้ามเนื้อ” และ “ทักษะการประมวลผลฉับพลัน”

2. เจาะลึก 5 อุปสรรคที่ขวางกั้นความคล่องแคล่วของคุณ

หากคุณต้องการแก้ปัญหา จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้ คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณติดอยู่ที่หลุมพรางไหนใน 5 ข้อนี้:

2.1 กลไกการประมวลผลภาษา (Language Processing)

เมื่อเราจำศัพท์ได้แบบ “ท่องจำ” สมองจะเก็บข้อมูลไว้ในส่วนความจำระยะยาวแบบเป็นคำ ๆ (Isolated words) แต่เมื่อถึงเวลาพูด สมองต้องการ “วลี” (Phrases) หรือ “ประโยค” (Sentences) ที่เชื่อมโยงกัน หากคุณไม่เคยฝึกเชื่อมคำเหล่านั้นเข้าด้วยกัน คุณก็จะเกิดอาการนึกศัพท์ไม่ออกกลางคัน

2.2 ปัญหาเรื่องความมั่นใจ

ความมั่นใจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง หลายคนพบว่าเมื่อต้อง ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อความมั่นใจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศัพท์ แต่อยู่ที่ความตื่นเต้น (Anxiety) ซึ่งทำให้เกิดสภาวะ Brain Fog หรือสมองตื้อไปชั่วขณะ

2.3 การขาดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพูด

คนไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนที่เน้นการทำข้อสอบ เราแทบไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของภาษาจริง ๆ การ เรียนภาษาอังกฤษกับครูต่างชาติ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการจำลองสภาพแวดล้อมเพื่อให้สมองชินกับการโต้ตอบ

2.4 ทักษะการฟังยังไม่แข็งแรงพอ

บ่อยครั้งที่เราพูดไม่ได้ เพราะเรา “ฟังไม่ทัน” เมื่อฟังไม่ออก สมองก็ประมวลผลเพื่อโต้ตอบไม่ได้ การสื่อสารจึงหยุดชะงัก

2.5 ไม่รู้จะเริ่มต้นประโยคอย่างไร

บางครั้งเรามีศัพท์ แต่เราไม่มี “Template” ในหัว เช่น แทนที่จะต้องนึกศัพท์ทุกคำเพื่อบอกว่าขอโทษ เราควรจะมีวลีสำเร็จรูปอย่าง “I’m sorry for…” อยู่ในหัวพร้อมใช้ทันที

3. วิธีแก้ปัญหา “จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้” อย่างได้ผลจริง

การจะเปลี่ยนตัวเองให้พูดคล่อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการท่องศัพท์เพิ่มวันละ 100 คำ แต่มันคือการเปลี่ยน “วิธีการฝึก” ครับ

เปลี่ยนการจำแบบคำ เป็นการจำแบบ “Collocations”

อย่าจำแค่คำว่า Decision (การตัดสินใจ) แต่ให้จำว่า Make a decision (ตัดสินใจ) การจำคำศัพท์ที่เป็นคู่หรือเป็นกลุ่มคำจะช่วยให้คุณดึงออกมาใช้ได้เร็วขึ้นมาก

ฝึกแบบ Shadowing

ลองหาคลิปวิดีโอภาษาอังกฤษสั้น ๆ แล้วพูดตามให้ทัน ทั้งจังหวะ โทนเสียง และอารมณ์ วิธีนี้จะช่วยปรับจูนหูและปากให้ทำงานประสานกันได้ดีขึ้น เหมาะมากสำหรับการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษพื้นฐาน

สร้างโอกาสในการพูดจริง (สำคัญที่สุด!)

ทักษะการพูดเปรียบเสมือนการว่ายน้ำ คุณไม่สามารถเก่งได้จากการอ่านตำราบนบก การ การเรียนภาษาอังกฤษตัวต่อตัวเป็นวิธีที่สั้นที่สุดที่จะทำให้คุณก้าวข้ามความเขินอาย เพราะคุณจะได้พูดเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมอง

4. ตารางเปรียบเทียบ: การเรียนแบบดั้งเดิม vs. การเรียนเน้นการสื่อสารที่ Engduo

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมหลายคนถึงยัง จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้ แม้จะเรียนมานาน เรามาดูตารางเปรียบเทียบนี้กันครับ

หัวข้อเปรียบเทียบการเรียนแบบเน้นไวยากรณ์ (ดั้งเดิม)การเรียนเน้นการสื่อสาร (Engduo)
เป้าหมายหลักทำข้อสอบได้คะแนนสูงพูดสื่อสารได้จริงในชีวิตประจำวัน
วิธีการจำศัพท์ท่องจำทีละคำ (List)เรียนรู้ศัพท์ผ่านบริบทและการใช้งานจริง
โอกาสในการพูดน้อย (ส่วนใหญ่นั่งฟังครูสอน)สูงมาก (เน้นการโต้ตอบแบบ Real-time)
ความมั่นใจมักจะกลัวผิด Grammarเน้นความลื่นไหล (Fluency) มาก่อนความเป๊ะ
ผลลัพธ์ที่ได้อ่านเก่ง เขียนได้ แต่พูดติดขัดสื่อสารเป็นธรรมชาติ มั่นใจเมื่อเจอฝรั่ง

5. ยกระดับการทำงานด้วยภาษาอังกฤษ: เมื่อ “การพูด” คือโอกาสทางรายได้

สำหรับวัยทำงาน ปัญหา จำศัพท์ได้แต่พูดไม่ได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความก้าวหน้าในอาชีพครับ หลายคนเสียโอกาสโปรโมตตำแหน่ง หรือไม่กล้าย้ายงานไปบริษัทข้ามชาติเพียงเพราะสื่อสารไม่ได้ ทั้งที่มีทักษะการทำงาน (Hard Skills) ยอดเยี่ยม

ที่ Engduo เราออกแบบหลักสูตร ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน มาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น:

การ ฝึกพูดเพื่อการทำงาน ไม่ใช่เรื่องของการท่องบท แต่คือการเรียนรู้ที่จะใช้ “ศัพท์ที่คุณมีอยู่แล้ว” มาประกอบเป็นประโยคที่ดูเป็นมืออาชีพที่สุด

6. เคสตัวอย่าง: จาก “ใบ้กิน” สู่ “พูดคล่อง” ภายใน 3 เดือน

ขออนุญาตแชร์เรื่องราวของคุณบี (นามสมมติ) นักเรียนท่านหนึ่งที่ Engduo ครับ คุณบีเป็น Manager ในบริษัทไอทีแห่งหนึ่ง เธอมีคลังคำศัพท์เยอะมากเพราะต้องอ่าน Manual ภาษาอังกฤษตลอดเวลา แต่เวลาต้องเข้าประชุม Global เธอกลับนั่งเงียบตลอด

“หนูรู้หมดนะคะว่าเขาพูดอะไร ศัพท์ตัวไหนหนูก็แปลออก แต่พอจะตอบ ใจมันสั่น แล้วคำศัพท์มันหายไปหมดเลยค่ะ” คุณบีเล่าถึงปัญหา

เราจึงจัดให้คุณบีเรียนแบบ 1-on-1 โดยเน้นไปที่การ Roleplay สถานการณ์จริงในที่ทำงาน ครูผู้สอนจะคอยกระตุ้นให้คุณบีได้ใช้ศัพท์เหล่านั้นออกมาบ่อย ๆ จนมันกลายเป็น “ความจำกล้ามเนื้อ”

ปัจจุบัน คุณบีสามารถเป็น Lead ในการประชุมได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเครียดจากการทำงานลดลงไปมาก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสารอีกต่อไป นี่คือพลังของการเปลี่ยนจากความรู้ให้กลายเป็นทักษะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ซื้อ “กะหล่ำปลี” มาห้ามแช่ตู้เย็นทันที! กูรูญี่ปุ่นเผยทริกเด็ด ล็อกความสดใน 10 วินาที

อย่าหาทำ! ซื้อ “กะหล่ำปลี” มาห้ามแช่ตู้เย็นทันที กูรูญี่ปุ่นเผยทริกเด็ด ล็อกความสดใน 10 วินาที

คนส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับการซื้อกะหล่ำปลีมาทั้งหัวแล้วนำเข้าแช่ตู้เย็นในช่องแช่ผักทันที แต่การทำเช่นนั้นอาจทำให้กะหล่ำปลีเน่าเสียได้ง่ายขึ้นจากความแห้งหรือความชื้นสะสม ผู้เชี่ยวชาญด้านผักและผลไม้จากญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี ได้ออกมาเปิดเผยเคล็ดลับการยืดอายุผักชนิดนี้ให้ยาวนานกว่าเดิม โดยระบุว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่ขั้วของกะหล่ำปลี

วิธีล็อกความสดด้วย “หมุดยืดอายุผัก” ใน 10 วินาที

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า วิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดคือการใช้หมุดปักรักษาความสดของผัก (Vegetable Freshness Pick) ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายของเบ็ดเตล็ดทั่วไป นำมาปักลงไปบริเวณขั้วของกะหล่ำปลีโดยตรงก่อนนำไปแช่เย็น

ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาทีก็สามารถช่วยชะลอการเจริญเติบโตและรักษาความสดใหม่ไว้ได้นานขึ้น หรือหากไม่มีหมุดดังกล่าว ก็สามารถใช้ไม้จิ้มฟันธรรมดาจำนวน 2–3 เล่ม ปักลงไปที่ขั้วแทนได้เช่นกัน ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แพ้กัน

เทคนิคการห่อเพื่อป้องกันผักเหี่ยวและเน่าเสีย

การใส่กะหล่ำปลีเข้าไปในตู้เย็นโดยตรง ลมเย็นจะทำให้ใบภายนอกแห้งและเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว แต่หากใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุงจนแน่นสนิท ความชื้นที่สะสมอยู่ภายในก็จะเป็นตัวเร่งให้ผักเน่าค้างได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นหลังจากจัดการส่วนขั้วเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้เพิ่มขั้นตอนอีกเล็กน้อยด้วยการนำหนังสือพิมพ์หรือกระดาษทิชชูอเนกประสงค์สำหรับงานครัวมาห่อหุ้มตัวผักไว้ จากนั้นจึงใส่ลงในถุงพลาสติกโดยเปิดปากถุงทิ้งไว้เล็กน้อย ไม่ต้องมัดแน่น แล้วจึงนำเข้าแช่ตู้เย็นตามปกติ

วิธีเก็บรักษากะหล่ำปลีให้อยู่ได้นานเป็นสัปดาห์

หากต้องการเก็บรักษากะหล่ำปลีไว้ใช้ได้นานเป็นสัปดาห์ เกษตรกรญี่ปุ่นนิยมใช้วิธีเจาะคว้านเอาส่วนขั้วแข็งแกนกลางออก จากนั้นนำกระดาษทิชชูอเนกประสงค์ชุบน้ำหมาดๆ ยัดใส่เข้าไปในรอยแยกแทนที่ แล้วห่อด้วยหนังสือพิมพ์ก่อนใส่ถุงพลาสติก

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จำเป็นต้องหมั่นเปลี่ยนกระดาษทิชชูแผ่นใหม่ทุกๆ 2–3 วัน แม้จะค่อนข้างเสียเวลาแต่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทยอยนำผักออกมาปรุงอาหารทีละน้อย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 25/5/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a69,850.0070,050.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,515.0068,447.4070,850.00
ทองรูปพรรณ 90%4,063.5061,602.66n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,612.0054,757.92n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,031.7530,801.33n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,580.2523,956.59n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,678.7670,930.00n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 25/5/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9544.9044.9045.4044.9044.9044.9044.9044.9044.90
แก๊สโซฮอล์ 9144.5344.5345.0344.5344.5344.5344.5344.5344.53
แก๊สโซฮอล์ E2037.9037.9038.4037.9037.9037.9037.9037.90
แก๊สโซฮอล์ E8533.8433.8433.84
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม52.3954.8449.8452.39
เบนซิน 9554.4954.8154.9954.6454.49
ดีเซล42.2042.2042.2042.2042.2042.2042.2042.2042.20
ดีเซลพรีเมี่ยม61.2561.2549.8461.2561.25
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า